สาวโรงงานร่านสวาท 16 : เผชิญหน้า
เครื่องปรับอากาศภายในห้องประชุมใหญ่ของสำนักงานส่วนกลางโรงงานส่งเสียงครางแผ่วเบาอย่างต่อเนื่อง ความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมานั้นเสียดแทงลึกเข้าไปถึงกระดูกของทุกคนที่นั่งอยู่รอบโต๊ะไม้โอ๊กตัวยาวสีเข้ม ทว่าความหนาวเหน็บของบรรยากาศภายนอกกลับเทียบไม่ได้เลยกับความตึงเครียดอันหนักหน่วงที่ปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณ มันคือความเงียบงันที่แสนอึดอัดประหนึ่งลานประหารชีวิตที่รอเวลาลงทัณฑ์ผู้กระทำความผิดอย่างไม่มีข้อละเว้น
มนทิรา หัวหน้าฝ่ายบัญชีผู้ทรงอิทธิพลและภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้จัดการทั่วไป นั่งหลังตรงตระหง่านอยู่หัวโต๊ะ ใบหน้าของเธอเรียบตึงดุจรูปสลัก แววตาคมกริบเย็นชาดุจมีดโกนจดจ้องมองไปยังผู้ชายสองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ความนิ่งสงบของเธอช่างน่ากลัวและแฝงไปด้วยรังสีอำนาจที่พร้อมจะบดขยี้ทุกคนที่กล้าท้าทายกฎเกณฑ์ ปลายนิ้วเรียวยาวที่ทาเล็บสีแดงเข้มเคาะลงบนพื้นโต๊ะขัดเงาเป็นจังหวะเนิบนาบ เสียง *ก๊อก... ก๊อก...* ดังก้องในความเงียบ
ข้างกายของเธอคือ คุณวิภา หัวหน้าฝ่ายบุคคลวัยกลางคนที่มีสีหน้าเคร่งเครียดเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด ตรงหน้าของคุณวิภามีแฟ้มเอกสารปกแข็งสีดำหนาปึกวางอยู่สองแฟ้ม ซึ่งบรรจุเอกสารหลักฐานสำคัญไว้ภายใน
ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะประชุมคือ ธวัช ผู้จัดการฝ่ายผลิตวัยสี่สิบเจ็ดปีที่บัดนี้ไร้ซึ่งสง่าราศีของผู้บริหารระดับสูง เขานั่งคอตกจนคางแทบชิดแผงอก มือทั้งสองข้างประสานกันแน่นจนข้อนิ้วขาวซีดด้วยความหวาดวิตก
หยาดเหงื่อเม็ดเป้งไหลซึมจากแนวขมับลงมาตามแก้มสากชุ่มคอเสื้อเชิ้ตราคาแพงจนดูยับย่นไม่น่ามอง เขาไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับภรรยาที่แต่งงานกันมานานกว่ายี่สิบปีเลยแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว ถัดจากธวัชคือ ชัย หัวหน้าควบคุมงานในไลน์ผลิตหนุ่มร่างกำยำที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องสอบสวนวินัยร้ายแรง ชัยมีใบหน้าซีดเผือด แววตาสั่นระริกด้วยความตื่นตระหนกที่ไม่อาจปกปิดได้พ้นจากสายตาของผู้ร่วมประชุม
ความมั่นใจและอำนาจบารมีที่ชัยเคยใช้ชี้นิ้วสั่งการพนักงานในไลน์ผลิต บัดนี้มลายหายไปสิ้นไม่เหลือหลอ เขาลอบกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก รู้สึกเหมือนลมหายใจคล้ายจะติดขัดขึ้นมาเสียดื้อ ๆ
“ในเมื่อมากันครบแล้ว ฉันขอเริ่มการประชุมพิจารณาโทษทางวินัยร้ายแรงในครั้งนี้เลยนะคะ” คุณวิภาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงเป็นงานเป็นการ พลางเปิดแฟ้มเอกสารเล่มแรกออกอย่างช้า ๆ
เสียงแผ่นกระดาษเสียดสีกันดัง *สวบสาบ* ยิ่งเพิ่มความดราม่าตึงเครียดให้หนักหน่วงขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
“จากการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังตามที่มีจดหมายร้องเรียนจากพนักงานในไลน์ผลิตเกี่ยวกับการประเมินผลงาน เราพบความผิดปกติอย่างร้ายแรงในการจัดสรรคะแนนประเมินเพื่อรับโบนัสประจำปีของแผนกควบคุมงานผลิต” คุณวิภาปรายตามองชัยที่นั่งตัวเกร็ง ก่อนจะชี้ปลายนิ้วลงบนรายงานสรุปที่มีตัวเลขขัดแย้งกันอย่างเห็นได้ชัด
“คุณชัย... คุณใช้ตำแหน่งหน้าที่ประเมินผลงานของพนักงานหญิงที่ชื่อน้ำอ้อยให้อยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยมอย่างไม่มีเหตุผล ในขณะที่คุณจงใจหักคะแนนและกดคะแนนประเมินของพนักงานคนอื่น ๆ รวมถึงก้อยที่เป็นพนักงานดีเด่น ซึ่งการกระทำนี้ส่งผลให้งบประมาณโบนัสส่วนใหญ่ของแผนกถูกเบี่ยงเบนไปให้พนักงานเพียงคนเดียวอย่างไม่เป็นธรรม”
ชัยพยายามจะอ้าปากอธิบายด้วยเสียงสั่นเครือ “คือ... เรื่องนั้นผมมีเกณฑ์การประเมินตามปริมาณงานครับ...”
“เกณฑ์การประเมินจากปริมาณงาน หรือเกณฑ์การประเมินจากปริมาณความใคร่บนเตียงนอนกันแน่คะคุณชัย” น้ำเสียงเย็นเฉียบของมนทิราดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะทันที คำพูดนั้นตรงประเด็นและเจ็บแสบจนชัยสะดุ้งสุดตัว มนทิราไม่แม้แต่จะปรายตาชำเลืองมองสามีตัวเอง แต่สายตาของเธอกลับจับจ้องสะกดชัยไว้ราวกับเหยี่ยวจ้องเหยื่อ
“คุณคิดว่าการกระทำลักลอบแอบแซ่บกันในเวลางานมันจะรอดพ้นสายตาของคนอื่นไปได้ตลอดรอดฝั่งอย่างนั้นหรือ”
คุณวิภาเลื่อนซองเอกสารสีน้ำตาลใบใหญ่ส่งไปตรงหน้าชัยช้า ๆ ชัยยื่นมือที่สั่นเทาไปเปิดซองและดึงภาพถ่ายออกมาดู
ใบหน้าของหัวหน้างานหนุ่มถอดสีกลายเป็นขาวซีดยิ่งกว่ากระดาษพิมพ์งานเมื่อเห็นสิ่งที่ปรากฏในภาพเหล่านั้น มันคือภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดมุมอับและภาพถ่ายจากโทรศัพท์มือถือที่พนักงานคนอื่นแอบถ่ายไว้ได้หลายช่วงเวลา เป็นภาพของเขากับน้ำอ้อยกำลังยืนโอบกอดบดจูบกันอย่างเร่าร้อนรุนแรงในมุมมืดของห้องเก็บเครื่องมือสปาและห้องพักเหนื่อย
ภาพบางภาพเห็นชัดเจนว่ามือหนาของชัยกำลังบีบเค้นบั้นท้ายอวบอัดของน้ำอ้อยขณะที่เธอกระแซะกายเข้าหา หลักฐานทุกชิ้นมัดตัวแน่นหนาจนชัยไม่มีทางดิ้นหลุดหรือหาข้ออ้างใด ๆ มาลบล้างความผิดของตัวเองได้เลย
“พฤติกรรมชู้สาวในสถานที่ปฏิบัติงาน และการทุจริตประเมินผลงานสวมสิทธิ์เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ชู้รัก” คุณวิภาสรุปพลางปรับโทนเสียงให้เข้มและจริงจังขึ้นตามน้ำหนักของความผิดที่ปรากฏตรงหน้า
“คณะกรรมการบริหารของบริษัทได้พิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดอย่างละเอียดรอบถ้วนแล้ว เรามีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลงโทษวินัยขั้นสูงสุด นั่นคือการเลิกจ้างคุณชัยทันทีโดยไม่มีการจ่ายค่าชดเชยใด ๆ ทั้งสิ้น”
“รวมถึงจะไม่มีการออกหนังสือรับรองการทำงานให้ และบริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินคดีแพ่งเพื่อเรียกคืนค่าเสียหาย”
คำตัดสินเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อม ชัยถึงกับเบิกตากว้าง ร่างกายชาวาบไปทุกสัดส่วน
“คุณวิภาครับ... ได้โปรดเมตตาผมสักครั้งเถอะครับ” ชัยอ้อนวอนเสียงสั่นเครือ น้ำตาเริ่มรื้นขึ้นมาคลอเบ้าตา “ผมยอมรับผิดทุกอย่างแล้ว แต่ขอร้องอย่าให้ประวัติการทำงานของผมต้องเสียแบบนี้เลยครับ ให้ผมยื่นใบลาออกเองเถอะ”
“ถ้าผมโดนไล่ออกเพราะคดีทุจริตชู้สาวแบบนี้ ผมจะไปหางานใหม่ที่ไหนได้อีก ครอบครัวผมจะอยู่อย่างไร” ชัยก้มหัวแทบชิดโต๊ะประชุม พยายามวิงวอนขอความเห็นใจจากผู้มีอำนาจตัดสินใจในห้องอย่างน่าเวทนา
ทว่าความเงียบและความเย็นชาคือคำตอบเดียวที่เขาได้รับจากคนรอบโต๊ะประชุมใหญ่แห่งนี้
“ความเห็นใจของคุณมันหมดไปตั้งแต่วันที่คุณทรยศต่อหน้าที่การงานและทรยศหักหลังแฟนสาวที่แสนดีของคุณแล้วค่ะ” มนทิราเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้ความเห็นอกเห็นใจให้กับชายหนุ่มที่ทำลายอนาคตตัวเองเพราะตัณหาบังตา
“ก้อยทำงานหนักเพื่อสร้างอนาคตร่วมกับคุณ แต่คุณกลับเอาผลงานของเธอไปประเคนให้ผู้หญิงร่าน ๆ คนนั้นชื่นชม”
“ฉันถือว่าการไม่ส่งตัวคุณให้ทางตำรวจดำเนินคดีอาญาข้อหาฉ้อโกงร่วม ก็เป็นความเมตตาอย่างที่สุดแล้ว”
คำพูดสุดท้ายของมนทิราเด็ดขาดจนชัยต้องหุบปากลงทันควัน เขาซบหน้าลงกับฝ่ามือตัวเอง ร่ำไห้ออกมาอย่างไร้ทางสู้ ความหลงใหลชั่ววูบในเรือนร่างอันอวบอัดและรสรักอันเร่าร้อนชั่วครู่ชั่วยามของน้ำอ้อยทำให้เขาต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต หน้าที่การงานที่มั่นคง เงินเดือนที่ดี และเกียรติยศของหัวหน้างาน บัดนี้สูญสิ้นไปพร้อมกับน้ำตาแห่งความสำนึกผิด
เมื่อจัดการสยบชัยลงได้อย่างราบคาบแล้ว มนทิราก็หมุนกายหันไปหาเป้าหมายสำคัญที่สุดในห้องประชุม เธอดึงแฟ้มเอกสารเล่มที่สองซึ่งเป็นซองสีขาวหนาพิเศษออกมาวางลงตรงหน้าสามีของเธออย่างช้า ๆ
เสียงวางซองจดหมายดัง *แปะ* เบา ๆ แต่กลับทำให้ธวัชสะดุ้งตัวโยนประหนึ่งได้ยินเสียงปืนลั่นใส่ข้างหู
“เซ็นซะธวัช... นี่คือข้อเสนอสุดท้ายของฉันที่จะช่วยรักษาหน้าตาในสังคมของคุณไว้” มนทิราเอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ
ธวัชค่อย ๆ เอื้อมมือสั่นเทาไปหยิบเอกสารข้างในซองออกมาเปิดอ่านทีละหน้า ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด
“มน... นี่มันไม่เกินไปหน่อยหรือ! เอกสารโอนย้ายทรัพย์สินทั้งหมดเลยนะ ทั้งบ้าน คอนโด รถยนต์ยุโรปสองคัน แล้วยังมีหุ้นของบริษัทที่เราสร้างมาร่วมกันอีก คุณจะให้ผมโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมดให้คุณคนเดียวเลยเหรอ” ธวัชพยายามท้วงติงด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า หวังจะกู้สถานการณ์ทางการเงินของตัวเองกลับคืนมาบ้าง
“ไม่มีอะไรเกินไปสำหรับสิ่งที่คุณทำลงไปหรอกค่ะธวัช” มนทิราแสยะยิ้มบางเบาที่ชวนให้คนมองรู้สึกหนาวสะท้านลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจ
“เงินส่วนกลางของฝ่ายผลิตและงบสวัสดิการที่หายไปในช่วงสามปีที่ผ่านมา มันไปอยู่ที่ไหนบ้างล่ะ ถ้าไม่ใช่ทองหยองบนคอและของแบรนด์เนมที่หยิบยื่นไปปรนเปรอเป็นของกำนัลให้แม่น้ำอ้อยนั่น หรือคุณอยากจะให้ฉันส่งหลักฐานเส้นทางการเงินทั้งหมดนี้ให้บอร์ดบริหารใหญ่และตำรวจเพื่อดำเนินคดีอาญา?”
คำขู่ของมนทิรามีน้ำหนักและข้อมูลรองรับที่แน่นหนามากเกินกว่าที่ธวัชจะกล้าเสี่ยงท้าทายกฎหมาย เขารู้จักภรรยาของเขาดีว่าหากพูดคำไหนคำนั้น และเธอมีอำนาจการจัดการบัญชีของบริษัทอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
หากเขาปฏิเสธ สัญญาโอนย้ายนี้จะถูกแทนที่ด้วยหมายศาลฟ้องร้องดำเนินคดีทุจริตยักยอกทรัพย์และคดีชู้สาวทันที ชีวิตวัยกลางคนที่เคยรุ่งโรจน์และมีระดับจะพังทลายลงไปอยู่ในคุกตารางอย่างไร้หนทางกลับมามีจุดยืนในสังคม
ธวัชกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก ใบหน้าของเขาซีดเซียวจนไร้สีเลือดราวกับคนใกล้หมดลมหายใจ จรดปากกาเซ็นชื่อลงบนเอกสารโอนกรรมสิทธิ์ทีละใบด้วยความสั่นเทา หยาดน้ำตาแห่งความอัปยศและความพ่ายแพ้ไหลซึมออกมาจากหางตาของชายวัยกลางคนที่สูญสิ้นทุกอย่างเพราะตัณหาราคะ เขารู้สึกเหมือนกำลังเซ็นชื่อเพื่อยอมรับความตายทางการเงินและการทำงานของตนเองอย่างไร้ข้อเงื่อนไขใด ๆ
“และนี่คือจดหมายคำสั่งพักงานของคุณโดยไม่มีกำหนดและไม่มีการจ่ายเงินเดือน มีผลบังคับใช้วันนี้เป็นต้นไป” มนทิราโยนแผ่นกระดาษคำสั่งที่ผ่านการอนุมัติจากผู้บริหารสูงสุดทับลงบนเอกสารที่เพิ่งเซ็นเสร็จสิ้น
ธวัชหมดสิ้นฤทธิ์เดชผู้จัดการฝ่ายผลิตผู้ทรงอิทธิพล เขาทรุดตัวลงพิงพนักเก้าอี้อย่างไร้เรี่ยวแรงราวกับคนไร้กระดูก สายตาเหม่อลอยไร้จุดหมายตระหนักได้ดีว่าความสุขทางกายที่ตักตวงจากน้ำอ้อยมีราคาแพงลิบลิ่วที่ต้องจ่ายด้วยทั้งชีวิต
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องประชุมใหญ่อีกครั้ง ก่อนที่บานประตูหนาหนักจะถูกผลักเปิดออกอย่างเชื่องช้า เสียงรองเท้าส้นสูงดัง *กิ๊ก... กิ๊ก... กิ๊ก...* สะท้อนก้องทางเดินและย่างกรายเข้ามาในห้องสอบสวนอย่างมั่นคง สายตาทุกคู่ตวัดหันไปมองร่างระหงที่เดินก้าวเข้ามาด้วยความตระหนักรู้และเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสิ่ง ทว่าภาพลักษณ์ของหญิงสาวที่ปรากฏตัวขึ้นนั้นกลับทำให้ธวัชและชัย อดีตคู่ขาต่างวัยทั้งสองคนต้องตกตะลึงจนตาค้าง
น้ำอ้อยไม่ได้สวมใส่ชุดยูนิฟอร์มโรงงานสีน้ำเงินเข้มขรึมเหมือนเช่นวันปฏิบัติงานทั่วไปอีกต่อไป เธอสวมชุดเดรสสั้นเข้ารูปสีครีมผ้านิ่มที่โอบรัดเรือนร่างสะคราญตาเน้นทรวดทรงอกเอวอวบอัดสะดุดตา หน้าอกอวบใหญ่ดันเนื้อผ้าบางเบาจนแทบปะทุ ขณะที่บั้นท้ายกลมกลึงงอนงามส่ายไปมาตามจังหวะเดินอย่างยั่วยวน ใบหน้าสวยหวานแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางชั้นดี ริมฝีปากอวบอิ่มทาลิปสติกสีส้มพีชดูแวววาวและเย้ายวนใจเป็นที่สุด
บนคอระหงและข้อมือของเธอไม่มีเครื่องประดับราคาแพงที่เคยได้รับจากธวัชหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่ชิ้นเดียว ทว่าในมือเรียวสวยกลับถือซองจดหมายสีขาวสะอาดตาเพียงซองเดียว เดินนิ่งสง่างามปราศจากความหวาดหวั่น
น้ำอ้อยเดินมาหยุดตรงหน้าโต๊ะประชุมฝั่งของมนทิรา ก่อนจะส่งรอยยิ้มหวานสุภาพราบเรียบให้ราวกับไม่มีเรื่องบาดหมาง “สวัสดีค่ะคุณนายบัญชี... นี่คือใบลาออกเขียนมือของอ้อยค่ะ ยื่นเพื่อให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”
เธอยื่นซองจดหมายวางลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบาและสุภาพประหนึ่งพนักงานดีเด่นส่งรายงานสรุปงานประจำเดือน
มนทิราจ้องมองใบหน้าจิ้มลิ้มสะสวยของเด็กสาวคราวลูกด้วยแววตาที่ลุกโชนไปด้วยเพลิงริษยาและความแค้น “คิดว่าทำลายครอบครัวของฉันแล้วจะเดินเชิดหน้าออกไปจากที่นี่ง่าย ๆ อย่างนั้นเหรอ ยัยผู้หญิงแพศยา” มนทิราเค้นเสียงด่ารุนแรงหวังจะกดขี่ให้อีกฝ่ายรู้สึกละอายแก่ใจและหวาดเกรงในอำนาจของผู้บริหารสูงสุด
“เธอประเมินค่าตัวเองสูงเกินไปนะน้ำอ้อย... เมียน้อยราคาถูกอย่างเธอไม่มีวันได้ดิบได้ดีหรอก สิ่งที่เธอทำมันคือความหน้าด้านไร้ยางอาย แย่งสามีชาวบ้านแลกกับเงินทองและทองหยองสกปรกพวกนั้น!”
คำด่าทอประจานที่รุนแรงเฉียบขาดกลับไม่ได้ทำให้น้ำอ้อยหลุดอาการตื่นตระหนกหรือโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย เธอกลับยิ้มกว้างขึ้นพลางเอียงคอเล็กน้อย สบตาเมียหลวงอย่างมนทิราด้วยความรู้สึกที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด
“เรื่องเงินสกปรกหรือสะอาด อ้อยคิดว่าคุณนายน่าจะรู้ดีที่สุดนะคะว่ามันโอนมาจากบัญชีผัวใครบ้าง” น้ำอ้อยเอ่ยน้ำเสียงนุ่มนวลเยือกเย็นกวนประสาทคนฟังได้อย่างมีประสิทธิภาพและท้าทายอำนาจถึงขีดสุด
“แล้วเรื่องแย่ง... อ้อยก็ไม่เคยไปฉุดกระชากลากถูเขามานะคะ คุณผู้จัดการเขาเสนอประเคนให้อ้อยเองทั้งนั้นค่ะ อ้อยแค่ทำหน้าที่เป็นผู้รับที่ดีตามมารยาทเท่านั้นเอง... ของฟรีมีคนเอามาประเคนให้ถึงที่ ใครจะไม่รับไว้ล่ะคะ”
มนทิรากำหมัดแน่นจนเล็บแทงเข้าเนื้อด้วยความโกรธจัดที่ถูกเด็กสาวรุ่นลูกย้อนกลับอย่างเจ็บแสบและไม่มีท่าทางเกรงกลัว
“แล้วเรื่องใบลาออกนี้... อ้อยส่งเรื่องเข้าระบบฝ่ายบุคคลเรียบร้อยและผ่านการอนุมัติตั้งแต่เก้าโมงเช้าแล้วค่ะ” น้ำอ้อยขยับตัวยืนตรง บิดสะโพกเล็กน้อยเผยสัดส่วนส่วนเว้าโค้งที่แสนเย้ายวนท้าทายสายตาผู้ชายทุกคนในห้อง “ตอนนี้อ้อยพ้นสภาพพนักงานโรงงานแห่งนี้โดยสมบูรณ์แล้ว คุณนายบัญชีไม่มีสิทธิ์สั่งลงโทษหรือทำอะไรอ้อยได้อีกแล้วค่ะ”
“ส่วนเรื่องทรัพย์สินเงินทองที่คุณนายคิดจะฟ้องร้องเอาคืน... อ้อยคิดว่าคงยากหน่อยนะคะ” น้ำอ้อยพูดพลางปรายตาเยาะหยันส่งไปให้ธวัชที่นั่งก้มหน้าคอตกอย่างน่าสมเพชอยู่ข้างโต๊ะประชุมใหญ่ “เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์ที่คุณผู้จัดการโอนให้อ้อย มันผ่านการทำรายการด้วยความยินยอมเป็นเสน่หาทั้งนั้นค่ะ อ้อยศึกษาข้อกฎหมายมาดีพอสมควรค่ะ ก่อนที่จะยอมเปลืองตัวเล่นเกมแอบแซ่บสนุก ๆ กับสามีของคุณนาย”
คำพูดของน้ำอ้อยเป็นเหมือนตะปูตัวสุดท้ายที่ตอกฝาโลงทับความหวังที่จะลงทัณฑ์เธอของมนทิราลงอย่างสิ้นเชิง มนทิราขบกรามแน่นจนเกิดเสียงดังกรอด จ้องมองใบลาออกและเด็กสาวตรงหน้าด้วยความเจ็บใจที่ยากจะบรรยาย เธอรู้ดีว่าในทางกฎหมายแรงงานและกฎหมายแพ่ง เธอไม่สามารถจัดการและแตะต้องตัวน้ำอ้อยได้เลยสักนิดเดียว น้ำอ้อยได้สิทธิ์พ้นสภาพไปพร้อมกับความสุข อิสรภาพ และทรัพย์สมบัติที่ตักตวงไปจนเต็มกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว
“ในเมื่อไม่มีเรื่องอะไรต้องคุยกันแล้ว... อ้อยขอตัวไปเก็บของที่เหลือและเตรียมเดินทางกลับต่างจังหวัดนะคะ” น้ำอ้อยค้อมหัวให้อย่างอ่อนช้อยมีกาลเทศะ ทว่ารอยยิ้มมุมปากกลับเย้ยหยันสะใจในชัยชนะของตนเองอย่างเปิดเผย เธอยกมือไหว้ลาทุกคนในห้องประชุมด้วยท่าทางแสนนอบน้อม ก่อนจะหมุนกายก้าวเดินออกไปจากห้องอย่างสง่างาม บั้นท้ายงอนงามอวบอัดบิดส่ายเป็นจังหวะสุดท้ายที่สลักลึกอยู่ในความทรงจำอันขมขื่นของชัยและธวัชในห้องประชุม
ภายใต้แสงแดดบ่ายอันร้อนระอุภายนอกตึกสำนักงานใหญ่โรงงาน ชัยเดินหอบหิ้วกล่องกระดาษใส่ของเก่าของตัวเองออกมาริมถนน ใบหน้าของหัวหน้างานหนุ่มที่เคยหยิ่งยโสบัดนี้หม่นหมองและเต็มไปด้วยคราบน้ำตาแห่งความปวดร้าวทรมาน สายตาของพนักงานร่วมงานและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่มองมายังเขาเต็มไปด้วยความสมเพชระคนนินทาที่แพร่สะพัดไปทั่วโรงงานอย่างรวดเร็ว เขาสูญเสียทั้งงานที่มั่นคง อนาคตที่สดใส และสูญเสียก้อย แฟนสาวที่ซื่อสัตย์และดีที่สุดในชีวิตไปอย่างไม่มีวันกลับคืน
ชัยยืนกอดกล่องกระดาษใบเก่าแน่นด้วยความรู้สึกเคว้งคว้างและหมดสิ้นหนทางไปต่อในชีวิตการทำงาน ทันใดนั้นเอง... สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นร่างระหงของน้ำอ้อยที่เพิ่งก้าวเดินออกจากตึกสำนักงานใหญ่อย่างเชิดหน้า เธอสะพายกระเป๋าแบรนด์เนมใบหรู เดินเยื้องย่างตรงไปยังรถแท็กซี่คันใหม่เอี่ยมที่สตาร์ตเครื่องรอรับเธออยู่ริมทางเท้า ใบหน้าหวานจิ้มลิ้มดูสดใสแจ่มใส ไร้ซึ่งร่องรอยของความโศกเศร้าหรือกังวลใจกับเรื่องราวปั่นป่วนที่เกิดขึ้นภายในตึกเลยแม้แต่น้อย
“อ้อย... น้ำอ้อย!” ชัยส่งเสียงเรียกอดีตชู้รักด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและสั่นเครือ หวังลึก ๆ ว่าเธอจะหันกลับมามองเขาบ้าง
ทว่าน้ำอ้อยกลับปรายหางตาคมกริบมองผ่านตัวเขาไปอย่างเย็นชาและว่างเปล่า ราวกับว่าชัยเป็นเพียงเศษหินริมทาง ไม่มีแม้แต่ความทรงจำร่วมกัน ไม่มีแม้แต่น้ำใจหรือรอยยิ้มที่เคยยั่วยวนชวนฝันในห้องพักเหนื่อยหลงเหลืออยู่อีกต่อไป เธอก้าวขาขึ้นไปนั่งบนเบาะหลังรถแท็กซี่ด้วยท่วงท่าแสนสง่างาม ปิดประตูเสียงดังปังพร้อมกับรถที่เคลื่อนตัวแล่นจากไปทันที
ชัยยืนนิ่งอึ้งท่ามกลางแสงแดดจ้าและฝุ่นควันจากท่อไอเสียรถที่ลอยฟุ้งกระจายเข้ามาปะทะใบหน้า หยาดน้ำตาเม็ดร้อนไหลผ่านแก้มสากตกลงกระทบฝากล่องกระดาษในอ้อมแขนที่ไร้ซึ่งน้ำหนักของความมั่นคง เขารู้ซึ้งและเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาเป็นเพียงแค่เบี้ยตัวหนึ่งในเกมล่าเงินทองของเธอเท่านั้น เขาจ้องมองท้ายรถแท็กซี่ที่แล่นหายลับไปในฝูงชนบนถนนใหญ่ด้วยความรู้สึกสิ้นหวังและว่างเปล่าจับใจ
ร่างสะคราญของน้ำอ้อยจากไปแล้วอย่างเชิดหน้าท้าทายโชคชะตา ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพังของชีวิตผู้ชายที่เคยคิดว่าตนเองเป็นผู้ควบคุมเกม ชัยก้มหน้ามองเงาสะท้อนของตัวเองในแอ่งน้ำข้างถนน รับรู้รสชาติของความพ่ายแพ้ชอกช้ำที่ตนเองก่อขึ้นอย่างไร้เยื่อใยและไม่มีวันเยียวยาได้อีกต่อไป...