เป็นเรื่องยากที่จะเชื่อว่ากระท่อมหลังเล็กที่ถูกสร้างขึ้นด้วยไม้ใผ่ และมุงหลังคาด้วยหญ้าคาหยาบ ๆ หลังนี้ คือสถานที่ตั้งของสำนักดาบวชิรา และยิ่งมันบวกเข้ากับบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยป่าไม้ ที่มีน้ำตกขนาดใหญ่อยู่เยื้องห่างจากกระท่อมไปไม่มากแล้วละก็ มันก็มักจะทำให้ผู้ที่มาเห็นครั้งแรกคิดว่าเป็นที่ปลีกวิเวกของฤาษี มากกว่าจะเรียกว่าสำนักดาบ แต่ก็นั่นแหละต่อให้สภาพแวดล้อมของสำนักเป็นยังไง สุดท้ายกระท่อมไม้ใผ่หลังเล็กหลังนี้ ก็คือสถานที่ ๆ ให้ทักษะดาบกับผมเป็นที่แรก และภาพของชายชราที่กำลังนั่งเขียนอะไรบางอย่างอยู่บนโต๊ะนั่งพื้น บนชานหน้ากระท่อมที่ยื่นออกมา ก็เป็นภาพอะไรที่ผมคุ้นเคยที่พอมองเห็นครั้งใดก็นึกได้ทันทีว่าเขาคนนั้นเป็นใคร แม้มันจะผ่านมาแล้วเนิ่นนานก็ตามที...
“อาจารย์เมคิน”
ชายชราเงยหน้าจากงานที่กำลังทำ แล้วมองมายังผมด้วยสายตาที่แน่นิ่ง ข้าง ๆ ของเขานั้นเป็นเบาะนั่งอันหนึ่ง ที่ตอนนี้คนชุดดำเมื่อครู่กำลังเดินเข้าไปแล้วนั่งลงอย่างช้า ๆ พร้อมกับบรรจงเลิกผ้าที่คลุมหัวออก เผยให้เห็นใบหน้าของเด็กสาววัยแรกรุ่น จากนั้นเธอก็สะบัดผมสีน้ำตาลแดงที่ยาวประบ่านั่นเบาๆ ก่อนจะหันมามองผมเหมือนกับไม่พอใจอะไรบางอย่าง
“พามาแล้วค่ะ” เธอบอกด้วยน้ำเสียงที่ฟังเหมือนกับเด็กกำลังงอน ในขณะที่สายตาก็จ้องมองผมไม่เลิก
“อย่ามองศิษย์พี่เจ้าแบบนั้นสิ” ชายชราส่งเสียงทุ้มต่ำปรามเด็กสาว ยังผลให้เธอต้องผลุบตาลง จากนั้นก็หันไปก้มหน้าทางผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นอาจารย์แทน
“ส่วนเจ้าก็มานั่งนี่” ชายชราหันมาทางผมแล้วออกคำสั่ง ก่อนจะตบเบาะที่อยู่อีกฝั่งตรงข้ามกับเด็กสาวเบา ๆ
“ไม่ต้องพิธีมากนะ เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ชอบ”
เหมือนชายชราจะรู้ว่าผมกำลังจะคุกเข่าทำความเคารพ ก็เลยชิงพูดขึ้นมาก่อน จึงทำให้ผมต้องจำใจเดินเข้าไปนั่งที่เบาะนั่น โดยไม่ได้ทำความเคารพหรือทักทายอันใดกับอาจารย์ตัวเอง ส่วนไคน์กับเวียร่านั้นรอผมอยู่ใต้ต้นไม้ไม่ไกลจากกระท่อม
“อาจารย์เมคิน...สบายดีนะครับ” ผมหย่อนตัวเองลงนั่งบนเบาะก่อนจะถาม
“ก็อย่างที่เจ้าเห็น...ข้าสบายดี ยังไม่บุบสลาย”
“แล้วอาจารย์รับศิษย์ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ” ผู้ที่ถูกกล่าวถึงกับเหลือบตามองดูผมเล็กน้อย
“ก็ไม่นานนี่แหละ...ชื่อเครซี่ เป็นศิษย์ยังไม่ถึง2 วันเลยมั่ง เป็นไงล่ะฝีมือพอใช้ได้มั๊ย” เด็กสาวที่ชื่อเครซี่เงยหน้าขึ้นมารวดเร็วเมื่อถึงตอนนี้ นั่นทำให้ผมถึงกับลำบากใจในการตอบทันที
“ก็...” ผมเว้นช่วง ในขณะที่สมองก็กำลังคิดหาประโยคที่มาใช้สรุปการต่อสู้ก่อนหน้านี้อยู่ “ถือว่าดีในระดับหนึ่ง...แต่เธอมักจะใช้ทักษะโดยไม่ดูสถานการณ์ คิดอยากจะใช้อะไรก็ใช้ออกมา พอใช้แล้วแทนที่จะเป็นผลกลับทำให้ตัวเองลำบาก แต่ถ้าเป็นคนที่เชี่ยวชาญละก็ไม่แน่ เพราะไม่ว่าจะใช้อะไรเขาก็สามารถปรับเปลี่ยนจากรุกเป็นรับได้ทั้งนั้น แต่กับเธอยังไม่ถึงขั้นนั้น”
“อืม...” อาจารย์เมคินลูบคางอย่างใช้ความคิด ในขณะที่เครซี่กำลังมองผมแบบกินเลือดกินเนื้อ“ถ้างั้นล่ะก็...เครซี่”
“คะ...”
“ภารกิจต่อไปของเจ้าคือ ไปกำจัดแมงมุมพันตามา 50 ตัว ข้ารู้สึกว่ามันน่าจะอยู่ทางตอนเหนือของป่านะ...ส่วนของรางวัลก็เป็นค่าประสบการณ์10,000 จุด กับยาเพิ่มพลังโจมตีด้วยทักษะ500 จุดเป็นเวลา 1 ชั่วโมงจำนวน 2 ขวด อ้อ!...มีข้อแม้ด้วยนะว่าเจ้าจะต้องใช้แค่ กระบวนท่ากงล้อธรรม ในการสังหาร”
“ว่าไงนะคะ...” เครซี่ตีสีหน้าตกใจ “ให้ไปกำจัดแมงมุมนี่พอรับได้นะ...แต่ให้ใช้แค่ท่ากงล้อธรรมเนี้ยมันโหดไปมั๊ย แล้วท่าเนี้ยมันเป็นท่าไว้ป้องกันไม่ใช่เหรอคะ..”
“ก็ใช่...เจ้าก็ทำให้มันโจมตีได้เองสิ” อาจารย์เมคินตอบก่อนจะก่อนจะโบกมือปัด เป็นทำนองว่าให้เธอรีบไปทำภารกิจได้แล้ว
“ถึงงั้นก็เถอะค่ะ....แต่เรื่องอะไรอาจารย์จะให้หนูไปทำภารกิจตามความเห็นของศิษย์พี่ด้วย” เครซี่ย่นหน้าไม่พอใจพร้อมกับชี้นิ้วมาที่ผมเหมือนเด็ก ๆ
“ก็ศิษย์พี่เจ้าวิเคราะห์ถูกนี่นา...เอาล่ะไปได้แล้ว เมื่อก่อนเขาก็ฝึกแบบเดียวกับเจ้านี้แหละ” อีกครั้งที่อาจารย์เมคินโบกมือปัด ซึ่งนั่นทำให้เครซี่ต้องจำใจลุกขึ้นจากเบาะนั่งแล้วเดินออกจากชานหน้ากระท่อมไป แต่ก็ไม่วายหันหน้ามาทิ้งท้ายให้ผมอีก
“สักวันฉันจะต้องชนะ” แล้วเครซี่ก็เดินจ้ำอ้าวบุกเข้าป่าไป
“เป็นเด็กที่ดื้อจริง ๆ ” อาจารย์เมคินเปรยไล่หลัง ซึ่งแน่นอนว่าผู้ที่ถูกเอ่ยถึงย่อมไม่ได้ยิน
“แล้วอาจารย์รับมาได้ไง ปกติเห็นรับศิษย์ยากเย็น จนผมสงสัยแล้วเนี้ยว่าสำนักเรามีศิษย์กี่คน”
“2 คน”
ชายชราที่ได้ชื่อว่าเป็น NPC อาจารย์สอนดาบยืดอกอย่างภูมิใจ ราวกับว่าสำนักนี้มีลูกศิษย์เป็นร้อย และนั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมตื่นเต้นอะไรด้วยเลย ตรงกันข้ามผมกลับรู้สึกสงสารสำนักดาบของตัวเองมากกว่า แต่มันก็โทษใครไม่ได้เพราะอาจารย์เมคินชอบให้ภารกิจแปลกๆ กับผู้เล่นอยู่เสมอ จนพวกเขาเหล่านั้นขยาดและไม่มีใครทำผ่านสักคน คงจะมีแค่ผมกับเด็กสาวที่ชื่อเครซี่กระมังที่สามารถผ่านมาได้ ซึ่งผมก็ไม่ได้มั่นใจนักว่าเธอจะอยู่ตลอดรอดฝั่งเหมือนผมหรือปล่าว
“ทำหน้าแบบนั้นทำไม เจ้าไม่ดีใจเหรอที่มีศิษย์น้อง”
“ด..ดี..ใจ”
ผมตอบแบบตะกุกตะกัก ก่อนจะส่งยิ้มแห้ง ๆ ให้ มันจะให้ดีใจเหมือนที่พูดได้ยังไง ในเมื่ออาจารย์เมคินพึ่งรับศิษย์ในรอบพันปี และมันก็ไม่ใช่ร้อยคนแต่มันแค่คนเดียว แถมเป็นผู้หญิงอีกต่างหาก แต่ก็นั่นแหละผมตอบไปเพื่อให้อาจารย์เมคินสบายใจแค่นั้น
“ว่าแต่อาจารย์ดูแปลกไปนะครับ” จู่ ๆ ผมก็เปลี่ยนเรื่อง พยายามจะไม่เอ่ยถึงเรื่องลูกศิษย์ของสำนักให้มากที่สุด
“ยังไง”
“ก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้น อุปนิสัยก็หลากหลาย จนไม่เหมือนเมื่อก่อนที่มีแต่อารมณ์เคร่งขรึม” ผมหมายความตามที่พูดจริง ๆ เพราะตั้งแต่เริ่มคุยกับชายชราผู้นี้มา ผมก็รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงตรงนี้
“งั้นเหรอ...คงเป็นเพราะดร.เนวันใส่ระบบเอไอที่ประมวลผลได้เองเข้ามาให้น่ะ แต่ไม่ต้องห่วงหรอกพวก NPC น่ะถึงจะคิดได้เองแต่ก็ยังตั้งอยู่บนรากฐานของระบบเดิมอยู่ ไม่เหมือนพวกมอนเตอร์ที่คิดได้อย่างอิสระ”
“ครับ” ผมตอบรับแล้วพยักหน้าเข้าใจ
“เอาล่ะเรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า” ผมเงยหน้ามองอาจารย์เมคินอย่างสงสัย
“เรื่องอะไรล่ะครับ”
“ก็ภารกิจเจ้าไง”
“ภารกิจ!” ผมทวนคำพร้อมกับทำสีหน้าตกใจ ทำไมผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเองมีภารกิจที่ต้องกลับมาสำนัก
“ทำเป็นไม่รู้ นี่เจ้าไม่ได้รับข้อความภารกิจหลังจากสำเร็จเพลงดาบขั้นที่2 หรอกเหรอ” เร็วเท่าความคิดผมรีบเปิดหน้าต่างระบบที่โชว์รายละเอียดของภารกิจขึ้นมาทันที แล้วก็พบว่ามีภารกิจที่ว่าจริง ๆ
ภารกิจ : หวนคืนสู่สำนัก
ระดับภารกิจ : SS
ระยะเวลา : ไม่จำกัด
สถานะ : ยังไม่ได้รับภารกิจ
สถานที่รับภารกิจ : อาจารย์เมคิน สำนักดาบวชิรา (เมืองแอลเฟสต้า ,ป่าหมอกแดง)
พิกัด : Y = 35 , X = 98
รายละเอียดภารกิจ : ผู้เล่นต้องกลับไปที่สำนักดาบของตัวเอง จากนั้น NPC ที่ประจำอยู่จะ
แจ้งรายละเอียดให้ทราบอีกที
“แล้วอาจารย์ทำไมต้องให้เครซี่ไปตามผมด้วย ทั้ง ๆ ที่ยังไงสักวันผมก็ต้องกลับมาอยู่แล้ว” ผมกล่าวขึ้นมา พร้อมกับปิดหน้าต่างโฮโลแกรมที่บอกรายละเอียดของภารกิจลง
“ก็ข้าใจร้อน” เป็นคำตอบที่ผมกะไว้อยู่แล้ว ก่อนจะถอนหายใจลากยาวให้กับนิสัยที่ไม่เคยเปลี่ยนของอาจารย์
“ทำเป็นถอนหายใจ...เอ้า! เอานี้ไป” จู่ ๆ อาจารย์เมคินก็ล้วงเอาอะไรบางอย่างในเสื้อคลุมสีขาวที่กำลังสวมอยู่ออกมา มันเป็นหนังสือเก่า ๆ เล่มหนึ่ง ที่เขียนบนหน้าปกไว้ว่า คัมภีร์หลอมรวมเพลงดาบปัญจวชิรา
“นี่มัน” ผมอุทานออกมาก่อนจะหยิบหนังสือเล่มที่ว่าขึ้นมาถือไว้บนมือ พร้อมกับเสียงของระบบก็ดังบอกรายละเอียดขึ้นมา
‘ผู้เล่นเควินรับภารกิจเสร็จสิ้น ได้รับคัมภีร์หลอมรวมเพลงดาบปัญจวชิราจากผู้เป็นอาจารย์ค่ะ’
“ตามชื่อหนังสือนั่นแหละ” ผมเงยหน้ามองอาจารย์อย่างสงสัยทันที
“เอาเป็นว่า...ข้าให้เจ้าเอาคัมภีร์นี่ไปศึกษา แต่มีข้อแม้ว่าเจ้าต้องหลอมรวมกระบวนท่าให้ได้1 ท่า จึงจะบรรลุภารกิจ”
“อะไรนะครับ แต่...” ผมโพล่งออกมาอย่างตกใจ แต่ก็ต้องถูกผู้เป็นอาจารย์ของตัวเองขัดขึ้นมาก่อนจะได้พูดเหตุผลของตัวเอง
“ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น...ตามนี้แหละ แล้วใกล้ ๆ นี่ก็มีถ้ำอยู่ถ้ำหนึ่งเจ้าไปที่นั่นก็แล้วกัน”
“เข้าใจครับ...แต่ผมติดประลองแข่งขันอยู่นะครับ ผมมีเวลาไม่มากหรอก”
“กี่ชั่วโมง”
“ประมาณ 10กว่าชั่วโมง”
“งั้นเจ้าก็หลอมรวมให้เสร็จภายใน10 ชั่วโมง”
“หา..”
ผมอ้าปากค้างทันทีที่ได้ยินการแก้ปัญหาของอาจารย์เมคิน นี่ไอ้นิสัยเอาแต่ใจตัวเองกับชอบตั้งภารกิจไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องเขา ยังไม่เลือนหายไปตามกาลเวลาอีกเหรอ ผมอุตส่าห์คิดว่าคงจะไม่ได้เจอแบบนี้แล้วเชียว แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะชอบกลั่นแกล้งผมเสียเหลือเกิน
“ไม่มีหงมีหาอะไรทั้งนั้นแหละ...แล้วก็เลิกคร่ำครวญได้แล้ว...ถ้ำที่เจ้าจะเข้าไปน่ะเวลาในนั้นเดินช้าเป็น4 เท่าของเวลาข้างนอกไม่ต้องห่วงหรอก แล้วอีกอย่างหากเจ้าทำสำเร็จมันก็จะทำให้เจ้าชนะคนที่ประลองอยู่ได้ง่ายขึ้น...เชื่อข้าสิ”
“ผมยังมีเพลงดาบมหนภาอยู่นะ”
“ไอ้เพลงดาบกิ๊กก๊อกที่กินพลังชีวิตแบบนั้นนะเหรอจะช่วยเจ้าได้ ยิ่งถ้าเจ้าใช้ท่าสุดท้ายแล้วเกิดศัตรูมันไม่ตายทันทีล่ะ”
เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะทันทีที่อาจารย์เมคินพูดจบตอนนี้ผมกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก จริงอยู่ที่ท่าสุดท้ายของเพลงดาบมหนภานั้นรุนแรงถึงขั้นหนึ่ง แต่ทุกครั้งที่ใช้พลังชีวิตของผมมักจะลดลงจนอยู่1 หน่วยตลอด ซึ่งนั่นเป็นจุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุด และถ้าหากศัตรูที่ผมกำลังฆ่ามันไม่ตายทันทีเหมือนที่อาจารย์บอก ผมก็จะพ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์ และแน่นอนว่าศัตรูที่พูดถึงนี้มันต้องมีในการแข่งขันอย่างเลี่ยงไม่ได้แน่แท้ เพราะสำนวนที่ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้ายังคงไม่ล้าสมัยหากจะนำมาใช้ สุดท้ายสิ่งที่อาจารย์เมคินพูดก็ถูกเสมอ
“เอาล่ะ...ไม่ต้องตีสีหน้าแบบนั้น ไปฝึกได้แล้วข้าเชื่อว่าเจ้าต้องทำได้ เควิน”
“ครับ”
ผมตอบรับแบบนั้น ก่อนจะค่อย ๆ ลุกจากเบาะนั่งช้า ๆ ราวกับว่าอยากให้เวลามันยืดยาวมากที่สุด จากนั้นก็ค่อย ๆ เดินลงชานหน้ากระท่อมไป
“ไคน์ เวียร่า รออยู่ตรงนี้สักพักใหญ่นะเดี๋ยวผมออกมา”
“ค่ะ...นายท่าน”
“ได้..”
ผมมองดูผู้ติดตามตัวเองตอบรับแล้วส่งยิ้มแห้งๆ ให้ ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังถ้ำที่ว่า ซึ่งมันเป็นถ้ำที่อยู่หลังน้ำตกที่เยื้องไปไม่ไกลจากกระท่อม นั่นก็หมายความว่าผมต้องฝ่าน้ำตกนั่นเข้าไป
ฟุบ!
ผมใช้ทักษะเหยียบนภาเหินข้ามโขดหินทั้งหลาย จากนั้นก็คลุมตัวเองด้วยพลังออร่าเพื่อไม่ให้เปียกน้ำ ก่อนจะทะลุม่านน้ำตกเข้าไป ก็พบว่าภายในถ้ำนั้นออกจะมืดครึ้มไปสักหน่อย แต่ดวงแก้วสีทองประหลาดที่ลอยอยู่กลางถ้ำก็ส่องแสงสีนวล พอให้เห็นว่าอะไรเป็นอะไรอยู่บ้าง แม้มันจะเพียงแค่รำไรก็ตาม
ติ๊ด!
ผมเปิดรายละเอียดของภารกิจขึ้นมาดูอีกครั้ง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่นกับพื้นถ้ำอย่างช้า ๆ
ภารกิจ : หวนคืนสู่สำนัก
ระดับภารกิจ : SS
ระยะเวลา : 10 ชั่วโมง (40 ชั่วโมงในถ้ำ)
สถานะ : รับภารกิจแล้ว กำลังดำเนินการ
สถานที่รับภารกิจ : อาจารย์เมคิน สำนักดาบวชิรา (เมืองแอลเฟสต้า ,ป่าหมอกแดง)
พิกัด : Y = 35 , X = 98
รายละเอียดภารกิจ : หลังจากได้รับคัมภีร์จากผู้เป็นอาจารย์แล้วให้ผู้เล่นทำการหลอมรวมทักษะตาม
คัมภีร์ที่ได้ 1 ทักษะ จากนั้นให้กลับไปหาอาจารย์เมคินอีกครั้งเป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจ
“เฮ้อ!...แล้วจะรู้เรื่องมั๊ยเนี้ย”
ผมบ่นพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะปิดหน้าต่างรายละเอียดภารกิจนั่นลง เพราะดูเหมือนคำอธิบายที่อยู่ข้างล่างสุดจะไม่ได้ช่วยทำให้เขากระจ่างขึ้นสักนิด จากนั้นก็ตัดสินใจหยิบหนังสือที่เป็นคัมภีร์นั่นขึ้นมาดู และก็พลิกเปิดอ่านหน้าแรก แต่ก็พบว่ามันมีแต่อักษรที่ผมไม่เข้าใจ
วิ้ง!
จู่ ๆ หนังสือที่ผมถืออยู่เปล่งแสงสีขาวนวลทันทีที่ผมเอามือเข้าไปลูบ ก่อนหนังสือเล่มนั้นมันจะลอยเหนือตัวผมไป พลันอักษรที่อยู่ในหนังสือทั้งหมดก็ทะลักไหลออกมาลอยล่องอยู่ในอากาศรอบตัวของผม และชั่วพริบตานั่นเองอักษรเหล่านั้นก็ร้อยเรียงสลับกันไปมาอยู่ตรงหน้า จากนั้นก็กลายเป็นบทความบทหนึ่งที่ผมสามารถอ่านมันออกได้
...สรรพสิ่งล้วนมีพลังชีวิต พลังชีวิตคือต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง บรรจงผนึกมันที่กลางหน้าผาก แล้วไหลเวียนรอบไปที่หัวไหล่ซ้าย เคลื่อนลงไปที่ต้นขาซ้าย แล้วย้ายไปยังต้นขาขวา ก่อนจะวกขึ้นหัวไหล่ขวา แล้วบรรจบที่หน้าผากอีกครั้ง...
ผมอ่านข้อความที่ลอยอยู่กลางอากาศนั่นอย่างงงๆ แม้มันจะบอกวิธีทำอย่างชัดเจน แต่ถ้าปฏิบัติจริง ๆ ละก็มันไม่ง่ายอย่างที่คิดแน่ เพราะการที่จะเคลื่อนพลังออร่าไปตามจุดที่ว่านั้นจะต้องระวังเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากหากผนึกพลังแต่ละจุดไม่เท่ากันละก็ที่ทำมาทั้งหมดก็จะพังทันที จากนั้นก็ต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด
“เอาก็เอา...เป็นไงเป็นกัน”
ผมพูดให้กำลังใจตัวเองก่อนจะเริ่มนั่งขัดสมาธิ จากนั้นก็ค่อย ๆ หลับตาลงช้า ๆ พยายามทำจิตให้สบาย แล้วรวมพลังออร่าหรือพลังชีวิตไว้ที่ท้องน้อย เมื่อมันได้พลังเป็นกลุ่ม ๆ หนึ่ง ผมจึงค่อย ๆ เคลื่อนมันขึ้นไปที่หน้าผากแล้วค่อยๆ ผนึกมัน
วูบ!
ร่างกายผมกระตุกครั้งหนึ่งเมื่อการผนึกสำเร็จ ตอนนี้เหงื่อใสเม็ดเล็ก ๆ ค่อย ๆ ผุดขึ้นเต็มใบหน้าของผม แต่กระนั้นผมก็ยังส่งพลังออร่า ให้เคลื่อนผ่านไปยังหัวใหล่ซ้ายก่อนจะผนึกมันเหมือนที่หน้าผาก
วูบ!
อีกครั้งที่ร่างกายของผมกระตุก แต่ผมก็ยังฝืดตั้งสมาธิอยู่ต่อไป จากนั้นก็ค่อย ๆ เคลื่อนมันไปยังต้นขาขวาแล้วบรรจงผนึกพลังอย่างใจเย็น ซึ่งหลังจากผนึกแล้วร่างกายของผมก็เป็นดั่งเหมือนการผนึกครั้งแรก กระนั้นผมก็ยังส่งพลังออร่าไปจุดต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมันเลื่อนถึงที่หน้าผากอีกครั้ง
“อึก!”
ผมรู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันที ราวกับว่ามีอะไรบางอย่างกำลังขยายพองโตจากในร่างของผม และทันทีที่ผมผนึกพลังออร่าครั้งสุดท้ายที่หน้าผาก ร่างกายของผมก็ลอยวูบขึ้นเหนือพื้นทันที ก่อนมันจะค่อย ๆ เปล่งแสงสีขาวสว่างทีละนิด ทีละนิด จนกระทั่งมันเจิดจ้าจนสาดส่องไปทั่วถ้ำ
วิ้ง!
ห่างออกไปไม่ไกลจากถ้ำ อาจารย์เมคินกำลังยืนไขว้มืออยู่บนโขดหินอย่างสงบ สายตาของเขานั้นกำลังทอดมองดูแสงสีขาวสว่างจ้าที่สาดส่องทะลุออกมาจากถ้ำ
“เริ่มแล้วสินะ”