ราชันเวทเทพองเมียว

    42 ชิกิงามิตนแรก (1)

            ต้าหมินร้องโวยวายขอหยุดพักสามวัน 

            การเดินทางกลางคืนนั้นอันตรายเกินไป สมัยนี้ไม่เหมือนยุคใหม่ที่มีไฟถนน ก่อนหน้านี้ลอยอยู่บนฟ้ายังไม่เห็นปัญหา แต่พอเดินบนพื้นไม่ทันไรพบเรื่องยุ่งยากทันที 

            โนะฮิเมะเสนอให้เดินทางเลียบแม่น้ำ อันนี้เข้าใจได้เดินตามสายน้ำไปเรื่อยย่อมถึงทะเล เพียงแต่ริมแม่น้ำใช่มีทางเดินเสมอไป บางจุดน้ำตื้นมีตลิ่งให้เดิน บางจุดน้ำขึ้นสูงรอบข้างมีแต่ป่าทึบ ก้าวเข้าไปในป่าไอเย็นกระทบใบหน้า พบเจอความมืดเป็นแผ่นผืนชวนให้เสียวสันหลัง

            ต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาถักทอปิดทึบจนแสงจันทร์ยากส่องผ่าน ถึงระหว่างต้นไม้จะมีช่องว่างให้เดิน แต่รากไม้ระเกะระกะต้องคอยระวัง ยังไม่นับสัตว์ร้ายที่ซุ่มซ่อนอยู่ ต่อให้จุดคบไฟก็ใช่จะปลอดภัย เกรงว่าเป็นการชี้จุดให้มันเห็นเหยื่อชัดขึ้นมากกว่า

            พอเหตุการณ์เป็นแบบนี้ต้าหมินเลยประท้วงไม่ขอเดินต่อ สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้โนะฮิเมะยิ่ง ไม่ว่าจะขู่จะปลอบอย่างไร ต้าหมินก็ยืนกรานท่าเดียวว่าขอพักอยู่กับที่เป็นเวลาสามวัน

            “ฟังข้านะ เดินทางกลางคืนหลบสายตาผู้คนนั้นดี แต่เจ้าอาจลืมไปว่าสัตว์ป่ามักออกหากินยามค่ำคืน โดยเฉพาะแหล่งน้ำถือเป็นสถานที่รวมตัวของทั้งเหยื่อและผู้ล่า ความปลอดภัยย่อมมีปัญหา อีกอย่างไอ้ทางที่เราเดินกันอยู่เนี่ย มันคือป่ารกทึบชัด ๆ”

            ต้าหมินชี้ให้ดูเถาวัลย์ที่ห้อยอยู่ข้างตัวกับรากไม้ที่โผล่ขึ้นมาตามพื้น ก่อนจะกล่าวต่อ

            “มันต้องมีถนนอยู่แน่นอนไม่อย่างนั้นพ่อค้าจะเดินทางกันอย่างไร สู้รอให้สว่างหาถนนเส้นนั้นให้เจอ น่าจะเดินทางได้สะดวกกว่านี้ พอเจอแล้วจะเปลี่ยนไปเดินทางกลางคืนก็ได้”

            ต้าหมินพยายามอธิบายเหตุและผลอย่างใจเย็น

            “อีกอย่างสายตาเจ้ามองในที่มืดได้แต่ข้าไม่ได้นะ อย่าลืมสิหากเกิดอะไรขึ้นข้าเป็นได้แค่ตัวถ่วงเท่านั้น สู้หาที่พักสักสองสามวันขอเวลาสร้างชิกิงามิก่อน อย่างน้อยข้าจะได้มีผู้คุ้มกัน เจ้าคิดว่าอย่างไร”

            โนะฮิเมะทำหน้าเซ็ง ในใจอยากเถียงแต่รู้ว่าเขากล่าวถูกต้อง เธอไม่ได้กลัวสัตว์ป่าพวกนั้นเธอกลัวพวกปีศาจต่างหาก ไม่รู้ว่าความลับของเจ้าเด็กน้อยนี่ถูกเปิดเผยไปหรือยัง ไม่ว่าอย่างไรต้องเดินทางไปถึงที่นั่นให้เร็วที่สุด หากเชื่องช้าอย่างนี้ต่อไปกลัวจะเป็นอย่างคำว่า ‘วิกาลยาวนานฝันยุ่งเหยิง’* เสียมากกว่า

            หลังใช้ความคิดจนเริ่มปวดศีรษะ โนะฮิเมะก็ยอมตามคำขอของเขา เธออาศัยหนังหมาป่าที่ล่าได้ตามไปถึงรังของมัน ไม่ใช่ว่าอยากล้างแค้นอะไร เพียงแต่รังหมาป่าน่าจะเหมาะเป็นที่อยู่ชั่วคราวได้ ยังไงย่อมดีกว่าการนอนกลางป่าแน่นอน แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง รังของพวกมันเป็นถ้ำดินอยู่ไม่ไกลจากริมน้ำมากนัก หากตัดเรื่องกลิ่นออกไปนับว่าเย็นสบายดี เมื่อไปถึงที่นั่นแทบไม่ต้องออกแรงเท่าไร พวกมันแค่ได้กลิ่นเธอก็พากันหนีไปหมด

            ความจริงนอกจากความปลอดภัยแล้ว ต้าหมินต้องการสมาธิและสมองที่แจ่มใสสำหรับคิดหาวิธีสร้างชิกิงามิ หากเดินทางกลางคืนนอนกลางวันเท่ากับอดนอน สมองคงตื้อตันคิดอะไรไม่ออก แถมกระทบการเจริญเติบโตของร่างนี้ด้วย เกิดแคระแกร็นไปใครจะรับผิดชอบ

            หลังจากเก็บกวาดถ้ำลวก ๆ ทั้งสองค่อยพักผ่อน ด้วยจมูกอันเฉียบคมของโนะฮิเมะย่อมเหมือนกับมีกล้องวงจรปิด บวกเซนเซอร์จับความเคลื่อนไหว ทั้งสองจึงพักผ่อนกันได้อย่างวางใจ

            ฟ้าสางหลังรับประทานอาหารเช้า โนะฮิเมะเสนอตัวช่วยชี้แนะ ในฐานะที่อยู่ร่วมกับปรมาจารย์องเมียวมานานปี ถึงตัวไม่ใช่องเมียวจิแต่พอมีกลิ่นอายองเมียวจิอยู่บ้าง อาศัยความจำเล็ก ๆ น้อย ๆ มาช่วยแนะนำ

            “อืม จำได้ตาแก่ใช้หมึกทำจากถ่านสนเขียนลงบนกระดาษ”

            “กระดาษก็ธรรมดานี่แหละ เห็นมีอยู่เป็นตั้ง ๆ ใช้มีดตัดออกมาเป็นแผ่น”

            “เขียนเป็นภาษาหวัด ๆ น่ะ ข้าอ่านไม่ออกหรอก ตอนนั้นข้าเป็นแมวนะ”

            “ช่วงที่อยู่ด้วยกันตาแก่เดินทางไปนู่นนี่บ้าง ยันต์ที่ใช้โดยมากก็เจ้านกตัวนั้นนั่นแหละ อืม… บางทีก็ยันต์เบญจธาตุนะ อันที่เจ้าทำขาดไปน่ะ”

            “...”

            ต้าหมินฟังโนะฮิเมะพูดไปเรื่อย จากเดิมมีประโยชน์บ้าง ค่อยกลายเป็นพอมีประโยชน์ สุดท้ายกลายเป็นฟังเธอพร่ำเพ้อเหมือนฟังป้าแก่ ๆ บอกเล่าเรื่องราวในชีวิต ไม่ใช่ไม่ดีเพราะเขาเองก็เติบโตมากับปู่ย่า พวกท่านเป็นผู้สูงอายุเต็มขั้นเหมือนกัน รู้ดีว่าการสนทนาแบบนี้อาจจะน่าเบื่อแต่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสาร

            ปัญหาคือยามนี้เขาไม่อยู่ในอารมณ์ ที่เต็มใจรับฟังเรื่องราวชีวิตของเด็กหญิงที่เดิมคือแมวสูงอายุนี่สิ

     

            หลังจากนำข่าวสารเท่าที่ได้จากโนะฮิมะมารวมกับเรื่องที่อาจารย์สอน ต้าหมินพอคลำทางหาวิธีเขียนยันต์อัญเชิญได้แล้ว แต่มีข้อสงสัยอยู่อย่าง คำที่อาจารย์พูดก่อนแยกกันว่าถ่ายทอดให้หมดแล้ว นี่หมายความว่าอย่างไร?

            “อ้อ! ไอ้ที่จิ้มหว่างคิ้วเจ้าน่ะรึ ไม่ใช่ถ่ายทอดความรู้ให้หรอก เจ้าจะบ้ารึไงใครมันจะยัดตำราทั้งหมดเข้าสมองคนได้ง่าย ๆ หากการฝึกวิชามันง่ายอย่างนั้น ป่านนี้มีองเมียวจิเต็มบ้านเต็มเมืองไปแล้ว จะไปมีสำนัก มีอาจารย์ มีศิษย์พี่มาเพื่อ เพื่อ เพื่อ...”

            “เฮ้ย อย่าตอกย้ำน่า คนก็คิดว่ามีทางลัดเสียอีก แล้วที่อาจารย์พูดหมายความว่ายังไง”

            “ไอ้แบบนี้เค้าเรียกกันว่าอย่างไรนะ อืม เบิกเนตร กรอกกระหม่อมแบบสำนักพุทธพวกนั้นไง เจ้าจะได้สมองปลอดโปร่ง คิดอะไรฉับไว สัญชาตญาณดีขึ้น”

            ฟังมาถึงตอนนี้สีหน้าต้าหมินเริ่มไม่ค่อยดี จนโนะฮิเมะสังเกตได้

            “เฮ้ย อย่าทำหน้าแบบนี้สิ ไม่รู้อะไรเสียแล้ว เจ้าเพิ่งเหยียบเข้ามาโลกแห่งองเมียวกี่วันเชียว สองคนต่อสู้กันตัดสินกันเพียงชั่วพริบตา ยิ่งเป็นการต่อสู้ระหว่างคนใช้เวทวิชาด้วยแล้ว มันไม่ได้หยาบอย่างพวกนักดาบหรอกนะ ต่อให้อยู่ห่างกันเพียงไหนถ้าเจ้าเผลอก็อาจตายได้ ง่าย ๆ ด้วย”

            เด็กหญิงมองตาของต้าหมิน ที่เหมือนว่าตอนนี้เริ่มขบคิดเข้าใจอะไรบ้างแล้ว ก่อนกล่าวต่อ

            “ยกตัวอย่างให้แล้วกัน เอาเป็นว่าศัตรูสองคนอยู่ห่างกันสักครึ่งริเป็นไง”

            เธอกล่าวด้วยยิ้มในหน้า คางเชิดขึ้นเหมือนกับพวกคงแก่เรียนที่เธอเคยเห็นยามสอนลูกศิษย์

            “หา! นั่นมันเกือบสองกิโลเชียวนะ มันไกลไปหรือเปล่า”

            “ไม่ เอ๊ะ กิโลอะไร?”

            “เออ อย่าสนใจคำข้าเลย ต่อ ๆ เร็วด้วย”

            “ถ้า ถ้านะ อีกฝ่ายสัมผัสได้ว่าเจ้าอยู่ตรงทิศทางนั้น อย่าลืมสิ่งที่เจ้าทำที่เมืองหลวงสิ เจ้าสัมผัสได้ไกลครึ่งเมืองใช่ไหมล่ะ”

            เด็กชายเริ่มคิดตาม พร้อมวาดภาพในหัวไปด้วย

            “สมมติห่างกันครึ่งริ ฝ่ายหนึ่งรู้ว่าเจ้าอยู่ห่างไปเท่าไร ทิศไหน ฝ่ายเจ้ากำลังเดินทางเพลิน ๆ ไม่รู้ตัวเลย แถมสัญชาตญาณระวังภัยไม่ทำงานอีก ทันใดนั้นศัตรูสั่งชิกิงามิ เอาสักสามตนแล้วกัน ตนหนึ่งกลายร่างเป็นเหยี่ยวโจมตีทางเบื้องบน พอเจ้าตกใจความสูงในการบินเจ้าก็ลดลง ทีนี้ตัวที่สองเอาว่าเป็นลิงนะ สามารถกระโดดจากยอดไม้จู่โจมชิกิงามิกระเรียน ทำให้เจ้าตกลงพื้น ต่อมาตัวที่สามคือเสือรอเจ้าอยู่บนพื้น เท่านี้เจ้าก็ตายแล้ว”

            “หึ ๆ จวบจนตายบางทีเจ้ายังไม่รู้เลยว่าศัตรูเป็นใคร ด้วยเหตุนี้องเมียวจิจะไม่มีชิกิงามิแค่ตนเดียว หากเจอศัตรูอย่างน้อยเจ้าต้องมีสอง หนึ่งไว้โจมตี หนึ่งไว้ป้องกัน”

            “แล้วดาบของข้าเล่มนี้ล่ะ”

            ถ้าได้แบบชามบิ่นนั่นก็คงดี บินเฟี้ยวแบบกงจักรตัดคอฝ่ายตรงข้าม

            ต้าหมินเริ่มคิดวาดฝัน

            “เฮ้อ ข้าไม่รู้ตาแก่บอกเจ้าเป็นอัจฉริยะได้อย่างไร อัจฉริยะบ้า ๆ บอ ๆ น่ะสิ”

            “หา!”

            “เจ้ารู้ใช้ไหมของสามอย่างนั้นผูกพันกับเจ้าของขนาดไหน มันก็เลยปกป้องเจ้าของด้วยตัวเอง ลองดูดาบเล่มนี้สิ ทั้งเก่า สนิมเขรอะอีก เผลอ ๆ นายเก่ามันยังไม่ลืมเลย แล้วจะมาปกป้องเจ้าได้อย่างไร ในเมื่อเจ้านายคือใครมันยังไม่รู้”

            เปรี้ยง! 

            เหมือนฟ้าผ่ากลางใจ เขาลืมไปเสียสนิท สัมผัสวิญญาณได้ปลุกวิญญาณแล้วเชื่อมโยงได้ แต่สั่งการกลับไม่เป็นผล บางทีตอนที่มันพาลอยข้ามกำแพงเมือง คงคิดว่าจะพามันไปหาเจ้าของล่ะมัง

            โอ้ เรานี่โง่มาตั้งนาน

            แล้วจะทำอย่างไรดี?

     

            *วิกาลยาวนานฝันยุ่งเหยิง หมายถึงเวลาผ่านไปนานเท่าไรยิ่งยุ่งยากมากขึ้นเท่านั้น เปรียบได้กับสำนวน ‘มากคนมากความ’ เพียงแต่ใช้กับเวลา

    คล้ายกับเรื่องราชันเวทเทพองเมียว ที่คุณอ่าน