บทที่ 29
สองสตรีประชันฝีมือ
เจ็ดวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังจากที่หอเทพสถิตแห่งไท่ซู่เปิดออก แดนศักดิ์สิทธิ์ก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง
วันนี้เป็นวันที่ประตูแดนลับหวงเหยาเปิดออก ลูกศิษย์จำนวนมาก ต่างพากันมารวมตัวที่เชิงเขาไท่ซู่ เพื่อที่จะรอคอยให้แดนลับเปิดออก
ฉู่ซิวยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนอย่างเงียบ ๆ เขามองไปยังผู้อาวุโสโม่เฟยเหยียนที่กำลังพูดอยู่ด้านหน้าของกลุ่มคน
“ตามกฎเดิมของทุกปีคือ ประตูแดนลับจะเปิด จากนั้นก็จะปิดเป็นเวลาสามสิบวัน จากนั้นแดนลับถึงจะเปิดอีกครั้งเพื่อให้พวกเจ้าออกมา”
“และเมื่อถึงเวลา พวกเจ้าต้องรวมตัวกันที่หน้าประตูแดนลับอีกครั้ง ไม่เช่นนั้นจะถูกปิดและติดอยู่ในแดนลับเป็นเวลาหลายสิบปี...และต้องรอจนกว่าประตูแดนลับจะเปิดอีกครั้ง”
“หลังออกจากประตูแดนลับ ทุกคนต้องมอบสิ่งที่ได้มาให้เราจำนวนหนึ่งด้วย”
“และสิบอันดับแรกของผู้ที่มีคะแนนสูงสุดจะได้รับรางวัล!”
“อันดับหนึ่งจะได้เป็นศิษสายตรง...รางวัล…”
“อันดับสอง...”
ฉู่ซิวหาวด้วยความเบื่อหน่าย เมื่อเทียบกับรางวัลเหล่านี้ เขาสนใจมากกว่าว่าจะได้ประโยชน์จากแดนลับหวงเหยามากแค่ไหน และที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือผลหล่อวิญญาณ
“ศิษย์พี่ฉู่ซิว” ฉู่ซิวได้ยินเสียงใครบางคนเรียก เขาจึงหันกลับไปมอง พบว่าเป็นคนรู้จัก ฉู่ซิวยิ้มในทันทีก่อนจะกันไปสนทนากับอีกฝ่าย
“ศิษย์น้องเย่ฝาน เจ้านี่เอง!” เย่ฝานผู้มีใบหน้าหล่อเหลาและรูปร่างได้สัดส่วนยิ้มก่อนจะถามเขาว่า
“ศิษย์พี่ฉู่ซิวก็จะเข้าแดนลับหวงเหยาเช่นกันหรือ?”
“ศิษย์น้องเย่ฝาน เจ้าก็เช่นกันใช่หรือไม่?” การเข้าไปในแดนลับกับคนที่มีชะตาของตัวเอก… ทำให้เขารู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้คงไม่ราบรื่น!!
อย่างไรก็ตาม หากใช้ให้ดี! มิแน่เย่ฝานจะเป็นเป้าล่อที่ตายยากอย่างแน่นอนความคิดของฉู่ซิวเริ่มคึกคักขึ้น ทั้งสองเริ่มพูดคุยกันอย่างเป็นมิตร ระหว่างนั้นเย่ฝานถามฉู่ซิวว่าสนใจอันดับหนึ่งหรือไม่?
เมื่อฉู่ซิวได้ยินดังนั้น จึงกล่าวอย่างใจกว้างว่าเขาเข้าไปในแดนลับเพื่อฝึกฝน ไม่ได้สนใจการแข่งขันชิงอันดับอะไร เย่ฟ่านได้ฟังดังนั้นก็ดีใจมาก ถามฉู่ซิวว่ารู้จักแดนลับหวงเหยาหรือไม่ และที่สำคัญก็คือทางด้านฉู่ซิวนั้นสนใจจะจัดกลุ่มเข้าไปด้วยกันหรือไม่...
สำหรับเรื่องนี้ ฉู่ซิวตอบตกลงด้วยความยินดี
‘มีแพ็คเกจเสริมปราณชะตาอย่างนี้ โอกาสที่ข้าจะพบผลหล่อวิญญาณอาจจะมากขึ้น’
“เย่ฝาน...มานี่!” เสียงเย็นชาดังขึ้น ขัดจังหวะการสนทนาของทั้งสอง จนฉู่ซิวและเย่ฝานต่างมองไปยังต้นเสียงพร้อมกัน นางผู้นั้นก็คือหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่ง สวมชุดกระโปรงยาวสีม่วง ใบหน้าคลุมด้วยผ้าคลุมหน้า และแบกกระบี่ยาวไว้ข้างหลัง
ปราณวิญญาณอันแข็งแกร่งแผ่ซ่านออกมาจากตัวนาง จนทำให้บริเวณรอบ ๆ ในรัศมีสามสิบจั้งกลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่า บรรดาลูกศิษย์ต่างก้มหน้าลง ไม่กล้ามองนาง ในใจเต็มไปด้วยความเคารพยำเกรง
“ศิษย์พี่ฉู่ซิว ท่านอาจารย์เรียกข้า...ข้าไปก่อนนะ” เย่ฝานบอกลาฉู่ซิว แล้ววิ่งเหยาะ ๆ ไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
ฉู่ซิวหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาจำแนกตัวตนของผู้ทรงพลังคนนี้ได้แล้ว นางคือหลิวเสวี่ยเจ้าขุนเขาแห่งยอดเขาเทียนเจี้ยน และยังเป็นศัตรูของเฉียวเหมิงเตี๋ยอีกด้วย นางมีพลังขอบเขตมหาศักดิ์สิทธิ์ระดับสอง เป็นกำลังสำคัญของแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่
“จงฆ่าฉู่ซิวในแดนลับเมื่อมีโอกาส!” เย่ฝานสั่นสะท้านเมื่อได้รับยันต์สื่อสารจากท่านอาจารย์ เขาหันไปมองฉู่ซิวที่อยู่ไกลออกไป
ราวกับรู้สึกถึงสายตาของเขา อีกฝ่ายยังโบกมือยิ้มให้ แต่เย่ฝานทำหน้าเจ็บปวด ส่งยันต์สื่อสารมาว่า “ท่านอาจารย์ นี่ไม่ดีนะขอรับ! ข้ากับเขาไม่ได้มีเรื่องแค้นเคืองอะไรกัน และตัวเขาก็ไม่ได้เลวร้าย…”
“หึ! ถ้าจะโทษก็ไปโทษอาจารย์ของเขาโน่น นังหญิงชั่วเฉียวเหมิงเตี๋ย!!” หลิวเสวี่ยมีท่าทีเย็นชาพลางกระแทกเสียง ดวงตาเต็มไปด้วยความเย็นยะเยือก เห็นเย่ฝานทำหน้าลำบากใจ หลิวเสวี่ยก็ผ่อนเสียงลงนิดหน่อย
“เย่ฝาน! นังหญิงชั่วเฉียวเหมิงเตี๋ยไม่ใช่คนดี ลูกศิษย์ของนางก็ต้องไม่ใช่คนดีเช่นกัน การฆ่าเขาในครานี้เจ้าไม่ต้องรู้สึกผิดอะไรทั้งนั้น!”
“ลงมือให้เรียบร้อย อย่าให้ถูกจับได้...ที่ดีที่สุดก็คือปล่อยให้เขาตายด้วยน้ำมือของสัตว์อสูร แบบนี้ต่อให้ย้อนเวลากลับไป ก็สืบไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น!”
เย่ฝานไม่รู้จะพูดอะไร ในขณะที่หลิวเสวี่ยกำลังวางแผนว่าจะฆ่าฉู่ซิวยังไงดี?
อีกด้านหนึ่งเจียนหลิงอวิ๋นกับเซียวอี้เฟิงก็เช่นกัน
‘พวกข้าจะส่งขอบเขตเสินเฉียวหนึ่งร้อยคนไปฆ่าเจ้า หนึ่งร้อยคนไม่พอ ก็สองร้อยคน สามร้อยคน! ต่อให้เจ้ามีสามหัวหกแขน ก็ต้องทำให้เจ้าตายที่แดนลับหวงเหยา’
ทุกอย่างจัดการเสร็จสิ้น จ้องมองศิษย์ฝ่ายในขอบเขตเสินเฉียวหลายร้อยคนที่กระจายตัวออกไป
เจียนหลิงอวิ๋นกับเซียวอี้เฟิงมองหน้ากันยิ้ม
“เซียวอี้เฟิง เจ้าทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมสำนัก การกระทำเช่นนี้ของเจ้าถูกต้องดีแล้วหรือ ไม่กลัวหรือว่าหลังจากฉู่ซิวตายแล้ว เจ้าขุนเขาแห่งยอดเขาอวิ๋นเซี่ยจะโกรธเกรี้ยว! ตอนนี้เขาเป็นคนเก่งกาจประจำยอดเขาของพวกเจ้าเชียวนะ ทั้งยังถือว่าเป็นตัวเลือกบุตรศักดิ์สิทธิ์ด้วย”
เซียวอี้เฟิงหัวเราะเยาะ “อัจฉริยะที่ตายไปแล้วก็ไม่ใช่อัจฉริยะอีกต่อไป พี่น้องร่วมสำนักที่ตายไปแล้วต่างหากคือพี่น้องร่วมสำนักที่ดีที่สุด”
“ส่วนเจ้า... เจียนหลิงอวิ๋น การกระทำเช่นนี้ของเจ้า ท่านเจ้าขุนเขาจะรู้ได้ง่ายมาก ยิ่งไปกว่านั้น เจ้ากับฉู่ซิวมีความขัดแย้งกันอย่างเปิดเผย เจ้าไม่กลัวท่านประมุขจะตามสืบหรือ?” เจียนหลิงอวิ๋นได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มอย่างใจเย็น
“กลัวงั้นหรือ หึๆ ข้ามีคนอยู่เบื้องหลัง”
“เรื่องนี้แต่แรกก็เป็นคำสั่งของท่านอาจารย์ในตระกูลข้าอยู่แล้ว… ถึงแม้ท่านเจ้าขุนเขาจะรู้ แล้วจะเป็นอย่างไร? นางจะลงโทษอาจารย์ของข้าเพราะมดปลวกอย่างขอบเขตกงล้อสมุทรตัวเดียวหรือ?”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง!” เมื่อนึกถึงความแค้นระหว่างอาจารย์กับยอดเขาเทียนเจี้ยนเซียวอี้เฟิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งเจิดจ้า ในใจรู้สึกปลาบปลื้มใจยิ่งนัก
ครั้งนี้ ฉู่ซิวมดปลวกตัวนี้ต้องตายแน่
“ศิษย์พี่ฉู่ซิว” ฉู่เซียวหรานมองหาฉู่ซิวในกลุ่มคน ยื่นถุงเก็บของให้เขา
“ของที่ท่านต้องการ อยู่ในนี้ทั้งหมด…”
“ขอบใจเจ้ามาก!” ฉู่ซิวเก็บถุงเก็บของลง จากนั้นก็ถามถึงเรื่องพิษของแม่นางอย่างเป็นมิตร ฉู่เซียวหรานเอง นางก็รู้สึกซาบซึ้งใจมาก บอกว่ารอให้ฉู่ซิวกลับมาจากดินแดนลับแล้ว จะเชิญเขาไปเยี่ยมที่บ้าน
“ศิษย์พี่…” ยามนี้ เถาเหยาศิษย์น้องร่วมสำนักในชุดกระโปรงสีเขียวก้าวเดินมาอย่างงดงาม เมื่อนางมาถึง ศิษย์ด้านหน้าต่างแสดงสีหน้าหวาดกลัว พากันหลีกทางให้
เถาเหยาช้อนตามองไปที่ฉู่ซิวและฉู่เซียวหรานที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยดวงตาดั่งดอกท้อ ในขณะที่ฉู่เซียวหรานยิ้มน้อย ๆ พลางคำนับ
“เซียวหราน คารวะศิษย์พี่เถาเหยา” เถาเหยายิ้มบาง ๆ พยักหน้า
“ศิษย์น้องเซียวหราน ยิ่งงดงามขึ้นทุกวันนะ”
“เอ่อ… แค่สวยกว่าศิษย์พี่เถาเหยานิดหน่อยเท่านั้นเองเจ้าค่ะ” ฉู่เซียวหราน ตอบกลับอย่างสบาย ๆ ไม่ยี่หระ สองสตรีพบหน้ากันก็จิกกัดกันทันที พูดจาประชดประชัน
ฉู่ซิวเห็นดังนั้นก็หาวอย่างเบื่อหน่าย ไม่มีความคิดจะห้ามทัพแต่อย่างใด
“ประตูแดนศักดิ์สิทธิ์ได้เปิดออกแล้ว ลูกศิษย์ที่ได้รับสิทธิ์รีบเข้าไปเร็วเข้า” เสียงของโม่เฟยเหยี่ยนดังมาแต่ไกล
ชั่วพริบตา ลำแสงสีฟ้าพุ่งขึ้นฟ้า ประตูที่มีลักษณะคล้ายลำแสง สูงสามสิบจั้งได้ปรากฏขึ้น บริเวณตรงกลางประตูมีม่านหมุนวนสีฟ้า
“ศิษย์น้องทั้งสอง ข้าไปก่อนนะ”
“อะ..เอ่อ ศิษย์พี่…” เถาเหยายังพูดไม่ทันจบประโยคก็เห็นฉู่ซิวใช้วิชาอักขระลับสิงจื่อย่นระยะทางให้สั้นลง ในพริบตาชายหนุ่มก็ข้ามระยะทางราวสามร้อยจั้ง และเพียงไม่กี่ก้าวก็เข้าไปในประตูแสงนั่นแล้ว
ลูกศิษย์คนอื่น ๆ ก็แห่กันเข้าไปตามกันเป็นแถว
เถาเหยากระทืบเท้า ยื่นปากน้อย ๆ ด้วยความโมโห
“ศิษย์พี่ช่างใจร้อนเสียจริง! ข้ายังพูดไม่จบเลย!”
“ในแดนลับมีของที่ศิษย์พี่ฉู่ซิวต้องการอย่างเร่งด่วน เขาก็เลยร้อนใจที่จะเข้าไป” ฉู่เซียวหรานยิ้มหวานพลางกล่าว
“ฉู่เซียวหรานอย่าทำเป็นรู้จักศิษย์พี่ดีนัก ทางที่ดีเจ้าอยู่ห่าง ๆ ศิษย์พี่ของข้าไว้จะดีกว่า!” เถาเหยาสีหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็ง ดวงตาฉายแววจิตสังหารโดยไม่ปิดบัง ยามนี้นางไร้ซึ่งท่าทีน่ารักเหมือนตอนที่อยู่กับฉู่ซิวโดยสิ้นเชิง
“ศิษย์พี่เถาเหยา ท่านพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร?” ฉู่เซียวหรานขมวดคิ้ว
“ข้ากับศิษย์พี่ฉู่ซิวเป็นแค่เพื่อนกัน ไม่ได้คิดอะไรต่ำช้าอย่างที่ท่านคิดหรอก ทำไมข้าต้องอยู่ห่าง ๆ เขาด้วย ถึงท่านจะเป็นศิษย์พี่ ก็ไม่ควรเอาแต่ใจขนาดนี้นะ”
เถาเหยาพูดเสียงเย็นชา “ข้าจะเอาแต่ใจ แล้วเกี่ยวอะไรกับเจ้า! เจ้าอยากตายด้วยหรือไง?” สองสาวจ้องตากัน ฉู่เซียวหรานหัวเราะพลางปิดปาก ดวงตางามกระพริบ
“ศิษย์พี่เถาเหยา ท่านรู้ไหมว่าตอนนี้ท่านเหมือนอะไร?” ได้ฟังเช่นนั้นเถาเหยาก็ขมวดคิ้ว
“ท่านก็เหมือนกับหญิงขี้หึง ไม่แปลกใจเลยที่ก่อนหน้านี้ศิษย์พี่ฉู่ซิวถึงได้วิ่งหนีไปเช่นนั้น”
ตูม!
ในชั่วพริบตาถัดมา เถาเหยาโกรธจัด ระดมหมัดเข้าใส่หัวของฉู่เซียวหรานเกิดระลอกคลื่นปราณอันน่าสะพรึงกลัว แม้แต่พื้นที่โดยรอบยังแตกสลาย ฉู่เซียวหรานรู้ดีว่าอีกฝ่ายนั้นเก่งกาจ จึงไม่กล้าปะทะหมัดนี้โดยตรง ร่างอันงดงามของนางจึงกลายเป็นกลีบดอกไม้นับพัน ปลิวกระจายไปทั่ว…