กาลเวลาผันผ่านไปดุจสายน้ำหลาก เพียงพริบตาเดียว หกเดือนเต็มก็ได้หมุนวนผ่านพ้นไปนับตั้งแต่การประลองสะท้านสำนักครั้งนั้น ตำหนักมังกรเมฆาในยามนี้มิได้เงียบเหงาเฉกเช่นแต่ก่อน ทว่ากลับอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งการแข่งขันที่ดุเดือดขีดสุด
ภายในเรือนพักอันดับเจ็ด ที่อาบไล่ด้วยปราณฟ้าดินอันเข้มข้น อวี้เหวินใช้เวลาส่วนใหญ่จมลึกอยู่กับการขัดเกลารากฐาน เขาแวะเวียนไปหา ผู้อาวุโสจาง ณ หอค่ายกลอยู่เป็นนิจ จนบัดนี้ทักษะอักขระของเขาก้าวข้ามขอบเขตผู้เริ่มต้น กลายเป็น นักค่ายกลขั้นที่หนึ่ง (ระดับต้น) อย่างเต็มตัว เขาสามารถวาดอักขระกลางอากาศได้นับร้อยตัวในอึดใจเดียวโดยที่ปราณไม่ติดขัด
ในขณะเดียวกันเหล่าอัจฉริยะคนอื่นๆ ก็มิได้หยุดนิ่ง เซี่ยชิงหลัว ในชุดขาวพิสุทธิ์ออกปฏิบัติภารกิจล่าอสูรเหมันต์เพียงลำพังจนกลายเป็นที่หวาดเกรง หลัวเทียนอี้ ผู้ลึกลับมักหายตัวไปในหุบเขาต้องห้ามและกลับมาพร้อมกับวิชาประหลาดที่ร้ายกาจขึ้น ส่วน จูซงเทียน และ ไป๋หยุนเซิง ต่างก็สร้างชื่อในภารกิจปราบโจรป่าและสำรวจโบราณสถาน จนชื่อของ "ห้า อัจฉริยะรุ่นใหม่" กลายเป็นเครื่องหมายแห่งความไร้เทียมทานในเขตศิษย์ทั่วไป
ทว่าผู้ที่บ้าคลั่งที่สุดกลับเป็นอวี้เหวิน! เขาโหมรับภารกิจระดับยาก อย่างต่อเนื่องจนแทบไม่ได้พักผ่อน ไม่ว่าใครที่ก้าวเท้าเข้าสู่หอภารกิจ เป็นต้องเห็นแผ่นหลังสีดำอันคุ้นตาของเขาอยู่หน้ากระดานเสมอ จนศิษย์ร่วมสำนักต่างขนานนามเขาด้วยความยำเกรงและกึ่งล้อเลียนว่า "อสูรคลั่งภารกิจ" บ้างก็เรียกเขาว่า "เงาทมิฬพันแต้ม" เพราะไม่ว่าภารกิจจะยากเพียงใด หากถึงมือเขา ผลลัพธ์คือความสำเร็จอันสมบูรณ์แบบเสมอ
วันนี้ก็เช่นกัน อวี้เหวินยืนอยู่เบื้องหน้าศิษย์เวรประจำหอภารกิจ สายตาของเขาจับจ้องไปที่ม้วนคัมภีร์สีแดงขลิบทองซึ่งถูกวางแยกไว้ต่างหาก มันคือภารกิจระดับ "เสี่ยงตาย" ที่ไม่มีใครกล้าแตะต้องมานับเดือน
รายละเอียดภารกิจ: สำรวจและเก็บกู้ "มุกสกัดวิญญาณ" ณ สุสานบรรพชนในหุบเขาหมอกโลหิต ซึ่งตั้งอยู่ชายแดนรอยต่อระหว่างแคว้นตงชิงและเขตป่าอสูรหมื่นลี้
อันตรายแฝง: หุบเขาแห่งนี้เต็มไปด้วยก๊าซพิษที่กัดกร่อนปราณคุ้มกัน และที่น่ากลัวที่สุดคือ "ซากศพอสูร" ที่ถูกปลุกขึ้นมาด้วยไอหยินอันหนาแน่น แว่วข่าวว่ามีศิษย์ทั่วไปอันดับต้นๆ ของสำนักอื่นหายสาบสูญไปในนั้นหลายกลุ่มแล้ว
“เจ้าแน่ใจหรือ? ภารกิจนี้เดิมทีต้องใช้ศิษย์หลักหนึ่งคนหรือศิษย์ทั่วไปอย่างน้อยสามคนในการดำเนินการ” ผู้อาวุโสเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“ข้าแน่ใจ” อวี้เหวินตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าดวงตากลับทอประกายมุ่งมั่น
เขารู้ดีว่าหากต้องการทะลวงผ่านคอขวดของขอบเขตกำเนิดกายที่ติดค้างอยู่ การฝึกตนในเรือนพักเฉยๆ ย่อมไม่เพียงพอ เขาต้องการ "แรงกดดันแห่งความตาย" เพื่อบีบคั้นให้เตาอัสนีวิบัติและกายตะวันคำรณหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว!
การเดินทางจากสำนักมังกรเมฆามุ่งหน้าสู่ชายแดนหุบเขาหมอกโลหิตนั้นมิใช่ระยะทางสั้นๆ อวี้เหวินต้องใช้เวลาเดินทางร่วมเจ็ดวันเต็มผ่านเส้นทางที่ตัดสลับระหว่างเทือกเขาสูงและที่ราบลุ่มน้ำ
เขาเลือกควบ ‘อาชาโลกันตร์’ ม้าปราณทมิฬที่เช่ามาจากหออสูรซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความอึดถึกทน ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา เขาได้สัมผัสชีวิตนอกกำแพงสำนักที่ทั้งวุ่นวายและขบขันอย่างที่ไม่เคยเจอในตำรา
ในช่วงบ่ายของวันที่สาม ขณะที่อวี้เหวินควบม้าผ่านหมู่บ้านห่างไกลกลางหุบเขา เขาแวะพักที่ร้านบะหมี่เล็กๆ ท้ายหมู่บ้านที่มีป้ายชื่อร้านเขียนด้วยลายมือไก่เขี่ยว่า ‘ร้านบะหมี่ซดจนลืมตาย’ เจ้าของร้านเป็นชายชราฟันหลอที่ดูท่าทางสติไม่ค่อยเต็มเต็งนัก ทันทีที่เห็นอวี้เหวินสวมชุดศิษย์สำนักชื่อดัง เขาก็รีบกุลีกุจอเข้ามาต้อนรับ “ท่านจอมยุทธ์! บะหมี่ร้านข้ากินแล้วจะช่วยให้ทะลวงจุดชีพจรได้นะขอรับ!”
อวี้เหวินลองสั่งมาถ้วยหนึ่ง ทว่าเมื่อคีบขึ้นมาเขากลับต้องชะงัก เพราะเส้นบะหมี่มันเหนียวและยาวจนแทบจะพันคอเขาตายจริงๆ สมชื่อร้าน แต่ในความแปลกนั้น รสชาติกลับกลมกล่อมอย่างประหลาด เขาต้องนั่ง ‘สู้’ กับเส้นบะหมี่อยู่พักใหญ่จนชาวบ้านแถวนั้นพากันหัวเราะชอบใจที่เห็นยอดฝีมือสำนักใหญ่เกือบจะสำลักเส้นบะหมี่ตาย
เขายังได้ช่วยเหลือเด็กน้อยคนหนึ่งที่ปีนขึ้นไปติดบนยอดต้นไม้เพียงเพราะอยากดูว่า ‘ก้อนเมฆกินได้ไหม’ อวี้เหวินต้องใช้ท่าร่างเหินเมฆาเหินขึ้นไปอุ้มเด็กน้อยลงมา ท่ามกลางเสียงปรบมือของชาวบ้านที่คิดว่าเขาเป็น ‘เทพเจ้าแห่งต้นไม้’ มาโปรดสัตว์
เมื่อยามอัสดงของวันที่ห้ามาเยือน เส้นทางดินลูกรังก็แปรเปลี่ยนเป็นแผ่นหินขัดเงาวับดุจผิวน้ำ อวี้เหวินควบอาชาโลกันตร์เข้าสู่ประตูเมือง ‘หลินสุ่ย’ เมืองที่ได้ชื่อว่าแปลกประหลาดที่สุดในแถบภาคใต้ ขนบธรรมเนียมของที่นี่ช่างน่าอัศจรรย์ ชาวเมืองเชื่อว่าพื้นถนนที่ขัดจนเงาประดุจกระจกจะช่วยสะท้อนสิ่งชั่วร้ายกลับไปสู่ท้องฟ้า ดังนั้นทุกคนที่นี่จึงเดินก้มหน้ามองพื้นมากกว่ามองทาง และมักจะสวมรองเท้าผ้าไหมเนื้อนุ่มเพื่อป้องกันมิให้กระจกหินเกิดรอยขีดข่วน
ท่ามกลางผู้คนที่เดินก้มหน้าพึมพำ อวี้เหวินกลับพบเห็น นักพรตชรา ผู้หนึ่ง สวมชุดนักพรตขาดกะรุ่งกะริ่งทว่าสะอาดสะอ้าน เขามิได้เดินไปข้างหน้าเหมือนคนปกติ แต่กลับ ‘เดินถอยหลัง’ ด้วยจังหวะที่แม่นยำราวกับมีดวงตาอยู่ที่เบื้องหลัง พลางสั่นกระดิ่งในมือและตะโกนก้องว่า “อดีตคืออนาคต สิ่งที่ผ่านไปแล้วคือสิ่งที่กำลังจะมาถึง!” อวี้เหวินบังคับม้าเลี่ยงไปทางซ้าย ทว่าพลันนั้นเอง ชายชราผู้หนึ่งที่ดูเสียสติยิ่งกว่านักพรตตนเมื่อครู่ก็พุ่งพรวดออกมาจากมุมตึก ชายชราผู้นี้สวมเสื้อผ้าหลากสีสันตัดปะจนดูเหมือนนกยูงที่ขนร่วง ร่างกายผอมเกร็งทว่าดวงตากลับวาวโรจน์ประหลาด เขาตะโกนก้องเสียงแหบพร่า
“หลีกไป! หลีกไปให้จักรพรรดิเทพกลับชาติมาเกิดผู้นี้เดี๋ยวนี้! มหามรรคาหมื่นลี้อยู่ในกระจกใต้เท้าข้า!”
ชายชราวิ่งตาเหลือกพลางก้มมองเงาสะท้อนในกระจกหินอย่างบ้าคลั่ง ทว่าทันใดนั้นเขากลับสะดุดเท้าตนเองจนร่างลอยละลิ่วหน้าคะมำลงกับพื้นหินเงาวับเสียงดัง ‘ปึก!’
อวี้เหวินรีบกระโดดลงจากหลังม้า เข้าไปพยุงชายชราผู้นั้นขึ้นมา “ท่านปู่ เป็นอะไรหรือไม่?”
ชายชราเงยหน้าที่เปื้อนฝุ่นขึ้นมา ลูบจมูกที่แดงก่ำพลางหัวเราะร่าอย่างคนเสียสติ “ขอบใจ... ขอบใจเจ้ามากเด็กน้อย” แต่ทันทีที่ชายชราสบตาอวี้เหวิน ความบ้าคลั่งในแววตาพลันวูบหายไป เปลี่ยนเป็นความโศกเศร้าลึกซึ้งที่ทำให้อวี้เหวินถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง
ชายชราเอื้อมมือที่สั่นเทามาจับแขนอวี้เหวินแน่น แววตานั้นดูน่าสงสารจนจับใจ “น่าสงสาร... น่าสงสารเหลือเกินเด็กน้อย”
“ เจ้าคิดถึงแม่ใช่ไหม?”
คำพูดนั้นประหนึ่งสายฟ้าฟาดกลางใจอวี้เหวิน! รอยแผลลึกที่เขาซ่อนไว้เบื้องหลังการฝึกตนอันบ้าคลั่ง ถูกชายชราสติไม่สมประกอบผู้นี้สะกิดเข้าอย่างจัง อวี้เหวินอ้าปากเอ่ยถามด้วยความตกใจ “ท่าน... ท่านรู้ได้อย่างไร?”
ทว่าชายชรากลับไม่ได้ฟังเขาเลย เขาสะบัดหน้ากลับไปทางเดิมแล้วบ่นพึมพำเรื่องอื่นต่อทันที “มหามรรคาดั่งสายน้ำ ฟ้าดินคือกระดานหมาก ใครเล่าจะหนีพ้นความว่างเปล่า... หึๆ เจ้าเห็นกระจกนี่ไหม? มันไม่ได้สะท้อนหน้าเจ้า แต่มันสะท้อนสิ่งที่เจ้าไม่มี!”
อวี้เหวินขมวดคิ้วแน่น ในใจคิดว่าตนเองคงคิดมากไป ชายชราผู้นี้คงแค่พูดเพ้อเจ้อไปตามประสาคนบ้าที่บังเอิญมาจี้จุดอ่อนในใจเขาพอดี
ก่อนที่ชายชราจะเดินจากไป เขาล้วงเข้าไปในอกเสื้อแล้วหยิบ ‘กิ่งไม้แห้ง’ ธรรมดากิ่งหนึ่งที่ดูไม่มีราคาค่างวดอะไรเลย ยัดใส่มืออวี้เหวิน “เอาไปๆ พกเอาไว้ อย่าทิ้งเด็ดขาดนะ! ย้ำว่าอย่าทิ้ง! กิ่งไม้นี้จะช่วยให้เจ้าไม่หลงทางในที่ที่ไม่มีกระจก!”
อวี้เหวินรับกิ่งไม้มาอย่างงุนงง เขาไม่อยากขัดใจคนชราจึงสอดมันเก็บไว้ในสาบเสื้อ “ขอบคุณท่านปู่”
ชายชราพยักหน้าอย่างพึงใจ “ไปเถอะ... ไปสู่เส้นทางของเจ้า” จากนั้นเขาก็ทรุดตัวลงคุกเข่าก้มมองพื้นกระจกหินอีกครั้ง พลางเริ่ม ‘ถกเถียง’ กับเงาสะท้อนของตนเองอย่างเผ็ดร้อนถึงเรื่องมรรคาฟ้าดิน
อวี้เหวินส่ายหน้าเบาๆ พลางถอนหายใจ เขากระโดดขึ้นหลังม้าอาชาโลกันตร์ เมื่อควบม้าไปได้เพียงไม่กี่ช่วงตึก เขานึกสังหรณ์ใจจึงหันกลับไปมองหวังจะเห็นชายชราประหลาดผู้นั้นอีกครั้ง ทว่าเบื้องหลังกลับว่างเปล่า... ชายชราในชุดหลากสีหายวับไปราวกับอากาศธาตุ ทั้งที่ถนนสายนั้นยาวเหยียดและไม่มีซอยเลี้ยวแม้แต่นิดเดียว
อวี้เหวินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสะบัดความสงสัยทิ้งไป พลางตบไหล่ม้าเบาๆ แล้วควบทะยานออกสู่ประตูเมืองมุ่งหน้าสู่จุดหมายถัดไป
“ข้าว่าโลกภายนอกสำนักนี่... บางทีก็รับมือยากกว่าสัตว์อสูรเสียอีก” เขาพึมพำประโยคเดิมพลางเร่งฝีเท้าม้า หวังจะไปให้ถึงหุบเขาหมอกโลหิตให้ทันอีกสองวันข้างหน้า
จนกระทั่งค่ำคืนที่เจ็ด แสงจันทร์เริ่มถูกบดบังด้วยหมอกสีเทาแดงจางๆ อวี้เหวินเข้าพักในอารามร้างแห่งหนึ่ง เขาพบกับกลุ่มพ่อค้าเร่ที่ท่าทางลุกลี้ลุกลน พวกเขาเล่าถึงเหตุการณ์ประหลาดในหุบเขาหมอกโลหิตว่าพักหลังมานี้ ‘ซากศพคนตายชอบลุกขึ้นมาเต้นรำยามเที่ยงคืน’ ซึ่งฟังดูสยองขวัญแต่ก็มีความพิลึกกึกกือจนอวี้เหวินไม่รู้ว่าจะกลัวหรือขำดี
เขานอนพิงเสาไม้เก่าๆ พลางตรวจสอบอาวุธและแผ่นยันต์อักขระเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหลับตาลงเพื่อพักผ่อนท่ามกลางเสียงแมลงป่าที่กรีดร้องระงม
...
สายลมยามเช้าพัดพากลิ่นอายชื้นแฉะของพงไพรปะทะใบหน้า อวี้เหวินในชุดรัดกุมสีดำสนิทเบี่ยงกายหลบกิ่งไม้ใหญ่ที่ขวางกั้น เส้นทางที่เขามุ่งหน้าไปนั้นมิใช่เส้นทางราบเรียบที่ศิษย์ทั่วไปมักใช้สัญจร ทว่าคือทางลัดลัดเลาะไปตามแนวหน้าผาสูงชัน มุ่งสู่ชายแดนรอยต่ออันห่างไกลที่ถูกขนานนามว่า หุบเขาหมอกโลหิต
ภารกิจระดับ "เสี่ยงตาย" ครั้งนี้เขามิได้ต้องการเพียงแต้มคะแนนหรือทรัพยากร แต่เขากระหายการปะทะที่รุนแรงพอจะบีบเค้นศักยภาพที่ซ่อนเร้นในเส้นเลือด
ทว่าเมื่อร่างของเขาพุ่งทะยานมาถึงชายป่าที่หมอกเริ่มหนาแน่น กลิ่นอายเย็นเยียบจางๆ ที่คุ้นเคยกลับลอยมาตามลม อวี้เหวินชะงักเท้าลงบนกิ่งไม้ใหญ่ ดวงตาคมปลาบจับจ้องไปยังเบื้องล่าง
ใต้ต้นไม้โบราณที่แผ่กิ่งก้านสาขาบิดเบี้ยวราวกับมือปีศาจ ปรากฏร่างระหงในชุดสีขาวบริสุทธิ์ยืนสงบนิ่งดุจรูปสลักหิมะ ผ้าแพรสีขาวบางละเอียดปิดบังใบหน้าครึ่งล่างไว้ ทว่าดวงตาเรียวคมกลับฉายแววแน่วแน่และเย็นชาอย่างที่บุรุษใดในสำนักมิอาจสบสายตาได้นาน
“ภารกิจอันตรายเช่นนี้ คิดจะทิ้งข้าไว้เบื้องหลังรึ?”
น้ำเสียงของเซี่ยชิงหลัวเรียบสนิท ทว่าแฝงด้วยความไม่พอใจจางๆ ในที นางมิได้หันมามองเขา แต่กระบี่ ‘ไป่เสวี่ย’ ที่สะพายอยู่เบื้องหลังกลับส่งเสียงครางแผ่วเบา สั่นไหวด้วยไอเย็นที่พวยพุ่งออกมาประหนึ่งรับรู้ถึงกลิ่นอายคาวเลือดที่รออยู่เบื้องหน้า
อวี้เหวินกระโดดลงจากกิ่งไม้ ร่อนลงพื้นอย่างแผ่วเบาไร้สุ้มเสียง เขายกยิ้มมุมปากเล็กน้อย “ข้าเพียงไม่อยากให้เจ้าต้องมาเสี่ยงกับเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง แต่ดูท่า... ต่อให้ข้าปฏิเสธ เจ้าก็คงแอบตามไปอยู่ดี”
“รู้ก็ดีแล้ว” นางตอบสั้นๆ ก่อนจะขยับกาย กลิ่นหอมจางๆ ดุจดอกเหมันต์โชยมาซัดรังสีฆ่าฟันของป่าหมอกโลหิตให้ถอยรั้งไป “สุสานบรรพชนแห่งนั้นมิได้มีเพียงซากศพอสูร ข้าได้ยินว่าค่ายกลโบราณที่นั่นถูกสร้างขึ้นด้วยปราณหยินที่เข้มข้น หากไม่มี ‘เนตรน้ำแข็ง’ ของข้า เจ้าอาจจะหลงอยู่ในม่านมายาจนตาย”
อวี้เหวินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ แววตาสีเพลิงวาบขึ้นด้วยความท้าทาย “ถ้าอย่างนั้น... ก็ไปดูด้วยกันว่าสุสานนั่นจะแน่สักแค่ไหน”
ทั้งสองทะยานร่างเข้าไปในม่านหมอกสีเลือดทันที ทันทีที่ก้าวพ้นเขตชายป่า บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แสงสุริยาที่เคยสาดส่องกลับถูกบดบังด้วยหมอกหนาทึบจนมองเห็นได้ไม่เกินสิบก้าว กลิ่นคาวเลือดและกลิ่นสาบของซากศพโชยมาตามลมเย็นที่พัดหวีดหวิวราวกับเสียงกรีดร้องของวิญญาณ
ตลอดการเดินทาง อวี้เหวินสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่บีบคั้นเข้ามาทุกทิศทาง พื้นดินใต้เท้าแฉะชื้นและมีสีแดงเข้มดุจโลหิตที่เพิ่งแห้งกรัง ต้นไม้แต่ละต้นไร้ใบ มีเพียงกิ่งก้านที่แหลมคมดุจเข็มพิษ
“ระวัง!” เซี่ยชิงหลัวเอ่ยเตือนแผ่วเบา นางสะบัดนิ้วเบาๆ พลันเกิดเป็นละอองน้ำแข็งบางเบากระจายออกไปรอบตัว ละอองเหล่านั้นปะทะกับอากาศที่ดูว่างเปล่า ทว่ากลับเกิดเสียง ฉ่า! และมีควันสีดำพวยพุ่งออกมา
“อากาศพิษกัดกร่อนปราณ...” อวี้เหวินขมวดคิ้ว เขาเริ่มโคจรพลัง ‘ชิงกายตะวันคำรณ’ ให้แผ่ซ่านออกมาห่อหุ้มร่างกาย ผิวกายของเขาเริ่มทอแสงสีทองแดงจางๆ ความร้อนที่แผ่ออกมาช่วยสลายไอพิษรอบตัวในทันที
“นี่เป็นเพียงด่านแรก” เซี่ยชิงหลัวกล่าวต่อ สายตาของนางจ้องลึกเข้าไปในความมืดเบื้องหน้า “ข้างหน้าคือเขตอาคม ‘หมื่นดวงจิตดับสูญ’ หากจิตไม่นิ่งพอ เจ้าจะเห็นภาพหลอนที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต”
อวี้เหวินกำหมัดแน่น พลังในกายพลันเดือดพล่าน “ภาพหลอนรึ? ข้าผ่านมามากพอแล้ว... ต่อให้มันเป็นนรกจริงๆ ข้าก็จะใช้หมัดนี้พังมันออกมาให้ดู!”
ทั้งสองเดินเคียงคู่กันไปท่ามกลางเงาไม้ที่ดูคล้ายอสูรกายกระหายเลือด ยิ่งลึกเข้าไป พลังปราณในร่างก็ยิ่งถูกกระตุ้นให้ตื่นตัว ศึกหนักที่สุสานบรรพชนหุบเขาหมอกโลหิตกำลังรอคอยการมาถึงของอัจฉริยะทั้งสองอย่างเงียบเชียบ!