เพลิงอสูรกลืนสวรรค์

    บทที่ 41 หกในสิบ

    ห้องสี่เหลี่ยมปิดตายสี่ด้านของร้านเหวินซินเงียบสนิท ยันต์สี่แผ่นที่อวิ๋นฟงกางไว้ตามมุมห้องกะพริบแสงจางๆ อยู่เป็นระยะ ไม่ใช่แสงที่ส่องสว่าง หากเป็นแสงที่ดูดซับ กักเก็บกลิ่น เสียง และปราณทุกอย่างไว้ภายใน ไม่ให้รอดออกไปสู่ภายนอก ยันต์สะบั้นปราณและยันต์เขตแดนตัดสัมผัสที่เขาขอไว้ก่อนหน้านั้นทำหน้าที่ของมันได้ดี

    ยันต์สี่มุมกะพริบเป็นจังหวะ หลินเย่มองไปที่ประตูหนึ่งครั้ง แล้วหยิบโสมหยกขาวขึ้นมา

    หม้อดินเผาสามขาชุบปราณตั้งอยู่ใจกลางห้อง ถ่านหินปราณชาดข้างใต้เริ่มคุไหม้ เสียงปะทุแผ่วเบาดังเป็นจังหวะ ความร้อนค่อยๆ สะสมขึ้น หลินเย่นั่งขัดสมาธิอยู่หน้าหม้อ หลับตา โคจรลมปราณจากตันเถียนขึ้นมาตามเส้นกลางลำตัว แยกออกเป็นสองสายที่หัวไหล่ วิ่งลงตามแขนทั้งสองข้างสู่ฝ่ามือ ปราณสีชาดที่อุ่นวาบบนผิวฝ่ามือนั้นบอกว่าพร้อมแล้ว

    เขาหยิบโสมหยกขาวและดอกเบญจมาศใส่ลงในหม้อเป็นสองชนิดแรก

    กลิ่นของสมุนไพรขั้นสูงลอยขึ้นมาทันที ไม่ใช่กลิ่นฉุนอย่างสมุนไพรทั่วไป หากเป็นกลิ่นที่สะอาดและหนัก เขาเพ่งสมาธิลงที่ปลายนิ้วทั้งสิบ ค่อยๆ ขยับสองนิ้วชี้ขึ้นเล็กน้อย ปราณไหลออกไปตามอากาศเข้าควบคุมความร้อนของถ่านหินทีละนิด ไม่ใช่การเพิ่มหรือลดไฟอย่างตรงๆ หากเป็นการปรับระดับความร้อนที่จุดสัมผัสระหว่างสมุนไพรกับเปลวไฟ ให้ร้อนพอที่จะกลั่นโดยไม่ไหม้

    ความร้อนกัดกินสมุนไพรช้าๆ สีของโสมหยกขาวเปลี่ยนจากขาวเป็นเหลืองอ่อน จากเหลืองอ่อนเป็นเหลืองเข้ม กลีบดอกเบญจมาศหดตัวลงทีละกลีบ ระเหยออกเป็นไอสีขาวบางๆ ก่อนที่ส่วนซึ่งเป็นแก่นจะเริ่มกลั่นตัวลงเป็นหยดของเหลวใส

    กระบวนการนี้ช้า ช้าในแบบที่บังคับให้ต้องอยู่กับมันตลอดเวลา ไม่มีจุดที่ปล่อยวางได้ ไม่มีช่วงที่ผ่อนสมาธิลงได้ ปราณต้องอยู่กับความร้อนนั้นทุกลมหายใจ

    ในมุมหนึ่งของสมองที่ยังทำงานอยู่นอกเหนือจากการควบคุม ภาพเก่าๆ ลอยขึ้นมาเองโดยไม่ได้เรียก ลานหลังเรือนสายหลักที่ไม่มีผู้ใดใช้ คืนวันที่ฝนหยุดแล้วทว่าพื้นยังชื้น เขานั่งขัดสมาธิอยู่คนเดียว โคจรปราณจากตันเถียนออกมาที่ปลายนิ้วทีละน้อยแล้วดึงกลับเพื่อประหยัดพลัง ทำซ้ำนับร้อยครั้งจนกว่าจะรู้สึกว่าปราณมันไหลได้เองโดยไม่ต้องออกแรง ความร้อนที่ควบคุมได้ในตอนนี้ไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์ มันเกิดจากคืนที่นั่งอยู่คนเดียวในความมืดนับไม่ถ้วน

    เหงื่อซึมออกมาที่แผ่นหลังทีละหยด สะสมจนชุ่มเสื้อ กรามขบแน่น แล้วค่อยๆ คลายออก ไม่ใช่เพราะเจ็บ แค่กล้ามเนื้อร้องขอให้หยุด

    ครึ่งชั่วยามผ่านไป ส่วนที่ไม่เป็นประโยชน์ระเหยออกไปเป็นควันฉุนแสบจมูก เหลือของเหลวสองก้อนกลมขนาดเท่าลูกแก้วลอยนิ่งอยู่ในหม้อ ผิวของมันเรียบเนียนและหนักในแบบที่บ่งบอกว่าข้างในอัดแน่น

    ครึ่งชั่วยามที่สอง เขาเปิดฝาหม้อด้วยมือซ้ายที่ควบคุมก้อนยาให้นิ่งอยู่ มือขวาหยิบดอกตะวันชาดและผลึกผลไม้วารีใส่ลงไปทันที สองชนิดนี้ไม่ได้เพิ่มฤทธิ์ยา ทว่าไอร้อนจากดอกตะวันและไอเย็นจากผลไม้วารีนั้นคือสิ่งที่พยุงให้วัตถุดิบทั้งหมดขึ้นรูปได้โดยไม่แตกกลางคัน สองขั้วที่ตรงข้ามกันช่วยกันจับตัวยาให้อยู่กับที่ในแบบที่ใช้ความร้อนเพียงอย่างเดียวทำไม่ได้

    เขาหมุนวนวัตถุดิบทั้งหมดเข้าด้วยกันด้วยปราณ สมาธิดิ่งลึกลงไปกว่าเดิม ลึกจนโลกภายนอกห้องสี่เหลี่ยมนี้ไม่มีอยู่อีกต่อไป มีเพียงหม้อดิน ของเหลว ความร้อน และปราณที่กำลังทำงาน สีหน้าบึ้งตึงจนเส้นเลือดที่ขมับเริ่มปรากฏให้เห็น หากพลาดเพียงนิดเดียว ความร้อนและความเย็นที่สมดุลอยู่นั้นจะขัดกันทันที ของเหลวทั้งหมดจะกระจายออกเป็นควันในพริบตา

    เวลาผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม ของเหลวทั้งหมดผสานรวมกันเป็นหนึ่งเดียว

    การขึ้นรูปคือขั้นที่ยากที่สุด เขารู้เรื่องนี้ดีมาก่อนจะเริ่ม เคยล้มเหลวในขั้นนี้มานับครั้งไม่ถ้วน ไม่ใช่เพราะไม่เข้าใจหลักการ หากเพราะร่างกายมีขีดจำกัดที่ตำราไม่ได้บอกล่วงหน้าว่าจะมาถึงเมื่อใด

    เขาตวัดมือซ้ายเพิ่มไฟใต้เตา มือขวาโคจรปราณบีบอัดก้อนของเหลวให้จับตัวแน่น ปราณในร่างถูกสูบออกไปเร็วกว่าที่เคยฝึกมา ลำตัวเริ่มรู้สึกถึงความว่างเปล่าที่ค่อยๆ ขยายออกจากตันเถียนไปสู่แขน ไปสู่มือ ความร้อนรุ่มแทงเข้าตามเส้นชีพจรราวกับเข็มนับร้อยเล่มพุ่งเข้าพร้อมกัน กล้ามเนื้อและกระดูกที่ถูกสูบพลังออกไปจนล้าเริ่มสั่นระริกร่างกายพยายามจะบอกว่าถึงขีดจำกัดแล้ว เสียงหัวใจเต้นโครมครามก้องดังในหูจนกลบเสียงถ่านหินที่คุอยู่ข้างใต้ ตันเถียนที่ว่างเปล่าลงราวกับหลุมที่ไม่มีก้นกำลังดึงทุกสิ่งที่เหลืออยู่เข้าไปในนั้น

    เหงื่อไหลซึมออกจากขมับจนเสื้อผ้าป่านชุ่มโชก ใบหน้าขาวซีด ทว่ามือสองข้างยังค้างเกร็งคุมปราณไว้อย่างแน่วแน่ ก้อนยาข้างในเริ่มตึงขึ้น ผิวมันเรียบเนียน มีสีแดงเข้มอมดำที่ยังไม่นิ่งสนิท กลิ่นอายของโอสถขั้นสามโชยขึ้นมาจางๆ เป็นครั้งแรก กลิ่นที่เขาไม่เคยได้จากที่ใดมาก่อน

    เขาสูดหายใจเฮือกใหญ่ ปล่อยปราณหยดสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ในร่างออกไปทั้งหมด อัดกระแทกลงไปในก้อนโอสถ

    เสียง 'พึ่บ' ดังขึ้น ตามด้วยเสียงวัตถุกลมมนตกกระทบก้นหม้อดินเผา แผ่วเบาในความเงียบของห้อง

    ร่างของเขาหงายหลังลงบนพื้นทันที เขาหอบหายใจอยู่บนพื้น มองขึ้นไปที่เพดานห้อง ยันต์สี่มุมยังกะพริบอยู่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ

    หนึ่งชั่วยามครึ่งที่ผ่านมาสูบพลังของเขาออกไปจนหมดสิ้น

    หลังจากนอนอยู่บนพื้นจนกระทั่งลมหายใจกลับมาสม่ำเสมอ เขาค่อยๆ นั่งขึ้น โคจรปราณเบาๆ ดึงพลังจากภายนอกเข้ามาในร่างทีละน้อย ปราณเข้ามาช้ากว่าปกติมาก เส้นทางภายในนั้นถูกใช้งานหนักเกินไป ต้องการเวลา รอจนรู้สึกว่ามีแรงยกมือได้แล้ว จึงเอื้อมมืออันสั่นเทาไปเปิดฝาหม้อดินที่เริ่มเย็นลง

    กลิ่นอายโอสถขั้นสามพวยพุ่งออกมาปะทะใบหน้า ก้นหม้อมีโอสถอยู่เพียงเม็ดเดียว สีแดงเข้มอมดำ ขนาดเท่าเล็บหัวแม่มือ เส้นลวดลายปราณจางๆ คล้ายเส้นเลือดกะพริบแสงสีชาดสลัวลอยอยู่บนผิว วางนิ่งอยู่อย่างเงียบๆ ราวกับว่ามันไม่รู้ว่าตัวเองเพิ่งถูกสร้างขึ้นมาด้วยอะไร เขาก้มลงสูดกลิ่นของมันเบาๆ กลิ่นนั้นซึมเข้าปอด เส้นชีพจรที่เหนื่อยล้าอยู่พลันอุ่นวาบขึ้นมาเล็กน้อย

    เขาหยิบเม็ดยาที่ยังอุ่นอยู่ใส่ขวดแก้วสีขาว ปิดจุกแน่น

    ยามโฉวมาเยือนโดยไม่มีเสียงบอก เขาแกะยันต์เขตแดนออกจากมุมห้อง ผลักประตูเปิดออกมาสู่ส่วนหน้าร้าน อวิ๋นฟงนั่งสัปหงกอยู่บนเก้าอี้หน้าเคาน์เตอร์ หัวพยักลงช้าๆ ตามจังหวะของคนที่หลับไม่สนิท หลินเย่เดินไปสะกิดไหล่ อวิ๋นฟงสะดุ้งตื่น ตาปรือ งัวเงีย

    "ข้าหลอมมันเสร็จแล้ว"

    อวิ๋นฟงตื่นเต็มตาในพริบตาเดียว บีบแขนหลินเย่แน่นด้วยมือทั้งสองข้าง "โอสถขั้นสามเนี่ยนะ"

    หลินเย่ส่งสายตาเตือน อวิ๋นฟงเงียบลงทันที เขาจึงดึงขวดแก้วออกมาเปิดจุก เสียง 'เป๊าะ' ดังขึ้น กลิ่นยาฉุนกริบออกมาพร้อมกัน อวิ๋นฟงเบือนหน้าหนีอย่างสัญชาตญาณ ก่อนจะหันกลับมาด้วยสีหน้าที่ยังงัวเงียอยู่บ้าง

    "อายุแค่นี้หลอมยาขั้นสามได้" เขาพึมพำ เสียงผสมระหว่างทึ่งกับบ่น "ตำหนักโอสถตระกูลกู่ไม่ลักพาตัวเจ้าไปหรืออย่างไร"

    แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นจริงจัง เขาถูมือไปมา "ว่าแต่สหายน้อย โอสถเม็ดนี้จะรักษาภรรยาข้าให้หายสนิทได้หรือไม่"

    "ข้าไม่มั่นใจ" หลินเย่ตอบตรงๆ "ตามตำรามันคือโอสถคืนกระแสธาร ใช้ความร้อนกลั่นสร้างเส้นเลือดและทางเดินปราณใหม่ในร่าง"

    "เจ้ามั่นใจเท่าใด"

    "หกในสิบส่วน"

    อวิ๋นฟงถอนหายใจยาว ใบหน้าตึงขึ้น "แล้วอีกสี่ส่วนที่เหลือเล่า"

    "ร่างกายรับไม่ไหว เส้นเลือดฉีกขาด นางจะเสียเลือดจนตาย"

    ความเงียบทอดลงอยู่ระหว่างสองคน เสียงถ่านหินที่ยังคุอยู่ในห้องลับดังคลออยู่เบาๆ อวิ๋นฟงมองขวดแก้วในมือหลินเย่ ไม่พูด ไม่ตัดสินใจ สายตาของเขาดูเหมือนกำลังหาทางออกจากความจำเป็นที่จะต้องตัดสินใจนั้น หลินเย่สังเกตเห็น จึงเก็บขวดกลับเข้าไปในอกเสื้อ

    "สำหรับข้า" หลินเย่หยิบขวดแก้วกลับเข้าไปในอกเสื้อ "ท่านมันก็แค่คนขี้ขลาด"

    อวิ๋นฟงสะดุ้ง ใบหน้าชา ทว่าไม่โกรธ เพราะมันคือความจริงที่เขารู้อยู่แล้ว มือของเขากำแน่นลงโดยไม่รู้ตัว ข้อนิ้วที่กดลงบนขาตัวเองกลายเป็นสีขาว ไม่มีเสียงประท้วง ไม่มีการค้าน ร่างกายทั้งหมดของเขาดูหนักลงราวกับอายุพุ่งขึ้นไปอีกสามสิบปีในพริบตาเดียว

    หลินเย่กวาดสายตามองรอบร้านช้าๆ ชั้นวางยันต์ที่เรียงอยู่อย่างเป็นระเบียบ แต่ละแผ่นมีลวดลายบรรจงในระดับที่เขาไม่แน่ใจว่าจะหาได้ที่ใดอีกในฟางหรง

    "ยันต์ที่แม่นางอวิ๋นเสวี่ยทิ้งไว้ให้ท่าน ลวดลายบรรจงถึงระดับนี้ ต่อให้ขายขาดทุนก็ยังมีเงินซื้อโอสถดีๆ ได้ตั้งมากมาย" เขาหยุดไปครู่หนึ่ง "ทว่าที่ร้านนี้ขายยันต์ไม่ได้เลย ไม่ใช่เพราะไม่มีคนซื้อ หากเพราะท่านไม่กล้าขาย ไม่กล้ารักษา ยอมซื้อแค่โอสถตังกุยขั้นสองมาเพื่อยื้อชีวิตนางไปวันๆ ยอมให้นางทนทุกข์เพียงเพราะท่านไม่อยากสูญเสียใช่หรือไม่"

    อวิ๋นฟงนั่งนิ่ง ข้อนิ้วกดลงบนขาตัวเองจนขาว ไม่เอ่ยปาก หลินเย่กวาดตามองชั้นวางยันต์ที่เรียงอยู่อย่างเป็นระเบียบ แต่ละแผ่นมีลวดลายบรรจง...

    "สหายน้อย"

    เสียงของอวิ๋นฟงออกมาสั่นเล็กน้อย หลินเย่หยุดเดินขณะที่กำลังเตรียมตัวจะก้าวออกจากร้าน

    "เจ้าบอกว่าโอกาสหกในสิบส่วนใช่หรือไม่" อวิ๋นฟงพูดต่อ เสียงค่อยๆ นิ่งขึ้นทีละคำ "นั่นเป็นโอกาสที่สูงที่สุดเท่าที่ข้าเคยได้ยินมาตลอดหลายปี เจ้ามั่นใจหรือไม่ว่าเจ้าเหนือกว่าคนพวกนั้น"

    หลินเย่หันกลับมา สายตาพบกับสายตาของอวิ๋นฟงตรงๆ ไม่หลบ

    "ข้ามั่นใจว่าข้าเหนือกว่า"

    ไม่มีการลังเล แค่คำที่บอกสิ่งที่เขารู้ อวิ๋นฟงสบสายตานั้นอยู่สักครู่ นัยน์ตาที่เคยสับสนและหวั่นไหวมาตลอดหลายปีค่อยๆ กลับมานิ่งแน่ว ราวกับคนที่รอการตัดสินใจมานานและเพิ่งพบที่วางน้ำหนักได้

    "เช่นนั้น" เขาสูดหายใจลึก "ข้าจะเชื่อใจเจ้า"