เพียงไม่นาน เรื่องที่ราชามู่ฉางเยียนทรงนำตัวของเฉินไจ่เหยียนและคนอื่นๆ ออกจากคุกในกรมราชทัณฑ์ก็ถูกลือกันออกไป
ณ ตำหนักวิหารสวรรค์
ราชามู่ฉางเยียนทรงคุกเข่าอยู่ตรงหน้ารูปปั้นอย่างจริงจัง
“ลูก...มู่ฉางเยียนที่ไม่เอาไหนมาคารวะ”
ทรงเงยพระพักตร์ขึ้น “ทั้งชีวิตของข้านี้เรื่องที่กลัวที่สุดก็คือการทำให้แผ่นดินที่บรรพบุรุษสร้างขึ้นมาต้องล่มสลาย ข้าไม่มีความสามารถแต่ก็ไม่กล้าทำให้ตระกูลมู่ต้องสูญสิ้น วันนี้ข้าตัดสินใจแล้วต่อให้ตายก็ต้องแลกมาซึ่งความมั่นคงของแผ่นดิน หากวิญญาณของบรรพบุรุษมีจริงขอท่านคุ้มครองให้ข้าชนะการแย่งชิงในครั้งนี้ด้วยเถิด”
ตุ้บ ๆ ๆ
ราชามู่ฉางเยียนทรงโขกพระเศียรสามครั้ง
ทรงหยิบกริชออกมากรีดฝ่าพระหัตถ์ของพระองค์เองจากนั้นหยดพระโลหิตลงบนรูปปั้นตรงหน้า “หวังว่าบรรพบุรุษจะช่วยเปิดวงเวทปกป้องแผ่นดินให้ข้าไทเฮาทรงคิดว่าตัวเองกุมอำนาจทั้งหมด แต่มีเพียงลูกหลานตระกูลมู่เท่านั้นที่จะรู้คนที่จะสามารถสืบทอดและปกครองแคว้นนี้ได้ มีเพียงสายเลือดของตระกูลมู่เท่านั้น”
พระโลหิตหยดลงบนรูปปั้นแล้วค่อย ๆ ไหลลงไปราชามู่ฉางเยียนทรงจ้องรูปปั้นนั้นอย่างรอคอย แต่เมื่อผ่านไปครู่หนึ่ง พระโลหิตของพระองค์ก็ไม่ได้ไหลเข้าไปในรูปปั้นเลยแม้แต่นิดเดียวแต่กลับไหลลงสู่พื้นทั้งหมด
พรึบ! ราชามู่ฉางเยียนทรงล้มลงบนพื้นอย่างไม่อาจควบคุมได้สีพระพักตร์ขาวซีดราวกับเพียงครู่เดียวก็ถูกอะไรบางอย่างมากำหนดชะตากรรม
“ทำไมถึงเป็นแบบนี้?”
สีพระพักตร์ซีดขาวราวกับจะเป็นจะตาย อดีตองค์รัชทายาทเป็นคนบอกความลับที่ไม่อาจแพร่งพรายให้กับคนนอกนี้หากไม่ใช่เพราะทรงรู้พระองค์ว่าไม่มีกำลังที่จะหวนกลับมาแล้ว ก็คงไม่ทรงบอกความลับนี้ออกมามีเพียงคนที่จะรับตำแหน่งราชาเท่านั้น ถึงจะสามารถได้รับการถ่ายทอดความลับจากราชาองค์ก่อน
แต่ว่าตอนนี้...ทรงแพ้แล้ว
“เพราะอะไร!”
ราชามู่ฉางเยียนเงยพระพักตร์แล้วตะโกนขึ้น“หรือนี่คือประสงค์ของฟ้าที่อยากจะล้างแคว้นเยี่ยนของข้าฟ้าประสงค์อยากล้างตระกูลมู่ของข้ารึ! หรือว่า...หรือข้าไม่ใช่ลูกหลานของตระกูลมู่?!”
ขณะนี้เองมีคนเดินเข้ามาจากด้านนอกด้วยท่าทีลับ ๆ ล่อ ๆ หลังจากมองราชามู่ฉางเยียนแวบหนึ่งเขาก็กดเสียงต่ำแล้วพูด “ฝ่าบาท...ไม่ใช่เพราะทรงไม่มีสายเลือดตระกูลมู่แต่เป็นเพราะพิษในพระวรกายร้ายแรงมาก ถึงแม้กระหม่อมจะหาวิธีถอนพิษนี้ได้แล้วแต่ทว่าพระโลหิตของพระองค์ก็เปลี่ยนไปแล้วเหมือนกัน”
ราชามู่ฉางเยียนหันพระพักตร์กลับมาอย่างรวดเร็ว“จูเก๋อเชียวหยุน! เจ้ารีบบอกข้าว่ายังมีวิธีไหนอีกหรือไม่?!”
คนที่เดินเข้ามาอย่างลับ ๆ ล่อ ๆนั่นก็คือจูเก๋อเชียวหยุน เขาตอบกลับอย่างนอบน้อม “ฝ่าบาท กระหม่อมไร้ความสามารถการจะฟื้นฟูพระโลหิตของฝ่าบาทมีเพียงรอคอยเท่านั้น รอฤทธิ์ของสมุนไพรที่อยู่ในพระวรกายจางหายทั้งหมดพลังแห่งสายพระโลหิตก็จะค่อย ๆ กลับมา”
ราชามู่ฉางเยียนทรงลุกขึ้นแล้วเสด็จไปยืนตรงหน้าของจูเก๋อเชียวหยุน“ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่?!”
“กระหม่อมไม่ทราบ...แต่ถึงกระนั้น อย่างน้อยต้องใช้เวลาหลายปี”
“ข้ารอไม่ได้อีกแล้ว ไทเฮาทรงบีบข้ามากขึ้นเรื่อยๆ เกรงว่าอีกไม่นานก็คงจะฆ่าข้าแล้ว ตอนนี้เรื่องที่เกิดขึ้นในหน่วยทหารเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้นหากข้านั่งรอความตาย ไม่ช้าก็เร็ว แผ่นดินเยี่ยนต้องถูกไทเฮาแย่งไปแน่นอน!”
“ฝ่าบาท...กระหม่อมรู้ว่าทรงเป็นกังวลใจแต่ตอนนี้ไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้แล้วจริง ๆ ทางที่ดีที่สุดก็คืออดทนต่อไปการตายของเฉินไจ่เหยียน มากที่สุดก็เลื่อนเวลาออกไปได้หนึ่งปี ภายในหนึ่งปีนี้กระหม่อมจะหาวิธีมาฟื้นฟูพระโลหิตและกำจัดพิษในพระวรกายทั้งหมดให้ได้ เพียงแค่พระโลหิตของฝ่าบาทฟื้นฟูกลับมาถึงตอนนั้นก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้ว”
พระหัตถ์ของราชามู่ฉางเยียนร่วงลงทันที “ไม่ใช่ข้าไม่ฟังเหตุผลแต่ข้าไม่มีเวลาเหลือแล้วจริง ๆ”
ทรงเงยพระพักตร์ขึ้นทอดพระเนตรจูเก๋อเชียวหยุน“ไทเฮาทรงทำเรื่องทุเรศอะไรในตำหนักจิงเซี่ยว เกรงว่าเจ้าก็คงไม่รู้สินะ”
สีหน้าของจูเก๋อเชียวหยุนเปลี่ยนไปทันที “กระหม่อม...พอได้ยินมาบ้าง”
ราชามู่ฉางเยียนทรงจ้องตาของจูเก๋อเชียวหยุน“อย่างนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่า ตอนนี้ไทเฮาทรงกำลังตั้งพระครรภ์? นางผู้หญิงแพศยานั่นกล้าทำเรื่องที่ทุเรศเช่นนี้...ศักดิ์ศรีของตระกูลมู่ได้ถูกทำลายไปหมดแล้วหากนางยังให้กำเนิดทารกที่ไม่รู้ว่าบิดาเป็นใครอย่างนั้นข้าจะมีหน้าไปสู้บรรพบุรุษได้อย่างไร?!”
ทรงพระดำเนินไปมาด้วยความเร็ว“เจ้าก็น่าจะรู้ดี ที่ไทเฮาทรงเรียกข้ากลับมาจากโลกมายาในเทือกเขาชางหมานนั่นก็เป็นแผนการกุมอำนาจของไทเฮาเท่านั้น ข้าก็เป็นเพียงหุ่นเชิด แต่ตอนนี้ไทเฮาทรงตั้งครรภ์และต้องทรงคิดวิธีแต่งตั้งทารกคนนั้นแน่เมื่อถึงตอนนั้น แผ่นดินที่ตระกูลมู่สร้างขึ้นคงต้องตกไปอยู่ในมือของคนนอกแล้ว!”
“แต่ฝ่าบาท ตอนนี้ไทเฮาทรงกุมอำนาจอยู่และฝ่าบาทเองก็ยังไม่อาจเปิดวงเวทปกป้องแผ่นดิน วิธีที่ดีที่สุดก็ยังคือการทนรอ” จูเก๋อเชียวหยุนทูลทัดทาน
“ข้าทนมามากพอแล้ว ต่อให้ต้องแลกมาด้วยชีวิตข้าก็ไม่มีทางทนดูแผ่นดินที่ตระกูลมู่สร้างขึ้นถูกแย่งไปต่อหน้าต่อตา!”
จูเก๋อเชียวหยุนเงียบไปครู่หนึ่งจากนั้นก็ทูลขึ้น “กระหม่อมได้ยินมาว่า...รัชทายาทพระองค์ก่อนกับเยว่ยิน...ดูเหมือนจะมีบุตรชาย?”
สีพระพักตร์ของราชามู่ฉางเยียนเปลี่ยนไปทันที“เจ้าได้ยินใครพูด!”
“เพียงแค่นางกำนัลคนสนิทของรัชทายาทในตอนนั้นคุยกันบอกว่าองค์รัชทายาทและเยว่ยินมีความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยาคาดว่าตอนที่เยว่ยินออกจากตำหนักวิหารสวรรค์ ตอนนั้นนางก็ตั้งครรภ์แล้ว”
ราชามู่ฉางเยียนโบกพระหัตถ์ “ไม่มี!”
“ทำไมฝ่าบาทถึงแน่พระทัยขนาดนั้น?!”
“เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าข้ากลับมาจากที่ไหน? ตอนนั้นที่ข้าออกจากตำหนักวิหารสวรรค์ก็เพื่อปกป้องเยว่ยิน หลายปีที่ผ่านมาข้าก็ปกป้องเยว่ยินอย่างลับ ๆ มาโดยตลอด นางไม่มีบุตร หรือจะมีคนรู้ดีไปมากกว่าข้า?”
“แต่กระหม่อมได้ยินมาว่า ตอนที่อยู่ในโลกมายาเยว่ยินเปิดร้านเหล้าเล็ก ๆ ในร้านมีเด็กที่รูปงามอยู่คนหนึ่ง ฝ่าบาทกระหม่อมไม่ได้คิดเป็นอย่างอื่น ความหมายที่กระหม่อมอยากจะสื่อก็คือ...หากเยว่ยินมีบุตรชายจริงอย่างนั้นสงครามกับไทเฮา ฝ่าบาทก็อาจไม่ทรงเป็นฝ่ายแพ้”
ราชามู่ฉางเยียนทรงมองไปยังจูเก๋อเชียวหยุน“ความหมายของเจ้าคือ...หากเยว่ยินมีบุตรชาย อย่างนั้นก็อาจเปิดวงเวทปกป้องแผ่นดินได้?”
“ความหมายของกระหม่อมก็คือแบบนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
ราชามู่ฉางเยียนทรงเงียบไปครู่หนึ่งจากนั้นพระเนตรก็เป็นประกาย แต่สุดท้ายก็ส่ายพระพักตร์ “นางไม่มีบุตรเด็กคนนั้นเป็นเด็กในโลกมายาที่นางเก็บมาเลี้ยง ครอบครัวของเด็กนั่นข้าก็จำได้ดีตอนนั้นพวกเขาถูกโจรป่าปล้น เด็กคนนั้นรอดเพียงคนเดียว เยว่ยินเห็นว่าน่าสงสารเลยเก็บมาเลี้ยงเรื่องนี้เชื่อมโยงไปถึงแผ่นดินของตระกูลมู่ หากเยว่ยินมีบุตรชายจริง ๆก็นับว่าเป็นเรื่องดี”
จูเก๋อเชียวหยุนถอนหายใจ“อย่างนั้นก็คงไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว”
ราชามู่ฉางเยียนส่ายพระพักตร์“เจ้าออกไปก่อนเถอะ ให้ข้าอยู่คนเดียวอย่างสงบหน่อย”
จูเก๋อเชียวหยุนโค้งตัว “กระหม่อมขอตัว”
เมื่อจูเก๋อเชียวหยุนออกไป ราชามู่ฉางเยียนจึงประทับนั่งลงบนพื้นอย่างช้าๆ จากนั้นในสมองก็ทรงนึกย้อนไปถึงความรักที่พระเชษฐามีให้ ท่ามกลางวังหลวงที่แสนจะเหน็บหนาวทรงไม่เคยได้รับความรักจากพระบิดาและพระมารดา มีเพียงอดีตองค์รัชทายาทเท่านั้นที่รักพระองค์ด้วยใจจริงอีกอย่าง เรื่องที่ทรงชอบเยว่ยิน อดีตองค์รัชทายาทก็ทรงรับรู้เรื่องนี้มาโดยตลอดแต่ก็ไม่เคยทำให้พระองค์ต้องทุกข์ร้อนพระทัย
ตอนนั้นพระองค์คือองค์ชายที่ไม่ได้รับความรักความสนใจจากใครหากอดีตองค์รัชทายาททรงอยากทำให้พระองค์ทุกข์ทรมานละก็ มีกว่าร้อยวิธีที่จะทำได้
“พี่ใหญ่...”
ราชามู่ฉางเยียนกำพระหัตถ์อย่างเจ็บปวด“ท่านวางใจเถอะ ต่อให้ข้าต้องตายก็ไม่มีทางลากเสี่ยวชีเต้าเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้นั่นเป็นสายเลือดเดียวของท่าน เป็นความหวังเดียวของตระกูลมู่ หากข้าตายไปแล้วข้าต้องคิดวิธีเตรียมทุกอย่างให้เสี่ยวชีเต้าอย่างดี...ทั้งหมดนี้ให้ข้าเป็นคนรับไว้ก่อนทั้งหมดเสี่ยวชีเต้ายังเด็ก ยังไม่แข็งแกร่งพอจะมาเผชิญหน้ากับสิ่งชั่วร้ายเช่นนี้ความจริงแผ่นดินเยี่ยนนี้ควรเป็นของท่าน ข้าแค่คิดอยากช่วยท่านเฝ้าไว้ให้ดี...และตอนนี้ข้าก็เฝ้ามันแทนเสี่ยวชีเต้า...หากข้าเฝ้าไม่ไหวแล้วข้าก็จะสู้กับพวกคนที่อยากแย่งแผ่นดินนี้ให้สูญเสียกันไปทั้งสองฝ่าย”
ราชามู่ฉางเยียนเงยพระพักตร์ “พี่ใหญ่หากวิญญาณท่านมีอยู่จริง โปรดช่วยข้าด้วย!”
ทรงจับกำแพงแล้วประทับยืนขึ้นด้วยพระวรกายสั่นเทา“ข้าตัวคนเดียว...ข้าจะต้านทานไม่ไหวแล้วจริง ๆ นะพี่”
เรื่องราวเก่า ๆ หวนกลับมาทิ่มแทงพระทัย ภาพพระองค์กับพระเชษฐาที่ทรงวิ่งเล่นด้วยกันปีนต้นไม้ แบกพระองค์กลับตำหนัก ทุกอย่างนี้หวนกลับมาลอยอยู่ในสมอง
รอยแย้มพระโอษฐ์ สายพระเนตรอ่อนโยนเหมือนทุกอย่างกลับมาอยู่ตรงหน้าพระองค์อีกครั้งจากนั้นก็เป็นใบหน้าที่สดใสของเสี่ยวชีเต้า ต่อด้วยใบหน้าของเยว่ยิน ทุกอย่างปรากฏขึ้นมาทั้งหมด
“เส้นตาย”
ราชามู่ฉางเยียนสูดลมหายพระทัยเข้าลึก ๆ “นี่ก็คือเส้นตายของข้า”
ทรงประทับยืนตัวตรง “ข้ารู้มาโดยตลอดข้าไม่ใช่คนที่เหมาะสมจะเป็นราชา อีกทั้งตั้งแต่ตอนเด็กข้าก็ไม่เคยคิดจะแย่งชิงตำแหน่งนี้กับท่าน ตอนนั้น ข้าเพียงคิดอยากเป็นผู้ช่วยของพี่ใหญ่เท่านั้นช่วยพี่ใหญ่เฝ้าแผ่นดินนี้ไว้”
“ตอนนี้ ข้าจะอยู่ในตำแหน่งราชา จะอยู่ในตำแหน่งนี้แทนท่านตำแหน่งนี้ รวมไปถึงแผ่นดินนี้ ทั้งหมดล้วนเป็นของท่านทั้งนั้น”
ราชามู่ฉางเยียนทรงมองพระหัตถ์ของตน“ข้าจะเฝ้ามันแทนท่าน!”
ขณะเดียวกัน ณ ตำหนักจิงเซี่ยว
ไทเฮาซูชิงนวนทรงตบหน้าของกัวเหวินหลี่“ไร้ประโยชน์! ข้าให้เจ้าดูแลกรมราชทัณฑ์ แต่เจ้ากลับทำหน้าที่นี้ได้ไม่ดี?”
พรึบ!
กัวเหวินหลี่คุกเข่าลงทันที“กระหม่อมผิดไปแล้ว”
ซูไทเฮาทรงให้คนประคองตัวแล้วประทับนั่งลง“ตอนนี้ข้าไม่อยากโมโห แต่พวกไร้ประโยชน์อย่างเจ้ากลับบีบให้ข้าโมโหควรกำจัดคนอย่างเฉินไจ่เหยียนตั้งแต่แรกแล้วแต่เจ้ากลับอยากให้เขาสารภาพด้วยตัวเอง...โง่เง่า! หากฆ่าเขาเสียตั้งแต่แรกจากนั้นก็ประทับนิ้วมือเขาลงในกระดาษคำสารภาพ ตอนนี้จะเกิดเรื่องเช่นนี้หรือ?”
กัวเหวินหลี่ตัวสั่นเทา “กระหม่อมละเลยกระหม่อมผิดไปแล้ว”
“หุบปาก!”
ซูไทเฮาตรัสด้วยพระสุรเสียงเย็นเยียบ“นอกจากพูดว่าตัวเองมีความผิด เจ้ายังพูดอะไรเป็นอีกหรือไม่? ตอนนี้พวกเจ้าคิดวิธีมาแก้ไขสถานการณ์นี้ซะหากพวกเจ้าไม่มีปัญญาแก้ไขได้ อย่างนั้นข้าจะเลี้ยงพวกเจ้าไว้อีกทำไม?”
ซูเม่าที่นั่งอยู่ด้านข้างพูดขึ้น “ฝ่าบาทตรัสว่าพรุ่งนี้จะนำตัวเฉินไจ่เหยียนไปที่เทศกาลใบไม้ร่วงไม่ใช่หรือ? กระหม่อมคิดว่า...นี่ก็คือโอกาส”
“หือ?”
ซูไทเฮาทรงมองไปยังซูเม่า “ว่ามา”
“หากในเทศกาลใบไม้ร่วง มีนักเรียนระเบิดโมโหและพุ่งขึ้นไปอัดเฉินไจ่เหยียนจนตายตรงนั้นเกรงว่าเรื่องนี้ฝ่าบาทก็คงไม่อาจสืบสาวราวเรื่อง ตอนนี้หลักฐานและพยานบุคคลก็อยู่ที่นี่ต่อให้ฝ่าบาทจะเอาตัวเฉินไจ่เหยียนไปแล้วจะอย่างไร? เพียงแค่เฉินไจ่เหยียนตายในวันพรุ่งนี้การหายตัวไปของหม่าจื่อเวยก็ไม่จำเป็นต้องนำมาเป็นประเด็นอีกแล้ว”
ซูไทเฮาทรงมองไปยังซูโจ้งที่นั่งอยู่ด้านข้างและไม่กล้าพูดอะไร“เป็นเรื่องที่เจ้าก่อขึ้นทั้งนั้น!”
ซูโจ้งรีบยืนขึ้น “กระหม่อม...ที่กระหม่อมทำก็เพราะคำนึงถึงไทเฮา...คนของหน่วยทหารบังอาจมากเกินไปและโอกาสนี้ก็เข้ามาพอดี...”
ซูไทเฮาทรงมองซูโจ้งอย่างไม่พอพระทัย“เจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้! อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะว่าทั้งหมดนี้เจ้าคิดอะไรอยู่แคว้นโยวให้ผลประโยชน์อะไรกับเจ้าบ้าง? หากไม่มีผลประโยชน์เหล่านี้ เจ้าจะวิ่งกลับมาหรือ?มาพูดว่าคำนึงถึงข้า ทั้งหมดนี้เจ้าล้วนทำเพื่อตัวเองทั้งนั้นแหละ!”
ซูโจ้งอ้าปากค้าง “กระหม่อม...ผิดไปแล้ว”
ซูไทเฮาตรัสขึ้น “ตอนนี้ลูกธนูวางอยู่บนคันธนูอย่างไรก็ต้องปล่อยออกไปแล้ว ไม่ว่าจะเพราะอะไรก็ตามตอนนี้หน่วยทหารไม่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้อีก...เรื่องนี้ก็จัดการตามที่ซูเม่าบอกกำจัดเฉินไจ่เหยียนในเทศกาลใบไม้ร่วง ในเมื่อมู่ฉางเยียนไม่กลัวที่จะขายหน้าอย่างนั้นข้าก็จะทำให้ขายหน้ายิ่งกว่าเก่าเลยแล้วกัน ให้เขาได้รู้บ้างว่าใครใหญ่ในแคว้นเยี่ยนหากทำให้ข้าโมโห แม้แต่เขาก็จะถูกจับด้วยเหมือนกัน!”