"สนุกกันพอใจแล้วก็ไปตามหาเบาะแสกันต่อเถอะดอง~"
"คนที่สนุกดูท่าจะมีแต่เอสเทอเองไม่ใช่เรอะ!? "
เอรีสเผ่ามนุษย์กำลังอยู่ในสภาพสวมชุดเกล็ดมังกรสีเขียวรัดรูปคู่กับกางเกงยีนสีดำตัวเก่งของเธอ
เป็นเพราะงานแข่งประชันกล้ามเนื้อที่ใจกลางตลาดของเผ่ายักษาเมื่อสักครู่ จึงทำให้เสื้อผ้าของเธอฉีกขาดกระจุยจากการเบ่งกล้ามไปแล้ว
เพื่อเป็นการปกปิดสภาพอันน่าอาย เธอจึงให้ชุดเกราะเปิดโหมดป้องกัน หดตัวโครงสร้างของเส้นใยผืนบางโปรงแสงเข้าด้วยกัน และกลายเป็นเกล็ดสีเขียวหนาหุ้มผิวกายครึ่งท่อนบนเอาไว้แบบที่เห็น
"เผ่าของลุงบานาตลกดี เอาไว้มากันอีกนะคะ~"
"อ๊ะ!? เปอร์ไซด์ยิ้มแล้ว! "
"... แต่หนูยังไม่หายเศร้าเลยงะ พี่เอรีสช่วยลูบหัวหน่อยนะ ลูบเยอะ ๆ เลย~ มี้~"
เปอร์ไซด์ส่งเสียงออดอ้อนก่อนที่จะเข้ามาซุกในอ้อมกอดของเอรีสอีกครั้งราวกับเด็กน้อยที่ต้องการความอบอุ่นจากมารดา
เอรีสเองก็ตอบรับด้วยการโอบอุ้มอย่างอ่อนโยนเช่นกัน
"ระหว่างที่พวกเธอเล่นบ้าบอตรงตลาด ฉันก็พบสิ่งนี้ละดอง"
" นี่มัน…"
"เหม็น! "
พอเดินตัดออกมาจากตลาดเผ่ายักษามาที่ด้านหลัง ก็จะพบกับกองขยะจำนวนมากวางกองเรียงรายรอวันที่จะนำไปฝังลงดินสุมเป็นภูเขาปรากฏอยู่
พื้นที่ซึ่งสกปรกเช่นนี้คงไม่มีเผ่ายักษาคนไหนมาปรากฏตัวให้เห็น นอกจากเหล่าโกเลมแฮมสเตอร์ที่กำลังขุดหลุมอย่างขยันขันแข็งเพื่อทำการกำจัดขยะเหล่านั้น
"พวกโกเลมมันจับภาพสุดท้ายของเจ้ามดทาสได้ตรงนี้นะดอง"
ภูติตัวน้อยที่มีผมสีเขียวส่องประกายตัดกับชุดกระดิ่งทรงดอกลิลลี่ขาวกำลังบินตัดผ่านไปมุมหนึ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับภูเขาขยะ
มันเป็นกำแพงธรรมดาที่ดูไม่มีอะไร
"โกเลม จงฉายภาพนั้นให้ดูอีกรอบสิดอง"
[รับทราบ-แฮม]
ภาพถูกฉายออกมาจากดวงตาแฮมสเตอร์ยักสามเมตร
"อะไรกันเนี่ย!? "
"ดูซับซ้อนดีนะดอง"
สิ่งที่มดทาสตัวนั้นขนมาวางกองเอาไว้ตรงริมกำแพง คือก้อนดินสีเหลืองที่ไม่ว่าจะดูยังไงก็คือวัตถุอันตราย
แถมยังมีฟันเฟืองหน้าตาประหลาดที่ประกอบด้วยตัวอักษรไม่รู้จักวางคู่กันอยู่ด้านข้าง
แต่ผู้กล้าทั้งสามคนต่างรู้จักตัวอักษรประหลาดเหล่านั้น
"... ตัวเลขฐานหกของเผ่ามนุษย์มดนี่? "
"เป็นระบบนับเวลา มันคือระเบิดไม่ผิดแน่นอนแน่ดอง"
พวกเขาได้คำตอบแล้วว่าทำไมระเบิดที่รุนแรงซึ่งควรนอนจมดินจึงถูกนำออกมาสู่โลกภายนอก
แต่ว่าพวกเขากลับยิ่งรู้สึกสับสนมากขึ้นไปกว่าเดิม
"ทำไมต้องเอาออกมาทิ้งเอาไว้ตรงนี้ด้วยละดอง? ถ้าอยากจะขนเก็บกู้ สู้เก็บกลับถิ่นของอาร์โธร์โพดาที่อยู่ทิศใต้ของเมืองไม่ดีกว่าหรือดอง? "
ใช่แล้ว ของอันตรายอีกทั้งยังเป็นความลับแบบนี้ มันไม่ควรจะถูกนำมาตั้งเอาไว้ในที่ทิ้งขยะของเผ่าอื่นเช่นนี้
แถมยังวางเอาไว้ที่ฝั่งตรงข้ามกับกองขยะ ราวกับจงใจบอกให้ [มาเก็บผมไปใช้ทีสิ] แบบนั้น
"แล้วเผ่าไหนเก็บไปได้ละนั่น? "
"... ทุกเผ่าดอง"
ภาพที่ฉายถูกเลื่อนไปตอนวันรุ่งขึ้น
ช่วงเวลายามเช้าที่ยังเป็นยามราตรี มีภาพของคนสวมผ้าคลุมสีดำปรากฏขึ้นมาด้วยกันถึงสามกลุ่ม
ถึงผ้าคลุมนั้นจะปิดมิดชิด แต่จากรูปลักษณ์ภายนอกที่เด่นชัด จึงทำให้รู้ว่ามีเผ่าไหนมาเอามันไป
เผ่ายักษาที่สูงสามเมตร
เผ่าภูติที่สูงหนึ่งเมตรถึงเมตรครึ่ง
และเผ่ามนุษย์ที่สูงเมตรครึ่งถึงสองเมตร
ทั้งสามเผาที่สวมผ้าคลุมมิดชิดได้มาปรากฏตัวล้อมระเบิดที่วางทิ้งเอาไว้ราวกับนัดล่วงหน้ากันมาแล้ว
แต่ดูท่าจะเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่า
เพราะทันทีที่ทั้งสามฝ่ายเผชิญหน้า พวกเขาก็เริ่มเปิดฉากโจมตีใส่กันในทันที
ดูแล้วคงทำเพื่อพยายามแย่งระเบิดนี้ไปให้ได้
สุดท้ายพวกเขาก็แย่งเอาไปได้เผ่าละประมาณสามถึงสี่ก้อน ก่อนจะเผ่นหายไปในเงามืด
"โอเค… แบบนี้จะเป็นฝีมือเผ่าไหนก็ไม่แปลกแล้วละ"
"เผ่าของฉันเองก็เก็บไปได้ด้วยหรือนี่? ทำไมถึงไม่มีรายงานแบบนั้นเข้ามากันละดอง? แต่ว่าหลักฐานแบบนี้… คงทำได้อย่างมากแค่ให้พวกสเลบพ้นผิดเท่านั้นเองดอง"
ถ้าหากเอาของแบบนี้ไปเปิดกลางศาลยุติธรรม คงไม่มีเผ่าไหนทำใจโหวตให้ตัวเองผิดอยู่แล้ว
ถ้าหน้าไม่ด้านจริง อย่างมากคงแค่โหวตให้เผ่าของสเลบพ้นผิด แล้วปล่อยให้คดีถูกฝังลงหลุมไปเลย
หรืออาจเป็นดาบสองคม ไปกระตุ้นให้ทุกคนพร้อมใจโหวตว่าเผ่าอาร์โธร์โพดามีความผิดจริง อันเนื่องจากไม่อยากถูกขุดคดีขึ้นมาเพื่อหาคนร้ายตัวจริงนั่นละ
สรุปคือจะใช้หลักฐานหรือไม่ใช่หลักฐาน คงต้องคิดให้ดีเสียก่อน
"หลักฐานก็คือหลักฐานนี่เอสเทอ? "
เอรีสเสนอความเห็นโดยไม่รู้ว่าเอสเทอกำลังคิดหนักอยู่
“มันไม่ได้ง่ายแบบนั้นนะเอรีส เธอเข้าใจหรือเปล่าว่าทำไมเปอร์ไซด์ถึงถูกทำร้าย? ทำไมพวกคนที่ต้องการทำลายคริสตัลถึงไม่เล่นงานตัวคริสตัลโดยตรง แต่มาเล่นแผนทางอ้อมโดยใช้อำนาจของตัวกฏหมายแบบนี้นะดอง”
“เออ… ไม่รู้…”
“สาเหตุที่ทุกคนยังมองว่าศาลยุติธรรมกับตัวกฏหมายยังมีอำนาจ มันก็เป็นเพราะเปอร์ไซด์ เปอร์ไซด์ที่มีนิสัยเป็นกลาง แถมยังมีพลังระดับที่ไร้ผู้ต่อต้านยังไงละดอง ไม่ต้องมาทำหน้าว่า [จิงดิ?] แบบนั้น เพราะพลังของเธอมันไร้ผู้ต่อต้าน ในเมื่อไม่สามารถเล่นงานตรง ๆ ได้ งั้นก็ต้องให้กฏหมายที่ร่วมกันร่างขึ้นเป็นอาวุธแทน ลองคิดดูสิว่าถ้าหากทุกเผ่าพร้อมใจกันโหวตลงความเห็นว่าเผ่าของสเลบผิดจริง แล้วถึงเวลานั้นเปอร์ไซด์ไม่ยอมทำลายคริสตัล มันจะเกิดอะไรขึ้นนะดอง? ”
“... ทุกคนคงเริ่มไม่เคารพกฏหมายแล้วเล่นกันหนักข้อขึ้น? ”
“ถูก แต่อาจเกิดเหตุการณ์ที่น่ากลัวมากกว่านั้นนะดอง”
“คือ? ”
“คือการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจได้ข้ออ้างในการฉีกสัญญาอย่างชอบธรรมเพื่อทำสงครามเต็มรูปแบบนะสิดอง”
ตอนนี้ถ้าไล่ถามความเห็นของประชาชน ก็จะพบว่า [ไม่อยากทำสงคราม] ไปมากกว่าครึ่ง
ถ้าหากเกิดพบว่ามีเผ่าใดเผ่าหนึ่งได้รับอภิสิทธิ์อย่างไม่ชอบธรรม คงได้เกิดเหตุการณ์ไม่เชื่อถือในตัวกฏหมายรวมไปถึงตัวอำนาจทางกฏหมายอย่างตัวเปอร์ไซด์เอง
“ฉันไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าสภาพบ้านเมืองแบบนั้นจะวุ่นวายสับสนขนาดไหนนะดอง”
ดีไม่ดีอาจได้ล่มสลายก่อนที่ความมืดจะกลืนกินโลกใบนี้เสียอีก
“ดังนั้นแล้วหลังฐานชิ้นนี้--”
เธอบินลอยสูงเหนือระดับสายตา แล้วยื่นมือตรงไปที่พุงของโกเลม
พริบตานั้นเองที่มือของเอสเทอจมลึกเข้าไปในผิวสีน้ำตาลของมัน
เธอล้วงอยู่ประมาณสามนาที ก่อนที่จะหยิบแท่งทรงกระบอกสูงสามนิ้วติดมือกลับออกมา
“---คือหลักฐานสำคัญที่ต้องใช้อย่างระวัง เพื่อช่วยดึงหัวใจยุติธรรมของประชาชนกลับมาสนับสนุนฝ่ายของสเลบได้นะดอง”
เธอว่าเช่นนั้นก่อนที่จะเก็บลงไปในย่ามใบเล็กที่ห้อยอยู่ข้างตัว
*พิ้ว*
เสียงที่ดังลอดผ่านปลอกเก็บเสียงได้ดังลอดออกมาอย่างเบาบาง
คนที่ได้ยินเสียงอันเงียบกริบนั้นคือเปอร์ไซด์
"อันตรายค่ะพี่เอสเทอ!? "
"ดอง!? "
เนื่องจากไม่สามารถหลบลูกปืนสังหารได้ทัน อีกทั้งไม่ได้สวมชุดนักรบมา เธอจึงไม่มีบาเรียภูติที่แสนภูมิใจคอยปกป้องตัวเอาไว้ในเวลานี้
ซ้ำร้ายจะให้สร้างด้วยพลังของตัวเองโดยไม่พึ่งชุดหรืออุปกรณ์ขยายพลัง มันก็ไม่สามารถสร้างได้ทันอยู่ดี
แต่เป็นโชคดีของเธอที่ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว
พริบตานั้นทั่วทั้งร่างของเอรีสรวมไปถึงส่วนศรีษะและช่วงขาได้ถูกหุ้มไปด้วยเกล็ดสีเขียวหนา
กางเกนยีนส์ตัวเก่งถูกเกล็ดดันออกจนฉีกขาด
นี่คือร่างสวมเกราะทั้งตัวของเอรีสนั่นเอง
เธอใช้ร่างกายที่แข็งแกร่งรับลูกปืนลอบสังหารเอาไว้
ด้วยการพลังเร่งประสาทสัมผัสของชุดเกราะ จึงทำให้เอรีสจับตำแหน่งของลูกปืนที่พุ่งเข้ามาได้ราวกับหยุดเวลา
ท่อนแขนของเอรีสถูกยกขึ้นปัดกระสุนขนาด 0.5 เคลจนเบียงกระเด็นขึ้นท้องฟ้ากว้าง
"อึ๊ก…"
แรงกระแทกที่ส่งผ่านผิวเกล็ดนั้นทำให้กระดูกของท่อนแขนขวาปริแตก
แต่อย่างน้อยเธอก็ช่วยชีวิตของเอสเทอมาได้
“ศัตรูที่ไม่ต้องการทำลายหลักฐานหรือดอง!? ”
"ใคร! "
"ตรงนั้นค่ะ! "
เปอร์ไซด์กระโดดออกจากอ้อมอกของเอรีส แล้วบินทะยานตรงไปที่ภูเขาขยะ
ใช้ปีกทั้งสองข้างสร้างเป็นกระแสลม แล้วพัดภูเขาจนปลิวกระเด็นขึ้นสูง
ร่างเงาในชุดทหารสีดำคนหนึ่งได้ปรากฏตัวขึ้นจากใต้ซากกองขยะนั้น
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นคนจากเผ่ามนุษย์
"ชิ! "
เอรีสไม่มีความลังเลที่จะพุ่งเข้าใส่เพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์
เธอถีบพื้นจนฝุ่นตลบ ก่อนจะไปปรากฏตัวตรงหน้าของนักฆ่าในเสี้ยววินาที
"แกเป็นใคร มาจากหน่วยงานไหน!? ทำไมถึงโจมตีใส่พวกเรา! "
"วีรสตรีเอรีสอย่างงั้นหรือ คิดจะทรยศเผ่าตัวเองหรือยังไง? "
“ฉันก็แค่ไม่อยากทรยศเพื่อนต่างหาก! ”
ชายตรงหน้าโยนระเบิดแสงให้กับคำตอบของเอรีส
เอรีสไม่รอช้า ใช้มือขวาจับระเบิดแสงนั้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะโยนขึ้นสู่ท้องฟ้ากว้าง
ส่วนเปอร์ไซด์ก็ใช้ช่วงเวลานั้นย่อตัวลงต่ำ แล้วมุดลอดใต้วงแขนของเอรีสเพื่อเข้ามากระแทกใส่ศัตรูอย่างรุนแรง
พลังของเปอร์ไซด์นั้นอยู่ระดับเหนือมนุษย์ที่สามารถพุ่งทะลุกำแพงคอนกรีตได้
"ฮึ"
แต่คู่ต่อสู้ในคราวนี้ไม่ได้ธรรมดา
ในช่วงพริบตาที่กำลังจะกระแทกเข้าร่างของวายร้ายนั้น ก็มีบางสิ่งเกิดขึ้น
นั่นคือชุดทหารสีดำของศัตรูได้จับตัวเปลี่ยนโครงสร้างกลายเป็นเกล็ดผลึกแข็งไม่ต่างไปจากของเอรีส
"แข็ง! "
ร่างของศัตรูเผ่ามนุษย์กระเด็นออกไปกระแทกกับกำแพงที่ล้อมลานเก็บขยะอย่างรุนแรง
แต่เขาแทบไม่ได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย แถมแรงกระแทกที่รุนแรงนั้นยังไม่ถูกส่งผ่านเข้าไปถึงผู้สวมใส่เหมือนอย่างของเอรีสอีกด้วย
"... คิดว่ามีแค่ตัวเองที่ได้รับเกราะฮีโร่หรือเอรีส? "
ชายนักฆ่าพูดด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำ
ใช่แล้ว ชุดเกราะที่ชายคนนั้นสวมใส่คือรุ่นที่พัฒนาไปอีกขั้นจากของที่เอรีสสวมใส่
เพราะว่าชุดของเอรีสเป็นเพียงแค่รุ่นต้นแบบที่ยามะโตะพัฒนาขึ้นมาก่อนการนำไปผลิตเป้นจำนวนมาก
และชุดเกราะฮีโร่รุ่นสมบูรณ์ก็ได้มาปรากฏตรงหน้าของเอรีสในฐานะศัตรูไปเสียแล้ว
แถมศัตรูไม่ได้มีเพียงคนเดียว
"ตรงนั้นหรือดอง! "
เอสเทอปล่อยบอลพลาสม่าขนาดเล็กไปที่กองภูเขาขยะโดยรอบ
หน่วยลับที่ถูกเล็งร่วมเก้าคนต่างกระโดดหนีออกมาจากที่ซ่อนอย่างรวดเร็ว พร้อมกับปาระเบิดควันสวนกลับมา
ชุดทหารสีดำของพวกเขาทอประกายแสงเป็นเกล็ดหนาไม่ต่างจากชุดเกราะฮีโร่ของเอรีส
แว่นสวมกลางคืนสีแดงกำลังลากเป็นเส้นตรงยาวไปทั่วลานเก็บขยะ
"หืม!? "
ดูเหมือนว่าหน่วยลับฝ่ายมนุษย์จะมีเป้าหมายหลักคือพวกเขาทั้งสามคน
ใช่แล้ว พวกเขาไม่ต้องการให้หลักฐานภาพนั้นถูกนำไปเผยแพร่ที่ศาลในวันพรุ่งนี้
บางทีการเคลื่อนไหวที่ต่อต้านของพวกเอรีสคงถูกจับตามองจากศัตรูมาตั้งแต่ตอนที่ออกจากศาลเมื่อตอนเย็น
เนื่องจากเป็นการต่อสู้ที่เปิดเผยไปแล้ว พวกเขาจึงไม่สนใจการลอบสังหารอีกต่อไป
พริบตานั้นปืนไรเฟิลขนาดใหญ่กว่าสองเมตรก็หดสั้นลงเหลือหนึ่งเมตรพร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ดังลั่น ก่อนจะกลายร่างเป็นปืนพลังงานรังสีความร้อนที่มีอำนาจทะลวงสูง
เส้นแสงสังหารได้ถูกยิงลากเข้าใส่กลุ่มของสามผู้กล้าในลักษณะรอบทิศทาง
กองขยะกับพื้นดินที่ถูกเส้นแสงรังสีวิ่งผ่านได้ฉับพลันลุกไหม้เป็นไฟสีม่วงขาว
"ลำแสงพวกนี้ ถ้าโดนเข้าแย่แน่ค่ะ! "
เปอร์ไซด์สัมผัสได้ถึงพลังทำลายที่รุนแรงของอาวุธรังสีเหล่านั้น
ถึงร่างกายของเปอร์ไซด์จะเหนือมนุษย์ แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ขีดกำจัด
เธอยังจำได้ถึงวันที่ตัวเองถูกกระสุนโพตอนจากโดรนรุมยิงจนบาดเจ็บหนักได้อยู่
"ชิ! "
ทั้งสามคนต่างเริ่มกระจายตัวเพื่อไม่ให้เป็นเป้านิ่ง
เอรีสรีบวิ่งเข้าประชิดศัตรูที่อยู่ใกล้สุดด้วยการบุกเข้าไปตรง ๆ
เธอรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดของเส้นรังสีที่ถากแขนซ้าย
แต่เธอไม่สนใจความเจ็บนั้น แล้วกางปีกโปร่งแสงของชุดเกราะบินตีลังกาขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว
ร่างของเอรีสหายขึ้นไปอยู่เหนือหัวของศัตรู
"ไวจริงนะ! "
ปลายกระบอกปืนของศัตรูหันตามทิศทางที่เอรีสกระโดดขึ้นมา
เอรีสพลิกตัวหมุนกลางอากาศแล้วใช้ปลายขาแตะปากกระบอกปืนจนหลุดออกจากมือ
แล้วตามด้วยทิ้งข้อศอกลงมาบนกบาลของศัตรู
"เหวอ! "
ในตอนนั้นเองที่มีเส้นรังสีถูกยิงมาจากทั้งทางซ้ายและขวาขนาบข้างของเธอ
เพราะการยิงคุ้มกันนี้ เลยทำให้เอรีสรีบกางปีกโปรงแสงออกกว้างเพื่อหยุดตัวเองกลางอากาศก่อนที่จะโดนลำแสงสังหารเหล่านั้น
เส้นสังหารคู่ขนานวิ่งไหลผ่านด้านหน้าของเอรีสชนิดที่เรียกได้ว่าเฉียดปลายจมูก
ในอีกมุมหนึ่ง เอสเทอเองก็กำลังเผชิญหน้ากับความลำบากไม่แพ้กัน
เอสเทอไม่ได้สวมชุดออกรบมา อีกทั้งยังไม่ได้พกหนังสือขยายพลังคุมมวลสารติดมือมาด้วย
แถมศัตรูยังเป็นหน่วยพิเศษที่ฝึกมาอย่างดีพร้อมกับอาวุธรุ่นใหม่
พวกมันกดดันเอสเทอด้วยจำนวนคนสามคนแบบไม่คิดจะปล่อยให้เธอได้มีโอกาสโจมตีสวนกลับไป
สิ่งเดียวที่เธอทำได้ดีที่สุด คือการยิงกระสุนโพตอนความร้อนสูงสวนกลับไปเท่านั้น
"เอรีส เปอร์ไซด์ ช่วยซื้อเวลาให้หน่อยดอง! "
ถ้าหากซื้อเวลาให้เอสเทอได้ราวสามนาที เธอก็จะสามารถสร้างสนามพลาสม่าขนาดเล็กในการสังหารศัตรูได้
เธอไม่คิดจะลองเสี่ยงสร้างพื้นที่สุญญากาศหรือสร้างหมอกพิษ เพราะเกรงว่าชุดเกราะของเผ่ามนุษย์ตรงหน้าอาจมีระบบกรองพิษหรืออากาศสำรองติดมาพร้อมกับชุดนั่นเอง
"ไม่ไหว! "
แต่ตอนนี้เอรีสมีแค่ชุดเกราะ และไม่ได้พกอาวุธอะไรติดตัวมาด้วยเช่นกัน
แค่รับมือศัตรูสามคนตรงหน้าก็แทบจะเอาชีวิตไม่รอดแล้ว
ส่วนเปอร์ไซด์นั้น…
"กรี๊ด!? ปีกของหนู! "
มีนักรบของศัตรูคนหนึ่งจงในรับการโจมตีของเปอร์ไซด์ แล้วโปรยโลหะเหลวบางอย่างใส่ปีกของเธอ
เปอร์ไซด์สัมผัสได้ถึงอันตรายบางอย่าง เลยใช้ระยางที่ก่อร่างจากเผ่าสัตว์เซลล์เดียวในการพลักศัตรูออกไป
แต่เธอตัดสินใจช้าไป
ศัตรูจำนวนสี่คนที่ล้อมเปอร์ไซด์ในตอนนั้น ได้ใช้ปืนพกกระบอกเล็กในมือยื่นตรงไปทางเธอ
ปืนนั้นมีหัวเป็นโลหะทรงกระบอกสี่เหลี่ยม
หัวกระบอกนั้นสั่นอย่างรุนแรง
คลื่นรังสีไมโครเวฟที่มองไม่เห็นด้วยตาได้ขยายไปทั่วบริเวณ
สิ่งนั้นไปกระแทกกับโมเลกุลของโลหะพิเศษที่ซึมเข้าไปในร่างของเปอร์ไซด์
สารเหลวเหล่านั้นสั่นพ้องอย่างรุนแรงพร้อมกับแตกตัวออก
จากหนึ่งเป็นสอง สองเป็นสี่ สี่เป็นแปด
ปฏิกิริยาที่แตกตัวต่อเนื่องนั้นได้คายพลังงานจำนวนมากจนปีกของเธอถูกแผดเผาจากภายในร่าง
“กรี๊ดดด!? ”
“อาวุธมันได้ผลด้วยวะ! ”
“แบบนี้ก็ไม่ต้องกลัวยัยนี่อีกต่อไปแล้ว รีบเอาข้อมูลไปรายงานเบื้องสูงเร็ว! ”
เปอร์ไซด์ไม่รู้เลยว่าสารเหลวเหล่านั้นได้ซึมผ่านรูขุมขนเข้าไปภายในร่างของเธอ
ไหลไปตามเส้นเลือดจนเวียนไปทั่วปีกขวาของเธอ
ถ้าหากไม่ใช่ว่ามีพวกสัตว์เซลล์เดียวคอยช่วยพลักดันขับไล่สารเหล่านั้นให้ไหลย้อยกลับออกไปจากร่าง สารพวกนี้คงไหลไปถึงหัวใจของเปอร์ไซด์ และเธอก็คงถูกฉีกหัวใจเป็นชิ้น ๆ จากภายในไปแล้ว
"เปอร์ไซด์! "
เอรีสกับเอสเทอต่างตกใจมากที่เห็นเปอร์ไซด์ถูกทำร้าย
เอรีสเร่งพลังของชุดถึงขีดสุด วิ่งเป็นเส้นแสงเข้าไปดึงร่างของเปอร์ไซด์ออกมาจากวงล้อม
"มาทางนี้เอรีส! ดอง~"
เอสเทอสร้างแสงแฟลชขึ้นเหนือหัว ก่อนจะรีบบินตามไปสมทบกับพวกเอรีส
"ช่างหัวความลับแล้วดอง! ขอสั่งในฐานะเผ่าภูติ จงปกป้องพวกเรา เปิดโหมดสังหารโกเลมดอง! "
ทันทีที่เอสเทอพูดเช่นนั้น ดวงตาของพวกโกเลมแฮมสเตอร์ก็กลายเป็นสีแดงในทันที
มือที่กลมน่านวยได้มีกรงเล็บแหลมยื่นออกมาอย่างน่ากลัว
โกเลมจำนวนกว่าสามสิบตัวในลานเก็บขยะส่งเสียงคำรามก้อง ก่อนจะวิ่งกรูเข้าใส่หน่วยพิเศษทั้งสิบคนที่เป็นศัตรูของเธอ
ใช่แล้ว ความจริงโกเลมใช้แรงงานพวกนี้ก็คืออาวุธทางทหารของเผ่าภูติ
ถ้าหากถึงเวลา พวกมันจะกลายเป็นทหารที่เชื่อฟังแค่เผ่าภูติเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น
"รีบใช้จังหวะนี้หนี---"
"ขอสั่งในฐานะภูติ หยุดการโจมตีพวย~"
แต่ทว่าสถานการณ์กลับยิ่งเลวร้ายขึ้นกว่าเดิม
เหล่าโกเลมที่ควรบุกโจมตีศัตรูกลับหยุดการโจมตีนั้นลงกลางคันด้วยคำสั่งของผู้ที่ปรากฏตัวอย่างไม่คาดคิด
"... นี่มันหมายความว่ายังไงดอง? "
ในตอนนั้นเองที่มีหน่วยพิเศษชุดดำชุดใหม่ได้ปรากฏตัวขึ้นมา
"คงต้องขอทำลายหลักฐานที่เธอพบหน่อยนะพวย~"
พวกมันมีราวสิบคนและสวมชุดสีดำทั้งตัวคล้ายกับนินจา
เป็นสิ่งมีชีวิตร่างเล็กที่มีสี่ปีกบินบนท้องกว้าง
ใช่แล้ว พวกเขาคือหน่วยรบพิเศษจากเผ่าภูติ
"ทำไมหน่วยพิเศษของเผ่าภูติถึงให้ความร่วมมือกับเผ่ามนุษย์กันได้เนี่ยดอง! "
และหน่วยพิเศษเผ่าภูติตรงหน้า ก็ยังเป็นหน่วยที่เธอไม่รู้จักเหมือนที่เอรีสไม่รู้จักหน่วยพิเศษของมนุษย์ที่กำลังต่อสู้อยู่นี้ด้วยเช่นกัน