ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 100 หนึ่งดาบผ่ามิติ

            ภายในใจของหลินหยางนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกสงสัยแต่เขาก็ยังเลือกที่จะเดินตามอีกฝ่ายไป

            พระราชวังภายใต้ท้องฟ้าอันมืดมิดสายลมเย็นสบายที่พัดผ่านในยามค่ำคืน

            ในตอนที่หลินหยางมองไปเห็นต้วนเทียนหยาที่กำลังยืนจ้องกลับมาที่เขาอยู่ตรงกลางของลานกว้างเล็กๆนั่นความรู้สึกเย็นเยือกที่อีกฝ่ายส่งผ่านเข้ามามันยิ่งทำให้เขารู้สึกหนักอึ้งมากขึ้นไปอีก

            เหล่าทหารองครักษ์ที่กำลังเดินลาดตระเวนอยู่รอบๆนั้น พอเห็นทั้งสองคนกำลังยืนเผชิญหน้ากันอยู่ ก็เบิกตาโตทันทีอดไม่ได้ที่จะหยุดยืนดูทั้งสองคน ไม่มีใครรู้ว่าคนที่ได้ชื่อว่าเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรชูอวิ๋นอย่างทั้งสองคนนั้นกำลังจะทำอะไร

            ต้วนเทียนหยาที่ยืนอยู่ภายใต้ท้องนภายามค่ำคืนนี้ยังคงดูลึกลับและทรงพลังเหมือนเดิม

            ภายใต้ผ้าคลุมสีดำทมิฬที่ปลิวสไวเบาๆ อยู่ท่ามกลางสายลมยามค่ำคืนนั้นเป็นตัวตนอันน่ากลัวที่ตัวหลินหยางเองก็ยังไม่สามารถตรวจสอบได้

            ดาบยาวอันเลื่องชื่อที่เหน็บเอาไว้บริเวณเอวนั้นราวกับเป็นสัตว์ร้ายที่กำลังซ่อนตัวอยู่พอมันถูกชักออกจากฝัก ก็สัมผัสได้ถึงความรังสีฆ่าฟันอันดุดันทันที

            ต้วนเทียนหยายืนมองหลินหยางที่กำลังนิ่งอยู่จากนั้นก็พูดเข้าเนื้อหาหลักทันทีโดยไม่อ้อมค้อมตามลักษณะดั้งเดิมของเขา

            “รับมือข้าหนึ่งดาบ”

            หลินหยางรู้สึกคุ้นหูกับคำพูดประโยคนี้มาก

            เขาเคยพูดคุยกับต้วนเทียนหยาสองครั้ง

            ครั้งแรกคือ “รับมือข้าหนึ่งฝ่ามือ”

            มาคราวนี้ดุดันยิ่งขึ้นไปอีก “รับมือข้าหนึ่งดาบ”

            รู้สึกเหมือนกับว่าท่านผู้นี้จะรู้จักแต่วิธีใช้กำปั้นมาพูดคุยกับเขาอย่างเดียวเลย

            “หมายความว่าอย่างไรหรือท่านผู้อาวุโส?” หลินหยางไม่ยอมขยับแบบงงๆ อย่างนี้แน่

            “ชื่นชมเพลงดาบของเจ้า”คำพูดของต้วนเทียนหยาทำให้สีหน้าของหลินหยางดูเคร่งขรึมขึ้นมาทันที

            ยอดฝีมือสุดแกร่งท่านนี้มาเพื่อเพลงดาบเฟิ่งอู่หวังหลีของเขา

            ต้วนเทียนหยาไม่เคยพูดอะไรอ้อมค้อมพอกล่าวจบเขาก็ชักดาบสะบั้นฟ้าออกมาทันที

            ใบมีดสีดำอันน่าหวาดหวั่นนั่นถึงกับทำให้หลินหยางรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองจมลงไปในมหาสมุทรแห่งความสิ้นหวังอยู่ครู่หนึ่ง

            อีกฝ่ายเอาจริง

            หลินหยางเรียกเอาดาบเฟิ่งอู่ออกมาถือไว้ในมือทันที

            ถึงแม้หลินหยางต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือสุดแข็งแกร่งที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเลยแบบนี้แต่นอกจากเขาจะไม่รู้สึกหวาดกลัวแล้วเขากลับยิ่งรู้สึกกระหายการต่อสู้มากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

            สำหรับจอมยุทธ์แล้วการได้ประลองกับยอดฝีมือสุดแข็งแกร่งคือเรื่องที่พวกเขาไขว่คว้ามากที่สุดตั้งแต่หลินหยางได้รับวิชาเฟิ่งอู่หวังหลีมานั้น เขายังไม่เคยมีโอกาสได้ประมือกับผู้ที่มีความสามารถในด้านกระบวนท่าที่ฝีมือทัดเทียมกับเขาเลย

            ดาบของต้วนเทียนหยานั้นอาจจะช่วยให้เขาได้รับประสบการณ์การต่อสู้อันยอดเยี่ยมมาก็เป็นได้

            ดาบเฟิ่งอู่ชี้ใส่ดาบสะบั้นฟ้า

            หลินหยางไม่ได้ใส่ชุดเกราะราชันเหล็กขาวส่วนต้วนเทียนหยาเองก็ควบคุมพลังให้อยู่แค่ในระดับสูงสุดของเซียนเทียนเท่านั้น

            ทั้งสองฝ่ายต่างก็เจตนาจะใช้วิชาดาบเพียงอย่างเดียวในการประลอง

            การประลองที่อยู่ๆ ก็เกิดขึ้นแบบกะทันหันนี้กลับเป็นส่วนที่เงียบที่สุดในบริเวณพระราชวังเสียอย่างนั้น

            ประกายดาบที่ส่องสว่างอยู่บนคมมีดนั้นราวกับเป็นโลกทั้งใบของพวกเขา

            ทันใดนั้นเองต้นไม้ต้นหนึ่งที่ทนรับแรงกดดันไม่ไหวก็ถูกสายลมพัดผ่านจนใบไม้ค่อยๆ ร่วงลอยมาอยู่บนใบดาบของหลินหยางพอดี

            ฟึบ

            มีเสียงอ่อนๆ ของใบไม้ที่ถูกความคมของใบมีดตัดขาดเป็นสองท่อนดังขึ้น

            พอหลินหยางลืมตาขึ้นตัวเขากับดาบในมือก็หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ขยับพุ่งใส่อีกฝ่ายอย่างดุดัน

            เฟิ่งอู่หวังหลี!!

            หลินหยางเลือกใช้ออกด้วยสุดยอดวิชาดาบสะท้านภพของตัวเองทันทีอย่างไม่ต้องสงสัย

            เพลงดาบนี้โผล่มาจากส่วนลึกสุดของความทรงจำของเขาถึงแม้ว่ามันจะยังไม่สมบูรณ์แต่อานุภาพของมันนั้นเทียบเท่ากับเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงแล้วอีกทั้งยังเข้าคู่กับพลังฟ้าดินธาตุอัคคีในตัวเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบในเสี้ยวพริบตานั้น ทั้งตัวดาบก็แปรเปลี่ยนไปเป็นพญาวิหคเพลิงอันสง่างามตัวหนึ่ง

            แกว๊ก!

            เสียงร้องของพญาวิหคดังสนั่นไปทั่วทั้งสนามจากนั้นก็มีประกายเพลิงอันศักดิ์สิทธิ์ส่องแสงสว่างไปทั่วทุกทิศเผาไหม้อากาศโดยรอบ ฉีกกระชากมิติเวลา บินทะลวงออกไปพร้อมกับใบดาบ พุ่งเข้าใส่ดาบสะบั้นฟ้าสีดำทมิฬของต้วนเทียนหยา

            สมกับเป็นต้วนเทียนหยา

            ขนาดเผชิญหน้ากับเพลงดาบที่ยอดฝีมือหลายคนยังต้องหวั่นเกรงของหลินหยางนี้มือที่ถือดาบของเขากลับยังคงนิ่งสงบไม่สั่นไหว พลันยกชี้ขึ้นฟ้าสูง

            ประกายดาบสีดำสายหนึ่งพุ่งขึ้นสู่ฟ้าจนทะลวงถึงชั้นเมฆ

            ดาบของหลินหยางเป็นดั่งวิหคที่โบยบินอยู่บนผืนนภารวดเร็วว่องไว ไร้ร่องรอย แต่กลับคมกริบจนน่ากลัว

            ดาบของต้วนเทียนหยานั้นเป็นดั่งเข็มทิศของโลกใบนี้เที่ยงตรงดุดัน เพียงดาบเดียวก็สามารถทำลายทุกความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนทิ้งได้ในทันที

            หนึ่งดาบผ่ามิติ!!

            ต้วนเทียนหยาใช้ออกด้วยสุดยอดเพลงดาบระดับเทวะที่เป็นเพลงดาบของตัวเองจริงๆครั้งแรก

            เป็นเพลงดาบที่แม้แต่ตอนเผชิญกับซ่างกวันหงก็ยังไม่ได้ใช้ออกไปพอมันถูกฟาดฟันลงมา จิตวิญญาณแห่งดาบก็พุ่งทะลุคมดาบวิหคเพลิงของหลินหยางไปทันทีทะลวงเข้าไปถึงข้างในจิตใจของหลินหยาง

            เวรเอ๊ย!

            น่ากลัวเกินไปแล้ว!!

            ครั้งแรก...

            นี่เป็นครั้งแรกที่หลินหยางได้สัมผัสถึงความหวาดกลัวที่ไม่อาจต้านทานได้

            นี่เป็นการตอบสนองโดยธรรมชาติเมื่อคนเราต้องเผชิญหน้ากับเพลงดาบที่แข็งแกร่งโดยที่ไม่อาจต่อต้านได้

            ไม่ว่าใครก็ตามเมื่ออยู่ใต้คมดาบของวิชาหนึ่งดาบผ่ามิติแล้ว ก็จะรู้สึกราวกับว่าท้องฟ้ากำลังพังทลายเศษซากของผืนฟ้าร่วงหล่นลงมาทับใส่ตัว

            ไม่มีทางหลบ ไม่มีทางหนี

            มีแต่เพียงความสิ้นหวังและความพ่ายแพ้ที่กำลังรออยู่

            น่ากลัวเกินไปแล้ว...

            ถ้าต้วนเทียนหยาเลือกใช้วิชานี้ออกไปตอนเกิดเหตุการณ์ที่พระตำหนักยงเหอละก็เกรงว่ามันจะสามารถทำให้ซ่างกวันหงและหลินไป๋ชวนนั่นต้องหวาดกลัวจนขี้หดตดหายแน่นอนแต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ทำไมยอดนักดาบผู้นี้ถึงเลือกที่จะเก็บไพ่ตายเอาไว้แต่กลับเอาออกมาใช้ต่อหน้าหลินหยางแบบนี้

            ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่นเกรงว่าคงจะยอมแพ้อย่างสิ้นหวังไปตั้งแต่ตอนที่ต้องเผชิญกับจิตวิญญาณของดาบที่แข็งแกร่งจนสะเทือนฟ้าสะท้านภพนี่แล้ว

            แต่หลินหยางก็คือหลินหยาง

            ในตัวเขานั้นตั้งเป้าไว้แล้วว่าต้องการกลายเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งทรงพลังที่สุดในจักรวาลนี้เขาจะมายอมแพ้ให้กับแค่จิตวิญญาณดาบของอีกฝ่ายได้อย่างไร

            ว้าก!

            ต้องสู้!!

            หลินหยางเร่งพลังฟ้าดินธาตุไฟในตัวจนไปถึงจุดสูงสุดในสภาวะที่ไม่ได้ใส่ชุดเกราะวิเศษอยู่นั้น นี่เป็นพลังการต่อสู้ที่สูงที่สุดของเขาในตอนนี้แล้ว

            พญาวิหคเพลิงบนดาบเฟิ่งฮว๋างราวกับสัมผัสได้ถึงเลือดลมอันร้อนแรงของหลินหยางตัวของมันก็ขยายใหญ่ขึ้นอีกหนึ่งเท่า

            ปีกเพลิงคู่หนึ่งพลันปลดปล่อยพลังความร้อนอันรุนแรงออกมา

            จะงอยปากของมันเป็นตัวแทนของความแน่วแน่และความดื้อรั้นไม่ยอมแพ้ของหลินหยางแข็งแกร่งสุดขีด พุ่งเข้าใส่คลื่นดาบของวิชาหนึ่งดาบผ่ามิติของต้วนเทียนหยา

            ตึง

            คมดาบทั้งสองปะทะกันจนเกิดเป็นเสียงดังกังวานส่งเสียงไปได้ไกลถึงราวๆ พันเมตร

            เหล่าทหารองครักษ์ที่อยู่รอบๆ ต้องยกมือขึ้นมาอุดหูทันทีแม้แต่พวกของเหวินไท่เป่ยและซูหมิงชุนที่รีบวิ่งมาดูยังรู้สึกเหมือนกับว่าถูกเสียงนี้สั่นสะเทือนไปถึงสมอง

            “เกิดอะไรขึ้น?”เหวินไท่เป่ยเอ่ยขึ้นอย่างมึนงง “ไอ้หยาทำไมทั้งสองคนนั้นถึงตีกันได้เล่า!”

            อาวุธของทั้งสองคนนั้นปะทะกันอย่างแม่นยำ

            ปลายดาบของดาบเฟิ่งอู่ทิ่มแทงไปที่ปลายดาบสะบั้นฟ้าจุดกึ่งกลางระหว่างทั้งสองนั้นพลังฟ้าดินอันเข้มข้นสีดำกำลังปะทะเข้ากับพลังฟ้าดินสีแดงอย่างรุนแรงสุดขีดเกิดเป็นประกายไฟอยู่ตลอดเวลา

            แต่ไม่ว่าใครต่างก็มองออกว่าดาบของหลินหยางกำลังถูกต้วนเทียนหยากดดันกลับไปเรื่อยๆจนมันเริ่มงอเหมือนพระจันทร์เสี้ยว

            ถึงหลินหยางจะยืนฝืนต้านเอาไว้สุดกำลังก็ตามแต่ใบดาบอันเพรียวบางถูกใบดาบอันน่ากลัวของฝ่ายตรงข้ามกดดันจนถึงขีดจำกัด

            ในที่สุดพลังของหลินหยางก็ถึงขีดจำกัดใบดาบยืดออก ดีดหลุดจากมือของหลินหยางจนลอยขึ้นฟ้าไป

            ส่วนหลิหยางก็ถูกแรงสะท้อนอันมหาศาลพุ่งเข้ากระแทกจนกลิ้งไถลไปกับพื้นประมาณสี่ห้าตลบจากนั้นจึงสามารถคุกเข่ากลับมาทรงตัวได้อีกครั้ง

            แพ้แล้ว

            ถึงแม้จะเป็นแค่ความผิดพลาดเล็กๆแต่แพ้ก็คือแพ้

            ในการต่อสู้ที่ไม่ได้ใช้พลังรบสูงสุดใช้แต่กระบวนท่าอย่างเดียวเข้าปะทะกันนั้น หลินหยางแพ้ไปครึ่งกระบวนท่า

            พื้นที่รอบๆ นั้นพลันกลับสู่ความสงบ

            ถึงแม้ว่าการประลองเมื่อครู่นี้ทำให้เหล่าผู้โชคดีที่มีโอกาสได้เห็นนั้นต่างก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก

            แต่หลินหยางกับยังคงติดอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง

            หลินหยางยังคงสงสัยอยู่

            เขาสงสัยว่าตัวเองแพ้ที่ตรงไหนกันแน่

            ทั้งสองฝ่ายต่างก็ใช้พลังระดับเซียนเทียนเหมือนกันด้านพลังนั้นนับว่าไม่แตกต่าง ถ้าเทียบกันด้านกระบวนท่า เพลงดาบเฟิ่งอู่หวังหลีของเขาก็พิสดารแถมยังเข้ากันได้กับพลังฟ้าดินของตัวเองอีกด้วย

            แถมดาบเฟิ่งอู่ของเขาก็เป็นยุทธภัณฑ์ระดับวิถีราชันอีกต่างหากระดับสูงกว่าดาบสะบั้นฟ้าของต้วนเทียนหยาถึงหนึ่งระดับ

            แล้วทำไมเขาถึงแพ้ได้ล่ะ?

            เขาย้อนรำลึกทุกรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้เมื่อครู่นี้...

            และในตอนนั้นเอง ดาบเฟิ่งอู่ของหลินหยางก็ถูกส่งกลับคืนมาทางเขา

            ต้วนเทียนหยาที่กำลังยืนมองเขาอย่างเงียบสงบนั้นก็เหมือนจะรู้อยู่แล้วว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นแบบนี้

            “ขอบคุณ” หลินหยางรับดาบกลับมาพร้อมกับมองไปที่อีกฝ่าย

            ต้วนเทียนหยาที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาเป็นดั่งภูเขาลูกใหญ่อันสูงชันจนถึงตอนนี้หลินหยางก็ยังไม่รู้เลยว่าขีดจำกัดของอีกฝ่ายนั้นอยู่ที่ระดับไหน

            แต่ที่รู้สึกสงสัยยิ่งกว่าก็คือยอดฝีมือผู้นี้จะมาประดาบกับเขาตอนกลางคืนแบบนี้ทำไม?

            เพื่อทดสอบความสามารถอย่างนั้นหรือ?

            และในตอนที่หลินหยางกำลังเก็บดาบกลับเข้าไปนั่นเองต้วนเทียนหยาก็พูดประโยคที่ยาวที่สุดในชีวิตออกมา

            “เพลงดาบของผู้หญิงสุดท้ายแล้วก็ยังอ่อนไปหน่อย... ผู้ชาย ต้องหนักแน่น”

            พูดจบเขาก็มอบคัมภีร์เล่มหนึ่งให้หลินหยาง จากนั้นก็หันหลังกลับแล้วก็เดินจากไปจนหายลับไปท่ามกลางท้องฟ้ายามค่ำคืน

            เหลือแค่หลินหยางที่ยังคงทบทวนคำพูดสุดท้ายของต้วนเทียนหยาอย่างต่อเนื่อง

            ผู้ชาย ต้องหนักแน่น

            สหายต้วนก็มีส่วนที่ดูเท่แบบนี้ด้วยหรือ?

            เขาก้มลงไปดูคัมภีร์ที่เพิ่งได้มาบนหน้าปกมีตัวอักษรเขียนไว้ว่า

            “เพลงดาบสามวิถี”

            เวรกรรม

            ตั้งชื่ออะไรกันนี่

            จืดชืดเกินไปแล้ว...

            แต่พอหลินหยางพลิกดูเนื้อหาข้างในแล้วเขาก็เกิดอาการตกใจขึ้นมาอย่างรุนแรง

            เพลงดาบสามรูปแบบ แบบแรกก็คือเพลงดาบหนึ่งดาบผ่ามิติของต้วนเทียนหยานั่นเอง

            ส่วนอีกสองแบบที่เหลือมันยิ่งสุดยอดเข้าไปใหญ่เป็นกระบวนท่าพิฆาตสุดแข็งแกร่งไร้ทียมทาน หลินหยางลองกะคร่าวๆ แล้วน่าจะมีอานุภาพเทียบเท่ากับเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงสุดเป็นอย่างน้อย

            ต้วนเทียนหยากำลังถ่ายทอดวิชาให้เขา

            หลินหยางนั้นหลงไปกับพลังของเพลงดาบเฟิ่งอู่หวังหลีมาโดยตลอดจนเขาเคยคิดว่าจะหาวิธีทำให้เพลงดาบนี้สมบูรณ์แบบด้วย

            แต่ต้วนเทียนหยาได้ดึงสติเขากลับมา

            สุดท้ายแล้วนี่ก็เป็นเพลงดาบของผู้หญิงที่แม้จะมีสำนึกดาบของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วยู่ด้วยก็ตามแต่มันคือเพลงดาบเฉพาะตัวของผู้หญงที่ชื่อ เฟิ่งอู่ ถึงหลินหยางจะฝึกไปจนเชี่ยวชาญแต่สุดท้ายก็คงไม่สามารถแสดงพลังของมันออกมาได้เต็มที่เหมือนกับเจ้าของวิชา

            สิ่งที่ต้วนเทียนหยาทำคือความเป็นห่วงของผู้อาวุโสที่มีต่อหลินหยาง

            เขาคงหวังจะให้หลินหยางได้เห็นโลกของวรยุทธ์ที่กว้างขวางกว่านี้เรียนก็ส่วนเรียน ใช้งานก็ส่วนใช้งาน แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องค้นหาวิถียุทธ์ที่เป็นแบบฉบับของตัวเองให้เจออยู่ดี

            เพราะเหตุนั้นจึงทำให้เกิดการประลองในวันนี้ขึ้นและเพราะเหตุนั้นหลินหยางจึงได้คัมภีร์เคล็ดวิชาดาบศักดิ์สิทธิ์อันทรงอานุภาพมาด้วยเล่มหนึ่ง

            ถึงหลินหยางจะแพ้แต่ก็เป็นการแพ้ที่คุ้มค่าอยู่ดี

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน