อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    132 โชคชะตา

    “ฝ่าบาท” เสียงอ่อนโยนของบุรุษในชุดขุนนางสีเปลือกไข่สะอาดตา ดึงดวงตาทรงอำนาจให้เคลื่อนออกจากกระจกบานเล็กในมือได้สำเร็จ  


    เมิ่งห่าวหมิงส่งยิ้มสุภาพ พร้อมกับค้อมกายคำนับนายเหนือหัวของตน  “สีหน้าของฝ่าบาทในวันนี้ดีขึ้นมาก เห็นทีปราณธาตุมืดในร่างคงสงบลงแล้ว”


    “อืมม” เสียงทุ้มตอบรับคำทักทายของบริวารอย่างหาได้ยาก ฟู่หลิงที่ยืนอยู่ด้านข้างเห็นองค์ราชามีสีหน้าผ่อนคลายก็เผยรอยยิ้มยินดีออกมาเช่นกัน  


    ‘ต้องขอบคุณแม่นางมู่โดยแท้’ ฟู่หลิงคิดถึงหญิงสาวในกระจกผู้นั้น เดิมคิดว่าธิดาเทพยุทธ์ควรจะเกิดมาเพื่อทำลายฝ่าบาทและแคว้นต้าเยว่  ทว่าสำหรับคนที่รู้สถานการณ์แท้จริงแล้ว  นางกลับคล้ายดาวนำโชคของพวกเขามากกว่า


    เริ่มต้นจากมอบหน่อภูติพฤกษา  สามารถสยบปราณธาตุมืดให้ฝ่าบาท ต่อมายังมอบลูกแก้วอสูรที่มีค่ามหาศาลให้..  หากมิได้นางเกรงว่าแคว้นต้าเยว่คงผลัดเปลี่ยนแผ่นดินไปนานแล้ว


    เวลาผ่านไปหลายเดือน ในที่สุดเยว่เทียนหงก็สามารถสูบปราณธาตุแสงจากลูกแก้วมังกรขั้นมหาราชันย์นั้นจนหมด  นอกจากนั้นปราณในร่างของราชาผู้ยิ่งใหญ่ยังก้าวกระโดดจนใกล้จะแตะชั้นกึ่งเทพยุทธ์ 


    แม้ปราณธาตุมืดในร่างสงบราบเรียบลงจนแทบสมบูรณ์แล้ว ทว่าสิ่งแรกที่เยว่เทียนหงทำหลังจากออกจากการเก็บตัว ก็คือหยิบกระจกวิญญาณขึ้นมามองใบหน้าของมู่เชียน … ปราณธาตุแสงในลูกแก้วอาจช่วยสยบธาตุมืดในร่าง ทว่าความโหยหาบางอย่างในใจกลับมีเพียงนางเท่านั้นที่สามารถเติมเต็มได้  


    ราชาแห่งต้าเยว่มองหญิงสาวบนกระจกมาตลอดทั้งวัน ด้วยความประหลาดใจ  เขาไม่เคยคิดสักนิดเลยว่าเวลาผ่านไปเพียงครึ่งปี  หญิงสาวผู้นั้นกลับก้าวหน้าไปถึงขั้นสร้างแคว้นได้แล้ว


    “นางกำลังเข้มแข็งขึ้น  ขณะที่ข้า… อ่อนแอลง” เยว่เทียนหงเอ่ยออกมาเพียงเบาๆ ราวตั้งใจเอ่ยกับตนเอง ทว่าเมิ่งห่าวหมิงและฟู่หลิงคือสองคนที่เขาไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำใดมากก็สามารถเข้าใจเรื่องราวต่างๆได้ ผู้เป็นมหาเสนาบดีคู่ใจมองร่างสูงบนบัลลังก์นิ่ง ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยออกมา


    “ฝ่าบาททรงใกล้สำเร็จขั้นกึ่งเทพยุทธ์แล้ว ในประวัติศาสตร์แคว้นต้าเยว่ ไม่เคยมีราชาองค์ใดก้าวมาได้ถึงขั้นนี้”


    “เจ้าก็รู้ว่าข้าหมายถึงอะไร” เยว่เทียนหงเอ่ยเสียงเรียบ  ดวงตาคมก้มลงมองกระจกอีกครั้ง ยิ่งปราณยุทธ์ของเขาแข็งแกร่งขึ้นเท่าไร ปราณธาตุมืดในร่างก็จะทวีความรุนแรงขึ้นเช่นกัน เพียงเมื่อก่อนที่เขาอายุยังน้อยกลับบรรลุขั้นเหนือยุทธ์นั้น ก็ทำให้ปราณธาตุมืดในร่างรุนแรงกว่าอดีตราชามากมายแล้ว ไม่ต้องเอ่ยถึงที่ยามนี้บรรลุไปอีกขั้นเลย…


    เยว่เทียนหงมองหญิงสาวในกระจกที่กำลังเผยรอยยิ้มสดใสให้คนรอบข้าง ใบหน้าหล่อเหลาราวรูปสลักก็มีรอยยิ้มบางปรากฏขึ้นเช่นกัน  มือเรียวลูบไล้ไปบนเงาภาพสะท้อนนั้นอย่างอ่อนโยน 


    สัมผัสเย็นเยียบที่ได้รับนั้น ช่างแตกต่างจากผิวนุ่มของนางอย่างสิ้นเชิง ยิ่งเปรียบเทียบก็ยิ่งพาให้รู้สึกว่ากระจกวิญญาณ สามารถตอบสนองความต้องการของเขาได้น้อยลงทุกที


    ‘อยากอยู่ใกล้ๆ’ เพียงความคิดวาบผ่าน ดวงตาสีเทาอ่อนจางก็ทอประกายอาวรณ์ออกมาจนคนเบื้องหน้ารู้สึกได้


    “กระหม่อมเคยได้ยินว่า เจ้าของกระจกวิญญาณสามารถใช้มันเดินทางไปอีกฝั่ง” เมิ่งห่าวหมิงเอ่ยขึ้นลอยๆ


    ร่างบนบัลลังก์ทองชะงักไปวูบหนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ  “หากข้าไป กระจกอาถรรพ์นั่นจะรู้ตำแหน่งของนาง.. ” 


    คราก่อน.. มิใช่เพราะเขาปรากฏตัวต่อหน้านางหรือ มันจึงทราบฐานะแท้จริงของนางได้ นึกถึงว่าตนเองเป็นสาเหตุที่ทำให้นางถูกลอบทำร้าย เยว่เทียนหงก็ยิ่งแค้นใจจนแทบอยากทำร้ายตนเอง…


    เมิ่งห่าวหมิงและฟู่หลิงนิ่งไปชั่วอึดใจ บรรยากาศหนักอึ้งที่ฉายออกมาจากร่างด้านบนนั้น เกินกว่าราชันย์ยุทธ์เช่นพวกเขาจะทานทนได้  เพียงความรู้สึกเล็กน้อยที่เปลี่ยนไปก็ทำให้ปราณมืดเคลื่อนไหวขึ้นมาอีกครั้ง 


    แม้จะห่วงใยเพียงใด ทว่าเรื่องบางอย่างก็ยังจำเป็นต้องรายงานให้นายเหนือหัวทราบ


    “ฝั่งท่านอ๋องรอง เริ่มมีความเคลื่อนไหวแล้วพะย่ะค่ะ ” เมิ่งห่าวหมิงรายงานด้วยถ้อยความที่พยายามให้กระทบกระเทือนความรู้สึกของร่างบนบัลลังก์น้อยที่สุด


    ดวงตาของเยว่เทียนหงมีประกายสีดำกระพริบวาบแล้วจางหายไป ร่างสูงออกราชโองการอย่างเรียบง่าย “จับอ๋องทั้งสองกักบริเวณไว้ในตำหนัก นับแต่นี้ห้ามผู้ใดเข้าออกทั้งสิ้น”


    ‘ขอเพียงไม่ให้พี่ชายอีกสองคนหาเรื่องใส่ตัว  ข้าก็ไม่ต้องฆ่าพวกเขา…  เช่นนั้นเวลาของข้าอาจยืดออกไปได้อีกนิด’


    หลังจากเมิ่งห่าวหมิงจากไป หู่เอ้อพลันปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าเยว่เทียนหง  “ตำหนักแสงจันทร์ขอเข้าพบพะย่ะค่ะ ” 


    “ไล่ไปซะ” เสียงเย็นเยียบเอ่ย  ทว่าหู่เอ้อยังคงก้มหน้านิ่ง นับแต่ครองราชย์ ฝ่าบาทไม่เคยอนุญาตให้คนจากตำหนักแสงจันทร์เข้าพบเลยสักครั้ง หากเป็นยามปกติไม่จำเป็นต้องเข้ามารายงาน หู่เอ้อย่อมไล่ตะเพิดพวกนั้นไปนานแล้ว ทว่าครั้งนี้ต่างออกไป…


    “พระชนนี.. ทรงเสด็จมาด้วยพะย่ะค่ะ” 


    สตรีงดงามวัยราวสามสิบกว่ายืนอยู่หน้าพระพักตร์ พร้อมกับหญิงสาวชุดขาวหน้าตางดงามสี่นางทางด้านหลัง  สีหน้าแต่ละคนแดงก่ำทว่าแฝงความกระตือรือร้นอย่างแปลกประหลาด    


    ตำหนักแสงจันทร์คือสถานที่บ่มเพาะสตรีให้กับราชาแห่งแคว้นต้าเยว่ สตรีที่ถูกคัดเลือกแต่ละนางล้วนหน้าตาสะสวย กิริยาอ่อนหวาน รูปร่างและท่วงท่าล้วนเย้ายวน  … 


    ตามธรรมเนียมปฏิบัติ สตรีสี่คนที่ถูกนำมาเข้าเฝ้าล้วนถูกกำชับให้เตรียมพร้อมสำหรับถวายตัวได้ทุกเมื่อ ทว่าราชาพระองค์นี้แตกต่างจากราชาทุกพระองค์ในอดีตอย่างยิ่ง ไม่เพียงไม่อนุญาตให้จ้าวตำหนักแสงจันทร์เข้าพบ ยังปฏิเสธสาวงามทั้งหลายที่ตำหนักแสงจันทร์ส่งมาให้อีกด้วย


    นี่เป็นครั้งแรกที่ฝ่าบาทอนุญาตให้พวกนางเข้าพบได้  เหตุคงเพราะมีพระชนนีร่วมทางมาด้วยนั่นเอง หลีสุ่ยหลิงจ้าวตำหนักแสงจันทร์ทรุดกายลงคารวะเยว่เทียนหงด้วยกิริยาอ่อนช้อย.. เช่นเดียวกับหญิงสาวทั้งสี่นางด้านหลังที่บิดกายคารวะองค์ราชาของตนด้วยกิริยากึ่งเขินอายกึ่งยั่วยวน


    ใบหน้าหล่อเหลา งดงามราวเทพจุตินั้น ทำให้พวกนางใจสั่นอย่างมาก ลอบนึกยินดีที่ตนได้รับโอกาสเข้าเฝ้าในวันนี้


    “ลูกแม่..” ฟ่งหลิงหลวนเอ่ยเสียงเบา มือบางวางลงบนแขนแกร่งของบุตรชายด้วยท่าทางปลอบประโลม


    “เรื่องคราก่อนลูกตัดสินใจหรือยัง ?”


    “พะย่ะค่ะ” เสียงทุ้มเอ่ยรับคำทำให้ผู้เป็นมารดาเผยรอยยิ้มกว้าง ทว่าประโยคถัดมากลับทำให้จิตของนางเย็นเยียบราวถูกแช่แข็ง


    “ลูกคิดจะรับบุตรคนเล็กของพี่ใหญ่เป็นบุตรบุญธรรม”  หลานชายวัยสี่ขวบคนนั้นดูบอบบางนุ่มนิ่ม น่าจะสามารถรับปราณชั่วร้ายจากกระจกรัตติกาลได้


    “รับบุตรบุญธรรม !! เหตุใดเล่า ?” พระชนนีแห่งแคว้นต้าเยว่ผุดลุกขึ้น ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ เยว่เทียนหงสบตามองผู้เป็นมารดานิ่ง พลางเอ่ยออกมาช้าๆด้วยน้ำเสียงที่แสดงชัดว่าไม่อาจโต้แย้งได้


    “ลูกไม่คิดอภิเษก”


    ฟ่งหลิงหลวนทรุดกายนั่งลงข้างกายบุตรชายอีกครั้ง นางรู้ว่ากับบุตรชายผู้นี้ไม้แข็งไม่อาจนำมาใช้ได้ สีหน้าของผู้เป็นมารดาจึงเปลี่ยนเป็นยิ้มเอาใจ “ฝ่าบาท แม่รู้ว่าทรงกังวล ทว่าความสนใจของพระองค์ไม่ใช่อิสตรี เช่นนั้นพวกนางย่อมไม่ใช่สิ่งสำคัญของลูก”  


    ‘ราชาแคว้นต้าเยว่จะทำลายสิ่งสำคัญของตนก่อนสิ้นใจ’ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอในอดีต ฟ่งหลิงหลวนรู้ดีว่าบุตรชายไม่ต้องการให้เกิดเรื่องซ้ำรอยพระบิดา ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เขาจึงไม่ยอมให้ความสำคัญหรือสนิทสนมกับผู้ใด แม้กระทั่งพระมารดาเช่นนาง


    “นอกจากนี้จ้าวตำหนักหลี่กล่าวว่าสตรีสองนาง ผู้เป็นเนื้อคู่ของพระองค์อยู่ที่แคว้นตะวันตก และแคว้นตะวันออก อภิเษกกับสตรีสองนางจะช่วยต่อชะตาทำให้ชีวิตฝ่าบาทยืนยาวขึ้น แม่ได้ส่งคนไปสืบหาสตรีที่มีดวงชะตาค้ำบัลลังก์ทั้งสองแล้ว” ฟ่งหลิงหลวนบอกเล่าเรื่องราวออกมารวดเดียว ก่อนจะมองไปยังหลี่สุ่ยหลิงด้วยสีหน้ายินดี จึงมิทันเห็นสีหน้าหล่อเหลาที่คล้ำขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


    “แต่งงานต่อชะตา ..  สตรีค้ำบัลลังก์หรือ ?” เสียงเย็นเยียบหลุดออกมาจากปากของราชาแห่งต้าเยว่ ทำให้ทุกชีวิตในห้องรับรู้ถึงความเหน็บหนาวทันที  


    ร่างสูงบนบัลลังก์ลุกขึ้นยืนช้าๆ  ดวงตาทรงอำนาจมองนิ่งที่ร่างของจ้าวตำหนักแซ่หลี่  เพียงวินาทีที่สบดวงตาสีเทาเข้มคู่นั้น หลี่สุ่ยหลิงก็เข่าอ่อนยวบทรุดร่างลงกับพื้น


    “ฝ่าบาท.. ทรงไว้ชีวิตด้วย” จ้าวตำหนักแสงจันทร์เอ่ยขอร้องเสียงสั่น


    “ก่อนตรวจชะตาข้า..  ได้ตรวจดวงชะตาตนเองแล้วหรือไม่ ?” เสียงทุ้มที่นิ่งเรียบมาตลอดเริ่มเข้มขึ้นด้วยอารมณ์  ร่างของหลี่สุ่ยหลิงที่คุกเข่าอยู่บนพื้นเริ่มก็ทรุดต่ำลงเรื่อยๆ ตามแรงกดดันที่ร่างสูงปล่อยออกมา 


    สตรีสี่นางด้านหลังได้รับอิทธิพลจากแรงปราณของเยว่เทียนหงไปด้วย สาวงามพากันหมอบร่างตัวสั่นอยู่กับพื้น ไม่กล้าลอบมองใบหน้าหล่อเหลาเย็นเยียบนั้นอีกแล้ว


    “ฝ่าบาท” ฟ่งหลิงหลวนรีบลุกขึ้นเดินมาหา มือของผู้เป็นมารดาเอื้อมมาหมายจะสัมผัสร่างบุตรชาย เพื่อห้ามไม่ให้เขาทำร้ายสตรีผู้นั้น..  ทว่าปราณกดดันที่แผ่ซ่านจากร่างสูงทำให้นางไม่อาจเข้าใกล้เขาได้


    “เชื่อหรือไม่ว่าข้าสามารถเปลี่ยนชะตาชีวิตให้เจ้าได้ในพริบตา” เสียงทุ้มยังคงเอ่ยน้ำเสียงชวนขนลุกต่อไป


    “ฝ่า.. ฝ่าบาท .. ไว้ชีวิตด้วย”  จ้าวตำหนักหลี่เค้นเสียงผ่านลมหายใจออกมาอย่างอ่อนแรง ริมฝีปากมีเลือดไหลออกมาหลังจากที่นางฝืนกัดปากตนเองเพื่อให้ยังประคองสติอยู่ได้


    “ออกไปซะ..  อย่าบังอาจเอาเรื่องโชคชะตามาพูดกับข้าอีก” มือแกร่งสะบัดใส่ร่างสตรีทั้งห้าจากตำหนักจันทรา ส่งร่างพวกนางกระเด็นออกจากตำหนักไปไกล โดยไม่ทราบชะตากรรม 


    ฟู่หลิงมองแล้วยังนึกดีใจแทนพวกนางด้วยซ้ำที่ฝ่าบาทมิได้เจตนาฆ่า เป็นเช่นนี้แล้วหากพวกนางยังตายไปก็ถือซะว่าเป็น ‘โชคชะตา’ ของพวกนาง


    เยว่เทียนหงสูดลมหายใจลึกเพื่อสงบสติอารมณ์ ก่อนจะหันมาเอ่ยกับมารดาของตนน้ำเสียงนิ่งเรียบ “เสด็จแม่ ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะไม่อภิเษก ..”  


    “ทว่าทายาทเล่า” ฟ่งหลิงหลวนโต้แย้งเสียงเบา  จากปฏิกิริยาแข็งกร้าวของเขานางรู้แล้วว่าบุตรชายจริงจังกับเรื่องนี้มากเพียงใด 


    เยว่เทียนหงมองสีหน้าหม่นหมองของมารดา มือแกร่งยื่นไปกุมมือมารดาไว้ “ขออภัยที่ทำให้ทรงผิดหวัง” 


    “แม่อยากเห็นลูกของเจ้า ” สัมผัสเย็นเยียบจากฝ่ามือบุตรชาย ทำให้น้ำตาของนางไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่  นางมีเขาเป็นสายเลือดเพียงหนึ่งเดียว หากวันหนึ่งที่เขาต้องจากไป นางอยากมีตัวแทนของบุตรชายเหลือไว้สักคนบนโลก


    เยว่เทียนหงนิ่งเงียบไป เขารู้ดีถึงความเจตนาของมารดา ทว่าน้ำตาของนางยิ่งทำให้การตัดสินใจของเขาแน่วแน่มากขึ้น  เขายินดีทำทุกอย่างเพื่อกำจัดวงจรอุบาทว์นี้ …


    “หากต้องเกิดมาเป็นเช่นเดียวกันกับข้า สู้อย่าเกิดมาเสียดีกว่า”


    “หงเอ๋อ !” ฟ่งหลิงหลวนกรีดเสียงเรียกนามเดิมของบุตรชายด้วยความทุกข์ทรมานใจ บุตรชายกล่าวโทษที่นางให้เขาเกิดมาหรือ.. 


    “เสด็จแม่หักพระทัยเถิด ตราบใดที่กระจกรัตติกาลยังอยู่ ข้าจะไม่มีลูก” 


    ราชาแห่งแคว้นเยว่ตบหลังมือมารดาเบาๆ ก่อนจะสั่งหู่เอ้อให้ส่งเสด็จพระนางกลับตำหนัก  จากนั้นก็ออกคำสั่งห้ามมิให้ผู้ใดเข้าเฝ้า ..เขาอยากมองหญิงสาวผู้เป็นโชคชะตาที่แท้จริงของเขาเงียบๆสักพัก 


    ‘อนาคตของข้าไม่ว่าร้ายหรือดีล้วนขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว’


    #พี่เทียนฉายเดี่ยวก็จะหม่นๆนิดนึงนะคะ ตอนหน้าอาจจะดีกว่านี้   ฮือออ….. มะรืนเจอกันค่าาา



    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน