Age of war

    ตอนที่ 107 ปะทะหน่วยรบพิเศษ (1)

    "สนุกกันพอใจแล้วก็ไปตามหาเบาะแสกันต่อเถอะดอง~"

    "คนที่สนุกดูท่าจะมีแต่เอสเทอเองไม่ใช่เรอะ!? "

    เอรีสเผ่ามนุษย์กำลังอยู่ในสภาพสวมชุดเกล็ดมังกรสีเขียวรัดรูปคู่กับกางเกงยีนสีดำตัวเก่งของเธอ

    เป็นเพราะงานแข่งประชันกล้ามเนื้อที่ใจกลางตลาดของเผ่ายักษาเมื่อสักครู่ จึงทำให้เสื้อผ้าของเธอฉีกขาดกระจุยจากการเบ่งกล้ามไปแล้ว

    เพื่อเป็นการปกปิดสภาพอันน่าอาย เธอจึงให้ชุดเกราะเปิดโหมดป้องกัน หดตัวโครงสร้างของเส้นใยผืนบางโปรงแสงเข้าด้วยกัน และกลายเป็นเกล็ดสีเขียวหนาหุ้มผิวกายครึ่งท่อนบนเอาไว้แบบที่เห็น

    "เผ่าของลุงบานาตลกดี เอาไว้มากันอีกนะคะ~"

    "อ๊ะ!? เปอร์ไซด์ยิ้มแล้ว! "

    "... แต่หนูยังไม่หายเศร้าเลยงะ พี่เอรีสช่วยลูบหัวหน่อยนะ ลูบเยอะ ๆ เลย~ มี้~"

    เปอร์ไซด์ส่งเสียงออดอ้อนก่อนที่จะเข้ามาซุกในอ้อมกอดของเอรีสอีกครั้งราวกับเด็กน้อยที่ต้องการความอบอุ่นจากมารดา

    เอรีสเองก็ตอบรับด้วยการโอบอุ้มอย่างอ่อนโยนเช่นกัน

    "ระหว่างที่พวกเธอเล่นบ้าบอตรงตลาด ฉันก็พบสิ่งนี้ละดอง"

    " นี่มัน…"

    "เหม็น! "

    พอเดินตัดออกมาจากตลาดเผ่ายักษามาที่ด้านหลัง ก็จะพบกับกองขยะจำนวนมากวางกองเรียงรายรอวันที่จะนำไปฝังลงดินสุมเป็นภูเขาปรากฏอยู่

    พื้นที่ซึ่งสกปรกเช่นนี้คงไม่มีเผ่ายักษาคนไหนมาปรากฏตัวให้เห็น นอกจากเหล่าโกเลมแฮมสเตอร์ที่กำลังขุดหลุมอย่างขยันขันแข็งเพื่อทำการกำจัดขยะเหล่านั้น

    "พวกโกเลมมันจับภาพสุดท้ายของเจ้ามดทาสได้ตรงนี้นะดอง"

    ภูติตัวน้อยที่มีผมสีเขียวส่องประกายตัดกับชุดกระดิ่งทรงดอกลิลลี่ขาวกำลังบินตัดผ่านไปมุมหนึ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับภูเขาขยะ

    มันเป็นกำแพงธรรมดาที่ดูไม่มีอะไร

    "โกเลม จงฉายภาพนั้นให้ดูอีกรอบสิดอง"

    [รับทราบ-แฮม]

    ภาพถูกฉายออกมาจากดวงตาแฮมสเตอร์ยักสามเมตร

    "อะไรกันเนี่ย!? "

    "ดูซับซ้อนดีนะดอง"

    สิ่งที่มดทาสตัวนั้นขนมาวางกองเอาไว้ตรงริมกำแพง คือก้อนดินสีเหลืองที่ไม่ว่าจะดูยังไงก็คือวัตถุอันตราย

    แถมยังมีฟันเฟืองหน้าตาประหลาดที่ประกอบด้วยตัวอักษรไม่รู้จักวางคู่กันอยู่ด้านข้าง

    แต่ผู้กล้าทั้งสามคนต่างรู้จักตัวอักษรประหลาดเหล่านั้น

    "... ตัวเลขฐานหกของเผ่ามนุษย์มดนี่? "

    "เป็นระบบนับเวลา มันคือระเบิดไม่ผิดแน่นอนแน่ดอง"

    พวกเขาได้คำตอบแล้วว่าทำไมระเบิดที่รุนแรงซึ่งควรนอนจมดินจึงถูกนำออกมาสู่โลกภายนอก

    แต่ว่าพวกเขากลับยิ่งรู้สึกสับสนมากขึ้นไปกว่าเดิม

    "ทำไมต้องเอาออกมาทิ้งเอาไว้ตรงนี้ด้วยละดอง? ถ้าอยากจะขนเก็บกู้ สู้เก็บกลับถิ่นของอาร์โธร์โพดาที่อยู่ทิศใต้ของเมืองไม่ดีกว่าหรือดอง? "

    ใช่แล้ว ของอันตรายอีกทั้งยังเป็นความลับแบบนี้ มันไม่ควรจะถูกนำมาตั้งเอาไว้ในที่ทิ้งขยะของเผ่าอื่นเช่นนี้

    แถมยังวางเอาไว้ที่ฝั่งตรงข้ามกับกองขยะ ราวกับจงใจบอกให้ [มาเก็บผมไปใช้ทีสิ] แบบนั้น

    "แล้วเผ่าไหนเก็บไปได้ละนั่น? "

    "... ทุกเผ่าดอง"

    ภาพที่ฉายถูกเลื่อนไปตอนวันรุ่งขึ้น

    ช่วงเวลายามเช้าที่ยังเป็นยามราตรี มีภาพของคนสวมผ้าคลุมสีดำปรากฏขึ้นมาด้วยกันถึงสามกลุ่ม

    ถึงผ้าคลุมนั้นจะปิดมิดชิด แต่จากรูปลักษณ์ภายนอกที่เด่นชัด จึงทำให้รู้ว่ามีเผ่าไหนมาเอามันไป

    เผ่ายักษาที่สูงสามเมตร

    เผ่าภูติที่สูงหนึ่งเมตรถึงเมตรครึ่ง

    และเผ่ามนุษย์ที่สูงเมตรครึ่งถึงสองเมตร

    ทั้งสามเผาที่สวมผ้าคลุมมิดชิดได้มาปรากฏตัวล้อมระเบิดที่วางทิ้งเอาไว้ราวกับนัดล่วงหน้ากันมาแล้ว

    แต่ดูท่าจะเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่า

    เพราะทันทีที่ทั้งสามฝ่ายเผชิญหน้า พวกเขาก็เริ่มเปิดฉากโจมตีใส่กันในทันที

    ดูแล้วคงทำเพื่อพยายามแย่งระเบิดนี้ไปให้ได้

    สุดท้ายพวกเขาก็แย่งเอาไปได้เผ่าละประมาณสามถึงสี่ก้อน ก่อนจะเผ่นหายไปในเงามืด

    "โอเค… แบบนี้จะเป็นฝีมือเผ่าไหนก็ไม่แปลกแล้วละ"

    "เผ่าของฉันเองก็เก็บไปได้ด้วยหรือนี่? ทำไมถึงไม่มีรายงานแบบนั้นเข้ามากันละดอง? แต่ว่าหลักฐานแบบนี้… คงทำได้อย่างมากแค่ให้พวกสเลบพ้นผิดเท่านั้นเองดอง"

    ถ้าหากเอาของแบบนี้ไปเปิดกลางศาลยุติธรรม คงไม่มีเผ่าไหนทำใจโหวตให้ตัวเองผิดอยู่แล้ว

    ถ้าหน้าไม่ด้านจริง อย่างมากคงแค่โหวตให้เผ่าของสเลบพ้นผิด แล้วปล่อยให้คดีถูกฝังลงหลุมไปเลย

    หรืออาจเป็นดาบสองคม ไปกระตุ้นให้ทุกคนพร้อมใจโหวตว่าเผ่าอาร์โธร์โพดามีความผิดจริง อันเนื่องจากไม่อยากถูกขุดคดีขึ้นมาเพื่อหาคนร้ายตัวจริงนั่นละ

    สรุปคือจะใช้หลักฐานหรือไม่ใช่หลักฐาน คงต้องคิดให้ดีเสียก่อน

    "หลักฐานก็คือหลักฐานนี่เอสเทอ? "

    เอรีสเสนอความเห็นโดยไม่รู้ว่าเอสเทอกำลังคิดหนักอยู่

    “มันไม่ได้ง่ายแบบนั้นนะเอรีส เธอเข้าใจหรือเปล่าว่าทำไมเปอร์ไซด์ถึงถูกทำร้าย? ทำไมพวกคนที่ต้องการทำลายคริสตัลถึงไม่เล่นงานตัวคริสตัลโดยตรง แต่มาเล่นแผนทางอ้อมโดยใช้อำนาจของตัวกฏหมายแบบนี้นะดอง”

    “เออ… ไม่รู้…”

    “สาเหตุที่ทุกคนยังมองว่าศาลยุติธรรมกับตัวกฏหมายยังมีอำนาจ มันก็เป็นเพราะเปอร์ไซด์ เปอร์ไซด์ที่มีนิสัยเป็นกลาง แถมยังมีพลังระดับที่ไร้ผู้ต่อต้านยังไงละดอง ไม่ต้องมาทำหน้าว่า [จิงดิ?] แบบนั้น เพราะพลังของเธอมันไร้ผู้ต่อต้าน ในเมื่อไม่สามารถเล่นงานตรง ๆ ได้ งั้นก็ต้องให้กฏหมายที่ร่วมกันร่างขึ้นเป็นอาวุธแทน ลองคิดดูสิว่าถ้าหากทุกเผ่าพร้อมใจกันโหวตลงความเห็นว่าเผ่าของสเลบผิดจริง แล้วถึงเวลานั้นเปอร์ไซด์ไม่ยอมทำลายคริสตัล มันจะเกิดอะไรขึ้นนะดอง? ”

    “... ทุกคนคงเริ่มไม่เคารพกฏหมายแล้วเล่นกันหนักข้อขึ้น? ”

    “ถูก แต่อาจเกิดเหตุการณ์ที่น่ากลัวมากกว่านั้นนะดอง”

    “คือ? ”

    “คือการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจได้ข้ออ้างในการฉีกสัญญาอย่างชอบธรรมเพื่อทำสงครามเต็มรูปแบบนะสิดอง”

    ตอนนี้ถ้าไล่ถามความเห็นของประชาชน ก็จะพบว่า [ไม่อยากทำสงคราม] ไปมากกว่าครึ่ง

    ถ้าหากเกิดพบว่ามีเผ่าใดเผ่าหนึ่งได้รับอภิสิทธิ์อย่างไม่ชอบธรรม คงได้เกิดเหตุการณ์ไม่เชื่อถือในตัวกฏหมายรวมไปถึงตัวอำนาจทางกฏหมายอย่างตัวเปอร์ไซด์เอง

    “ฉันไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าสภาพบ้านเมืองแบบนั้นจะวุ่นวายสับสนขนาดไหนนะดอง”

    ดีไม่ดีอาจได้ล่มสลายก่อนที่ความมืดจะกลืนกินโลกใบนี้เสียอีก

    “ดังนั้นแล้วหลังฐานชิ้นนี้--”

    เธอบินลอยสูงเหนือระดับสายตา แล้วยื่นมือตรงไปที่พุงของโกเลม

    พริบตานั้นเองที่มือของเอสเทอจมลึกเข้าไปในผิวสีน้ำตาลของมัน

    เธอล้วงอยู่ประมาณสามนาที ก่อนที่จะหยิบแท่งทรงกระบอกสูงสามนิ้วติดมือกลับออกมา

    “---คือหลักฐานสำคัญที่ต้องใช้อย่างระวัง เพื่อช่วยดึงหัวใจยุติธรรมของประชาชนกลับมาสนับสนุนฝ่ายของสเลบได้นะดอง”

    เธอว่าเช่นนั้นก่อนที่จะเก็บลงไปในย่ามใบเล็กที่ห้อยอยู่ข้างตัว



    *พิ้ว*

    เสียงที่ดังลอดผ่านปลอกเก็บเสียงได้ดังลอดออกมาอย่างเบาบาง

    คนที่ได้ยินเสียงอันเงียบกริบนั้นคือเปอร์ไซด์

    "อันตรายค่ะพี่เอสเทอ!? "

    "ดอง!? "

    เนื่องจากไม่สามารถหลบลูกปืนสังหารได้ทัน อีกทั้งไม่ได้สวมชุดนักรบมา เธอจึงไม่มีบาเรียภูติที่แสนภูมิใจคอยปกป้องตัวเอาไว้ในเวลานี้

    ซ้ำร้ายจะให้สร้างด้วยพลังของตัวเองโดยไม่พึ่งชุดหรืออุปกรณ์ขยายพลัง มันก็ไม่สามารถสร้างได้ทันอยู่ดี

    แต่เป็นโชคดีของเธอที่ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว

    พริบตานั้นทั่วทั้งร่างของเอรีสรวมไปถึงส่วนศรีษะและช่วงขาได้ถูกหุ้มไปด้วยเกล็ดสีเขียวหนา

    กางเกนยีนส์ตัวเก่งถูกเกล็ดดันออกจนฉีกขาด

    นี่คือร่างสวมเกราะทั้งตัวของเอรีสนั่นเอง

    เธอใช้ร่างกายที่แข็งแกร่งรับลูกปืนลอบสังหารเอาไว้

    ด้วยการพลังเร่งประสาทสัมผัสของชุดเกราะ จึงทำให้เอรีสจับตำแหน่งของลูกปืนที่พุ่งเข้ามาได้ราวกับหยุดเวลา

    ท่อนแขนของเอรีสถูกยกขึ้นปัดกระสุนขนาด 0.5 เคลจนเบียงกระเด็นขึ้นท้องฟ้ากว้าง

    "อึ๊ก…"

    แรงกระแทกที่ส่งผ่านผิวเกล็ดนั้นทำให้กระดูกของท่อนแขนขวาปริแตก

    แต่อย่างน้อยเธอก็ช่วยชีวิตของเอสเทอมาได้

    “ศัตรูที่ไม่ต้องการทำลายหลักฐานหรือดอง!? ”

    "ใคร! "

    "ตรงนั้นค่ะ! "

    เปอร์ไซด์กระโดดออกจากอ้อมอกของเอรีส แล้วบินทะยานตรงไปที่ภูเขาขยะ

    ใช้ปีกทั้งสองข้างสร้างเป็นกระแสลม แล้วพัดภูเขาจนปลิวกระเด็นขึ้นสูง

    ร่างเงาในชุดทหารสีดำคนหนึ่งได้ปรากฏตัวขึ้นจากใต้ซากกองขยะนั้น

    ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นคนจากเผ่ามนุษย์

    "ชิ! "

    เอรีสไม่มีความลังเลที่จะพุ่งเข้าใส่เพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์

    เธอถีบพื้นจนฝุ่นตลบ ก่อนจะไปปรากฏตัวตรงหน้าของนักฆ่าในเสี้ยววินาที

    "แกเป็นใคร มาจากหน่วยงานไหน!? ทำไมถึงโจมตีใส่พวกเรา! "

    "วีรสตรีเอรีสอย่างงั้นหรือ คิดจะทรยศเผ่าตัวเองหรือยังไง? "

    “ฉันก็แค่ไม่อยากทรยศเพื่อนต่างหาก! ”

    ชายตรงหน้าโยนระเบิดแสงให้กับคำตอบของเอรีส

    เอรีสไม่รอช้า ใช้มือขวาจับระเบิดแสงนั้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะโยนขึ้นสู่ท้องฟ้ากว้าง

    ส่วนเปอร์ไซด์ก็ใช้ช่วงเวลานั้นย่อตัวลงต่ำ แล้วมุดลอดใต้วงแขนของเอรีสเพื่อเข้ามากระแทกใส่ศัตรูอย่างรุนแรง

    พลังของเปอร์ไซด์นั้นอยู่ระดับเหนือมนุษย์ที่สามารถพุ่งทะลุกำแพงคอนกรีตได้

    "ฮึ"

    แต่คู่ต่อสู้ในคราวนี้ไม่ได้ธรรมดา

    ในช่วงพริบตาที่กำลังจะกระแทกเข้าร่างของวายร้ายนั้น ก็มีบางสิ่งเกิดขึ้น

    นั่นคือชุดทหารสีดำของศัตรูได้จับตัวเปลี่ยนโครงสร้างกลายเป็นเกล็ดผลึกแข็งไม่ต่างไปจากของเอรีส

    "แข็ง! "

    ร่างของศัตรูเผ่ามนุษย์กระเด็นออกไปกระแทกกับกำแพงที่ล้อมลานเก็บขยะอย่างรุนแรง

    แต่เขาแทบไม่ได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย แถมแรงกระแทกที่รุนแรงนั้นยังไม่ถูกส่งผ่านเข้าไปถึงผู้สวมใส่เหมือนอย่างของเอรีสอีกด้วย

    "... คิดว่ามีแค่ตัวเองที่ได้รับเกราะฮีโร่หรือเอรีส? "

    ชายนักฆ่าพูดด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำ

    ใช่แล้ว ชุดเกราะที่ชายคนนั้นสวมใส่คือรุ่นที่พัฒนาไปอีกขั้นจากของที่เอรีสสวมใส่

    เพราะว่าชุดของเอรีสเป็นเพียงแค่รุ่นต้นแบบที่ยามะโตะพัฒนาขึ้นมาก่อนการนำไปผลิตเป้นจำนวนมาก

    และชุดเกราะฮีโร่รุ่นสมบูรณ์ก็ได้มาปรากฏตรงหน้าของเอรีสในฐานะศัตรูไปเสียแล้ว

    แถมศัตรูไม่ได้มีเพียงคนเดียว

    "ตรงนั้นหรือดอง! "

    เอสเทอปล่อยบอลพลาสม่าขนาดเล็กไปที่กองภูเขาขยะโดยรอบ

    หน่วยลับที่ถูกเล็งร่วมเก้าคนต่างกระโดดหนีออกมาจากที่ซ่อนอย่างรวดเร็ว พร้อมกับปาระเบิดควันสวนกลับมา

    ชุดทหารสีดำของพวกเขาทอประกายแสงเป็นเกล็ดหนาไม่ต่างจากชุดเกราะฮีโร่ของเอรีส

    แว่นสวมกลางคืนสีแดงกำลังลากเป็นเส้นตรงยาวไปทั่วลานเก็บขยะ

    "หืม!? "

    ดูเหมือนว่าหน่วยลับฝ่ายมนุษย์จะมีเป้าหมายหลักคือพวกเขาทั้งสามคน

    ใช่แล้ว พวกเขาไม่ต้องการให้หลักฐานภาพนั้นถูกนำไปเผยแพร่ที่ศาลในวันพรุ่งนี้

    บางทีการเคลื่อนไหวที่ต่อต้านของพวกเอรีสคงถูกจับตามองจากศัตรูมาตั้งแต่ตอนที่ออกจากศาลเมื่อตอนเย็น



    เนื่องจากเป็นการต่อสู้ที่เปิดเผยไปแล้ว พวกเขาจึงไม่สนใจการลอบสังหารอีกต่อไป

    พริบตานั้นปืนไรเฟิลขนาดใหญ่กว่าสองเมตรก็หดสั้นลงเหลือหนึ่งเมตรพร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ดังลั่น ก่อนจะกลายร่างเป็นปืนพลังงานรังสีความร้อนที่มีอำนาจทะลวงสูง

    เส้นแสงสังหารได้ถูกยิงลากเข้าใส่กลุ่มของสามผู้กล้าในลักษณะรอบทิศทาง

    กองขยะกับพื้นดินที่ถูกเส้นแสงรังสีวิ่งผ่านได้ฉับพลันลุกไหม้เป็นไฟสีม่วงขาว

    "ลำแสงพวกนี้ ถ้าโดนเข้าแย่แน่ค่ะ! "

    เปอร์ไซด์สัมผัสได้ถึงพลังทำลายที่รุนแรงของอาวุธรังสีเหล่านั้น

    ถึงร่างกายของเปอร์ไซด์จะเหนือมนุษย์ แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ขีดกำจัด

    เธอยังจำได้ถึงวันที่ตัวเองถูกกระสุนโพตอนจากโดรนรุมยิงจนบาดเจ็บหนักได้อยู่

    "ชิ! "

    ทั้งสามคนต่างเริ่มกระจายตัวเพื่อไม่ให้เป็นเป้านิ่ง

    เอรีสรีบวิ่งเข้าประชิดศัตรูที่อยู่ใกล้สุดด้วยการบุกเข้าไปตรง ๆ

    เธอรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดของเส้นรังสีที่ถากแขนซ้าย

    แต่เธอไม่สนใจความเจ็บนั้น แล้วกางปีกโปร่งแสงของชุดเกราะบินตีลังกาขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว

    ร่างของเอรีสหายขึ้นไปอยู่เหนือหัวของศัตรู

    "ไวจริงนะ! "

    ปลายกระบอกปืนของศัตรูหันตามทิศทางที่เอรีสกระโดดขึ้นมา

    เอรีสพลิกตัวหมุนกลางอากาศแล้วใช้ปลายขาแตะปากกระบอกปืนจนหลุดออกจากมือ

    แล้วตามด้วยทิ้งข้อศอกลงมาบนกบาลของศัตรู

    "เหวอ! "

    ในตอนนั้นเองที่มีเส้นรังสีถูกยิงมาจากทั้งทางซ้ายและขวาขนาบข้างของเธอ

    เพราะการยิงคุ้มกันนี้ เลยทำให้เอรีสรีบกางปีกโปรงแสงออกกว้างเพื่อหยุดตัวเองกลางอากาศก่อนที่จะโดนลำแสงสังหารเหล่านั้น

    เส้นสังหารคู่ขนานวิ่งไหลผ่านด้านหน้าของเอรีสชนิดที่เรียกได้ว่าเฉียดปลายจมูก

    ในอีกมุมหนึ่ง เอสเทอเองก็กำลังเผชิญหน้ากับความลำบากไม่แพ้กัน

    เอสเทอไม่ได้สวมชุดออกรบมา อีกทั้งยังไม่ได้พกหนังสือขยายพลังคุมมวลสารติดมือมาด้วย

    แถมศัตรูยังเป็นหน่วยพิเศษที่ฝึกมาอย่างดีพร้อมกับอาวุธรุ่นใหม่

    พวกมันกดดันเอสเทอด้วยจำนวนคนสามคนแบบไม่คิดจะปล่อยให้เธอได้มีโอกาสโจมตีสวนกลับไป

    สิ่งเดียวที่เธอทำได้ดีที่สุด คือการยิงกระสุนโพตอนความร้อนสูงสวนกลับไปเท่านั้น

    "เอรีส เปอร์ไซด์ ช่วยซื้อเวลาให้หน่อยดอง! "

    ถ้าหากซื้อเวลาให้เอสเทอได้ราวสามนาที เธอก็จะสามารถสร้างสนามพลาสม่าขนาดเล็กในการสังหารศัตรูได้

    เธอไม่คิดจะลองเสี่ยงสร้างพื้นที่สุญญากาศหรือสร้างหมอกพิษ เพราะเกรงว่าชุดเกราะของเผ่ามนุษย์ตรงหน้าอาจมีระบบกรองพิษหรืออากาศสำรองติดมาพร้อมกับชุดนั่นเอง

    "ไม่ไหว! "

    แต่ตอนนี้เอรีสมีแค่ชุดเกราะ และไม่ได้พกอาวุธอะไรติดตัวมาด้วยเช่นกัน

    แค่รับมือศัตรูสามคนตรงหน้าก็แทบจะเอาชีวิตไม่รอดแล้ว

    ส่วนเปอร์ไซด์นั้น…

    "กรี๊ด!? ปีกของหนู! "

    มีนักรบของศัตรูคนหนึ่งจงในรับการโจมตีของเปอร์ไซด์ แล้วโปรยโลหะเหลวบางอย่างใส่ปีกของเธอ

    เปอร์ไซด์สัมผัสได้ถึงอันตรายบางอย่าง เลยใช้ระยางที่ก่อร่างจากเผ่าสัตว์เซลล์เดียวในการพลักศัตรูออกไป

    แต่เธอตัดสินใจช้าไป

    ศัตรูจำนวนสี่คนที่ล้อมเปอร์ไซด์ในตอนนั้น ได้ใช้ปืนพกกระบอกเล็กในมือยื่นตรงไปทางเธอ

    ปืนนั้นมีหัวเป็นโลหะทรงกระบอกสี่เหลี่ยม

    หัวกระบอกนั้นสั่นอย่างรุนแรง

    คลื่นรังสีไมโครเวฟที่มองไม่เห็นด้วยตาได้ขยายไปทั่วบริเวณ

    สิ่งนั้นไปกระแทกกับโมเลกุลของโลหะพิเศษที่ซึมเข้าไปในร่างของเปอร์ไซด์

    สารเหลวเหล่านั้นสั่นพ้องอย่างรุนแรงพร้อมกับแตกตัวออก

    จากหนึ่งเป็นสอง สองเป็นสี่ สี่เป็นแปด

    ปฏิกิริยาที่แตกตัวต่อเนื่องนั้นได้คายพลังงานจำนวนมากจนปีกของเธอถูกแผดเผาจากภายในร่าง

    “กรี๊ดดด!? ”

    “อาวุธมันได้ผลด้วยวะ! ”

    “แบบนี้ก็ไม่ต้องกลัวยัยนี่อีกต่อไปแล้ว รีบเอาข้อมูลไปรายงานเบื้องสูงเร็ว! ”

    เปอร์ไซด์ไม่รู้เลยว่าสารเหลวเหล่านั้นได้ซึมผ่านรูขุมขนเข้าไปภายในร่างของเธอ

    ไหลไปตามเส้นเลือดจนเวียนไปทั่วปีกขวาของเธอ

    ถ้าหากไม่ใช่ว่ามีพวกสัตว์เซลล์เดียวคอยช่วยพลักดันขับไล่สารเหล่านั้นให้ไหลย้อยกลับออกไปจากร่าง สารพวกนี้คงไหลไปถึงหัวใจของเปอร์ไซด์ และเธอก็คงถูกฉีกหัวใจเป็นชิ้น ๆ จากภายในไปแล้ว

    "เปอร์ไซด์! "

    เอรีสกับเอสเทอต่างตกใจมากที่เห็นเปอร์ไซด์ถูกทำร้าย

    เอรีสเร่งพลังของชุดถึงขีดสุด วิ่งเป็นเส้นแสงเข้าไปดึงร่างของเปอร์ไซด์ออกมาจากวงล้อม

    "มาทางนี้เอรีส! ดอง~"

    เอสเทอสร้างแสงแฟลชขึ้นเหนือหัว ก่อนจะรีบบินตามไปสมทบกับพวกเอรีส

    "ช่างหัวความลับแล้วดอง! ขอสั่งในฐานะเผ่าภูติ จงปกป้องพวกเรา เปิดโหมดสังหารโกเลมดอง! "

    ทันทีที่เอสเทอพูดเช่นนั้น ดวงตาของพวกโกเลมแฮมสเตอร์ก็กลายเป็นสีแดงในทันที

    มือที่กลมน่านวยได้มีกรงเล็บแหลมยื่นออกมาอย่างน่ากลัว

    โกเลมจำนวนกว่าสามสิบตัวในลานเก็บขยะส่งเสียงคำรามก้อง ก่อนจะวิ่งกรูเข้าใส่หน่วยพิเศษทั้งสิบคนที่เป็นศัตรูของเธอ

    ใช่แล้ว ความจริงโกเลมใช้แรงงานพวกนี้ก็คืออาวุธทางทหารของเผ่าภูติ

    ถ้าหากถึงเวลา พวกมันจะกลายเป็นทหารที่เชื่อฟังแค่เผ่าภูติเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น

    "รีบใช้จังหวะนี้หนี---"

    "ขอสั่งในฐานะภูติ หยุดการโจมตีพวย~"

    แต่ทว่าสถานการณ์กลับยิ่งเลวร้ายขึ้นกว่าเดิม

    เหล่าโกเลมที่ควรบุกโจมตีศัตรูกลับหยุดการโจมตีนั้นลงกลางคันด้วยคำสั่งของผู้ที่ปรากฏตัวอย่างไม่คาดคิด

    "... นี่มันหมายความว่ายังไงดอง? "

    ในตอนนั้นเองที่มีหน่วยพิเศษชุดดำชุดใหม่ได้ปรากฏตัวขึ้นมา

    "คงต้องขอทำลายหลักฐานที่เธอพบหน่อยนะพวย~"

    พวกมันมีราวสิบคนและสวมชุดสีดำทั้งตัวคล้ายกับนินจา

    เป็นสิ่งมีชีวิตร่างเล็กที่มีสี่ปีกบินบนท้องกว้าง

    ใช่แล้ว พวกเขาคือหน่วยรบพิเศษจากเผ่าภูติ

    "ทำไมหน่วยพิเศษของเผ่าภูติถึงให้ความร่วมมือกับเผ่ามนุษย์กันได้เนี่ยดอง! "

    และหน่วยพิเศษเผ่าภูติตรงหน้า ก็ยังเป็นหน่วยที่เธอไม่รู้จักเหมือนที่เอรีสไม่รู้จักหน่วยพิเศษของมนุษย์ที่กำลังต่อสู้อยู่นี้ด้วยเช่นกัน

    คล้ายกับเรื่องAge of war ที่คุณอ่าน