“ในเมื่อคนที่แกร่งที่สุดคนนั้นตายไปแล้ว ข้าจะถามพวกเจ้าอีกครั้งจะยอมจำนนหรืออยากทำสงคราม!”
เฉาเทียนหมั่งยิ้มแสยะ แม้กำแพงเมืองสือเฉิงจะสูงใหญ่ทว่าในวันนี้มียอดฝีมือติดตามทัพมาจำนวนไม่น้อย ดังนั้นแค่กำแพงนี้ไม่สามารถขัดขวางการเดินทางของพวกเขาได้หรอกการทำลายเมืองสือเฉิงให้ราบเป็นหน้ากลองง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก
“เฉาเทียนหมั่ง ข้าขอเตือนให้เจ้ารีบไสหัวไปไกลๆ จะดีกว่ามิเช่นนั้นจะต้องเสียใจภายหลัง!”
เยี่ยกวังตะโกนกลับไป ทว่าที่จริงในใจรู้สึกไม่มั่นใจเลยจ้าวสายฟ้ายังคงปิดตัวเองอยู่กำลังของสามบ้านสกุลในขณะนี้ไม่สามารถสกัดยอดฝีมือหมู่มากที่เฉาเทียนหมั่งพามาในครั้งนี้ได้ดูท่าแล้ว เฉาเทียนหมั่งตั้งใจจะจัดการและยึดครองเมืองสือเฉิงให้ได้ในครั้งนี้
“เซ่าฝู่ อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนล่ะ?”
ตู้เจิ้นอู่ขมวดคิ้ว จากนั้นก้มหน้าไปถามตู้เซ่าฝู่ที่อยู่ข้างๆบ้านสกุลไป๋ยังมีไป๋เหว่ยที่มีฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณ บ้านสกุลเยี่ยก็มีเยี่ยกวังที่มีฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณทว่าในตอนนี้บ้านสกุลตู้ไม่มียอดฝีมือที่มีฌานถึงขั้นชีพจรประสานวิญญาณเลยสักคน
“อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนน่าจะออกไปบำเพ็ญเพียรฝึกฌานอยู่”
ตู้เซ่าฝู่เองก็สีหน้าเคร่งเครียดการนำทัพมาของเฉาเทียนหมั่งในครั้งนี้ กำลังฝ่ายเมืองสือเฉิงยากที่จะต่อกรกับคนของจังหวัดหลิวอวิ๋นได้
สุดยอดสามบ้านสกุลบ้านสกุลตู้และอีกสองบ้านสกุลยังคงกำลังพักฟื้นตัว ครั้งนี้กำจัด บ้านสกุลอั้นและบ้านสกุลฉินออกไปได้ทว่าก็กำลังของตัวเองก็บาดเจ็บล้มตายไปจำนวนมากอยู่
ยิ่งไปกว่านั้นจำนวนคนร่วมต่อสู้ในครั้งนี้ก็เทียบกับอีกฝ่ายไม่ติดคนของสามบ้านสกุลและคนที่พอเข้าร่วมต่อสู้ได้รวมกันทั้งหมดก็แค่ราวๆ ห้าหกพันคนแม้ว่าจะเรียกพันธมิตรกลุ่มมีอิทธิพลเล็กๆ ด้านนอกมาเข้าร่วม ก็เพิ่มอีกแค่ราวๆสองสามพันคน รวมสุทธิอย่างไรก็ไม่ถึงหมื่นคน
ทว่าสถานการณ์ในตอนนี้อีกฝ่ายมีกองกำลังกว่าห้าหมื่นนาย เกรงว่าคนที่มาล้วนแต่เลือกนักสู้ฝีมือดีมากันทั้งนั้นแล้วเมืองสือเฉิงจะต้านทานได้อย่างไร?
ได้ยินว่าอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนไม่อยู่ ตู้เจิ้นอู่ก็มีสีหน้าเครียดขึ้นเขาบอกกับตู้เซ่าฝู่ว่า “เซ่าฝู่เดี๋ยวเจ้าห้ามทำอะไรเสี่ยงๆ ล่ะ ลงมือไปตามเหมาะสม”
ตู้เซ่าฝู่พยักหน้า หากอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าอยู่ก็คงจะดีเพียงแต่เสียดายที่อสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าเก็บตัวอยู่ และภายในเมืองสือเฉิงก็ไม่น่าจะมีคนที่สามารถจัดการเฉาเทียนหมั่งได้
“เจ้าเมืองเยี่ยทำอย่างไรดี?” ไป๋ซวี่หรูพูดกับเยี่ยเป่าหลิน
“เปิดสงครามกันไปเลยเมืองสือเฉิงไม่มีทางไม่ทันทำอะไรก็ยอมแพ้ง่ายๆ!”
เยี่ยเป่าหลินตะโกน พลังปราณอ่อนๆไหลเวียนรอบกาย ร่างภายใต้พลังปราณที่ห่อหุ้มมีประกายแสงไฟฟ้าส่องแสงออกมาทางตา
“นักสู้แห่งบ้านสกุลตู้ทุกคนจงฟังคำสั่ง หากมีใครหน้าด้านบุกรุกเข้ามาในเมืองสือเฉิงให้ฆ่ามันซะ!”
ตู้เจิ้นอู่ใบหน้าเคร่งขรึมแววตาเปี่ยมด้วยความดุดันและเกรี้ยวกราด เขาพูดกับนักสู้ของบ้านสกุลตู้ทุกคน
“หึๆให้โอกาสดีๆ แล้วไม่เอาอยากโดนดีแทนซะงั้น ฆ่าพวกนั้นซะ!”
เฉาเทียนหมั่งตะโกนบอกทหาร แขนหนาล่ำบึกของเขาโบกส่งสัญญาณแก่คนข้างหลัง
“ตึงโครม!”
ทหารจำนวนหลายหมื่นคนเริ่มปล่อยพลังปราณแผ่ออกมาคลื่นลมปราณอันน่ากลัวแผ่ซ่านออกมาอย่างกระหน่ำ
“ฆ่า!”
ทหารและม้าจำนวนหลายหมื่นเริ่มตะโกนเรียกขวัญละพุ่งเข้าหากำแพงเมืองพร้อมกัน
“โครม!”
เฉาเทียนหมั่งเองก็เริ่มขยับแล้วพลังปราณอันน่ากลัวระเบิดออกมา ร่างใหญ่กำยำวิ่งนำพร้อมกับกระโจนเข้าหาประตูเมืองเขาตั้งใจคิดจะระเบิดทำลายประตูเมืองทิ้ง
“เฉาเทียนหมั่งเจ้าต้องเสียใจภายหลังแน่!”
เยี่ยกวังตะโกนออกมาสั้นๆเงาของเขากระโดดลงมาจากกำแพงเมืองเตรียมพลังหมัดที่ห่อหุ้มด้วยพลังปราณที่มีกระแสไฟฟ้าปล่อยเข้าไปหาเฉาเทียนหมั่ง
“สู้ไม่ได้ยังจะฝืนอีกนะด้วยความสามารถของเจ้าที่มีแค่นี้ยังคิดจะทำอะไรเกินตัวอีก เยี่ยกวัง เจ้าแก่แล้วทำอะไรไม่ได้แล้วล่ะ รีบมอบอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้ามาให้ข้าเร็วๆ”
เฉาเทียนหมั่งกระโดดถีบพื้นพุ่งตัวขึ้นฟ้าเพื่อปะทะกับพลังหมัดของเยี่ยกวังตรงๆอย่างรุนแรง
“ปึง!”
เสียงดังสนั่นดั่งฟ้าผ่าเยี่ยกวังกำลังน้อยกว่าถูกซัดกระเด็นถอยหลัง
อาการบาดเจ็บของเยี่ยกวังจากสงครามภายในครั้งก่อนยังไม่หายดีทว่าเฉาเทียนหมั่งไม่เพียงแต่หายดีแล้ว ยังมีพัฒนาการด้านพลังเพิ่มขึ้นไปอีกที่จริงพลังความสามารถของทั้งสองพอๆ กัน ทว่าสภาพของเยี่ยกวังในตอนนี้เสียเปรียบกว่าทำให้ไม่อาจป้องกันพลังอีกฝ่ายได้
“ฟิ่ว!”
ไป๋เหว่ยกระโดดลงจากกำแพงเมืองคลื่นพลังลมปราณหนาแน่นโถมกระหน่ำออกจากทั่วร่าง
“เมืองสือเฉิงแค่เมืองเล็กๆกลับมีผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณถึงสองคน น่าประหลาดใจจริงๆ!”
เมื่อไป๋เหว่ยเริ่มขยับตัว ก็มีเสียงนิ่งๆ ที่ฟังดูไม่เป็นมิตรดังขึ้นจากนั้นเงาของคนสี่ก็พุ่งทะยานขึ้นไปบนฟ้า
คือชายชราสามคนกับบุรุษวัยกลางคนอีกหนึ่งคนคลื่นลมปราณของทั้งสี่แข็งแกร่งมาก ล้วนคือผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสร้างรากฐานซึ่งไม่ได้ด้อยไปกว่าไป๋เหว่ยเลย
ทั้งสี่สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ล้วนแต่มีลมปราณที่แข็งแกร่งเต็มเปี่ยมอยู่ภายในร่างพวกเขาลอยอยู่กลางเวหาอย่างสง่าพร้อมกับมีพลังปราณห้อมล้อมสีของปราณประจำตัวแต่ละคนสะท้อนกำแพงและท้องฟ้าเกิดเป็นสีหลากสี
“ฆ่าให้หมดทุกคน!”
เฉาเทียนหมั่งพูดอย่างไม่ปรานี ในสายตาของเขาเมืองสือเฉิงเป็นเพียงลูกไก่ไร้กำลังเมื่อพูดจบ ก็กระโจนหาเยี่ยกวังอีกครั้ง
“คนนี้ยกให้ข้าเอง” ชายขั้นชีพจรประสานวิญญาณทั้งสามจ้องไปที่ไป๋เหว่ยเมื่อพูดจบต่างก็พุ่งเข้าหาไป๋เหว่ย
พวกเขาคือเจ้าเมืองที่แข็งแกร่งที่สุดสี่คนในบรรดาสิบสองคนของจังหวัดหลิวอวิ๋นและล้วนคิดจะมายึดครอง ฉวยประโยชน์จากเมืองสือเฉิงนานแล้ว
“งั้นก็ลงมือกันเถิด!”
ชายชราสามคนที่มีสีหน้าเคร่งขรึมทั้งสามพุ่งเข้าหาประตูเมืองสือเฉิง ในมือรวบรวมพลังปราณไว้ อักษรยันต์พรั่งพรูออกมาพลังปราณของทั้งสามปล่อยออกมากันคนละทีต่างเล็งไปที่ประตูเมืองสือเฉิง และแล้วกระแทกบานประตูเข้าไปอย่างจัง
“ตึงโครม!”
กำแพงเมืองทั้งเมืองเขย่าโยกอย่างแรง ประตูเมืองที่หนาและแข็งแรงก็ต้านทานการโจมตีของผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณทั้งสามคนที่ปล่อยมาพร้อมกันไม่ได้สุดท้ายกำแพงเมืองก็เกิดรอยแตกร้าวยาวไปทั้งแถบ ประตูเมืองถล่มลงมา
“ตึงๆ!”
ยอดฝีมือแต่ละบ้านสกุลที่อยู่บนกำแพงเมืองต่างยืนโซเซทรงตัวไม่อยู่สีหน้าตื่นตระหนกเคร่งเครียดกันถึงที่สุด
“ฆ่าล้างเมืองสือเฉิง ฆ่าให้เรียบ!”
เมื่อยอดฝีมือระดับหัวหน้าของกองทัพผู้บุกรุกเห็นว่าประตูเมืองถล่มลงมาแล้วก็รีบโบกมือและตะโกนเรียกทุกคนบุกเข้าไป บริเวณนั้นคุกรุ่นด้วยจิตสังหารและจิตอาฆาตทันใดเสียงตะโกนข่มขู่ฆ่าฟันดังสนั่นไปทั่ว
“ทำให้เมืองสือเฉิงโชกด้วยเลือด ฆ่ามัน!”
ทหารฝีมือดีหลายหมื่นคนจากจังหวัดหลิวอวิ๋นแต่ละเมืองรุดหน้าเข้ามาพร้อมกันทุกคนปล่อยพลังปราณพลุ่งพล่าน พร้อมกับชักอาวุธออกมากลิ่นอายแห่งการฆ่าฟันคุกรุ่นปกคลุมเมืองสือเฉิง!
“ทุ่มสุดตัว!”
“ปกป้องเมืองสือเฉิง!”
ยอดฝีมือบ้านสกุลเยี่ย บ้านสกุลตู้ บ้านสกุลไป๋ต่างก็ตะโกนเรียกขวัญกำลังใจในการสู้สงครามแววแต่ละคนเปี่ยมด้วยความอาฆาต
“ตึงโครม!”
ทหารและม้าจากกองทัพของจังหวัดหลิวอวิ๋นแต่ละเมืองวิ่งกระจายกรูกันเข้ามาในเมืองสือเฉิงดั่งกระแสคลื่นน้ำและเริ่มทำการต่อสู้กับคนของสุดยอดสามสกุลที่ปกป้องคุ้มกันอยู่ภายในฝั่งประตูเมือง
อสูรเริ่มร้องคำรามแผดเสียงดังสนั่น ทั้งทหารและม้าต่างต่อสู้ตะลุมบอนกันอย่างชุลมุน
“ฆ่า!”
“สู้สุดใจ!”
กลิ่นอายแห่งสงครามปกคลุมไปทั่วคุกรุ่นไปถึงบนห้วงนภา
“เซ่าฝู่ เจ้าระวังด้วย!”
ตู้เจิ้นอู่ ตู้จื้อสยงกำชับกับตู้เซ่าฝู่จากนั้นก็กระโดดลงจากกำแพงเมืองไปพร้อมกับยอดฝีมือของบ้านสกุลตู้คนอื่นๆแล้วกระโจนเข้าไปโจมตียอดฝีมือของจังหวัดหลิวอวิ๋น ไป๋ซวี่หรูและยอดฝีมือของบ้านสกุลไป๋เองก็กระโจนตามลงไปติดๆ
“ฆ่า!”
ได้เสียงยินอาวุธต่างๆทั้งดาบมีดกระบี่หอกกระทบกันอย่างชุลมุนวุ่นวายภายในเมืองสือเฉิง และเริ่มมีบางคนถูกโจมตีจนบาดเจ็บเกิดประกายไฟจากการกระทบกระทั่งกันเป็นระยะๆ
เงาของแต่ละคนขยับเคลื่อนไหวไปมา เดี๋ยวก็ได้ยินเสียงของโลหะบนอาวุธกระทบกันจนเกิดเป็นเสียงทุ้มต่ำเดี๋ยวก็ได้ยินเสียงของอาวุธคมกริบฟาดอย่างเร็วเฉือนร่างมนุษย์ประกอบกันเป็นเสียงทำนองแห่งสงครามที่น่ากลัว มันดังกระจายสะท้อนไปตามท้องถนนในเมืองสือเฉิง
สงครามใหญ่ที่โชกด้วยโลหิตระเบิดขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว!
“เมืองสือเฉิงเกิดภัยร้าย พวกเราต้องปกป้อง!”
ภายในเมืองสือเฉิงขณะนี้ชาวบ้านเมืองสือเฉิงที่พอจะเคยฝึกฌานบ้างต่างก็เข้าร่วมสงครามนี้ด้วยทว่าก็ยากที่จะสกัดการฆ่าฟันจากยอดฝีมือของจังหวัดหลิวอวิ๋นอยู่ดี
ภายในเวลาอันสั้น ในและนอกกำแพงเมืองเริ่มมีกองโลหิตละเลงตามท้องถนนและกำแพงจะหันไปทางไหนก็เห็นกองโลหิตนองเต็มไปหมด!
ระดับความรุนแรงและกลิ่นคาวโลหิตแห่งการฆ่าฟันในครั้งนี้ดูโหดร้ายทารุณกว่าความขัดแย้งภายในสงครามระหว่างสุดยอดห้าสกุลครั้งก่อนไม่รู้มากกว่ากี่เท่า
สงครามครั้งนี้เน้นไปที่การฆ่าล้างโดยสิ้นเชิง!
อาวุธกระทบอาวุธ ส่งจิตสังหารแก่กันไม่มีใครยอมใคร
หมัดกระทบหมัดต่างฝ่ายต่างส่งพลังอาฆาตให้กัน ความเคียดแค้นแทรกซึมในอากาศโดยทั่ว
เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นมาไม่ขาดสายปริมาณเลือดที่สาดใส่ถนนหนทางมีมากขึ้นเรื่อยๆการต่อสู้ที่ดุเดือดทำให้มีโลหิตสาดกระจายไปติดอยู่บนกำแพงสูง
“ไอ้สารเลว!”
ตู้เซ่าฝู่มองดูสภาพบ้านเมืองในตอนนี้เห็นเลือดไหลของคนในบ้านเกิดไหลนองเต็มท้องถนน ได้กลิ่นคาวโลหิตเหม็นฟุ้งติดจมูกก็โมโหจี๊ดขึ้นสมอง จิตอาฆาตของเขาพรั่งพรูออกมา
“ปึงๆ ๆ!”
ตู้เซ่าฝู่เริ่มลงมือแล้วรอบกายห่อหุ้มด้วยประกายสีทอง เขาพุ่งฉิวกระโจนเข้าไปในกลุ่มกองทัพจังหวัดหลิวอวิ๋นไม่ว่าจะเป็นอสูรพาหนะหรือคน ก็ไม่มีใครขัดขวางการเดินหน้าของตู้เซ่าฝู่ได้
“ฆ่า!”
ผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสร้างรากฐานคนหนึ่งถูกพลังหมัดตู้เซ่าฝู่ไปอย่างแรงถูกต่อยจนเนื้อเปื่อยและกระเด็นถอยไป
“ปึงๆ ๆ!”
อสูรพาหนะตัวหนึ่งของจังหวัดหลิวอวิ๋นถูกตู้เซ่าฝู่ซัดกระเด็นไปไกลจากนั้นทหารสวมชุดเกราะสองคนก็ถูกตู้เซ่าฝู่ใช้มือสองข้างดึงศีรษะเข้ามาชนกันเองอย่างแรง
ทั้งสองกระแทกอย่างแรงจนกระดูกหักพ่นโลหิตออกมาและเสียชีวิตไปในทันที
ตู้เซ่าฝู่โกรธมากคนของจังหวัดหลิวอวิ๋นลงมือได้อย่างเลือดเย็น บอกว่าจะชำระล้างเมืองสือเฉิงด้วยโลหิตก็ฆ่าฟันใช้โลหิตคนเมืองสือเฉิงในการล้างเมืองอย่างป่าเถื่อนเช่นนี้
ภายในเมืองสือเฉิงยังมีพลเมืองกว่าสิบล้านคนที่เป็นคนธรรมดาไม่มีแรงต่อสู้ใดๆ ได้เลย
หากบ้านสกุลใหญ่ไม่สามารถสกัดกองทัพของศัตรูเหี้ยมโหดพวกนี้ไว้ได้พลเมืองสิบล้านคนในเมืองสือเฉิงคงต้องตกนรกทั้งเป็นแน่นอน
“ฆ่ามัน!”
คนเมืองสือเฉิงพยายามต่อต้านทว่ายิ่งยื้อเวลายิ่งตั้งรับไม่ไหว ทว่าอย่างน้อยพวกเขาก็ต่อสู้สุดชีวิตแล้ว พวกเขายังคงฮึดสู้ต่อไปโมโหจนหน้าและตาแดงก่ำ พุ่งเข้าไปสู้กับจังหวัดหลิวอวิ๋นอย่างไม่ลังเลแม้ตัวตาย
มีคนตายจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆเสียงร้องโหยหวนจากความเจ็บปวดดังมากขึ้นเรื่อยๆ
สภาพการณ์แย่ลงไปอีก ตู้เซ่าฝู่ในขณะนี้โมโหถึงขีดสุดแล้วเขาที่ต้องทนเห็นคนของบ้านสกุลตู้ที่คุ้นเคยเริ่มล้มตายไปทีละคนสองคนทว่าตัวเขาเองไม่มีกำลังพอที่จะไปปกป้องไว้ได้ ก็รู้สึกแค้นตัวเอง
ผู้ที่แข็งแกร่งจึงจะได้รับความยำเกรงนี่เป็นครั้งแรกที่ตู้เซ่าฝู่เข้าใจว่าพละกำลังความสามารถมีความสำคัญมากแค่ไหนครั้งนี้ทำให้ตู้เซ่าฝู่อยากเป็นยอดฝีมือที่แท้จริงได้ให้เร็วที่สุด
“เจ้าหนูคนนี้แข็งแกร่งมากอยู่นะ!”
หนึ่งในชายชราขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสร้างรากฐานที่ทำลายประตูเมืองเข้ามาสกัดทางตู้เซ่าฝู่ไว้แววตาดูชื่นชมในความสามารถ จากนั้นก็ไม่รอช้า พุ่งเข้ามาอยู่ต่อหน้าตู้เซ่าฝู่และปล่อยพลังกรงเล็บไปหาตู้เซ่าฝู่
ยอดฝีมือของเมืองสือเฉิงทั้งหมดถูกรุมโจมตีผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณเพียงสองคนของเมืองเยี่ยกวังและไป๋เหว่ยต้องตั้งรับการโจมตีอย่างไม่หยุดหย่อนทว่าก็ไม่มีใครที่สามารถยื่นมือมาช่วยได้ เพราะไม่มีความสามารถพอที่จะเข้าไปช่วย
ตู้เซ่าฝู่สีหน้าเคร่งเครียดผู้ที่เข้ามาหาเป็นถึงผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณ ตนไม่สามารถต่อกรได้
“สู้สุดกำลังแล้วกัน สู้โว้ย!”
ตู้เซ่าฝู่รู้ว่าตัวเองจำเป็นต้องสู้สุดกำลังเขาที่เป็นผู้ฝึกฌานขั้นเบิกนภาต้องต่อกรกับผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณจึงจำเป็นต้องทุ่มสุดกำลังและใช้กระบวนวิชาลบวิชาแรกที่ได้มาจากแท่นศิลามาใช้
ขณะนั้นเองตู้เซ่าฝู่รวบรวมพลังฝ่ามือ มีอักษรยันต์มากมายพลุ่งพล่านออกมา บริเวณรอบเด็กหนุ่มชุดม่วงคนนี้มีคลื่นลมซัดตัวเขาเป็นจุดศูนย์กลางของพลัง ทันใดนั้นพื้นก็เริ่มมีรอยแยกเป็นแนวยาวพลังปราณอันดุดันน่าสะพรึงกลัวโถมกระหน่ำออกมา
ขณะที่พลังกรงเล็บกำลังมาถึงตัวของตู้เซ่าฝู่จู่ๆ ตู้เซ่าฝู่ก็ร้องคำรามออกมาดังสนั่นหวั่นไหว เป็นเสียงราวกับเทพเจ้ากำลังพิโรธ……
“ย้าก!”
ขณะนั้นอักษรยันต์เปล่งแสงทะยานเป็นคลื่นขึ้นฟ้าจากนั้นเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นพลังฝ่ามือจำนวนมากและรวบรวมเป็นพลังหมัดเป็นพลังเดียว