THE ONLINE WAR ฝ่าวิกฤติออนไลน์ทะลุโลก (Episode 1)

    บทที่ 42 หวนคืนสู่สำนัก (ท่อนที่ 2)


                    เป็นเรื่องยากที่จะเชื่อว่ากระท่อมหลังเล็กที่ถูกสร้างขึ้นด้วยไม้ใผ่  และมุงหลังคาด้วยหญ้าคาหยาบ ๆ หลังนี้  คือสถานที่ตั้งของสำนักดาบวชิรา  และยิ่งมันบวกเข้ากับบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยป่าไม้  ที่มีน้ำตกขนาดใหญ่อยู่เยื้องห่างจากกระท่อมไปไม่มากแล้วละก็  มันก็มักจะทำให้ผู้ที่มาเห็นครั้งแรกคิดว่าเป็นที่ปลีกวิเวกของฤาษี  มากกว่าจะเรียกว่าสำนักดาบ  แต่ก็นั่นแหละต่อให้สภาพแวดล้อมของสำนักเป็นยังไง  สุดท้ายกระท่อมไม้ใผ่หลังเล็กหลังนี้  ก็คือสถานที่ ๆ ให้ทักษะดาบกับผมเป็นที่แรก    และภาพของชายชราที่กำลังนั่งเขียนอะไรบางอย่างอยู่บนโต๊ะนั่งพื้น  บนชานหน้ากระท่อมที่ยื่นออกมา ก็เป็นภาพอะไรที่ผมคุ้นเคยที่พอมองเห็นครั้งใดก็นึกได้ทันทีว่าเขาคนนั้นเป็นใคร  แม้มันจะผ่านมาแล้วเนิ่นนานก็ตามที...

                    “อาจารย์เมคิน”

                    ชายชราเงยหน้าจากงานที่กำลังทำ  แล้วมองมายังผมด้วยสายตาที่แน่นิ่ง  ข้าง ๆ ของเขานั้นเป็นเบาะนั่งอันหนึ่ง ที่ตอนนี้คนชุดดำเมื่อครู่กำลังเดินเข้าไปแล้วนั่งลงอย่างช้า ๆ  พร้อมกับบรรจงเลิกผ้าที่คลุมหัวออก  เผยให้เห็นใบหน้าของเด็กสาววัยแรกรุ่น    จากนั้นเธอก็สะบัดผมสีน้ำตาลแดงที่ยาวประบ่านั่นเบาๆ  ก่อนจะหันมามองผมเหมือนกับไม่พอใจอะไรบางอย่าง

                    “พามาแล้วค่ะ”   เธอบอกด้วยน้ำเสียงที่ฟังเหมือนกับเด็กกำลังงอน  ในขณะที่สายตาก็จ้องมองผมไม่เลิก

                    “อย่ามองศิษย์พี่เจ้าแบบนั้นสิ”   ชายชราส่งเสียงทุ้มต่ำปรามเด็กสาว  ยังผลให้เธอต้องผลุบตาลง  จากนั้นก็หันไปก้มหน้าทางผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นอาจารย์แทน

                    “ส่วนเจ้าก็มานั่งนี่”   ชายชราหันมาทางผมแล้วออกคำสั่ง  ก่อนจะตบเบาะที่อยู่อีกฝั่งตรงข้ามกับเด็กสาวเบา ๆ   

                    “ไม่ต้องพิธีมากนะ  เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ชอบ”   

                    เหมือนชายชราจะรู้ว่าผมกำลังจะคุกเข่าทำความเคารพ  ก็เลยชิงพูดขึ้นมาก่อน  จึงทำให้ผมต้องจำใจเดินเข้าไปนั่งที่เบาะนั่น  โดยไม่ได้ทำความเคารพหรือทักทายอันใดกับอาจารย์ตัวเอง  ส่วนไคน์กับเวียร่านั้นรอผมอยู่ใต้ต้นไม้ไม่ไกลจากกระท่อม

                    “อาจารย์เมคิน...สบายดีนะครับ”    ผมหย่อนตัวเองลงนั่งบนเบาะก่อนจะถาม

                    “ก็อย่างที่เจ้าเห็น...ข้าสบายดี  ยังไม่บุบสลาย”

                    “แล้วอาจารย์รับศิษย์ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ”    ผู้ที่ถูกกล่าวถึงกับเหลือบตามองดูผมเล็กน้อย

                    “ก็ไม่นานนี่แหละ...ชื่อเครซี่ เป็นศิษย์ยังไม่ถึง2 วันเลยมั่ง เป็นไงล่ะฝีมือพอใช้ได้มั๊ย”  เด็กสาวที่ชื่อเครซี่เงยหน้าขึ้นมารวดเร็วเมื่อถึงตอนนี้  นั่นทำให้ผมถึงกับลำบากใจในการตอบทันที

                    “ก็...”    ผมเว้นช่วง ในขณะที่สมองก็กำลังคิดหาประโยคที่มาใช้สรุปการต่อสู้ก่อนหน้านี้อยู่    “ถือว่าดีในระดับหนึ่ง...แต่เธอมักจะใช้ทักษะโดยไม่ดูสถานการณ์  คิดอยากจะใช้อะไรก็ใช้ออกมา  พอใช้แล้วแทนที่จะเป็นผลกลับทำให้ตัวเองลำบาก  แต่ถ้าเป็นคนที่เชี่ยวชาญละก็ไม่แน่ เพราะไม่ว่าจะใช้อะไรเขาก็สามารถปรับเปลี่ยนจากรุกเป็นรับได้ทั้งนั้น  แต่กับเธอยังไม่ถึงขั้นนั้น”

                    “อืม...”   อาจารย์เมคินลูบคางอย่างใช้ความคิด  ในขณะที่เครซี่กำลังมองผมแบบกินเลือดกินเนื้อ“ถ้างั้นล่ะก็...เครซี่”  

                    “คะ...”

                    “ภารกิจต่อไปของเจ้าคือ ไปกำจัดแมงมุมพันตามา  50 ตัว ข้ารู้สึกว่ามันน่าจะอยู่ทางตอนเหนือของป่านะ...ส่วนของรางวัลก็เป็นค่าประสบการณ์10,000 จุด  กับยาเพิ่มพลังโจมตีด้วยทักษะ500 จุดเป็นเวลา 1 ชั่วโมงจำนวน  2 ขวด  อ้อ!...มีข้อแม้ด้วยนะว่าเจ้าจะต้องใช้แค่  กระบวนท่ากงล้อธรรม ในการสังหาร”

                    “ว่าไงนะคะ...”    เครซี่ตีสีหน้าตกใจ  “ให้ไปกำจัดแมงมุมนี่พอรับได้นะ...แต่ให้ใช้แค่ท่ากงล้อธรรมเนี้ยมันโหดไปมั๊ย  แล้วท่าเนี้ยมันเป็นท่าไว้ป้องกันไม่ใช่เหรอคะ..”

                    “ก็ใช่...เจ้าก็ทำให้มันโจมตีได้เองสิ”   อาจารย์เมคินตอบก่อนจะก่อนจะโบกมือปัด  เป็นทำนองว่าให้เธอรีบไปทำภารกิจได้แล้ว

                    “ถึงงั้นก็เถอะค่ะ....แต่เรื่องอะไรอาจารย์จะให้หนูไปทำภารกิจตามความเห็นของศิษย์พี่ด้วย”  เครซี่ย่นหน้าไม่พอใจพร้อมกับชี้นิ้วมาที่ผมเหมือนเด็ก ๆ

                    “ก็ศิษย์พี่เจ้าวิเคราะห์ถูกนี่นา...เอาล่ะไปได้แล้ว  เมื่อก่อนเขาก็ฝึกแบบเดียวกับเจ้านี้แหละ”     อีกครั้งที่อาจารย์เมคินโบกมือปัด  ซึ่งนั่นทำให้เครซี่ต้องจำใจลุกขึ้นจากเบาะนั่งแล้วเดินออกจากชานหน้ากระท่อมไป  แต่ก็ไม่วายหันหน้ามาทิ้งท้ายให้ผมอีก

                    “สักวันฉันจะต้องชนะ”     แล้วเครซี่ก็เดินจ้ำอ้าวบุกเข้าป่าไป

                    “เป็นเด็กที่ดื้อจริง ๆ ”     อาจารย์เมคินเปรยไล่หลัง  ซึ่งแน่นอนว่าผู้ที่ถูกเอ่ยถึงย่อมไม่ได้ยิน

                    “แล้วอาจารย์รับมาได้ไง  ปกติเห็นรับศิษย์ยากเย็น  จนผมสงสัยแล้วเนี้ยว่าสำนักเรามีศิษย์กี่คน”

                    “2 คน”     

                    ชายชราที่ได้ชื่อว่าเป็น NPC อาจารย์สอนดาบยืดอกอย่างภูมิใจ  ราวกับว่าสำนักนี้มีลูกศิษย์เป็นร้อย  และนั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมตื่นเต้นอะไรด้วยเลย  ตรงกันข้ามผมกลับรู้สึกสงสารสำนักดาบของตัวเองมากกว่า  แต่มันก็โทษใครไม่ได้เพราะอาจารย์เมคินชอบให้ภารกิจแปลกๆ กับผู้เล่นอยู่เสมอ  จนพวกเขาเหล่านั้นขยาดและไม่มีใครทำผ่านสักคน  คงจะมีแค่ผมกับเด็กสาวที่ชื่อเครซี่กระมังที่สามารถผ่านมาได้ ซึ่งผมก็ไม่ได้มั่นใจนักว่าเธอจะอยู่ตลอดรอดฝั่งเหมือนผมหรือปล่าว

                    “ทำหน้าแบบนั้นทำไม  เจ้าไม่ดีใจเหรอที่มีศิษย์น้อง”   

                    “ด..ดี..ใจ”   

                    ผมตอบแบบตะกุกตะกัก  ก่อนจะส่งยิ้มแห้ง ๆ ให้    มันจะให้ดีใจเหมือนที่พูดได้ยังไง  ในเมื่ออาจารย์เมคินพึ่งรับศิษย์ในรอบพันปี  และมันก็ไม่ใช่ร้อยคนแต่มันแค่คนเดียว  แถมเป็นผู้หญิงอีกต่างหาก  แต่ก็นั่นแหละผมตอบไปเพื่อให้อาจารย์เมคินสบายใจแค่นั้น

                    “ว่าแต่อาจารย์ดูแปลกไปนะครับ”   จู่ ๆ ผมก็เปลี่ยนเรื่อง พยายามจะไม่เอ่ยถึงเรื่องลูกศิษย์ของสำนักให้มากที่สุด

                    “ยังไง”

                    “ก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้น  อุปนิสัยก็หลากหลาย  จนไม่เหมือนเมื่อก่อนที่มีแต่อารมณ์เคร่งขรึม”    ผมหมายความตามที่พูดจริง ๆ   เพราะตั้งแต่เริ่มคุยกับชายชราผู้นี้มา  ผมก็รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงตรงนี้

                    “งั้นเหรอ...คงเป็นเพราะดร.เนวันใส่ระบบเอไอที่ประมวลผลได้เองเข้ามาให้น่ะ  แต่ไม่ต้องห่วงหรอกพวก NPC น่ะถึงจะคิดได้เองแต่ก็ยังตั้งอยู่บนรากฐานของระบบเดิมอยู่  ไม่เหมือนพวกมอนเตอร์ที่คิดได้อย่างอิสระ”

                    “ครับ”   ผมตอบรับแล้วพยักหน้าเข้าใจ

                    “เอาล่ะเรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า”    ผมเงยหน้ามองอาจารย์เมคินอย่างสงสัย

                    “เรื่องอะไรล่ะครับ”

                    “ก็ภารกิจเจ้าไง”

                    “ภารกิจ!”   ผมทวนคำพร้อมกับทำสีหน้าตกใจ ทำไมผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเองมีภารกิจที่ต้องกลับมาสำนัก 

                    “ทำเป็นไม่รู้  นี่เจ้าไม่ได้รับข้อความภารกิจหลังจากสำเร็จเพลงดาบขั้นที่2 หรอกเหรอ”  เร็วเท่าความคิดผมรีบเปิดหน้าต่างระบบที่โชว์รายละเอียดของภารกิจขึ้นมาทันที  แล้วก็พบว่ามีภารกิจที่ว่าจริง ๆ

     

    ภารกิจ  :  หวนคืนสู่สำนัก

    ระดับภารกิจ :   SS

    ระยะเวลา :  ไม่จำกัด

    สถานะ :  ยังไม่ได้รับภารกิจ

    สถานที่รับภารกิจ  :   อาจารย์เมคิน สำนักดาบวชิรา (เมืองแอลเฟสต้า ,ป่าหมอกแดง)

    พิกัด :   Y = 35  ,  X = 98

    รายละเอียดภารกิจ   :   ผู้เล่นต้องกลับไปที่สำนักดาบของตัวเอง  จากนั้น NPC ที่ประจำอยู่จะ

    แจ้งรายละเอียดให้ทราบอีกที

     

                    “แล้วอาจารย์ทำไมต้องให้เครซี่ไปตามผมด้วย  ทั้ง ๆ ที่ยังไงสักวันผมก็ต้องกลับมาอยู่แล้ว”     ผมกล่าวขึ้นมา พร้อมกับปิดหน้าต่างโฮโลแกรมที่บอกรายละเอียดของภารกิจลง

                    “ก็ข้าใจร้อน”    เป็นคำตอบที่ผมกะไว้อยู่แล้ว ก่อนจะถอนหายใจลากยาวให้กับนิสัยที่ไม่เคยเปลี่ยนของอาจารย์

                    “ทำเป็นถอนหายใจ...เอ้า! เอานี้ไป”     จู่ ๆ อาจารย์เมคินก็ล้วงเอาอะไรบางอย่างในเสื้อคลุมสีขาวที่กำลังสวมอยู่ออกมา  มันเป็นหนังสือเก่า ๆ เล่มหนึ่ง  ที่เขียนบนหน้าปกไว้ว่า คัมภีร์หลอมรวมเพลงดาบปัญจวชิรา

                    “นี่มัน”   ผมอุทานออกมาก่อนจะหยิบหนังสือเล่มที่ว่าขึ้นมาถือไว้บนมือ  พร้อมกับเสียงของระบบก็ดังบอกรายละเอียดขึ้นมา

                ‘ผู้เล่นเควินรับภารกิจเสร็จสิ้น ได้รับคัมภีร์หลอมรวมเพลงดาบปัญจวชิราจากผู้เป็นอาจารย์ค่ะ’

                    “ตามชื่อหนังสือนั่นแหละ”   ผมเงยหน้ามองอาจารย์อย่างสงสัยทันที

                    “เอาเป็นว่า...ข้าให้เจ้าเอาคัมภีร์นี่ไปศึกษา  แต่มีข้อแม้ว่าเจ้าต้องหลอมรวมกระบวนท่าให้ได้1 ท่า จึงจะบรรลุภารกิจ”

                    “อะไรนะครับ  แต่...”  ผมโพล่งออกมาอย่างตกใจ แต่ก็ต้องถูกผู้เป็นอาจารย์ของตัวเองขัดขึ้นมาก่อนจะได้พูดเหตุผลของตัวเอง

                    “ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น...ตามนี้แหละ  แล้วใกล้ ๆ นี่ก็มีถ้ำอยู่ถ้ำหนึ่งเจ้าไปที่นั่นก็แล้วกัน”

                    “เข้าใจครับ...แต่ผมติดประลองแข่งขันอยู่นะครับ  ผมมีเวลาไม่มากหรอก”

                    “กี่ชั่วโมง”

                    “ประมาณ 10กว่าชั่วโมง”

                    “งั้นเจ้าก็หลอมรวมให้เสร็จภายใน10  ชั่วโมง”

                    “หา..” 

                    ผมอ้าปากค้างทันทีที่ได้ยินการแก้ปัญหาของอาจารย์เมคิน  นี่ไอ้นิสัยเอาแต่ใจตัวเองกับชอบตั้งภารกิจไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องเขา  ยังไม่เลือนหายไปตามกาลเวลาอีกเหรอ   ผมอุตส่าห์คิดว่าคงจะไม่ได้เจอแบบนี้แล้วเชียว  แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะชอบกลั่นแกล้งผมเสียเหลือเกิน

                    “ไม่มีหงมีหาอะไรทั้งนั้นแหละ...แล้วก็เลิกคร่ำครวญได้แล้ว...ถ้ำที่เจ้าจะเข้าไปน่ะเวลาในนั้นเดินช้าเป็น4 เท่าของเวลาข้างนอกไม่ต้องห่วงหรอก แล้วอีกอย่างหากเจ้าทำสำเร็จมันก็จะทำให้เจ้าชนะคนที่ประลองอยู่ได้ง่ายขึ้น...เชื่อข้าสิ”

                    “ผมยังมีเพลงดาบมหนภาอยู่นะ”

                    “ไอ้เพลงดาบกิ๊กก๊อกที่กินพลังชีวิตแบบนั้นนะเหรอจะช่วยเจ้าได้  ยิ่งถ้าเจ้าใช้ท่าสุดท้ายแล้วเกิดศัตรูมันไม่ตายทันทีล่ะ”  

                    เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะทันทีที่อาจารย์เมคินพูดจบตอนนี้ผมกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก จริงอยู่ที่ท่าสุดท้ายของเพลงดาบมหนภานั้นรุนแรงถึงขั้นหนึ่ง  แต่ทุกครั้งที่ใช้พลังชีวิตของผมมักจะลดลงจนอยู่1 หน่วยตลอด  ซึ่งนั่นเป็นจุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุด  และถ้าหากศัตรูที่ผมกำลังฆ่ามันไม่ตายทันทีเหมือนที่อาจารย์บอก  ผมก็จะพ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์ และแน่นอนว่าศัตรูที่พูดถึงนี้มันต้องมีในการแข่งขันอย่างเลี่ยงไม่ได้แน่แท้  เพราะสำนวนที่ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้ายังคงไม่ล้าสมัยหากจะนำมาใช้  สุดท้ายสิ่งที่อาจารย์เมคินพูดก็ถูกเสมอ

                    “เอาล่ะ...ไม่ต้องตีสีหน้าแบบนั้น  ไปฝึกได้แล้วข้าเชื่อว่าเจ้าต้องทำได้ เควิน”

                    “ครับ” 

                    ผมตอบรับแบบนั้น  ก่อนจะค่อย ๆ ลุกจากเบาะนั่งช้า ๆ  ราวกับว่าอยากให้เวลามันยืดยาวมากที่สุด   จากนั้นก็ค่อย ๆ เดินลงชานหน้ากระท่อมไป

                    “ไคน์   เวียร่า รออยู่ตรงนี้สักพักใหญ่นะเดี๋ยวผมออกมา”

                    “ค่ะ...นายท่าน”

                    “ได้..”

                    ผมมองดูผู้ติดตามตัวเองตอบรับแล้วส่งยิ้มแห้งๆ ให้  ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังถ้ำที่ว่า  ซึ่งมันเป็นถ้ำที่อยู่หลังน้ำตกที่เยื้องไปไม่ไกลจากกระท่อม  นั่นก็หมายความว่าผมต้องฝ่าน้ำตกนั่นเข้าไป

                ฟุบ!

                    ผมใช้ทักษะเหยียบนภาเหินข้ามโขดหินทั้งหลาย จากนั้นก็คลุมตัวเองด้วยพลังออร่าเพื่อไม่ให้เปียกน้ำ  ก่อนจะทะลุม่านน้ำตกเข้าไป  ก็พบว่าภายในถ้ำนั้นออกจะมืดครึ้มไปสักหน่อย แต่ดวงแก้วสีทองประหลาดที่ลอยอยู่กลางถ้ำก็ส่องแสงสีนวล  พอให้เห็นว่าอะไรเป็นอะไรอยู่บ้าง  แม้มันจะเพียงแค่รำไรก็ตาม

                ติ๊ด!

                    ผมเปิดรายละเอียดของภารกิจขึ้นมาดูอีกครั้ง  ก่อนจะทรุดตัวลงนั่นกับพื้นถ้ำอย่างช้า ๆ

                   

    ภารกิจ  :  หวนคืนสู่สำนัก

    ระดับภารกิจ :   SS

    ระยะเวลา :  10 ชั่วโมง  (40 ชั่วโมงในถ้ำ)

    สถานะ :  รับภารกิจแล้ว  กำลังดำเนินการ

    สถานที่รับภารกิจ  :   อาจารย์เมคิน สำนักดาบวชิรา (เมืองแอลเฟสต้า ,ป่าหมอกแดง)

    พิกัด :   Y = 35  ,  X = 98

    รายละเอียดภารกิจ   :   หลังจากได้รับคัมภีร์จากผู้เป็นอาจารย์แล้วให้ผู้เล่นทำการหลอมรวมทักษะตาม

    คัมภีร์ที่ได้ 1 ทักษะ  จากนั้นให้กลับไปหาอาจารย์เมคินอีกครั้งเป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจ

     

                    “เฮ้อ!...แล้วจะรู้เรื่องมั๊ยเนี้ย”    

                    ผมบ่นพึมพำกับตัวเอง  ก่อนจะปิดหน้าต่างรายละเอียดภารกิจนั่นลง  เพราะดูเหมือนคำอธิบายที่อยู่ข้างล่างสุดจะไม่ได้ช่วยทำให้เขากระจ่างขึ้นสักนิด  จากนั้นก็ตัดสินใจหยิบหนังสือที่เป็นคัมภีร์นั่นขึ้นมาดู และก็พลิกเปิดอ่านหน้าแรก   แต่ก็พบว่ามันมีแต่อักษรที่ผมไม่เข้าใจ 

                วิ้ง!

                    จู่ ๆ หนังสือที่ผมถืออยู่เปล่งแสงสีขาวนวลทันทีที่ผมเอามือเข้าไปลูบ  ก่อนหนังสือเล่มนั้นมันจะลอยเหนือตัวผมไป  พลันอักษรที่อยู่ในหนังสือทั้งหมดก็ทะลักไหลออกมาลอยล่องอยู่ในอากาศรอบตัวของผม  และชั่วพริบตานั่นเองอักษรเหล่านั้นก็ร้อยเรียงสลับกันไปมาอยู่ตรงหน้า   จากนั้นก็กลายเป็นบทความบทหนึ่งที่ผมสามารถอ่านมันออกได้

                ...สรรพสิ่งล้วนมีพลังชีวิต  พลังชีวิตคือต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง  บรรจงผนึกมันที่กลางหน้าผาก  แล้วไหลเวียนรอบไปที่หัวไหล่ซ้าย  เคลื่อนลงไปที่ต้นขาซ้าย  แล้วย้ายไปยังต้นขาขวา  ก่อนจะวกขึ้นหัวไหล่ขวา  แล้วบรรจบที่หน้าผากอีกครั้ง...

                    ผมอ่านข้อความที่ลอยอยู่กลางอากาศนั่นอย่างงงๆ   แม้มันจะบอกวิธีทำอย่างชัดเจน  แต่ถ้าปฏิบัติจริง ๆ ละก็มันไม่ง่ายอย่างที่คิดแน่   เพราะการที่จะเคลื่อนพลังออร่าไปตามจุดที่ว่านั้นจะต้องระวังเป็นอย่างยิ่ง  เนื่องจากหากผนึกพลังแต่ละจุดไม่เท่ากันละก็ที่ทำมาทั้งหมดก็จะพังทันที  จากนั้นก็ต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด

                    “เอาก็เอา...เป็นไงเป็นกัน”

                    ผมพูดให้กำลังใจตัวเองก่อนจะเริ่มนั่งขัดสมาธิ  จากนั้นก็ค่อย ๆ หลับตาลงช้า ๆ  พยายามทำจิตให้สบาย  แล้วรวมพลังออร่าหรือพลังชีวิตไว้ที่ท้องน้อย  เมื่อมันได้พลังเป็นกลุ่ม ๆ หนึ่ง  ผมจึงค่อย ๆ เคลื่อนมันขึ้นไปที่หน้าผากแล้วค่อยๆ ผนึกมัน

                วูบ!

                    ร่างกายผมกระตุกครั้งหนึ่งเมื่อการผนึกสำเร็จ  ตอนนี้เหงื่อใสเม็ดเล็ก ๆ ค่อย ๆ ผุดขึ้นเต็มใบหน้าของผม  แต่กระนั้นผมก็ยังส่งพลังออร่า  ให้เคลื่อนผ่านไปยังหัวใหล่ซ้ายก่อนจะผนึกมันเหมือนที่หน้าผาก 

                วูบ!

                    อีกครั้งที่ร่างกายของผมกระตุก  แต่ผมก็ยังฝืดตั้งสมาธิอยู่ต่อไป  จากนั้นก็ค่อย ๆ เคลื่อนมันไปยังต้นขาขวาแล้วบรรจงผนึกพลังอย่างใจเย็น  ซึ่งหลังจากผนึกแล้วร่างกายของผมก็เป็นดั่งเหมือนการผนึกครั้งแรก  กระนั้นผมก็ยังส่งพลังออร่าไปจุดต่อไปเรื่อย ๆ   จนกระทั่งมันเลื่อนถึงที่หน้าผากอีกครั้ง  

                    “อึก!”

                    ผมรู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันที  ราวกับว่ามีอะไรบางอย่างกำลังขยายพองโตจากในร่างของผม และทันทีที่ผมผนึกพลังออร่าครั้งสุดท้ายที่หน้าผาก  ร่างกายของผมก็ลอยวูบขึ้นเหนือพื้นทันที  ก่อนมันจะค่อย ๆ เปล่งแสงสีขาวสว่างทีละนิด  ทีละนิด จนกระทั่งมันเจิดจ้าจนสาดส่องไปทั่วถ้ำ

                วิ้ง!

                ห่างออกไปไม่ไกลจากถ้ำ  อาจารย์เมคินกำลังยืนไขว้มืออยู่บนโขดหินอย่างสงบ สายตาของเขานั้นกำลังทอดมองดูแสงสีขาวสว่างจ้าที่สาดส่องทะลุออกมาจากถ้ำ

                    “เริ่มแล้วสินะ”

     


    คล้ายกับเรื่องTHE ONLINE WAR ฝ่าวิกฤติออนไลน์ทะลุโลก (Episode 1) ที่คุณอ่าน