บทที่ 21 : ทะเลพายุคลั่งกำสรวล สู่ดินแดนศูนย์กลางแห่งมหาทวีป!
กระบี่บินสีดำทมิฬพุ่งทะยานแหวกม่านเมฆาประดุจดาวตกที่ตัดข้ามขอบฟ้าเบื้องบน ทิ้งร่องรอยเป็เส้นสายสีขาวทางยาวพาดผ่านผืนนภาอันกว้างใหญ่ไพศาล
นับั้แ่ซูหลงอวิ๋นเดินทางออกจากสำนักกระบี่์แห่งแคว้นวายุคลั่ง เวลาได้ล่วงเลยผ่านไปกว่าสองเดือนเต็ม โลกใบนี้กว้างใหญ่เกินกว่าที่ปุถุชนคนใดจะจินตนาการได้ แคว้นวายุคลั่งที่เขาเคยอาศัยอยู่ เป็เพียงแค่เศษเสี้ยวธุลีที่ตั้งอยู่ ณ ชายขอบอันห่างไกลและทุรกันดารที่สุดของโลกเท่านั้น
ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา เด็กหนุ่มยืนเอามือไพล่หลังอยู่บนใบกระบี่กลืนเงาอย่างมั่นคงดุจศิลา สองตาหลับพริ้มเข้าสู่สภาวะลืมเลือนสรรพสิ่ง 'เคล็ดวิชากลืนนภาผลาญจักรวาล' โคจรอย่างต่อเนื่องไม่หยุดพัก ดึงดูดปราณฟ้าดินอันเบาบางตลอดเส้นทางมาหล่อเลี้ยงทะเลลมปราณสีทองคำในจุดตันเถียน
แม้จะไม่ได้ปิดด่านบ่มเพาะอย่างเป็ทางการ ทว่ารากฐานของขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้นของเขา กลับถูกขัดเกลาจนแข็งแกร่งและควบแน่นยิ่งขึ้นไปอีกขั้น ลมปราณสีทองคำบริสุทธิ์ไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรอย่างทรงพลัง ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก ล้วนสอดคล้องกับจังหวะของสัจธรรมแห่งฟ้าดิน
"ยิ่งเดินทางมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกมากเท่าใด ปราณิญญาในอากาศก็ยิ่งมีความหนาแน่นและบริสุทธิ์มากขึ้นเท่านั้น..."
ซูหลงอวิ๋นค่อยๆลืมตาขึ้น ั์ตาสีดำล้ำลึกทอดมองไปยังเส้นขอบฟ้าเบื้องหน้า "ดูเหมือนว่าข้ากำลังจะก้าวพ้นเขตแดนรกร้าง เข้าสู่พื้นที่ของมหาทวีปศูนย์กลางเซียนหยวนแล้วสินะ"
เบื้องหน้าของเขา ห่างออกไปนับหมื่นลี้ ทัศนียภาพที่เคยเป็ผืนป่าและเทือกเขาสลับซับซ้อน พลันถูกแทนที่ด้วยมหาสมุทรสีดำทะมึนที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ทว่ามหาสมุทรแห่งนี้มิได้สงบเงียบเยี่ยงผืนน้ำทั่วไป
มันคือ 'ทะเลพายุคลั่งกำสรวล' ปราการธรรมชาติอันตรายยิ่งยวดที่ขวางกั้นระหว่างดินแดนชายขอบและมหาทวีปศูนย์กลาง!
เกลียวคลื่นสีดำมืดมิดก่อตัวสูงชันนับร้อยจั้ง ซัดสาดกระแทกกันเสียงดังกัมปนาทประดุจ์ถล่ม ท้องฟ้าเหนือท้องทะเลแห่งนี้ถูกปกคลุมด้วยเมฆพายุหมุนเกลียว สายฟ้าสีม่วงอมดำแลบแปลบปลาบฟาดผ่าลงมาอย่างบ้าคลั่งไม่ขาดสาย กระแสลมกรรโชกแรงแฝงไปด้วยรังสีทำลายล้างที่สามารถฉีกกระชากผู้ฝึกยุทธ์ระดับรวบรวมปราณให้กลายเป็เศษเนื้อได้ในพริบตา
นี่คือเขตแดนต้องห้ามที่แม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตแก่นแท้ทองคำ ยังต้องอาศัย 'เรือเหาะิญญา' ระดับสูง และรวมกลุ่มกันเดินทางอย่างระมัดระวัง การบินข้ามด้วยตัวคนเดียวนั้น ไม่ต่างอันใดกับการรนหาที่ตาย
ทว่า บนใบหน้าของซูหลงอวิ๋น กลับปรากฏเพียงรอยยิ้มเ็าที่เต็มไปด้วยความโอหัง
"ทะเลพายุคลั่งกำสรวลงั้นรึ? พลังทำลายล้างของธรรมชาติช่างยิ่งใหญ่นัก ทว่าต่อหน้าวิถีแห่งเทวะ มันก็เป็เพียงแค่บททดสอบเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น"
ซูหลงอวิ๋นมิได้ลดความเร็วลงแม้แต่น้อย เขากระแทกเท้าลงบนกระบี่บิน ส่งปราณยุทธ์สีทองคำทะลักเข้าสู่ใบกระบี่ กระบี่กลืนเงาส่งเสียงร้องคำราม พุ่งทะยานฝ่ากำแพงพายุเข้าสู่ใจกลางมหาสมุทรสีดำทะมึนในทันที!
ครืนนน! เปรี้ยง!!!
ทันทีที่ก้าวล่วงเข้าไปในอาณาเขตทะเลพายุคลั่ง สายฟ้าสีม่วงขนาดเท่าลำต้นไม้โบราณสายหนึ่ง ก็ฟาดผ่าลงมายังตำแหน่งที่เด็กหนุ่มอยู่ประดุจอสรพิษที่เกรี้ยวกราด
"เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก!"
ซูหลงอวิ๋นมิได้หลบหลีก เขายื่นมือซ้ายออกไปเบื้องหน้า เปลวเพลิงสีขาวบริสุทธิ์ลุกพรึบขึ้นกลางฝ่ามือ ก่อนจะพุ่งทะยานออกไปปะทะกับอสนีบาต์!
ฉ่า!!!
ปรากฏการณ์เหนือสามัญสำนึกอุบัติขึ้น สายฟ้าสีม่วงที่เต็มไปด้วยความร้อนแรงและพลังทำลายล้าง เมื่อปะทะเข้ากับเพลิงิญญาธาตุปฐี กลับถูกความหนาวเหน็บอันเป็นิรันดร์แช่แข็งกลางอากาศ! สายฟ้าแปรสภาพเป็กิ่งก้านน้ำแข็งสีม่วงส่องประกาย ก่อนจะแตกสลายร่วงหล่นลงสู่ทะเลเบื้องล่าง
ซูหลงอวิ๋นพุ่งทะยานฝ่าดงสายฟ้าและพายุหมุนไปอย่างต่อเนื่อง เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลกก่อตัวเป็ปราการสีขาวรอบกาย แช่แข็งทุกสรรพสิ่งในรัศมีสิบจั้ง ไม่ว่าจะเป็สายฝนคมกริบ หรือกระแสลมบ้าคลั่ง ล้วนไม่อาจแตะต้องแม้แต่ชายเสื้อคลุมของเขาได้
ทว่า เดินทางฝ่าพายุมาได้ราวครึ่งวัน หูที่แหลมคมของเขาก็พลันได้ยินเสียงะเิดังสนั่นหวั่นไหว แว่วมาจากทิศทางเบื้องหน้า ผสมปนเปไปกับเสียงคำรามของสัตว์อสูรและเสียงกรีดร้องของผู้คน
ซูหลงอวิ๋นหรี่ตาลง เขากระตุ้นเจตจำนงกระบี่า เร่งความเร็วกระบี่บินพุ่งทะลวงม่านหมอกมรสุมเข้าไปดูเหตุการณ์
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า คือ 'เรือเหาะิญญา' ขนาดั์ลำหนึ่ง ความยาวของมันไม่ต่ำกว่าร้อยวา โครงสร้างเรือหล่อขึ้นจากไม้หอมศักดิ์สิทธิ์และโลหะิญญาสลักลวดลายเมฆามงคล ธงขนาดใหญ่ที่เสากระโดงเรือโบกสะบัด ปรากฏตัวอักษรสีทองอร่ามคำว่า 'ตระกูลเยี่ย'
ทว่าในยามนี้ เรือเหาะิญญาอันโอ่อ่ากำลังตกอยู่ในวิกฤตแห่งความเป็ความตาย!
ม่านพลังค่ายกลสีทองที่ปกคลุมคุ้มกันตัวเรือ กำลังกะพริบถี่และเต็มไปด้วยรอยแตกร้าวลุกลามราวกับใยแมงมุม ผู้ที่กำลังโจมตีพวกมันอยู่ คือฝูงสัตว์อสูรน่านฟ้าที่ดุร้ายที่สุดแห่งทะเลพายุคลั่ง... 'วิหคอสนีบาตทะเลลึก'!
วิหคเหล่านี้มีขนาดตัวเท่ารถม้า ขนทั่วร่างเป็สีน้ำเงินเข้มอาบไล้ไปด้วยกระแสไฟฟ้าสถิต จงอยปากของมันแหลมคมดุจหอกิญญา พวกมันนับพันตัวกำลังบินโฉบเฉี่ยว พ่นลูกไฟสายฟ้าเข้ากระหน่ำม่านพลังของเรือเหาะอย่างบ้าคลั่ง
และสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด คือจ่าฝูงของพวกมัน! วิหคอสนีบาตขนาดั์ที่มีปีกกว้างกว่าสิบจั้ง ลำตัวปลดปล่อยกลิ่นอายพลังปราณขอบเขต 'แก่นแท้ทองคำขั้นกลาง' ออกมากดทับผู้คนบนเรือจนแทบหายใจไม่ออก!
บนดาดฟ้าเรือเหาะ เหล่ายอดฝีมือและผู้คุ้มกันในชุดเกราะสีเงินของตระกูลเยี่ย กำลังพยายามยิงธนูิญญาและรังสีปราณต่อสู้กลับอย่างสุดกำลัง ทว่าด้วยจำนวนที่ต่างกันลิบลับ พวกเขาทำได้เพียงยื้อเวลาตายเท่านั้น
"ท่านผู้าุโสาม! ค่ายกลพิทักษ์เรือทนรับการโจมตีไม่ไหวแล้วขอรับ! หากม่านพลังแตกสลาย พวกเราทุกคนต้องกลายเป็อาหารของวิหคเดรัจฉานพวกนี้แน่!" ผู้คุ้มกันร่างั์ผู้หนึ่งะโรายงานด้วยใบหน้าซีดเผือด เืไหลซึมออกจากมุมปาก
ชายชราสวมชุดคลุมยาวสีเทา ผู้ถูกเรียกว่าผู้าุโสาม ยืนตระหง่านอยู่หน้าพวงมาลัยเรือ กลิ่นอายพลังปราณของท่านอยู่ในขอบเขตแก่นแท้ทองคำขั้นต้น ทว่าบัดนี้ร่างกายกลับโซเซจากการฝืนถ่ายทอดลมปราณค้ำจุนค่ายกล
"กัดฟันต้านเอาไว้! พวกเราตระกูลเยี่ยแห่งเมืองสุริยันจันทรา จะมาตายในที่กันดารเช่นนี้ไม่ได้! ปกป้องคุณหนูให้ดีที่สุด แม้ข้าจะต้องเผาผลาญิญญา ข้าก็จะส่งคุณหนูให้พ้นจากวงล้อมนี้ไปให้จงได้!"
ผู้าุโสามคำรามลั่น ดวงตาแดงก่ำ
ด้านหลังของชายชรา มีสตรีร่างอรชรในชุดกระโปรงยาวสีฟ้าอ่อนยืนอยู่ ใบหน้าของนางงดงามหยดย้อยประดุจเทพธิดาจำแลง ผิวพรรณขาวผ่องดุจหิมะ ทว่าในยามนี้ั์ตาดอกท้อของนางกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง นางคือ 'เยี่ยชิงอี' คุณหนูรองแห่งตระกูลเยี่ย
"ท่านผู้าุโสาม ท่านอย่าได้ทำเช่นนั้น หากต้องทิ้งทุกท่านไว้ที่นี่ ชิงอีก็ขอตายร่วมกับทุกคน!" เยี่ยชิงอีเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
ก๊าซซซซ!
จ่าฝูงวิหคอสนีบาตแก่นแท้ทองคำคำรามลั่น มันรวบรวมสายฟ้าสีม่วงขนาดั์ไว้ที่จงอยปาก ก่อนจะปลดปล่อยลำแสงอสนีบาตทำลายล้าง พุ่งกระแทกเข้าใส่รอยร้าวที่ใหญ่ที่สุดของม่านพลังค่ายกล!
ตูมมมม!!! เพล้ง!!!
ราวกับกระจกแก้วที่ถูกค้อนเหล็กทุบ ม่านพลังสีทองของเรือเหาะแตกกระจายเป็เศษละอองแสงในทันที! คลื่นกระแทกพัดพาร่างของผู้คุ้มกันนับสิบลอยละลิ่วตกลงไปในทะเลพายุคลั่ง เบื้องล่างมีเงาดำของสัตว์อสูรน้ำรออ้าปากกลืนกินพวกเขาทั้งเป็
"จบสิ้นแล้ว..." ผู้าุโสามหลับตาลง น้อมรับความตายที่กำลังจะโฉบลงมา
ฝูงวิหคอสนีบาตนับพันตัวพุ่งหลาวลงมายังดาดฟ้าเรือ หมายจะฉีกทึ้งเนืุ้์อันโอชะ
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ความสิ้นหวังกลืนกินทุกคน...
"พวกนกกระจอกน่ารำคาญ ส่งเสียงหนวกหูอยู่ได้"
เสียงราบเรียบ เ็า และแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่ง ดังกังวานแทรกผ่านเสียงพายุและเสียงคำรามของสัตว์อสูร! เสียงนั้นมิได้ดังมาก ทว่ากลับแทรกซึมเข้าไปในโสตประสาทของทุกคนบนเรือเหาะได้อย่างชัดเจน
วูบ!
ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติบังเกิดขึ้น แสงสว่างรอบดาดฟ้าเรือเหาะพลันดับวูบลงอย่างกะทันหัน! ความมืดมิดอันลึกล้ำประดุจขุมนรกแผ่ซ่านเข้ามาแทนที่ พร้อมกับเงาร่างของบุรุษหนุ่มในชุดคลุมสีขาวขลิบทอง ที่ก้าวเดินลงมาจากความว่างเปล่าเบื้องบน!
ในมือขวาของเขา ถือกระบี่สีดำสนิทที่แผ่กลิ่นอายของแรงดึงดูดระดับหลุมดำออกมา!
"เคล็ดกระบี่กลืนดาราทำลายล้างสิบทิศ... กระบวนท่าที่หนึ่ง กลืนแสงดับดารา!"
ซูหลงอวิ๋นตวัดกระบี่กลืนเงาฟาดฟันออกไปเป็แนวโค้งครึ่งวงกลม!
รังสีดาบสีดำทมิฬพุ่งทะยานออกไป แหวกอากาศและมิติให้ฉีกขาด พริบตาที่ความมืดมิดกวาดผ่าน วิหคอสนีบาตทะเลลึกนับร้อยตัวที่พุ่งลงมาเป็ด่านแรก กลับถูกแรงดึงดูดมหาศาลสูบกลืนเข้าไปในรังสีดาบ!
ไร้ซึ่งเสียงกรีดร้อง ไร้ซึ่งเืสาดกระเซ็น สัตว์อสูรระดับสูงเ่าั้สลายกลายเป็เพียงละอองฝุ่นธุลี หายวับไปจากสายตาของผู้คนประดุจภาพลวงตา!
"์! นั่นมันวิชากระบี่อันใดกัน!" ผู้าุโสามเบิกตากว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า ความตกตะลึงทำให้เขาลืมเลือนาแไปชั่วขณะ
เยี่ยชิงอีและเหล่าผู้คุ้มกันต่างจ้องมองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มผู้มาใหม่ด้วยความตื่นตะลึงระคนหวาดผวา กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา อยู่เพียงแค่ 'ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น' ทว่าอานุภาพของการตวัดกระบี่เพียงครั้งเดียว กลับน่าสะพรึงกลัวเสียยิ่งกว่ายอดฝีมือแก่นแท้ทองคำ!
ก๊าซซซ!
จ่าฝูงวิหคอสนีบาตแก่นแท้ทองคำขั้นกลางโกรธเกรี้ยวจนถึงขีดสุดเมื่อเห็นลูกสมุนถูกสังหารหมู่ มันกระพือปีกั์ พุ่งทะยานเข้าหาซูหลงอวิ๋นด้วยความเร็วประดุจสายฟ้า กรงเล็บแหลมคมที่อาบไปด้วยปราณอสนีบาตพุ่งเข้าตะปบหมายจะฉีกร่างของเด็กหนุ่มให้เป็ชิ้นๆ
"สัตว์เดรัจฉานระดับแก่นแท้ทองคำขั้นกลาง... ข้าเคยสังหารัเพลิงามาแล้ว นกกระจอกอย่างเ้า มีสิทธิ์อันใดมาอวดดีต่อหน้าข้า!"
ซูหลงอวิ๋นแค่นเสียงเย้ยหยันเขามิได้หลบหลีก ทว่ากลับชูกระบี่กลืนเงาขึ้นเหนือศีรษะ ั์ตาสีดำแปรเปลี่ยนเป็ความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้ง จุดตันเถียนสีทองคำเดือดพล่าน รีดเร้นพลังปราณมหาศาลส่งผ่านเข้าสู่ตัวกระบี่
"ตาย!"!
ฟวับ!!
ซูหลงอวิ๋นฟาดฟันกระบี่ลงมาตรงๆ อย่างไร้กระบวนท่าที่ซับซ้อน ทว่ามันแฝงไปด้วย 'เจตจำนงกระบี่า' ที่คมกริบที่สุดในใต้หล้า!
รังสีดาบสีดำทมิฬพุ่งทะลวงผ่าสายฟ้าสีม่วงของจ่าฝูงวิหคออกเป็สองซีกอย่างง่ายดายประดุจมีดผ่าไม้ไผ่! ก่อนที่มันจะพุ่งเข้าทะลวงร่างขนาดั์ของสัตว์อสูรแก่นแท้ทองคำ ั้แ่จงอยปาก ลากยาวลงไปถึงหาง!
ฉัวะ!!!
ร่างของจ่าฝูงวิหคอสนีบาตถูกผ่าครึ่งกลางอากาศ! เืสีน้ำเงินเข้มสาดกระเซ็น ก่อนจะถูกกระบี่กลืนเงาสูบกลืนเข้าไปจนเหือดแห้ง ร่างไร้ิญญาร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นดาดฟ้าเรือเสียงดังสนิท!
เพียงกระบี่เดียว! สังหารแก่นแท้ทองคำขั้นกลาง!
ฝูงวิหคอสนีบาตที่เหลือรอดต่างส่งเสียงร้องด้วยความหวาดกลัว สัญชาตญาณดิบเตือนพวกมันว่าบุรุษเบื้องหน้าคือมัจจุราชที่ไม่อาจต่อกรได้ พวกมันกระพือปีกบินหนีแตกฮือไปคนละทิศคนละทาง หายลับเข้าไปในม่านพายุหมอกอย่างรวดเร็ว
ความเงียบงันเข้าปกคลุมดาดฟ้าเรือเหาะิญญา มีเพียงเสียงสายลมกรรโชกและเสียงฝนที่ตกกระทบไม้หอม ทุกคนบนเรือต่างตกอยู่ในภวังค์แห่งความตกตะลึง ไม่อาจเชื่อสายตาตนเองว่าวิกฤตแห่งความตายได้ถูกคลี่คลายลงภายในพริบตา ด้วยฝีมือของเด็กหนุ่มที่ดูอายุน้อยกว่าพวกเขาเสียอีก
ซูหลงอวิ๋นสะบัดกระบี่กลืนเงาไล่หยาดเืที่ไม่มีอยู่จริง ก่อนจะเก็บมันเข้าฝักที่แผ่นหลัง เขาเดินเข้าไปหาซากของจ่าฝูงวิหค ใช้มือเปล่าทะลวงเข้าไปในหน้าอกของมัน และควักเอา 'แก่นอสูรอสนีบาต' สีม่วงประกายรุ้งขนาดเท่ากำปั้นออกมาเก็บเข้าถุงิญญาอย่างหน้าตาเฉย
จากนั้น เขาก็ค่อยๆ หันมามองกลุ่มคนของตระกูลเยี่ย ั์ตาสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น
"ข้าผ่านทางมา และเห็นว่าพวกเ้ากำลังลำบาก... ถือเสียว่านกตัวนี้เป็ค่าผ่านทางขึ้นเรือของข้าก็แล้วกัน" ซูหลงอวิ๋นเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยอำนาจที่ทำให้ผู้ฟังต้องลอบกลืนน้ำลาย
ผู้าุโสามดึงสติกลับมาได้เป็คนแรก เขารีบก้าวออกไปเบื้องหน้า ประสานมือโค้งคำนับซูหลงอวิ๋นอย่างลึกซึ้งจนแทบจะแตะพื้น แม้อีกฝ่ายจะอยู่เพียงขอบเขตสร้างรากฐาน ทว่าความแข็งแกร่งนั้นเป็ของจริงที่ยอดฝีมือต้องให้ความเคารพ!
"ขอบพระคุณคุณชายที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ! หากมิได้ท่าน ตระกูลเยี่ยของพวกเราคงต้องสิ้นชื่อในทะเลพายุคลั่งแห่งนี้เป็แน่! บุญคุณช่วยชีวิตนี้ ข้า 'เยี่ยหง' และคุณหนูเยี่ยชิงอี จะจดจำไว้จนวันตาย!" ผู้าุโสามกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
เยี่ยชิงอีรีบเดินตามออกมา นางย่อตัวลงคารวะอย่างงดงามกุลสตรี ใบหน้าที่เคยซีดเผือดเริ่มมีเืฝาด "ขอบคุณท่านจอมยุทธ์น้อยที่ช่วยชีวิตพวกเราเ้าค่ะ ไม่ทราบว่าท่านมีนามกรว่ากระไร? และเป็ศิษย์จากสำนักศักดิ์สิทธิ์แห่งใดกัน?"
นางลอบสังเกตเด็กหนุ่มเบื้องหน้า รูปโฉมหล่อเหลาสง่างาม กลิ่นอายเ็าทว่าสูงศักดิ์ ประดุจเทพเซียนที่จุติลงมาเดินดิน นางมั่นใจว่าเขาต้องเป็ 'ศิษย์สืบทอด' จากมหาสำนักอันดับต้นๆ ของมหาทวีปศูนย์กลางเป็แน่
ซูหลงอวิ๋นปรายตามองคุณหนูตระกูลเยี่ย รูปลักษณ์ของนางนับว่างดงามโดดเด่น ทว่าในสายตาของเขาที่มุ่งมั่นแต่วิถีเทวะ อิสตรีก็เป็เพียงโครงกระดูกเดินได้ เขาตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจนัก
"ข้ามีนามว่า ซูหลงอวิ๋น เป็เพียงผู้บำเพ็ญเพียรพเนจร ไร้สำนักสังกัด ข้ากำลังมุ่งหน้าสู่มหาทวีปศูนย์กลางเซียนหยวน การช่วยเหลือพวกเ้า ก็เพื่อแลกเปลี่ยนกับข้อมูลบางอย่างที่ข้า้า"
"ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจร!?"
ผู้าุโสามและเยี่ยชิงอีอุทานออกมาพร้อมกันในใจ พวกเขาแทบไม่เชื่อหูตนเอง อัจฉริยะที่สามารถสังหารแก่นแท้ทองคำได้ด้วยกระบี่เดียวั้แ่อยู่ขอบเขตสร้างรากฐาน จะเป็เพียงคนพเนจรได้อย่างไร! ทว่าเมื่ออีกฝ่ายไม่้าเปิดเผย พวกเขาก็ไม่กล้าซักไซ้ให้มากความ
"ท่านซูหลงอวิ๋นมีสิ่งใดให้พวกเราตระกูลเยี่ยรับใช้ โปรดสั่งการมาได้เลยขอรับ! ตราบใดที่อยู่ภายในความสามารถของพวกเรา เรายินดีทำให้อย่างแน่นอน!" ผู้าุโสามรีบเสนอตัว
"ดี" ซูหลงอวิ๋นพยักหน้า เขายกมือขึ้นไพล่หลัง "ประการแรก ข้า้า 'แผนที่' ที่ละเอียดที่สุดของมหาทวีปศูนย์กลางเซียนหยวน ประการที่สอง... พวกเ้าเคยได้ยินชื่อของสถานที่ที่เรียกว่า 'ทะเลมหันตภัยนิรันดร์' หรือไม่?"
คำถามของซูหลงอวิ๋น ทำให้ใบหน้าของผู้าุโสามและเยี่ยชิงอีแปรเปลี่ยนเป็ความตื่นตะลึงและหวาดผวาอย่างเห็นได้ชัด!
"ทะ... ทะเลมหันตภัยนิรันดร์!" ผู้าุโสามสูดลมหายใจเย็นะเื เสียงของเขาสั่นสะท้าน "ท่านซู... ท่านถามหาสถานที่ต้องห้ามอันดับหนึ่งแห่งมหาทวีปศูนย์กลางไปเพื่อการใด! สถานที่แห่งนั้น... มันคือขุมนรกที่แม้แต่ยอดฝีมือระดับ 'บรรพชนศักดิ์สิทธิ์' ยังไม่กล้าก้าวล่วงเข้าไปเลยนะขอรับ!"
ั์ตาของซูหลงอวิ๋นสาดประกายแสงคมกริบ "เื่นั้นมิใช่ธุระของเ้า เ้าเพียงแค่ตอบมาว่ารู้หรือไม่ว่ามันอยู่ที่ใด"
ผู้าุโสามกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความหวาดกลัวต่อชื่อของสถานที่นั้นหยั่งรากลึก ทว่าบุญคุณของซูหลงอวิ๋นก็ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะบ่ายเบี่ยง เขาล้วงเอา 'ม้วนหยกบันทึกเส้นทาง' สีทองคำออกมาจากแหวนมิติ และส่งมอบให้เด็กหนุ่มด้วยมือที่สั่นเทา
"นี่คือแผนที่ที่ละเอียดที่สุดของมหาทวีปศูนย์กลางเซียนหยวน ที่ตระกูลเยี่ยของข้าใช้ในการทำจราจรการค้าขอรับ... ภายในแผนที่นี้ มีการระบุพิกัดคร่าวๆ ของเขตแดนรอบนอกของ 'ทะเลมหันตภัยนิรันดร์' เอาไว้ ทว่า... ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เส้นทางภายในที่แท้จริง เพราะผู้ที่เข้าไป ล้วนไม่เคยมีใครได้กลับออกมา"
ซูหลงอวิ๋นรับม้วนหยกมาถือไว้ ถ่ายทอดจิตััเข้าไปตรวจสอบ เมื่อพบว่ามีข้อมูลพิกัดของสถานที่ที่ซ่อน 'เพลิงสุริยันผลาญเอกภพ' อยู่จริง มุมปากของเขาก็ยกขึ้นเป็รอยยิ้มพึงพอใจ
"ขอบใจมาก ถือว่าหนี้บุญคุณระหว่างเราจบสิ้นลงเพียงเท่านี้"
ซูหลงอวิ๋นกล่าวสั้นๆ เขาหมุนตัวเตรียมจะทะยานร่างกลับขึ้นไปบนกระบี่บิน เพื่อเดินทางล่วงหน้าไปเพียงลำพัง
"ช้าก่อนเ้าค่ะ ท่านซู!"
เยี่ยชิงอีรวบรวมความกล้า ก้าวออกมาร้องเรียกเด็กหนุ่มเอาไว้ นางกัดริมฝีปากเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงวิงวอน
"เรือเหาะของพวกเราได้รับความเสียหายอย่างหนัก ค่ายกลพิทักษ์ก็แตกสลายไปแล้ว กว่าจะเดินทางไปถึงชายฝั่งของมหาทวีปศูนย์กลาง ต้องใช้เวลาอีกสามวัน... หากพบเจอสัตว์อสูรระดับสูงอีก พวกเราคงไม่อาจรอดชีวิตไปได้... ชิงอีขอร้องท่าน ท่านซูหลงอวิ๋น โปรดร่วมเดินทางไปกับเรือของพวกเรา จนกว่าจะถึงท่าเรือเมืองสุริยันจันทราได้หรือไม่เ้าคะ? เมื่อถึงที่นั่น บิดาของข้าซึ่งเป็ผู้นำตระกูล จะต้องตบรางวัลให้ท่านอย่างงามแน่นอน!"
ผู้าุโสามรีบพยักหน้าสนับสนุน "ใช่แล้วขอรับ! หากท่านไม่รังเกียจ ตระกูลเยี่ยของเรายินดีต้อนรับท่านในฐานะ 'ผู้าุโรับเชิญกิตติมศักดิ์' ท่านจะได้รับทรัพยากรบ่มเพาะระดับสูงจากตระกูลเราทุกเดือน!"
ซูหลงอวิ๋นหยุดชะงักฝีเท้า เขาปรายตามองสองคนนั้นด้วยแววตาครุ่นคิด
'มหาทวีปศูนย์กลางเป็ดินแดนที่ข้าไม่คุ้นเคย การมีขุมกำลังท้องถิ่นอย่างตระกูลเยี่ยคอยเป็แหล่งข่าว และจัดการเื่ยุ่งยากจุกจิกให้ ย่อมเป็ผลดีกว่าการเดินทางสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปคนเดียว อีกทั้ง... ข้า้าเวลาในการศึกษาม้วนหยกแผนที่นี้อย่างละเอียด'
"ก็ได้ ข้าจะนั่งเรือไปกับพวกเ้า" ซูหลงอวิ๋นตอบรับเรียบๆ "ทว่า ข้าไม่สนใจตำแหน่งผู้าุโรับเชิญอันใดนั่น ข้าเพียงแค่้าห้องพักที่เงียบสงบที่สุด และห้ามผู้ใดเข้ามารบกวนข้าอย่างเด็ดขาด"
"แน่นอนเ้าค่ะ! ข้าจะจัดเตรียมห้องรับรองระดับสูงสุดให้ท่านเดี๋ยวนี้!" เยี่ยชิงอียิ้มกว้างด้วยความโล่งอกราวกับยกูเาออกจากอก
การเดินทางบนเรือเหาะตระกูลเยี่ยดำเนินต่อไป ภายใต้กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากห้องรับรองของซูหลงอวิ๋น ไม่มีสัตว์อสูรตัวใดกล้าเข้าใกล้เรือเหาะลำนี้อีกเลยตลอดสามวันสามคืน
จนกระทั่ง...
"วู้ดดดด!"
เสียงแตรสัญญาณจากหัวเรือดังขึ้น ปลุกซูหลงอวิ๋นจากการทำความเข้าใจแผนที่มหาทวีป เด็กหนุ่มก้าวเดินออกจากห้องรับรอง มุ่งหน้าไปยังดาดฟ้าเรือ
เมื่อทอดสายตามองออกไปเบื้องหน้า ผ่านม่านหมอกของทะเลพายุคลั่งที่ค่อยๆ จางหายไป... ทัศนียภาพอันยิ่งใหญ่อลังการเหนือจินตนาการ ก็ปรากฏขึ้นสู่สายตา!
กำแพงศิลาสีขาวบริสุทธิ์สูงตระหง่านเสียดฟ้าทอดยาวจรดปลายขอบฟ้า ท่าเรือขนาดั์ที่เต็มไปด้วยเรือเหาะและสัตว์พาหนะนับพันลำจอดเทียบท่า เมืองที่เต็มไปด้วยหอคอยระฟ้าและตำหนักลอยฟ้าตั้งตระหง่านอยู่เื้ักำแพง
และสิ่งที่ทำให้ซูหลงอวิ๋นต้องเบิกตากว้าง คือ 'ความหนาแน่นของปราณิญญา' ที่พวยพุ่งออกมาจากแผ่นดินแห่งนั้น! มันเข้มข้นจนแทบจะกลั่นตัวเป็หยาดฝนแห่งพลังงาน! เข้มข้นยิ่งกว่ายอดเขาัผงาดของสำนักกระบี่์ถึงสิบเท่าตัว!
"ยินดีต้อนรับสู่มหาทวีปศูนย์กลางเซียนหยวน และ 'เมืองสุริยันจันทรา' เ้าค่ะ ท่านซู" เยี่ยชิงอีเดินเข้ามายืนเคียงข้าง รอยยิ้มภาคภูมิใจปรากฏบนใบหน้า
ซูหลงอวิ๋นสูดลมหายใจลึก ั์ตาสาดประกายความกระหายในการต่อสู้และการก้าวข้ามขีดจำกัด เขาััได้ถึงกลิ่นอายของผู้ฝึกยุทธ์ระดับแก่นแท้ทองคำ และแม้แต่ิญญาก่อกำเนิด เดินขวักไขว่ปะปนอยู่ในเมืองเบื้องหน้ามากมายราวกับฝูงมด!