Silver Dust : Merlin

    ตอนที่ 130 วิทยานิพนธ์สร้างเรื่อง

    ตอนที่ 130 วิทยานิพนธ์สร้างเรื่อง

     

    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****



    “อะไรทำให้เธอหงุดหงิดขนาดนั้น” วินสันอดไม่ได้ที่จะเอ่ยออกมา เมื่อได้ยินเสียงไม่สบอารมณ์ของหญิงสาว เขายื่นหน้าออกไปดูอย่างสนใจ


    หญิงสาวชูเอกสารทั้งสี่ฉบับที่โผล่พ้นซองขึ้นมา


    “นายดูนี่สินักศึกษาปริญญาทองคนหนึ่งกลับส่งเอกสารสี่ฉบับในครั้งเดียว นักศึกษาพวกนี้ส่งแต่ขยะมาทั้งนั้นเลย วันนี้แค่แกะซองแรกก็เจอเรื่องไม่สบอารมณ์พวกนี้แล้ว”


    วินสันถอนหายใจแล้วส่ายศีรษะไปมา


    “ซองแรกก็เจอแบบนี้ซะแล้ว วันนี้เธอซวยมากจริงๆ” 


    เขากล่าวพลางยิ้มออกมา หน้าที่ของบรรณาธิการด่านแรกคือการค้นหาเนื้อหาที่ดีในการจัดทำ รวบรวม ตรวจแก้ คัดเลือก หรือควบคุม เนื้อหาและภาพทั้งหมดก่อนที่จะตีพิมพ์


    แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการค้นหาเรื่องที่น่าสนใจ ที่นี่มีวิทยานิพนธ์มากมายของทั้งนักศึกษาและนักวิชาการส่งมา ดังนั้นตำแหน่งบรรณาธิการในการคัดเลือกเนื้อหาจึงเป็นสิ่งสำคัญ


    ซึ่งตอนนี้พวกเขาก็กำลังทำหน้าที่นั้นอยู่


    “เอาน่าเลล่า บางทีพวกมันอาจจะน่าสนใจก็ได้” วินสันกล่าวพลางยิ้ม


    “ฉันก็หวังว่ามันจะเป็นอย่างนั้น” เลล่าหยิบรายงานทั้งสี่ฉบับออกมาจากซอง


    ก่อนหน้านี้เขาได้เห็นชื่อผู้ส่งที่จ่าหน้าซองแล้ว แต่เมื่อได้เห็นหัวข้อของรายงานทั้งสี่ ดวงตาของเธอก็เบิกกว้างขึ้น


    วินสันที่สังเกตท่าทางของเธอจึงอดที่จะเอ่ยถามออกมาไม่ได้


    “เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรอ?”


    “คุณต้องไม่เชื่อแน่ๆ ว่าทั้งหมดนี่เป็นวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาคนนั้น”


    ในตอนแรกเธออาจจำไม่ได้ เพราะแต่ละวันเธออ่านวิทยานิพนธ์พวกนี้มากมายเหลือเกิน แต่เมื่อเดือนที่แล้วนิตยสารพึ่งตีพิมพ์หัวข้อที่น่าสนใจของนักศึกษาปริญญาทองคนหนึ่ง ซึ่งมีน้อยมากที่งานของนักศึกษาปริญญาทองจะได้รับการตีพิมพ์ เพราะงานส่วนมากจะตกเป็นของนักศึกษาปริญญาไดม่อนหรือปริญญาแพทตินั่มมากกว่า นั่นจึงทำให้เธอสามารถจำมันได้


    ทั้งนี้เมื่อเลล่าเห็นนามสกุลพริสตัน เธอก็ยิ่งแน่ใจ


    “เป็นใครกัน?”


    “หัวข้อรายงานเหล่านี้ล้วนเป็นรูปแบบเดียวกันทั้งหมด มันคือการย่อสูรเวทต้นกำเนิดพลัง ดิน น้ำ ไฟ และแสง พวกมันเป็นวิทยานิพนธ์ที่คุณเป็นคนเลือกตีพิมพ์ฉบับที่แล้ว” เลล่ากล่าวอย่างตกตะลึง สายตายังคงมองรายงานทั้งสี่ฉบับ


    “ไม่จริงน่า ฉันได้ข่าวว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกชายของมหาปราชญ์ออสติน เขาพึ่งจะอายุสิบเอ็ดปีเท่านั้น และพึ่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเจเฮริสเมื่อไม่กี่เดือนนี้เอง” วินสันกล่าวข้อมูลที่เขาสืบมาได้


    แน่นอนว่านักศึกษาปริญญาทองที่สามารถตีพิมพ์ลงนิตยสารของเขาได้ย่อมกระตุ้นความสนใจของเขา เขาจึงไปสืบประวัติของเด็กคนนั้นมา ด้วยความสามารถของบรรณาธิการนิตยสารเช่นเขามันก็ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด


    เมื่อได้ข้อมูลมาวินสันก็ต้องอึ้งไป แต่ถึงอย่างเมื่อเห็นนามสกุลพริสตัน เขาก็ต้องยอมรับว่าเด็กคนนี้เป็นอัจฉริยะของตระกูลนักวิชาการ มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกกับความสามารถของเขา


    “เดี๋ยวนะ! คุณบอกว่าเขาพึ่งจะสิบเอ็ดขวบอย่างนั้นหรอ?” เลล่ากล่าวออกมาอย่างตกใจ


    การพูดคุยของพวกเขาทั้งสองคนเรียกความสนใจของเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี


    นั่นทำให้มีคนเดิมมาที่โต๊ะของเลล่า


    “ส่งสี่หัวข้อที่มีรูปแบบเดียวกันในครั้งเดียว ถ้าฉันไม่ได้ยินว่าเขานามสกุลพริสตัน ฉันต้องคิดว่าพวกนี้คืองานขยะของนักศึกษาปริญญาทองแน่ๆ” หนึ่งในเพื่อนร่วมงานของพวกเขากล่าวขึ้น


    “เลล่า ฉันขอดูรายงานของเขาหน่อย” 


    แล้วผู้คนที่เดินมาที่โต๊ะเธอก็เริ่มขออ่านเอกสารอย่างสนใจ


    เลล่าที่เป็นเจ้าของงานนี้ยังไม่ทันที่จะได้เปิดอ่านเนื้อหาก็ถูกเพื่อนร่วมงานรวมทั้งวินสันแย่งไปอ่าน


    เธออยากจะพูดก็ไม่รู้จะพูดอะไร


    ทว่าหลังจากที่เพื่อนร่วมงานของเธอเริ่มอ่าน ท่าทางของพวกเขาก็เปลี่ยนไป


    “นี่มัน ...” หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นอย่างตกใจ


    “เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรอ?” เลล่าเอ่ยถาม


    แต่คนคนนั้นกลับไม่ตอบ มือของเขายังคงพลิกเอกสารหน้าถัดไป


    เอกสารแต่ละฉบับมีจำนวนไม่ถึงสิบหน้า 


    ครั้งนี้เมอร์ลินได้ปรับปรุงการเขียนของตัวเอง ทำให้เขาสามารถสื่อสารออกมาได้อย่างกระชับและเข้าใจได้ง่ายมากกว่าเดิม


    ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับการติวเคลบี้ คนที่ไม่เอาไหนในสายวิชาการ เขาสามารถเขียนเนื้อหาให้คนที่ไม่เข้าใจ เข้าใจได้ง่าย ดังนั้นเนื้อหาที่เขียนจึงต้องมีความกระชับและเข้าใจได้ง่ายมากที่สุด 


    วิทยานิพนธ์บางฉลับจึงเป็นเอกสารเพียงห้าหน้าเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเขียนรูปแบบของมันได้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะการอธิบายการย่อสูตรเวทมนตร์และการคำนวณรูนศาสตร์หาผลลัพธ์


    เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งวางเอกสารลงแล้วเดินไปที่โต๊ะของตัวเองเพื่อหยิบนิตยสารฉบับที่แล้วมา


    เขาเปิดหน้าที่ต้องการอ่านอย่างรวดเร็ว แล้วดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้น


    “เยี่ยมมาก! เขาพัฒนาขึ้น!”


    ตอนนั้นเองวินสันจะเอ่ยเสริม “ใช่แล้ว เขาพัฒนาขึ้นอีกแล้ว”


    เลล่ากัดริมฝีปากแล้วรีบฉวยเอกสารที่อีกคนพึ่งวางไปมาอ่าน เธอไม่ต้องการถามพวกเขาอีกต่อไปแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเธอได้อ่าน เธอก็รู้ความหมายของคำพูดพวกเขา


    “มันเยี่ยมมากจริงๆ รายงานของเขาไม่ใช่ขยะอย่างที่คิด เด็กคนนี้มีความสามารถในการย่อสูตรเวทมนตร์จริงๆ” เลล่าอ่านเอกสารห้าหน้านั้นอย่างรวดเร็วและเอ่ย


    วินสันวางเอกสารในมือของเขาด้วยดวงตาที่เป็นประกาย


    “ใช่แล้ว ดูหัวข้อนี้สิ การย่อสูตรเวทต้นกำเนิดแสง ความจริงเคยมีคนทำหัวข้อนี้แล้ว แต่เด็กคนนี้กลับสามารถย่อให้เล็กได้มากกว่า เขาใช้การคำนวณทางรูนศาสตร์หาผลลัพธ์ประกอบว่าสูตรเวทนี้สามารถกินพลังเวทได้น้อยกว่า แต่ยังคงให้ประสิทธิภาพของแสงที่เปล่งออกมาได้เท่าเดิม”


    เพื่อนรวมงานที่อยู่ตรงนั้นเมื่อได้ยินก็ตะลึงไป


    “จริงหรือหลอก”


    “ฉันไม่รู้ แต่การคำนวณรูนศาสตร์ของเขาดูเหมือนจะไม่มีข้อผิดพลาด เรื่องนี้ต้องให้ศาสตราจารย์อูเธอร์เป็นคนทำพิชญพิจารณ์อีกครั้งแล้ว ฉันว่าเขาต้องตื่นเต้นกับรายงานพวกนี้อย่างแน่นอน” วินสันกล่าว


    หากรายงานพวกนี้ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง มันอาจจะสามารถเปลี่ยนโฉมหน้าของอุสาหกรรมก็ได้


    ก่อนหน้านี้แม้เมอร์ลินจะทำหัวข้อวิทยานิพนธ์เรื่องการย่อสูตรเวทไปแล้ว แต่นั่นก็เป็นเวทธาตุลม ซึ่งต่างจากครั้งนี้ที่มีเวทอีกสี่ธาตุ และมีธาตุแสงรวมอยู่ด้วย


    หลอดไฟที่พวกเขาใช้กันล้วนมีต้นกำเนิดมาจากเวทธาตุแสง หากสามารถคิดค้นการย่อสูตรเวทต้นกำเนิดแสงขึ้นมาได้ นั่นหมายความว่ากระแสอุตสากรรมการผลิตหลอดไฟหรือสิ่งประดิษฐ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับธาตุแสงอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลง


    ดูเหมือนว่าวิทยานิพนธ์ที่เมอร์ลินส่งมาจะไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป!