ราชินีเอลิเซียนอนลงบนเตียงปล่อยให้สาวใช้ส่วนตัวของเธอคนนี้จัดการกับร่างกายของเธอได้ตามใจชอบ ซึ่งลาน่าก็ทำการนัวเนียปทุมถันคู่ของเธอบ้างก็บีบจนเป็นบิดเบี้ยวผิดรูป บ้างก็ดูดปลายทางสลับซ้ายขวาบางครั้งก็ไม่ดูเปล่ายังขบกัดเล็กน้อยบางครั้งก็บีบปลายถัน จนราชินีเอลิเซียที่ถูกจัดการต้องหลั่งน้ำหวานออกมาจากดอกไม้ของเธอ ลาน่าที่เล่นกับปทุมถันคู่นั้นจนพอใจแล้วก็ใช้ลิ้นลากหน้าท้องผ่านสะดือจนลงไปถึงดอกไม้ที่ตอนนี้กำลังหลั่งน้ำหวานออกมา
ลาน่ามองดอกไม้ของราชินีเอลิเซียที่ยังคงสวยได้รูปแม้จะเคยผ่านการคลอดลูกมาแล้วถึงสองคน ราชินีเอลิเซียที่รู้ว่าลาน่าเปลี่ยนเป้าหมายเป็นดอกไม้ของเธอ ก็อ้าขาคล้ายกับต้องการเชื้อเชิญให้ลาน่าจัดการกับมันได้เต็มที่ ซึ่งลาน่าก็ซุกหน้าลงไปก็จะทำการละเลงลิ้นเพื่อเพื่อลิ้มชิมรสดอกไม้ที่งดงามนั้น
ราชินีเอลิเซียร่างกระตุกเหมือนกับโดนไฟช็อต
“ลาน่าเรา…” เธอพูดได้เพียงเท่านี้ก็ต้องเปลี่ยนเป็นกัดริมฝีปากมือจิกที่นอนเล่น พร้อมกับแอ่นตัว
ลาน่าที่รับรู้ได้ถึงการตอบสนองของราชินีเอลิเซียก็ไม่มีทีท่าว่าจะยอมหยุด กลับกันแล้วเธอกลับเร่งจังหวะยิ่งขึ้นคล้ายกับว่าต้องการทารุณคุณหนูของเธอให้หนักยิ่งกว่าเดิม จนในที่สุดราชินีเอลิเซียก็ทนไม่ไหวร่างกระตุกสองทีเพราะถึงจุดสุดยอดก่อนจะนอนแผ่หลาอย่างหมดแรง ตาของราชินีเอลิเซียหรี่ปรือแต่ใบหน้าแสดงถึงความสุขที่ได้ถึงจุดหมาย ลาน่าถอนริมฝีปากออกจากดอกไม้ของราชินีเอลิเซียก่อนมองเอลิเซียแล้วยิ้มออกมา ซึ่งมันไม่ใช่รอยยิ้มแบบให้เธอปกติแต่มันเป็นรอยยิ้มที่เหมือนกับเวลาที่เด็กได้เจอของเล่น
ลาน่าได้ลุกขึ้นไปก่อนจะลงมาคร่อมที่หน้าของราชินีเอลิเซีย ฝ่ายราชินีเอลิเซียที่กำลังนอนอย่างอ่อนแรงพบว่าตอนนี้ได้มีดอกไม้ของลาน่าที่ตอนนี้น้ำหวานหลั่งออกมาเช่นกันจ่ออยู่ตรงหน้าเธอ เธอก็ยิ้มแล้วยื่นหน้าเข้าไปทำการละเลงลิ้นจนลาน่ารู้สึกสะท้านไปทั้งร่าง แม้ว่าทักษะในเรื่องนี้ของราชินีเอลิเซียจะยังอ่อนหัดและเทียบกับเธอไม่ได้ แต่ความรู้สึกของการที่คุณหนูที่ตนรับใช้และดูแลมาโดยตลอด ได้มาทำแบบนี้ให้ตนก็เป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย จนในที่สุดลาน่าเริ่มรู้สึกกับสันจนทนไม่ไหวเผลอทำการจับศีรษะของราชินีเอลิเซียบดกับดอกไม้ของเธออย่างลืมตัว ซึ่งการกระทำของเธอนั้นมันจะดูหยาบช้าและไม่เหมาะสมแต่มันคล้ายกับไปกระตุ้นอะไรบางอย่างในตัวราชินีเอลิเซียจนเธอรู้สึกร้อนรุ่มและตื่นเต้น จนในที่สุดลาน่าก็ทนไม่ไหวถึงร่างเธอกระตุกจุดสุดยอดด้วยปากและลิ้นของคุณหนูที่เธอเคารพรักมาโดยตลอด แต่แม้จะถึงจุดสุดยอดลาน่ากลับยังค่อมหน้าคุณหนูของเธออยู่แบบนั้นกลับกันแล้วเธอยังคงกดศีรษะของราชินีเอลิเซียกับดอกไม้ของเธอ ส่วนราชินีเอลิเซียก็ดูดเลียน้ำหวานของสาวใช้คนนี้อย่างตะกละตะกลาม
ทั้งสองอยู่ในท่าทางเช่นนี้พักหนึ่งลาน่าก็พลิกกลับได้โดยที่ดอกไม้ของเธอยังคาอยู่ที่ใบหน้าของราชินีเอลิเซีย แล้วลาน่าก็โน้มตัวลงไปจนใบหน้าของเธอจ่อที่ดอกไม้ของอีกฝ่าย แล้วจากนั้นทั้งสองก็เริ่มทำการสนองความต้องการให้กันและกัน
พระราชาอัลเฟรดที่ตอนนี้กำลังนั่งบนตัวเองพร้อมกับดูภาพของภรรยาเขาสองคนกำลังร่วมรักกัน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สองคนนี้มีความสัมพันธ์แบบนี้ แต่นี่กลับเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองคนมีความสัมพันธ์กันหลังจากที่ปลดสวิตช์หัวใจให้แก่กันเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเขาในฐานะสามีของพวกเธอก็รับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่ต่างออกไปของทั้งคู่
ภายในโรงแรมที่พวกคาทาริน่าเข้าพัก
ท่ามกลางแสงตะเกียงที่ส่องสว่างไสวคาทาริน่าบนที่โต๊ะริมหน้าต่าง บนโต๊ะตอนนี้มีเกมที่เธอพึ่งได้ซื้อมาในวันนี้ เกมโจรสลัดเสียบถังกับหมากรุก คาทาริน่าใช้เวลาอยู่กับของเหล่านี้มาพักใหญ่ๆ แล้ว ซึ่งเธอก็รู้สึกประทับใจในของพวกนี้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเกมโจรสลัดเสียบถังนั้น ยิ่งมองเธอก็ยิ่งรู้สึกทึ่งเมื่อพบว่าระบบทุกอย่างในเกมนี้ไม่ได้มีเวทย์มนต์มาเกี่ยวข้อง แต่มันเกิดจากกลไกสลักล็อคและสปริงเท่านั้น คือวิธีการเล่นนั้นก็เรียบง่ายแต่ความสนุกนั้นกับไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ห้ามนำมาเป็นของเล่นในงานปาร์ตี้หรืองานเลี้ยงสังสรรค์ล่ะมันจะสร้างความเพลิดเพลินและความสนุกสนานได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ส่วนหมากรุกนี้อาจดูเผินๆ เหมือนไม่มีอะไรน่าสนใจ โดยเฉพาะคนที่เคยสัมผัสเกมกระดานสงครามมาแล้วอย่างเธอ แต่แท้จริงแล้วมันกลับสร้างความเพลิดเพลินได้อย่างไม่น่าเชื่อ มันทั้งเรียบง่ายประหยัดพื้นที่ผิดกับรูปลักษณ์ธรรมดาที่เห็นภายนอก คาทาริน่ามองของเล่นเหล่านั้นแล้วก็นึกถึงเรื่องที่เธอได้คุยกับวานเชสโก้ในวันนี้
คาทาริน่าได้รับคำยืนยันจากวานเชสโก้แล้วว่าคนที่ทำเกมแบบนี้ขึ้นมาเคยเจ้าชายขยะคนนั้นจริงๆ มันยิ่งทำให้คาทาริน่าให้ความสนใจกับตัวเจ้าชายคนนี้มากยิ่งกว่าเดิม แม้เธอจะรู้ว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ย้อนแย้งระหว่างเจ้าชายคนนี้กับคนแคระนักล่าค่าหัวคนนั้น แต่ในบรรดาเกมเหล่านี้กลับมีสิ่งหนึ่งที่ชวนให้เธอนึกถึงอาวุธชิ้นนั้นที่เขาเพิ่งได้สั่งทำมา แม้ว่าดูแล้วอาจจะไม่เหมือนกันซะทีเดียวแต่มีจุดอยู่ร่วมกันอยู่อย่างหนึ่งนั่นก็คือระบบกลไกกับสลักล็อค
เธอนึกย้อนไปถึงข้อมูลที่เธอได้มาจากวานเชสโก้อีกอย่างหนึ่งนั่นก็คืออาร์ติแฟกต์ชิ้นนั้นที่เจ้าชายขยะใช้ในการสังหารลูกชายคุณนางที่เป็นผู้ใช้พลังเวทย์จำแลงอสูร แน่นอนว่าวานเชสโก้อาจต้องรู้สึกระแวงที่เธอมาถามเขาเรื่องนี้แต่เธอก็ใช้วิธีตะล่อมถามทำนองว่าสนใจในอาวุธชิ้นนี้ จนได้ข้อมูลที่เธอรู้สึกแปลกใจนั่นก็คือ อาร์ติแฟกต์ชิ้นนั้นมันเป็นแค่อาวุธที่อิงรูปร่างมาจากปืนไฟของพวกคนแคระ ซึ่งคุณสมบัติของมันนั้นก็มีแค่การใส่ผลึกเวทมนต์ลงไป แล้วจากนั้นก็ยิงกระสุนเป็นธาตุชนิดเดียวกับผลึกเวทย์มนต์ที่ใส่ไป เดิมทีอาร์ติแฟกต์ชิ้นนี้เป็นของที่เขาได้รับมาจากสหายที่เป็นนักอัครเวทย์แต่กลับมีนิสัยประหลาดคนหนึ่ง
ในตอนที่คาทาริน่าได้ยินเรื่องนี้ก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจเข้าไปใหญ่ เพราะคนที่ใช้มันนั้นคือเจ้าชายขยะแต่คนที่ถูกสังหารคือผู้ใช้เวทย์จำแลงอสูรที่ขึ้นชื่อเรื่องการยกระดับศักยภาพทางร่างกายและการรักษาบาดแผลด้วยตัวเอง ถ้าอาร์ติแฟกต์ที่เขาใช้มันเรียบง่ายตามที่วานเชสโก้บอกปัญหาก็ไม่ได้อยู่ที่ตัวอาร์ติแฟกต์ แต่อยู่ที่ตัวคนที่ใช้มันต่างหาก
“เจ้าชายเออร์วิน ไพร์ล็อก” คาทาริน่าพึมพำออกมาเบาๆ ถึงแม้ว่าเธอจะไม่กล้านึกโยงว่าเจ้าชายคนนี้มีความเกี่ยวข้องกับคนแคระนักล่าค่าหัวคนนั้น เพราะยังมีจุดย้อนแย้งอยู่หลายจุด แต่กลับมีเรื่องน่าแปลกอยู่อย่างหนึ่งนั่นก็คือบางครั้งเธอก็นึกโยงเบาะแสที่ได้มาระหว่างทั้งสองคนนี้ไม่ได้ คาทาริน่าไม่กล้าฟันธงว่าที่สังหารผู้ใช้เวทย์จำแลงอสูรเป็นเพราะอะไรกันแน่ เพราะยังมีความเป็นไปได้สูงที่อาร์ติแฟกต์อาจจะมีพลังอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ก็เป็นได้ หรือถ้าเป็นตามที่วานเชสโก้บอกมาก็อาจว่าอาร์ติแฟกต์นั้นไม่ได้มีอะไรมากมาย ก็จะเป็นไปได้สูงว่าอาจจะมีคนรอบลงมืออยู่เบื้องหลังก็เป็นได้ เพราะถึงยังไงเธอก็พอมองออกได้ว่าพระราชาและพระราชินีคนนี้รักและเอ็นดูในตัวเจ้าชายมากขนาดไหน มากถึงขนาดที่ว่าตามใจเขาเรื่องการเผ่ามารมาเป็นสาวใช้ส่วนตัว จะให้มีคนรอบทำการคุ้มกันก็ไม่แปลก
แล้วคาทาริน่าก็นึกถึงโรงพยาบาลที่เธอได้ไปหลังจากได้พบกับวานเชสโก้ในวันนี้ โรงพยาบาลกับโรงเรียนสองสิ่งที่สามัญชนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่จำกัดชาติตระกูลฐานะหรือพลังเวทย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เธอไม่เคยเห็นหรือได้ยินมาก่อนจึงเป็นเรื่องปกติที่เจอจะให้ความสนใจ เมื่อเธอได้พบโรงเรียนเธอก็รู้สึกทึ่งเพราะภาพที่จะเห็นนั้นคือเด็กหลายคนได้วิ่งเล่นและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ทั้งที่เด็กบางคนมาจากครอบครัวชนชั้นกลางแต่บางคนก็เห็นได้ชัดว่ามาจากชนชั้นล่าง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความต่างของพลังเวทย์ ราวกับว่ากฎเกณฑ์ที่ตัดสินคนจากพลังเวทย์หรือฐานะมันไม่ได้มีความหมายสำหรับเด็กเหล่านี้
ทันทีที่ได้เห็นภาพนี้คาทาริน่ากลับต้องรู้สึกอึ้งจนแทบไม่อาจจะละสายตาไปได้ แม้ว่าเธอจะเกิดในตระกูลผู้ดีและมาพร้อมกับพลังเวทย์ที่ทรงพลัง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความเข้ากันได้กับเวทย์ธาตุแสงที่เป็นหนึ่งปฐมธาตุคู่กับธาตุมืด แต่เธอก็ไม่คิดจะใช้พลังของเธอกดขี่หรือรังแกคนที่อ่อนแอกว่า เว้นเสียแต่คนๆ นั้นจะเป็นศัตรู ตั้งแต่เกิดมาคาทาริน่าล้วนปฏิบัติกับผู้คนด้วยความเท่าเทียมโดยไม่สนพลังเวทย์ และนั่นทำให้เธอเป็นหนึ่งในภาพลักษณ์ที่ดีงามของศาสนจักร ทว่าคาทาริน่าที่ไม่เคยรังแกคนอ่อนแอเมื่อได้มาเห็นมิตรภาพที่ใสซื่อและปราศจากอคติก็ทำให้เธอออกสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมในทวีปอาร์เคนัสถึงไม่เคยมีสถานที่แบบนี้มาก่อน ซึ่งบางทีหากเด็กเหล่านี้โตขึ้นเขาก็อาจจะปราศจากอคติและคบหาสหายกับคนโดยไม่สนพลังเวทย์ก็เป็นได้
เมื่อคิดได้ดังนั้นคาทาริน่าจึงให้ความสนใจในสถานที่ที่เรียกว่าโรงพยาบาล เธออยากรู้ว่าที่นี่จะเป็นสถานที่แบบไหน แต่เมื่อเธอได้ไปพบที่นั่นกลับต้องรู้สึกผิดหวัง เมื่อพบว่าที่นี่ช่างเงียบเหงาไร้เงาผู้คน ตอนแรกที่เธอได้มาถึงก็ลองคิดในแง่ดีไปว่าอาจจะเป็นเพราะผู้คนได้รับการรักษาจนตอนนี้ไม่มีใครมาโรงพยาบาลแล้วก็เป็นได้ จนกระทั่งเธอได้เห็นเหตุการณ์หนึ่งที่ไม่น่าเชื่อเมื่อผู้หญิงที่แต่งกายมอซอถูกผลักออกจากโรงพยาบาล เธอเห็นผู้หญิงคนนั้นร้องไห้อ้อนวอนทั้งนำ้ตาขอให้ช่วยรักษาลูกชายของเธอ จากนั้นเธอก็เห็นเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลมองผู้หญิงคนนั้นด้วยสายตาดูถูกทั้งยังด่าทอเธอ ก่อนจะทำการไล่เธอให้พ้นจากสถานที่นี้
คาทาริน่าที่ได้เห็นเหตุการณ์ก็เกือบเผลอที่จะชักดาบลงโทษคนเหล่านั้น แต่สุดท้ายเธอก็ยังมือไว้เพราะยังคงไม่ต้องการให้ใครรู้ถึงฐานะของพวกเธอ หลังจากที่เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลพากันปิดประตูใส่หน้า ผู้หญิงคนนั้นก็ร้องไห้ด้วยความสิ้นหวังก่อนจะเดินคอตกจากไป คาทาริน่าที่เห็นดังนั้นก็อดใจไม่ได้จึงร้องเรียกแว๊บแรกที่ผู้หญิงคนนั้นได้เห็นใบหน้าอันงดงามของคาทาริน่า ก็แสดงท่าทีตกตะลึงและตกใจเข้าใจว่าเธอเป็นขุนนางแล้วรีบก้มกราบด้วยความหวาดกลัวพร้อมกับร้องขอชีวิต คาทาริน่าใช้เวลาอยู่พักหนึ่งกว่าจะอธิบายให้เธอเข้าใจว่าเธอเป็นแค่นักเดินทางก่อนจะมอบโพชั่นระดับสูงให้เธอ ผู้หญิงคนนั้นรับโพชั่นพร้อมกับทำหน้าตื้นตันแม้ว่าเธอจะไม่รู้ว่าโพชั่นที่เธอได้รับมานั้นเป็นระดับไหน แต่เธอก็พอรู้ว่าด้วยโพชั่นขวดนี้ลูกของเธอจะต้องหายป่วยอย่างแน่นอน จากนั้นเธอก็รีบก้มกราบขอบคุณยกใหญ่ จนต้องใช้เวลาพักหนึ่งอีกกว่าผู้หญิงคนนั้นจะรีบถือขวดโพชั่นเดินจากไป
คาทาริน่ามองไล่หลังผู้หญิงคนนั้นก่อนจะหันไปมองทางโรงพยาบาลแล้วขมวดคิ้วออกมา เธอไม่เข้าใจว่าทำไมสองสถานที่นี้ระหว่างโรงพยาบาลกับโรงเรียนถึงให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันได้เช่นนี้ หลังจากที่กลับมาที่โรงแรมเธอก็ได้ให้เจมส์กับแบรดไปสืบข้อมูลดู จนได้เจอเรื่องน่าสนใจเธอพบว่าต้นสายปลายเหตุทุกอย่างมันเริ่มจากการที่มีคดีฆ่าล้างคฤหาสน์ของเศรษฐีนิสัยโฉดชั่วที่มีชื่อว่า ดอน โกเบอร์ หลังจากเกิดคดีนี้หลังจากนั้นไม่กี่วันก็เกิดเรื่องพลิกผันเมื่อเคานต์เรห์นวาร์ดที่ควบตำแหน่งขุนนางผู้พิพากษาสูงสุดที่มีหน้าที่เป็นผู้ดูแลกฎหมายและความยุติธรรม ซึ่งปกติคนๆ นี้มักจะมีชื่อเสียงไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ อยู่ๆ ก็ทำการปลอบขวัญให้กับเหล่าเหยื่อผู้รับเคราะห์จากการกระทำของดอน โกเบอร์ ซึ่งหลังจากนั้นไม่กี่วันทางพระราชวังก็ทำการเปิดโรงเรียนและโรงพยาบาล ซึ่งได้ประกาศว่าทุกคนล้วนมีสิทธิ์เข้าเรียนที่โรงเรียนและเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล โดยในตลอดระยะเวลา 5 ปีนี้ชาวเมืองไพร์ล็อกทุกคนล้วนสามารถส่งลูกหลานเข้าเรียนและเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งเคานต์เรห์นวาร์ดยังเป็นหนึ่งในสองคนเดิมที่ร่วมกันรับผิดชอบโรงเรียนอีกด้วย ส่วนในขุนนางอีกคนที่รับผิดชอบโรงเรียนร่วมกันกับเขาก็คือมาร์ควิสเฟลิกซ์ ซึ่งแน่นอนว่าขุนนางคนนี้ก็มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ไม่แพ้กัน
ทว่ามันกลับดูน่าย้อนแย้งเมื่อพบว่าสองขุนนางที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ กลับสร้างโรงเรียนแบบนั้นขึ้นมาได้ แล้วเมื่อย้อนกลับมาดูโรงพยาบาลที่มีขุนนางสองคนดูแลซึ่งก็คือไวเคานต์โรซาลินด์กับลอร์ดอาร์เทมิส ซึ่งเทียบกันแล้วแม้ว่าสองคนนี้จะไม่ได้มีชื่อเสียงที่เท่าไหร่นักแต่ก็ยังดีกว่าคนหน้าสองคนที่มีหน้าที่ดูแลโรงเรียนเป็นอย่างมาก แล้วทำไมโรงพยาบาลที่สองคนนี้รับหน้าที่แล้วถึงเป็นแบบนั้นได้ นี่คือสิ่งที่คาทาริน่ารู้สึกย้อนแย้งและไม่เข้าใจเป็นอย่างมาก
แต่อย่างน้อยจากการที่ได้รู้เรื่องราวในครั้งนี้เธอก็ได้พบจุดเชื่อมโยงอะไรบางอย่างเกี่ยวกับคดีฆ่าล้างคฤหาสน์ หลังจากที่เกิดคดีนี้ก็มีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งพฤติกรรมของขุนนางที่แปลกไปจากทุกที การสร้างโรงเรียนและโรงพยาบาล และที่สำคัญการรับสาวเผ่ามารหูสัตว์เข้ามาเป็นสาวใช้ส่วนตัวของเจ้าชายเออร์วิน คาทาริน่าพบว่าเธอคิดถูกที่ตอนนั้นสันนิษฐานไว้ว่าคดีฆ่าล้างคฤหาสน์จะต้องมีคนแก่คนโตอยู่เบื้องหลังแน่ จากนั้นในหัวเธอก็นึกภาพเด็กผู้ชายผมสีดำนัยน์ตาสีแดงเพลิงที่มักยิ้มแย้มคนนั้น และเรื่องที่เขาเล่าให้เธอฟังเลยวันแรกที่พบกันว่า เขาได้บังเอิญไปเจอหญิงสาวเผ่ามารเหล่านี้และตัดสินใจรับพวกเธอเป็นสาวใช้ส่วนตัว คาทาริน่านึกถึงเรื่องในครั้งนั้นก่อนจะพึมพำออกมาว่า
“เป็นแค่เรื่องบังเอิญจริงๆ งั้นเหรอ?”
กลับมาที่ห้องนอนของพระราชาอันเฟรดในยามนี้สตรี 2 นางบนเตียงต่างนัวเนียกันจนมีเหงื่อชโลมกายจนร่างกายของทั้งคู่เงาเหมือนกับผ่านการชโลมน้ำมันมา ราชินีเอลิเซียนอนโดยถูกลาน่าจับขาข้างหนึ่งให้ตั้งขึ้นแล้วนั่งทับขาอีกข้างหนึ่ง ดอกไม้ของพวกเธอทั้งสองชนกันแล้วเม็ดทับทิมของพวกเธอทั้งคู่ก็บดเบียดเสียงถูกันไปมา มือข้างหนึ่งของลาน่าบีบเค้นปทุมถันของราชินีเอลิเซียราวกับต้องการให้มันแหลกเหลวคามือจนมันบิดเบี้ยวผิดรูป ราชินีเอลิเซียแสดงสีหน้าเคลิบเคลิ้มออกมาดวงตาทั้งคู่หลี่ปรือมองสาวใช้ของเธอไปด้วยความเสน่หา
ทันทีเม็ดทับทิมของพวกเธอทั้งคู่ได้สัมผัสกันราชินีเอลิเซียกับลาน่าต่างก็รู้สึกว่าพวกเธอได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งร่างกายและจิตใจ ราวกับว่าตอนนี้ในโลกนี้มีแค่พวกเธอเพียงแค่สองคนเท่านั้น ลาน่ายังคงบดเม็ดทับทิมของเธอต่อไปและเร่งจังหวะขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเธอใกล้ถึงจุด ราชินีเอลิเซียที่ถูกเร่งจังหวะก็เริ่มออกหายใจถี่ จนในที่สุดร่างกายของทั้งคู่ก็กระตุกพร้อมกันบ่งบอกว่าพวกเธอต่างถึงจุดสุดยอดในเวลาเดียวกัน