เช้าตรู่ของวันที่ 7 เดือน มิถุนายน
วันนี้ดวงอาทิตย์ส่องแสงสว่างจ้ามากเป็นพิเศษ
เซี่ยฮุยลุกขึ้นจากเตียงตั้งแต่เช้า จากนั้นก็เดินลากกระเป๋าเดินทางที่เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืนออกจากห้อง
ด้านนอก ท้องฟ้าสว่างแล้ว
เหล่าพนักงานออฟฟิศเดินขวักไขว่สวนกันไปมาเต็มถนน เห็นได้ชัดว่าคงมีงานยุ่งมากเป็นพิเศษรอพวกเขาอยู่
เซี่ยฮุยลากกระเป๋าเดินทางออกมา และกดจองรถบินผ่านสายรัดข้อมือ
ผ่านไปได้ครู่หนึ่ง รถบินสีเหลืองเหลือบเขียวก็ขับมาจอดตรงหน้าเขา
เขาเปิดประตูและขึ้นมาด้านบนรถพร้อมกับระบุพิกัดที่จะไป จากนั้นเขาก็เคลื่อนตัวมานั่งบนเบาะกว้างขวางที่อยู่ด้านในรถ
รถบินลอยขึ้นจากพื้นดินอัตโนมัติ จากนั้นรถก็ทะยานพุ่งไปด้านหน้าเพื่อไปยังจุดนัดรวมตัว
จุดนัดรวมตัวอยู่ห่างจากที่เขาอยู่ไม่ไกล อันที่จริงเซี่ยฮุยสามารถเดินลากกระเป๋าไปที่นั่นได้
แต่...อย่าถามหาเหตุผลเลย...เพราะเหตุผลก็คือเขาก็แค่อยากนั่งรถไป
รถบินใช้เวลาเดินทางเร็วกว่าการเดินเท้ามากกว่าครึ่ง เซี่ยฮุยนั่งอยู่บนรถได้เพียงแค่ครู่เดียว รถบินก็จอดสนิทอีกครั้ง
เขาเปิดประตูรถก็พบว่าตอนนี้มาถึงด้านหน้าประตูใหญ่โรงเรียนแล้ว
เขาก้าวเท้าเดินลงมาพร้อมกับกระเป๋าลาก จากนั้นเขาก็มองไปที่ประตูใหญ่ของโรงเรียน
วันนี้เป็นวันออกเดินทางของเหล่านักเรียนสายศิลปะการต่อสู้ที่จะเข้าร่วมการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ดังนั้นด้านนอกประตูโรงเรียนจึงคึกคักมากเป็นพิเศษ
เหล่ารุ่นพี่สายศิลปะการต่อสู้ที่ปกติไม่ค่อยได้เห็นหน้าคร่าตาก็มารวมตัวกันอยู่ที่นี่แน่นหนา และตอนนี้ทุกคนก็มายืนออกันอยู่ที่นี่เพื่อรอเรือบินมารับ
“พี่ฮุย! ทางนี้!”
เซี่ยฮุยยกมือขึ้นมาบังแสงท่ามกลางแสงแดดที่สว่างจ้า ขณะหันมองตามเสียงเรียก
ตอนที่เขาหันไปก็พบว่าเฉียนตัวตัวยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ห่างจากประตูโรงเรียนไม่ไกล อีกทั้งยังยกไม้ยกมือโบกเรียกเขาอย่างกระตือรือร้น
ข้าง ๆ เขา มีเพื่อนร่วมทีมที่ฝึกด้วยกันตลอดระยะเวลาหลายวันที่ผ่านมายืนอยู่ด้วย
เนื่องจากพื้นค่อนข้างขรุขระ เซี่ยฮุยจึงยกกระเป๋าเดินทางและเดินไปหาพวกเขา
“อรุณสวัสดิ์ทุกคน”
“อรุณสวัสดิ์”
“อรุณสวัสดิ์จ๊ะ”
......
เมื่อกล่าวทักทายทุกคนแล้ว เซี่ยฮุยก็วางกระเป๋าลงบนพื้นและนั่งลงข้าง ๆ เฉียนตัวตัว
“พี่ฮุย ดูเหมือนว่าพี่จะแข็งแรงขึ้นกว่าเดิมอีกนะเนี่ย”
เฉียนตัวตัวหันมามองเซี่ยฮุย และพูดในสิ่งที่เขาคิดออกมา
เซี่ยฮุยมองเขาโดยไม่ได้พูดอะไร เนื่องจากใช้เวลาฝึกกับคนเหล่านี้ติดต่อกันหลายวัน ทุกคนจึงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
โดยเฉพาะเฉียนตัวตัวที่ประทับใจในความแข็งแกร่งของเซี่ยฮุย ตอนนี้เขาจึงกลายเป็นลูกสมุนของเซี่ยฮุยไปโดยปริยาย
“ประจบสอพลอ”
เฉียนตั๋วตั่วที่กำลังนั่งแทะขาไก่เห็นท่าทางผิดปกติของเฉียนตัวตัว หลังจากเธอกลืนเนื้อไก่ลงคอ เธอก็พูดถากถางเฉียนตัวตัวทันที
โยหมี่น้อยที่อยู่ข้าง ๆ เธอ ก็หันไปมองเฉียนตัวตัวด้วยท่าทางดูถูกดูแคลนเช่นเดียวกับเจ้านายของมัน
“ชิ!”
เฉียนตัวตัวเปล่งเสียงฮึดฮัดออกมาจากลำคอ แต่กลับไม่คิดจะโต้แย้งใด ๆ เขาทำได้เพียงแค่หมุนตัวไปทางอื่นเพื่อไม่ต้องเห็นหน้าสาว ๆ เหล่านั้น
“พี่ฮุย ผู้หญิงก็แบบนี้แหละ ผมยาวเสียเปล่าแต่ไม่ค่อยมีความรู้อะไรเลย”
เฉียนตัวตัวขยับเข้ามาใกล้และกระซิบ “ช่วงไม่กี่วันมานี้ ยัยพวกนี้ไม่ได้ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเลยสักนิด”
“ได้มาเจอกับขาใหญ่แบบพี่ทั้งที แต่กลับรักษาท่าทางสงบเสงี่ยมเรียบเฉย ไม่ตระหนักถึงเรื่องเกาะแข้งเกาะขาเอาเสียเลย ทำไมถึงคิดไม่ได้นะว่าสอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ในปีนี้ ยิ่งทีมมีขนาดเล็กแบบนี้ ระดับความยากก็ต้องสูงอยู่แล้ว...”
“ยัยผู้หญิงพวกนี้นี่จริง ๆ เล๊ย...”
ระหว่างที่พูดเฉียนตัวตัวก็ส่ายหน้าและถอนหายใจออกมา เขาพูดต่อไปว่า “ในฐานะที่เติบโตมาด้วยกัน ยอมรับว่าความแข็งแกร่งของพวกเธออาจจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วก็จริง แต่ในเรื่องของสติปัญญานี่สิ...”
“ดูคนฉลาดอย่างฉันสิ พอเห็นว่าพี่ฮุยมีความแข็งแกร่งอย่างแท้จริง ฉันก็รีบเข้ามาประจบ...เอ่อ...ไม่สิ...สรรเสริญทันทีเลย”
“ทำไมเหรอ? ฉัน...”
ระหว่างที่พูด เฉียนตัวตัวก็สังเกตเห็นว่าเซี่ยฮุยมองไปที่ด้านหลังของเขาตลอดเวลา
จู่ ๆ เขาก็เกิดอาการขนหัวลุก ตอนนี้เขาแอบรู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมาแล้วสิ
เขาค่อย ๆ หันกลับไปมองอย่างช้า ๆ ...
หน้าของผู้หญิงสองคนขยับเข้ามาใกล้ ทำให้รูม่านตาของเฉียนตัวตัวหดเล็กลงอย่างฉับพลัน
เขารีบพูด “ตั๋วตั่ว...เหมยเหมย...ทำไมเธอถึงมาแอบฟังแบบนี้ล่ะ”
“ทำแบบนี้ไม่ถูกต้องนะ...อีกอย่างในฐานะที่เป็นผู้หญิง ก็ต้องมีคุณสมบัติของการเป็นผู้หญิง...”
สองสาวไม่โต้ตอบกลับมา อีกทั้งยังเอาแต่ถลึงตามองเขาด้วยสายตาที่ร้อนระอุราวกับมีเปลวเพลิงเผาไหม้อยู่ภายในนั้น
เฉียนตัวตัวเริ่มร้อนใจเมื่อรู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดี “อันที่จริงฉันก็ไม่ได้พูดอะไรเลยนะ ที่พวกเธอได้ยินมากี้ต้องเป็น...โอ๊ย! โอ๊ย! โอ๊ย!!!”
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบประโยค สองสาวก็เข้ามาประกบเขาทั้งซ้ายและขวา มืออ้วนและผอมจับไปที่แขนทั้งสองข้างของเฉียนตัวตัว
หลังจากนั้นก็บิด 360 องศา!
เฉียนตัวตัวรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่คุ้นเคย การโจมตีของสองสาวทำให้เขาเปล่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดอย่างไม่หยุด
“พี่สาวจ๋า ฉันผิดไปแล้ว! ฉันผิดไปแล้ว!”
คำขอร้องไว้ชีวิตของเขาไม่เป็นผล สองสาวเพิกเฉยต่อคำวิงวอนของเขา มือของพวกเธอยังคงจับแขนเขาและบิดแบบ 360 องศาต่อ ไม่เพียงแค่บิดเท่านั้น พวกเธอยังมีน้ำใจยืดแขนระหว่างที่บิดให้เขาด้วย
ทั้งหมุนบิดและยืด ช่างเป็นการทรมานร่างกายแบบครบสูตรจริง ๆ
เซี่ยฮุยแบบส่ายหน้าอยู่ภายในใจ “เจ้าอ้วนนี่รนหาที่ตายแท้ ๆ ทำตัวอย่างกับฮันนีแบดเจอร์ที่อยู่ในโลกก่อนหน้านี้ของเขาไม่มีผิด ถ้าไม่เดินไปรนหาที่ตายแถว ๆ ริมทาง ก็วิ่งไปรนหาที่ตายอยู่บนท้องถนน บทเรียนที่หมอนี่เจอในแต่ละวันไม่ได้ช่วยให้หลาบจำเลยสักนิด”
เซี่ยฮุยหันไปหาเจี่ยปิงอวี่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ และถาม “ว่าไง มั่นใจไหม?”
“มีต้นขาของนายอยู่ทั้งคน มั่นใจเต็มร้อยอยู่แล้ว”
พลังความเย็นที่อยู่รอบตัวเจี่ยปิงอวี่เบาบางลงแล้ว รวมกับคำพูดติดตลกขี้เล่นของเธอ ทำให้เซี่ยฮุยถึงกับต้องแอบชำเลืองมองเธอสองสามครั้ง
นิสัยของคนเราเปลี่ยนเร็วเหมือนกันนะเนี่ย
เซี่ยฮุยยกมือขึ้นมาถูปลายจมูกเพราะไม่รู้จะพูดอะไร แม้ว่าเฉียนตัวตัวจะถูกทารุณกรรมอยู่ แต่ภายในใจของเขากลับไม่ได้รู้สึกเห็นอกเห็นใจแม้แต่น้อย
“ต้นขา” ที่เจี่ยปิงอวี่พูดก็มา ก็พูดเลียนแบบมาจากปากของเฉียนตัวตัวนั่นแหละ
“เรือบินมาแล้ว!”
ในเวลานี้เอง มีเสียงของใครบางคนตะโกนขึ้น
นักเรียนสายศิลปะการต่อสู้ที่กระจัดกระจายอยู่ใกล้ ๆ ประตูทางเข้าโรงเรียนทำในแบบเดียวกัน พวกเขาหันไปมองตามนิ้วที่คนคนนั้นชี้อย่างพร้อมเพรียง
เซี่ยฮุยก็เงยหน้ามอง ด้านบนท้องฟ้าที่อยู่ห่างออกไปมีจุดเล็ก ๆ สีดำที่ค่อย ๆ ขยายขนาดใหญ่ขึ้น
ตอนที่มันขยับเข้ามาใกล้ เซี่ยฮุยก็เห็นรูปร่างของเรือบินชัดเจนยิ่งขึ้น
มันคือเรือลำใหญ่สีขาวทั้งลำ และเปล่งประกายด้วยความแวววาวของโลหะ
ขอบของตัวเรือสูงมาก แต่ตัวเรือกลับสูงยิ่งกว่า ทุกคนต่างแหงนหน้ามองด้วยความรู้สึกตกใจ
ตอนที่เรือบินขยับเข้ามาใกล้ ความตกตะลึงก็ยิ่งเพิ่มมากยิ่งขึ้น
ตัวเรือขนาดใหญ่สามารถบดบังท้องนภาที่อยู่ด้านบนได้ทั้งหมด อีกทั้งยังทำให้กลายเป็นร่มเงาให้กับบริเวณวิทยาเขตแห่งนี้ได้ด้วย
ในเวลานี้เอง หลี่ต้าป้าวก็เดินออกมาจากด้านในโรงเรียน ครั้งนี้เขาคือครูที่ทำหน้าที่รับผิดชอบเป็นผู้นำนักเรียนเดินทางไปสอบที่มหาวิทยาลัย
เมื่อเห็นเขาเดินออกมา เหล่านักเรียนก็รีบเข้ามายืนรวมตัวกันอัตโนมัติโดยไม่ต้องรอให้เขาสั่ง ทุกคนทยอยมายืนประจำตำแหน่งที่ถูกกำหนดไว้ของตัวเองอย่างเป็นระเบียบ
“เอาล่ะ พวกเราไปกันเถอะ”
เมื่อเห็นทุกคนเดินไปกันหมดแล้ว เสียงของเจี่ยปิงอวี่ก็ช่วยเหลือเฉียนตัวตัวที่กำลังถูกทารุณกรรมไว้
ทั้งหกคนถือกระเป๋าของตัวเองและเขาไปรวมกลุ่มกับคนอื่น ๆ
“เหล่านักเรียน การสอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ในแต่ละปีได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ครูจะไม่พูดให้เยิ่นเย้อนะ ขอให้ทุกคนใช้พลังทั้งหมดที่มี และทำคะแนนออกมาให้ดีที่สุดนะ”
บนโลกของผู้ฝึกยุทธ์ ไม่มีทฤษฎีหรือเงื่อนไขอะไรที่ยืดเยื้อ หลี่ต้าป้าวพูดกับทุกคนเพียงแค่สั้น ๆ เท่านั้น
เมื่อเห็นว่าเรือบินปล่อยแผ่นกระดานสำหรับขึ้นไปด้านบนลงมา เขาก็พูดเพียงสั้น ๆ “เอาล่ะ ขึ้นเรือได้”
ด้านบนแผ่นกระดาษที่มีความกว้างสามสิบเมตร เหล่านักเรียนผู้ฝึกยุทธ์ก็แสดงพลังของพวกเขาด้วยการเดินขึ้นไปด้านบนแผ่นกระดานที่มีความชันเกือบ 70 องศา และทยอยขึ้นไปด้านบนตัวเรือกันอย่างรวดเร็ว
“นี่เป็นการทดสอบเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการขึ้นเรือ ถ้าหากไม่สามารถขึ้นไปด้านบนได้ ต่อให้มีคุณสมบัติในการเข้าร่วมสอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ แต่ผู้ที่แอบเฝ้าสังเกตการณ์พวกเธอก็จะตัดพวกเธอออกจากสิทธิ์นี้อยู่ดี”
“ต่อให้คะแนนสอบหลังจากนี้จะสูงมาก แต่การประเมินผลในวันนี้จะส่งผลเสียต่อผลการสอบคัดเลือกด้วย”
เซี่ยฮุยมองเหล่านักเรียนสายศิลปะการต่อสู้ที่วิ่งขึ้นไปด้านบนแผ่นกระดานอย่างรวดเร็ว ฉากที่อยู่ตรงหน้าทำให้เขาแอบตกตะลึงเล็กน้อย
เจี่ยปิงอวี่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ อธิบาย “ยังไงก็ต้องแสดงความสามารถของตัวเองออกมาตั้งแต่ที่นี่ บางทีเรากลายเป็นที่จับตามองของผู้สังเกตการณ์จากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงก็ได้นะ ถึงแม้ว่าผลการสอบเข้าวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้จะไม่เป็นที่น่าพอใจ แต่เราก็อาจจะได้รับจดหมายเชิญพิเศษเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีได้ในภายหลังได้”
“พวกเราก็ขึ้นไปด้านบนกันเถอะ”
เจี่ยปิงอวี่พูดกับเพื่อนร่วมทีมที่อยู่ข้าง ๆ จากนั้นก็สาวเท้าเดินไปด้านหน้าทันที
เนื่องจากตำแหน่งที่พวกเขายืนอยู่ไม่มีนักเรียนสายศิลปะการต่อสู้ยืนอยู่ที่นี่แล้ว พวกเขาหกคนที่ยืนนิ่งอยู่กับที่จึงดูเหมือนกับกลุ่มคนซื่อบื่อที่ยังยืนท่ามกลางความเดียวดายเพียงลำพัง
แม้ว่าพวกเธอจะไม่ได้ซื่อบื่ออย่างที่เห็น แต่การเผชิญหน้ากับสายตาที่พร้อมจะกินคนของหลี่ต้าป้าว ทำให้พวกเขาไม่กล้าหยุดนิ่งอยู่กับที่อีกต่อไป
ถ้ายังไม่รีบขึ้นเรือตอนนี้ ฝ่ามืออรหันต์ของหลี่ต้าป้าวคงได้ตบเข้ากลางกบาลพวกเขาแน่
ดังนั้นทุกคนจึงรีบกุลีกุจอเดินขึ้นเรืออย่างรวดเร็ว
เจี่ยปิงอวี่เดินนำอยู่ด้านหน้าสุด แต่เธอไม่ใช่คนที่วิ่งขึ้นด้านบนกระดานได้เร็วที่สุด คนที่วิ่งนำแซงคนอื่น ๆ เป็นคนแรกคือเฉียนตัวตัว
เขากลายร่างเป็นมังกรอ้วนแล้ว ปีกขนาดใหญ่ของเขากระพือขึ้นลงสองสามครั้ง จากนั้นร่างอ้วน ๆ ของเขาก็ข้ามกระดานขึ้นไปด้านบนตัวเรือได้ในทันที
คนที่สองคือหลี่เหมย ระดับความเร็วของเธอเป็นรองแค่เฉียนตัวตัวเท่านั้น
เธอยืนอยู่บนแผ่นกระดานที่อยู่ด้านล่าง หลังจากย่อตัวลงเล็กน้อย วินาทีต่อมาร่างของเธอก็เปลี่ยนเป็นเงาและพุ่งทะยานผ่านกลุ่มนักเรียนศิลปะการต่อสู้ และขึ้นมายืนอยู่ด้านบนตัวเรือได้ภายในชั่วพริบตา
คนที่สามคือเฉียนตั๋วตั่ว เธอมีความสามารถพิเศษเป็นอย่างมาก เพราะตอนที่วิ่งขึ้นไปด้านบนเท้าของเธอไม่แตะพื้นแม้แต่น้อย
ด้านบนตัวเรือมีเถาวัลย์ขนาดใหญ่หนึ่งเส้น ซึ่งโผล่ออกมาจากใต้เท้าของเธอ เพียงชั่วอึดใจมันก็ส่งร่างของเธอขึ้นไปด้านบนในระดับความสูงเทียบเท่ากับแผ่นกระดานที่อยู่ด้านบนสุด
เฉียนตั๋วตั่วยังคงเคี้ยวไก่อยู่ในปากด้วยท่าทางไม่แยแส จากนั้นร่างของเธอก็กระโดดลงมายืนอยู่บนเรือได้อย่างนุ่มนวล
คนที่ออกตัวก่อนอย่างเจี่ยปิงอวี่ยังคงอยู่ด้านหลัง แต่วิธีการปีนขึ้นไปด้านบนเรือของเธอกลับสร้างความตกตะลึงมากกว่าคนอื่น ๆ เสียอีก
เธอก้าวเท้าเดินขึ้นไปด้านบน ทุก ๆ ย่างก้าวของเธอมีผลึกน้ำแข็งที่รวมตัวเข้าด้วยกัน และก่อตัวเป็นชั้นเหมือนกับบันได
เธอเดินขึ้นไปด้านบนทีละก้าวราวกับเดินขึ้นบันไดปกติ การย่างก้าวของเธอเป็นไปอย่างเชื่องช้าไม่รีบร้อน
ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าป๋ายเสียวเสี่ยวที่เดินตามหลังเจี่ยปิงอวี่ ขึ้นมาด้านบนได้อย่างไร
วินาทีที่ร่างของเจี่ยปิงอวี่ขึ้นมาถึงด้านบนเรือ จู่ ๆ ป๋ายเสียวเสี่ยวที่ยืนอยู่ด้านล่างก็หายตัวไป และปรากฏตัวขึ้นด้านหลังของเจี่ยปิงอวี่ และเดินเข้าไปด้านในอย่างสบาย ๆ
“วาร์ป?!”
เมื่อเห็นเพื่อนร่วมทีมขึ้นไปด้านบนตัวเรือกันหมดแล้ว เซี่ยฮุยก็เห็นว่าป๋ายเสียวเสี่ยวขึ้นไปด้านบนราวกับใช้วาร์ป สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
ช่วงหลายวันมานี้ป๋ายเสียวเสี่ยวแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการฮีลที่ทรงพลังเท่านั้น แต่ความสามารถในการเคลื่อนไหวราวกับวาร์ปเช่นนี้ เป็นครั้งแรกที่เซี่ยฮุยได้เห็นด้วยตาตัวเอง
“เจ้าหนู ทำไมยังไม่ขึ้นไปอีก?”
ในเวลานี้เอง หลี่ต้าป้าวก็เดินเข้ามาข้าง ๆ เซี่ยฮุยและถามด้วยความประหลาดใจ
“เอ่อ...ครูหลี่”
เซี่ยฮุยได้สติกลับคืนมาอีกครั้ง เขารีบหันไปมองหลี่ต้าป้าวที่กำลังมองมาที่เขาด้วยความสงสัย
“ผมกำลังจะขึ้นไปครับ”
พูดจบเขาก็เปิดใช้สกิลกระโดดตลบวายุ หลังจากกระโดดลอยตัวขึ้นจากพื้นดิน เท้าของเขาแตะลงบนแผ่นกระดานเพียงไม่กี่ครั้งก็ขึ้นไปอยู่บนด้านบนตัวเรือได้อย่างรวดเร็ว
“เจ้าเด็กคนนี้...”
เมื่อเห็นท่าทางของเซี่ยฮุยที่ตื่นตระหนกราวกับเจอสัตว์ประหลาดไล่ล่า หลี่ต้าป้าวก็หน้าอึมครึมขึ้นทันตาเห็น เขาส่ายหน้าไปมาอย่างเงียบ ๆ โดยไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้นอีก
นักเรียนที่ซ่อนความแข็งแกร่งคนนี้...ความแข็งแกร่งที่เซี่ยฮุยมีเป็นสิ่งที่เขายังไม่สามารถมองเห็นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
แต่เมื่อคิดถึงคนที่อยู่ภายในทีมของเขาอย่างเจี่ยปิงอวี่และคนอื่น ๆ การทดสอบเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ในปีนี้ บางทีอาจจะมีม้ามืดโผล่ออกมาก็ได้
เขาแอบรู้สึกพึงพอใจกับสิ่งนี้ หลี่ต้าป้าวกระทืบเท้าลงบนพื้น จากนั้นร่างของเขาก็ลอยขึ้นสู่ด้านบนตัวเรือได้ภายในครั้งเดียว