ตอนที่ 7
เริ่มต้นจากความเชื่อใจ
“ฮึ! ไร้สาระเสียจริง!!”
ภายในห้องเรียนไม้ขนาดกระทัดรัดบนมุมเล็ก ๆ ของชั้นที่สี่แห่งสำนักหินผา น้ำเสียงอันแสนเกรี้ยวกราดที่ผู้ย่างกรายผ่านไปมายังบริเวณหน้าห้องมักจะได้ยินอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ในวันนี้เองก็เช่นกัน ทว่า เสียงนั้นดูจะหวีดแหลมและเต็มไปด้วยความไม่พึงใจเสียยิ่งกว่าเก่า
“ศิษย์ข้าบรรลุศาสตร์แห่งพันธสัญญาที่ไม่ว่าพวกอุรังอุตังตัวไหน ๆ ในสำนักก็มิอาจบรรลุได้เชียวนะ! เื่เช่นนี้สมควรได้เฉลิมฉลอง มิใช่ปล่อยให้ศิษย์ข้าต้องเผชิญวิบากกรรมเช่นนี้!”
ยิ่งได้พูดน้ำเสียง สีหน้าสีตาของปรมจารย์แห่งพันธสัญญายิ่งออกรสออกชาติอย่างดุเด็ดเผ็ดมันส์ หลังได้ยินเื่ราวจากปากของศิษย์ตนว่าเมื่อวานได้ไปผจญวิบากกรรมสิ่งใดมาบ้าง มันจึงเป็เหตุให้ปรมจารย์หมังเย่โกรธเกรี้ยวจนหน้าดำหน้าแดงสบถคำก่นด่าออกมาไม่หยุดครู่หนึ่งแล้ว
“สมกับที่เป็สำนักหลังเขาเสียจริง! หารู้คุณค่าของยอดวิชาจากแดนไกลของข้าเสียเหลือเกิน! หากมิใช่ราชโองการของฮ่องเต้ ข้าคงมิเสียเวลาอยู่ในสำนักดักดานพรรค์นี้เป็แน่!”
ยามเมื่อโทสะของท่านหมังเย่ได้พุ่งปะทุขึ้น มันก็ยากที่จะหาผู้ใดมาหยุดยั้ง ทำให้เยากั๋วซ่านที่คิดจะนำเื่ราวมาปรึกษา ได้แต่ลอบถอนใจอยู่ภายในพร้อมกับทำเพียงแค่นั่งรับฟังท่านอาจารย์ของตนก่นด่าสำนักหินผาแห่งนี้มาร่วมสองเค่อแล้ว
“ศิษย์ข้าปราณตำหนิแล้วมันหนักหัวผู้ใด!? คุณค่าเที่ยงแท้ของเสี่ยวเยาคือมันสมองดุจทองคำขาวนี่ต่างหากเล่า!”
แน่นอนว่าเหตุทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น มันเกิดขึ้นมาจากเพียงสาเหตุเดียว นั่นคือการที่เยากั๋วซ่านเป็เพียงศิษย์ปราณตำหนิ ที่ไม่ว่าจะฝึกฝนลมปราณเท่าใดก็ไม่อาจนำออกมาใช้ได้ จนเป็เหตุให้การทำร้ายพวกปราณตำหนิไร้ทางตอบโต้จึงเป็สิ่งธรรมดาสามัญของเหล่าผู้ฝึกพลังชี่นิสัยต่ำทราม
“กระนั้นแล้ว...ในยุทธภพจ่งหัวอันกว้างใหญ่นี้ หากไร้ซึ่งลมปราณหมายถึงไร้ซึ่งทุกสิ่งอย่าง เื่ราวที่เกิดขึ้นในครานี้คงทำให้เ้าได้เรียนรู้ถึงความโหดร้ายของโลกผู้ฝึกยุทธแล้วสินะ เสี่ยวเยา?”
หลังได้ระบายอารมณ์เกรี้ยวโกรธออกมาจนสาแก่ใจได้สักพักใหญ่แล้ว อาจารย์หมังเย่ก็เลื่อนสายตาเหม่องมองผ่านบานหน้าต่างที่มีลมโชยอ่อน ๆ พร้อมแสงตะวันคล้อยบ่ายสาดส่องเข้ามา ก่อนจะเอื้อนเอ่ยถึงสัจธรรมแห่งโลกผู้ฝึกยุทธด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งอันยากจะคาดเดาว่าผู้พูดกำลังรู้สึกเศร้าสลด หรือรู้สึกปลงตกกับเื่ราวที่เอ่ยไปกันแน่
“...ข้ารู้ดีมาั้แ่ในวัยเยาว์แล้วล่ะขอรับ”
ความเป็จริงที่ท่านอาจารย์ได้เอ่ยมา ล้วนเป็สิ่งที่หนุ่มน้อยผู้นี้ได้เดินก้าวผ่านมาหมดแล้วทั้งสิ้น แม้จะเหนื่อยล้าต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นตลอดมา แต่สิ่งหนึ่งที่อาจารย์หมังเย่ยังคงเห็นอยู่ตลอดมาในแววตาของลูกศิษย์ผู้นี้ คือความแข็งข้อไม่ยอมแพ้ อันเป็เหตุให้เขาเป็หนึ่งเดียวในบรรดาผู้มีปราณตำหนิ ที่เข้าใกล้ความสำเร็จในการศึกษาภายในสำนักยุทธแห่งนี้
“แต่เ้าก็ยังเล่าเรียนตรากตรำตลอดมา ด้วยเหตุนี้เ้าถึงได้คู่ควรกับการเป็ผู้ใช้ศาสตร์แห่งพันธสัญญาของข้า”
แม้จะเจอกับเื่ราวที่ชวนให้ย่อท้อ แต่น้ำเสียงและแววตาที่ดูกร้านโลกของเด็กหนุ่มยังคงทำให้ผู้เป็อาจารย์เบาใจได้ จึงได้เริ่มเปลี่ยนมาเอ่ยชมมุ่งมานะอดทนที่เยากั๋วซ่านมีในตัว อันเป็เหตุให้เขาสำเร็จศาสตร์แห่งพันธสัญญาอันแสนวุ่นวายที่ไม่เคยมีผู้ใดในสำนักทำได้มาก่อน
แม้อีกนัยหนึ่งคือการที่ศาสตร์แห่งพันธสัญญาหาใช่วิชาเกื้อหนุนการฝึกฝนพลังปราณ จึงน้อยนักที่เหล่าศิษย์จักยอมทุ่มเทเวลากว่าสามปีอันยาวนานในการเล่าเรียนวิชาทางเลือกนี้เหมือนดั่งเยากั๋วซ่าน
“...เป็เช่นนั้นขอรับ ท่านได้สั่งสอนข้ามากมาย จนทำให้ข้ามีความเชื่อว่าคนปราณตำหนิเช่นข้าก็อาจเป็ผู้ยิ่งใหญ่ได้หากใช้ความรู้ทดแทนพลังปราณที่ข้าไม่อาจเอื้อม”
คำกล่าวชื่นชมจากอาจารย์ย่อมทำให้ผู้เป็ศิษย์หัวใจพองโตอยู่แล้ว แต่ว่า ในยามนี้เด็กหนุ่มกลับมีความรู้สึกบางอย่างเจือปนอยู่ภายใน แม้นัยตาจะยังคงแฝงไปด้วยความไม่ย่อท้อ แต่มันกลับสั่นไหวอย่างที่ผู้เป็อาจารย์ไม่เคยเห็น ขณะที่เด็กหนุ่มกำลังเอื้อนเอ่ยเื่ราวภายในใจออกมา
“แต่ว่า… หากเมื่อวานนี้ข้ามิได้ภายในเขตสำนัก หากข้ามิได้แม่นางจงเข้ามาช่วยเหลืออย่างสุดตัว ข้าก็คงมิอาจรอดพ้นเงื้อมมือของชางก้วนจุนได้เป็แน่”
ในที่สุดผู้เป็อาจารย์ก็ได้รับรู้เสียทีว่าความสั่นไหวในแววตานั้นมันคืออะไร มันมิใช่ความอ่อนล้าหรืออ่อนแอ แต่มันคือความเจ็บใจที่ตนเองมิอาจทำอะไรได้ในยามที่ภัยคุกคามมาถึงตัว ราวกับเขาจำต้องรอฟ้าฝนให้เป็ใจ หรือจำต้องได้มิตรไมตรีจากผู้ใดเข้าช่วยเหลือจึงจะรอดพ้น นั่นคือสิ่งที่ทำให้เยากั๋วซ่านรู้สึกปั่นป่วนภายในใจตลอดเวลาั้แ่เหตุเกิดจนกระทั่งในยามนี้
“มิใช่ว่าข้าเลิกเชื่อมั่นในความรู้หรอกนะขอรับ แต่ว่า.. ข้าที่ไร้ซึ่งพลังเช่นนี้จะสามารถเป็จอมยุทธ… ไม่สิ เพียงแค่ปกป้องตนเองยังมิอาจทำได้เลยด้วยซ้ำ”
เมื่อได้ยินศิษย์ของตนเอื้อนเอ่ยเช่นนั้น ผู้เป็อาจารย์ซึ่งมีริ้วรอยแห่งวัยชราภาพประดับประดาอยู่เต็มเครื่องหน้าก็ได้ค่อย ๆ ยกยิ้มขึ้นมาเรียบ ๆ พร้อมกับหนวดเคราที่สั่นไหวไปตามแรงขยับนั้นอย่างช่วยมิได้
“พูดมาเช่นนี้ เ้ามิได้รู้สึกสิ้นหวังหรอกใช่หรือไม่?”
“ไม่มีทางขอรับ!”
แม้จะรู้ดีว่าคำตอบของศิษย์รักนั้นคือคำว่าไม่มีทางที่ฉายชัดออกมาทางแววตาอย่างชัดเจนอยู่แล้ว แต่ยามเมื่อเห็นศิษย์ของตนพูดออกมาอย่างเจ็บใจเช่นนั้น ผู้เป็อาจารย์จึงเลือกจะทำทีท่าพูดอย่างเย้ยหยันเพื่อขับดันแรงใจให้พุ่งพล่านออกมาด้วยโทสะ จนทำให้เยากั๋วซ่านพูดตอบสวนกลับอย่างฉับพลันด้วยทีท่าที่ดูดุดันขึ้นไม่น้อย
“ข้าแค่อยากจะแข็งแกร่งขึ้นให้ได้.. ด้วยตนเองเพียงเท่านั้น ข้าไม่อยากจะต้องเอาแต่พึ่งพาผู้อื่นจนตนเองดูไร้ค่าถึงเพียงนี้!”
คำว่ายอมแพ้มิเคยมีอยู่ในหัวของเด็กหนุ่มผู้นี้อยู่แล้ว เพียงแต่ในใจเขายามนี้เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองใจในตนเองที่ไม่อาจทำสิ่งใดได้ด้วยมือเท้าของตน ดั่งเช่นเมื่อวานก็เอาแต่พึ่งพาแม่นางจงราวกับคนขลาดเขลา
“แต่ท่านก็รู้ ว่าข้านั้นพยายามทุกสิ่งอย่าง หาทุกวิถีทางแล้ว ข้าก็มิเห็นเส้นทางที่ข้าจะแกร่งขึ้นได้ด้วยตนเองเลย กระทั่งพันธสัญญาเองก็ตามที… ข้าไม่รู้จะต้องทำเช่นไรดีแล้ว ท่านอาจารย์”
ั้แ่ที่ได้เป็ศิษย์อาจารย์กันมา หมังเย่เห็นเด็กชายผู้นี้พยายามขวนขวายอย่างเอาเป็เอาตาย ตามหาทุกหนทางเพื่อที่จะให้ตนฝึกยุทธได้เฉกเช่นคนอื่น ๆ หากแต่วิชาในสำนักยุทธล้าหลังแห่งนี้มิอาจไขแจ้งปัญหาให้เขาได้ กระทั่งศาสตร์แห่งพันธสัญญา สุดยอดวิชาที่ตนภูมิใจ หมังเย่เองก็ได้แต่ยอมรับว่ามันมิอาจทำให้แกร่งขึ้นได้ด้วยตนเองเช่นกัน
“ก่อนหน้า ข้าไม่เคยพูด เพราะอยากให้เ้ามีแรงขวนขวายต่อไป แต่ในยามนี้.. เื่ที่เกิดขึ้นนี่คงทำให้เ้ารู้สึกหลังพิงฝาสินะ?”
“...มิผิดเลยขอรับ”
ใช่แล้ว แม้ปกติจะรู้อยู่เต็มอกว่าตนอ่อนแอ แต่เหตุที่เกิดเมื่อวาน ยามที่ได้เห็นพลังอันท่วมท้นของชางก้วนจุนที่เหนือเกินกว่ามนุษย์ปกติไปแล้ว มันทำให้ความรู้สึกร้อนรนเกิดขึ้นมาภายในใจ ยิ่งเมื่อเหลือระยะเวลาเพียง 2 เดือนก่อนถึง่สอบ เวลาที่ราวกับจะหมดลงไปแล้วทำให้เยากั๋วซ่านรู้สึกเหมือนหนทางถูกปิดตายลงไปต่อหน้า จนเกิดความสับสนคิดวกวนจนหาคำตอบให้ตนไม่ได้จนถึงยามนี้
“แต่บัดนี้ ข้าคิดว่าเ้าทำทุกหนทางที่ผู้มีปราณตำหนิอย่างเ้าจักทำได้แล้ว เช่นนั้นข้าจึงอยากจะบอกเ้าในฐานะอาจารย์ที่ห่วงใยเ้าจากใจจริง”
ยามเมื่อศิษย์จนใจไร้หนทางแก้ปัญหา ก็ถึงคราวผู้เป็อาจารย์ต้องคอยนำทางชี้แนะ แม้จะสำเร็จวิชาไปแล้วแต่ภาระหน้าที่ของอาจารย์หาได้จบสิ้นไม่ ยิ่งได้ผูกพันธะเป็ศิษย์อาจารย์ชั่วนิรันดร์แล้ว ผู้เป็อาจารย์อย่างหมังเย่ยิ่งไม่อาจมองข้ามความทุกข์ของลูกศิษย์ตนได้เป็แน่ เขาจึงได้พูดเกริ่นขึ้นมาเช่นนั้นให้เยากั๋วซ่านได้รับรู้
“..ว่ามาเลยขอรับ ศิษย์พร้อมรับการชี้แนะ”
ด้านเยากั๋วซ่านเองที่ได้ฟังดังนั้น ก็ค่อย ๆ คลายความกังวลบนใบหน้าลง พร้อมกับพยักหน้าตอบรับคำของอาจารย์พร้อมรับฟังคำชี้แนะเ่าั้อย่างตั้งใจ
“ไม่ว่าจะเป็ผู้ใดในโลก ล้วนแข็งแกร่งได้เพราะมีผู้คนรอบกาย.. อาจมิใช่ในคราบสหายร่วมรบ ก็อาจมาในคราบของอาจารย์ หรืออาจเป็ครอบครัว คนรัก… ไม่มีผู้ใดสามารถคิดการใหญ่ด้วยการพลิกฝ่ามือของตนเพียงผู้เดียวได้หรอก!”
ยามที่ได้ยินท่านอาจารย์เอ่ยออกมาเช่นนั้น ในทีแรกเด็กหนุ่มเกิดความหวั่นใจไม่น้อยว่าท่านจะพูดถึงขีดจำกัดของผู้มีปราณตำหนิอย่างตนว่ามิอาจก้าวข้ามได้ด้วยกำลังของตนหรือเปล่า แต่ไม่เลย ท่านกลับชี้แนะให้ได้เห็นว่า มิว่าผู้ใดต่างก็้าผู้อยู่เื้ัเป็พลังให้แทบทั้งสิ้น
“ถึงเ้าจะอ่อนแอ ถึงเ้าจักมีปราณตำหนิ ถึงเ้าจักต้องมีผู้คนคอยอุ้มชูมากมายกว่าผู้อื่นอยู่บ้างถึงจักแกร่งได้ แต่มันมิได้เสียหายตรงไหนเลยนี่ ดีเสียอีกที่มีผู้คนมากมายรักและช่วยเหลือ มิใช่รึ?”
สิ่งที่หมังเย่ได้พูดออกไปนั้น คือการเน้นย้ำให้เยากั๋วซ่านได้รับรู้ถึงคุณค่าของความช่วยเหลือ ในยุทธภพนี้สิ่งที่ยากยิ่งมิใช่การฝึกฝนยุทธาวิชาลมปราณหรอก แต่เป็มิตรแท้และสหายต่างหาก แม้จักเป็ผู้มีปราณตำหนิ หากมีมิตรแท้เคียงข้างกาย ไม่ว่าจะคิดทำการใดย่อมลุล่วงโดยง่ายยิ่งกว่ายอดอัจฉริยะหัวเดียวกระเทียมลีบเป็แน่
“..แต่ว่าข้าไม่อยากเป็ตัวถ่วงของผู้ใด”
แม้จะได้ฟังอาจารย์กล่าวมาเช่นนั้น แต่ธงในใจที่เกิดขึ้นมาั้แ่เมื่อยังเยาว์วัยนั้นยากที่จะหักทิ้งลงได้ด้วยคำพูด เยากั๋วซ่านยังคงรู้สึกว่าตนนั้นควรเป็ที่พึ่งแห่งตน อย่างไรเสียหากแกร่งได้ด้วยตนย่อมดีกว่าการรอน้ำบ่อหน้าจากผู้อื่นมากกว่า ทำให้ในยามนี้สีหน้าของเ้าตัวยังเต็มไปด้วยความอมทุกข์ไม่น้อย
“...สำหรับเ้ามันคงเป็สิ่งที่เกินคิดเกินฝัน ข้าเข้าใจ แต่ว่านั่นเป็หนทางเดียวที่เ้าจักแกร่งขึ้นได้อย่างแท้จริง เชื่อข้าเถิด”
เขารู้ว่าศิษย์ตนมิใช่พวกหัวดื้อ แต่ในยามนี้มันคงยากไปที่จักลบล้างเื่ราวอันเลวร้ายที่เด็กหนุ่มได้ประสบมาตั้งเด็กจนกระทั่งยามนี้ ที่เขามิได้มีมิตรสหายข้างกายจนอาจทำให้ขาดหายความเชื่อใจในมวลมนุษย์ แต่กระนั้น อาจารย์ผู้นี้ก็ยังยืนยันคำเดิม แม้ตอนนี้ผู้เป็ศิษย์จักทำหน้าราวกับเชื่อคำพูดเหล่านี้ไม่ลงอยู่ก็ตามที
“เ้าเองก็รู้ดีถึงศาสตร์แห่งพันธสัญญา มีมากหลากหลายพันธะที่จักช่วยให้เ้าเข้าสู่หนทางผู้ฝึกยุทธได้”
เมื่อการปรับทัศนคติด้วยคำพูดมิอาจเป็ผล อาจารย์หมังเย่จึงหันเหทิศทางบทสนทนามาเป็เื่ราวของศาสตร์แห่งพันธสัญญา ที่นอกจากตัวเขาแล้วก็มีเพียงศิษย์เท่านั้นที่รู้ดีว่ามันมีสรรพคุณมากมายนานับประการเพียงใด
“ขอรับ แต่ว่า การทำพันธสัญญากับผู้อื่นนอกเหนือจากท่านน่ะ… มันไม่อาจ–”
“จงอย่าปิดกั้นจิตใจ! ทุกสิ่งอย่างล้วนเป็ไปได้ในวัฏจักรอันหลากหลายนี้ แค่เ้ายังไม่พบเห็นมิใช่ว่ามันจักไม่มี”
กระนั้น ผู้เป็ศิษย์ยังคงติดหล่มในความรู้สึกเดิม ๆ อันเป็เหตุให้เอ่ยปากออกมาเช่นนั้น จนทำให้ผู้เป็อาจารย์ต้องพูดขึ้นขัดเสียงแข็งพร้อมกับใช้นิ้วชี้จิ้มเข้าไปยังบริเวณหน้าอกข้างซ้ายของผู้เป็ศิษย์ สอดรับกับคำพูดที่บอกให้หนุ่มน้อยเปิดจิตเปิดใจต่อทุกสิ่ง
“พันธะหยิบยืม พันธะเบ็ดเสร็จ พันธะทาส พันธะฉันท์มิตร พันธะฉันท์เซียน ไปจนถึงพันธะชีวิต ทุกพันธสัญญาที่มีในศาสตร์แห่งนี้ล้วนเป็หนทางดับทุกข์ให้เ้าได้ทั้งสิ้น แต่เ้าจำเป็ต้องมีคู่สัญญาที่จักแบ่งสรรพลังปราณมาให้เ้าใช้ฝึกยุทธตามแต่พันธะของสัญญาที่ข้าได้กล่าวไป”
ต่อจากการพูดสั่งสอนคือการเอ่ยทบทวนถึงบทเรียนที่ตัวของเยากั๋วซ่านเองก็ทราบดีว่าพลังของพันธสัญญาทุกชนิดที่ได้ร่ำเรียนมาว่ามีฤทธาอย่างไรบ้าง แต่ปัญหายังคงวนอยู่ในอ่างนั่นคือการต้องมีคู่สัญญา แม้เพียงหนึ่งแต่เยากั๋วซ่านกลับรู้สึกว่ามันห่างไกลเกินตนเหลือเกิน
“ก่อนข้าจักรู้วิชาแห่งพันธสัญญา ข้าเป็ได้เพียงแค่ผู้ฝึกยุทธขั้นฝึกตนเพียงเท่านั้น ชีวิตข้าที่ได้โลดโผนผจญภัย จนสร้างชื่อได้เป็จอมยุทธก็เพราะพันธสัญญาต่าง ๆ ที่ข้าผูกไว้นับไม่ถ้วนเ่าั้”
กระนั้น ผู้เป็อาจารย์อย่างหมังเย่ยังกล่าวต่อไป ด้วยการเอ่ยถึงเื่ราวในชีวิตอันยาวนานในยุทธภพ ว่าการที่ทุกอย่างพลิกผันจนกลายเป็ผู้มีหน้ามีตาในฐานะจอมยุทธ์ได้ ทั้งหมดล้วนเป็เพราะศาสตร์แห่งพันธสัญญา เพื่อกระตุ้นจูงใจศิษย์ของตนให้รับฟัง
“แม้สุดท้าย.. จักต้องจบลงอย่างสูงสุดสู่สามัญ แต่มันก็ทำให้ข้ารู้สึกถึงคุณค่าในชีวิตของตน”
พอกล่าวจนถึงตรงนี้ สีหน้าของหมังเย่ก็ค่อย ๆ เรียบนิ่งขึ้น นัยตาส่องประกายหลากอารมณ์ ทั้งสุข ทุกข์ เศร้า ยินดี ผสมปนเปกันไปมาราวกับไวน์ชั้นยอดที่หมักไว้นานแรมปีดั่งเช่นอายุอานามที่ผ่านมานานของเขา ก่อนที่สายตาจะพลันเลื่อนจ้องมองลงไปยังแขนขวาอันเหี่ยวย่นของตนที่บัดนี้ชาวาบจนแทบจะไร้ซึ่งเรี่ยวแรงกำหมัดให้แแ่ได้
“เ้าเองก็เช่นกัน เสี่ยวเยา! เ้าสู้ดิ้นรนมาจนถึงปานนี้แล้ว เ้าจักยอมให้มันจบลงไปเช่นนี้ ทั้ง ๆ ที่เ้ารู้ว่ายังมีหนทางเหลืออยู่ได้อย่างนั้นรึ?”
เมื่อเอ่ยกล่าวถึงคราวเื่ของตนจบ ผู้เป็อาจารย์ก็จ้องมองใบหน้าของศิษย์หนุ่มที่ยังเต็มไปด้วยความสับสนและต่อต้านอยู่ลึก ๆ ภายใน ก่อนจะพูดเอ่ยถามออกมาเช่นนั้นเพื่อสั่นสะท้านจิตใจเด็กหนุ่มให้ได้ตกกระทบต่อความคิด ว่าจักยึดมั่นในศักดิ์ศรีจนเป็ได้เพียงแค่คนไร้ค่า หรือจักยอมทุ่มหาทุกหนทางเพื่อกลายเป็ยอดยุทธสยบฟ้า
“มิใช่วันนี้ ยังมีวันหน้า มิใช่วันหน้ายังมีคราต่อ ๆ ไปอยู่อีกเสมอ ข้าเชื่อเสมอว่ามันจักต้องมีผู้ที่เ้าจะได้ผูกพันธสัญญา แบ่งสรรฝึกปราณเคียงคู่ไปพร้อมกันกับเ้า”
จากนั้น ชายชราก็เดินเข้ามาจับไหล่ของศิษย์หนุ่มที่ยังทำสีหน้าปั้นยากอยู่ไม่ตกพร้อมกับเอ่ยกล่าวอย่างเชื่อมั่นว่าเพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้เป็อาจารย์คนนี้ยังมั่นใจในตัวเขาอยู่เสมอว่าสักวันหนึ่งเขาจักต้องมีคู่หูแห่งพันธสัญญาได้เป็แน่
“เ้าลองเก็บคำของอาจารย์ไปขบคิดต่อดูเถิด เริ่มต้นจากความเชื่อใจ เหมือนที่เ้ามีให้มารดา เหมือนที่เ้ามีให้กับอาจารย์ผู้นี้ แล้วทุกสิ่งอย่างจะดีพร้อมตามที่เ้าปราถนา”
“..ขอรับ”
ทั้งความเชื่อใจ ทั้งคำสั่งสอน คำแนะนำ ทุกสิ่งอย่างที่ผู้เป็อาจารย์มีให้ เหมือนในเวลานี้จะยังไม่อาจส่งตรงถึงจิตใจของผู้เป็ศิษย์ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะเยากั๋วซ่านยังดูมีใบหน้าที่สับสนลังเลในจิตใจ ราวกับยังหาคำตอบมิพบในการสนทนากับอาจารย์ครานี้ แต่เด็กหนุ่มก็ยังก้มหัวคำนับรับคำสั่งสอนนั้นของอาจารย์เข้ามาสู่ใจ
“ใกล้จะสิ้นยามอู่*แล้ว เ้ารีบไปหากับข้าวกับปลากินก่อนเถอะ ยังต้องเล่าเรียนต่ออีกมิใช่รึ?”
ส่วนทางฟากฝั่งผู้เป็อาจารย์เอง เมื่อรู้ว่ายามนี้ต่อให้เค้นกดดันเยากั๋วซ่านต่อไป ก็มิอาจส่งผลดีต่อเด็กหนุ่มได้ จึงได้แต่ยอมรามือแต่เพียงเท่านี้ ก่อนจะไล่ให้เด็กหนุ่มได้ออกไปหาอะไรกินขณะที่่เที่ยงวันใกล้จะผ่านพ้นไป
“ขอรับ.. ท่านอาจารย์ เช่นนั้นแล้วศิษย์ขอลา”
เริ่มต้นจากความเชื่อใจ.. งั้นรึ?
คำนี้คือสิ่งที่วนเวียนไปมาภายในจิตใจของเยากั๋วซ่านตลอดเวลาหลังจากที่ได้สนทนากับท่านอาจารย์หมังเย่มาเมื่อเที่ยงวัน กระทั่งในยามที่อาทิตย์อัสดงเริ่มคล้อยลงจากฟากฟ้า คำกล่าวของผู้เป็อาจารย์กลับยังมิหายไปไหนจนทำให้เด็กหนุ่มคิดไม่ตกอยู่เช่นนี้
“เยากั๋วซ่าน!”
“หือ?”
ขณะที่สองเท้ากำลังเยื้องย่างออกจากประตูสำนักพร้อมกับแสงสีแสดสาดส่องไปทั่วเมือง เสียงเรียกจากทางด้านหลังที่ฟังดูคุ้นหูก็ค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้มากขึ้นจนพบว่าต้นทางเสียงบัดนี้น่าจะกำลังยืนอยู่ด้านหลังของเขาแล้ว ทำให้เยากั๋วซ่านค่อย ๆ หันไปตามเสียงเรียกนั้น ขณะที่ก็กำลังหลุดจากภวังค์ในจิตใจที่เอาแต่ขบคิดที่คำพูดของอาจารย์จนมิได้สนใจสิ่งรอบข้างเท่าใดนัก
“แม่นางจง?”
คนที่เรียกเขาด้วยเสียงหวานแต่กลับฟังดูสุขุมนั้นก็คือ จงเค่อฉิง หญิงสาวผู้ที่ช่วยเหลือเขาเอาไว้จากเหตุของชางก้วนจุนเมื่อวานนี้เอง สีหน้าที่นิ่วขมวดกันเป็ปมพร้อมกับเสียงหอบหายใจเบา ๆ ทำให้เด็กหนุ่มมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัย เพราะราวกับว่านางกำลังเดินตามเขามาอย่างไรอย่างนั้น
“มีอะไรกับข้ารึเปล่า?”
ทำให้เยากั๋วซ่านยิงคำถามออกไปโดยไม่ลังเล พลางก็จ้องมองทีท่าของอีกฝ่ายเพื่อคาดเดาการกระทำถัดไปของเ้าหญิงหิมะผู้นี้ เพราะเขาคิดไม่ออกจริง ๆ ว่านางมีเหตุอันใดจนต้องมาตามติดเขาถึงเช่นนี้
“ข้า.. โอ๊ย ไม่สิ เ้าน่ะ กำลังจะกลับบ้านใช่หรือไม่?”
“...ใช่ โพล้เพล้เช่นนี้แล้ว ไม่มีผู้ใดอยู่ต่อในสำนักได้หรอก แล้ว… ที่ข้าจะกลับบ้านมันทำไมรึ?”
ทีแรก สีหน้าของแม่นางจงดูจะมีความไม่พอใจเล็ก ๆ แอบแฝงอยู่ แต่นางก็รีบกักเก็บอารมณ์ขุ่นใจนั้นเอาไว้ พลางก็รีบเอ่ยถามเขาไปอย่างดูร้อนใจ ทำให้เยากั๋วซ่านตอบไปอย่างมึนงงว่าเหตุใดนางถึงได้ถามคำถามที่มิว่าใครก็น่าจะรู้อยู่แล้วในเพลาเช่นนี้
“เ้านี่นะ.. พูดได้เช่นนี้แสดงว่าเมื่อวานมิได้เกิดเหตุอันใดขึ้นเลยสินะ?”
“...ข้าก็กลับบ้านปกตินะ แม่นางนั่นแหละอยากจะพูดสิ่งใดกับข้ากันแน่?”
เมื่อได้เห็นทีท่าทำเป็ทองมิรู้ร้อนของเยากั๋วซ่าน สีหน้าของจงเค่อฉิงก็ยิ่งจะดูหงิกงอขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนที่นางค่อย ๆ ตั้งสติของตนให้มั่นแล้วพูดถามเด็กหนุ่มไปอีกคราเพื่อยืนยันให้แน่ใจในสิ่งที่นางคาดคิด ซึ่งเยากั๋วซ่านเองก็ตอบกลับอย่างมึนงงเช่นเดิม ก่อนจะรีบถามสวนกลับอย่างสงสัยว่านางคิดจะทำอะไรกันแน่
“ก็เื่ของเ้าชางก้วนจุนอย่างไรเล่า!? นี่เ้ามิได้คิดเลยรึว่าจะโดนลอบกัดนอกสำนักน่ะ?”
พอนางโพล่งกล่าวออกมาเช่นนั้นด้วยสีหน้าราวกับหงุดหงิดเหลือทน มันก็ทำให้เยากั๋วซ่านถึงบางอ้อในบัดดล ที่นางลงทุนเรียกเขาไว้หน้าสำนักเช่นนี้ คงจะเป็ห่วงกลัวว่าเขาจะโดนชางก้วนจุนลอบทำร้ายเอานอกสำนักสินะ?
เพราะล่าสุดเกราะกำบังเพียงหนี่งเดียวของเยากั๋วซ่านคือกฏระเบียบของสำนักที่จักทำให้ชางก้วนจุนมีปัญหาเอาได้หากถูกเหล่าผู้าุโลงโทษ เช่นนั้นแล้ว หากชางก้วนจุนที่ผูกใจเจ็บอยู่จักหาทางระบายแค้น การลอบกัดนอกสำนักจึงมิใช่เื่ที่ควรมองข้ามแม้เพียงนิด
หากมิใช่ว่าเยากั๋วซ่านเคยเป็ เพื่อน กับ ชางก้วนจุนมาก่อนล่ะก็…
“ถึงชางก้วนจุนจะเป็อันธพาล แต่คนพรรค์นั้นมิใช่พวกลอบกัด หากข้ามิเข้าใกล้หรือเื่ของข้ามิได้ไปทำให้มันขุ่นเคืองใจโดยพลันเหมือนคราก่อน มันก็ไม่ว่างจักมาตามจิกกัดข้าดอก”
เยากั๋วซ่านจึงเอ่ยตอบจงเค่อฉิงไปด้วยทีท่าสงบนิ่งมิไหวติงต่อคำถามที่ข้องเกี่ยวกับความเป็ความตายในชีวิตตนแม้แต่น้อย เพราะเคยเป็เพื่อนเขาย่อมเข้าใจดี ว่าชางก้วนจุนนั้นเป็คนอย่างไร แม้จะเป็สวะจอมพาล แต่มิใช่หมาลอบกัดแม้เพียงนิด
“...”
“ข้ารู้ว่ามันยากจะเชื่อลงได้หลังจากที่เห็นมันทำเช่นนั้น แต่เชื่อข้าเถิด มิเช่นนั้นแล้วข้าคงมิอาจจะใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนี้ได้เป็แน่”
สีหน้าของสาวน้อยดูเต็มไปด้วยความอึมครึมปั้นยาก มันยากจะเชื่อได้เหลือเกินเมื่อนางได้เคยประสบพบเจอกับแรงโทสะอันเกรี้ยวกราดของชางก้วนจุนเข้ากับตน แต่เมื่อได้ยินที่เยากั๋วซ่านกล่าวเพิ่มเติมออกมาอย่างเรียบนิ่ง มันก็ทำให้นางคิดตามแล้วพบว่ามันก็จริงอย่างที่ว่า
“...งั้นรึ ข้าคงกังวลมากไปสินะ”
เมื่อได้รับรู้เช่นนั้นแล้ว ความรู้สึกโล่งใจก็ได้ผุดขึ้นมาจนทำให้นางผ่อนคลายสีหน้าของตนลงพร้อมกับยิ้มบาง ๆ ออกมาอย่างโล่งอก
ทว่า ตอนนั้นเองที่นางได้รู้สึกตัว ว่าการที่เยากั๋วซ่านตอบนางเช่นนั้นแล้ว มันทำให้สิ่งที่นางได้ทำมาทั้งหมด กลายเป็เพียงความกังวลเกินไป จนทำให้นางทำหลายสิ่งเกินกว่าเหตุ และนั่นทำให้นางคิดเองเออเองจนสีหน้าผันเปลี่ยนฉับพลันเป็ความอับอายจนต้องเบือนหน้าหนีคนตรงหน้าไปเสียเช่นนั้น
ั้แ่เมื่อเย็นวานนางก็อุส่าห์เฝ้ารอที่หน้าประตูใหญ่ของสำนักเพื่อจะจับตาดูเยากั๋วซ่านมิให้เจอภัยจากชางก้วนจุน ทว่า มันก็กลับเป็เพียงแค่ความกังวลจนเกินเหตุไปเสียได้! น่าอับอาย ช่างน่าอับอายเสียจริง!
“...ขอโทษด้วยหากข้าทำให้เ้ากังวล หากแต่–”
ขณะที่เยากั๋วซ่านกำลังจะเอ่ยตัดบทเพื่อมิให้นางต้องมากังวลเื่ของเขาอีกต่อไป สิ่งที่ผุดขึ้นมาภายในหัวของเขาในยามนี้ คือคำ ๆ เดียวกันกับที่ลั่นมาตลอดทั้งวัน
เริ่มต้นจากความเชื่อใจ… เหมือนที่ข้ามีให้แม่… เหมือนที่ข้ามีให้อาจารย์…
“หากเ้ายังเป็กังวล เช่นนั้นลองมาพิสูจน์ด้วยตาเ้าสิ”
นั่นทำให้เยากั๋วซ่านเก็บคำพูดตัดบทนั้นออกไป แล้วตัดสินใจเปิดอกเชื่อใจในความเป็ห่วงของแม่นางตรงหน้าที่กำลังเบือนหน้าหนีเขาด้วยสาเหตุบางประการในยามนี้
“...หมายความว่าอย่างไร?”
ขณะที่กำลังอับอายต่อการกระทำของตนที่กังวลเกินกว่าเหตุอยู่นั้น ยามได้ยินเยากั๋วซ่านเอยออกมาเช่นนั้น มันก็ทำให้นางถึงกับต้องกลั้นใจดึงสีหน้าของตนให้กลับมาเรียบนิ่ง ก่อนจะรีบเอ่ยถามอีกฝ่ายกลับไปด้วยความสงสัยระคนแปลกใจ เพราะหากนางมิคิดผิดไป นั่นคือคำชวนให้นางได้พิสูจน์ข้อสงสัยด้วยการ…
“ข้าหมายถึง.. เ้าก็ลองมาดูให้เห็นกับตาเลยสิ ว่าชางก้วนจุนไม่ได้มาทำสิ่งใดกวนใจข้าเลยแม้แต่น้อย.. เช่นนั้นกระมัง”
ทันทีที่เอ่ยจบ เยากั๋วซ่านก็ค่อย ๆ ยกมือขวาขึ้นจับตรงหลังคอของตนอย่างดูประหม่า ไม่ใช่แค่เพราะกำลังพูดคุยกับสาวงามเพียงเท่านั้น แต่นี่คือการพูดคุยกับหนุ่มสาวรุ่นราวคราวเดียวกันอย่างหากได้ยาก ที่เยากั๋วซ่านแทบจะลืมไปแล้วว่าต้องคุยอย่างไรกับคนรุ่นเดียวกันเช่นนี้
“...หรือถ้าเ้าไม่อยาก ถือเสียว่าข้าไม่ได้พูดอะไรไปก็แล้วกัน”
ขณะที่เยากั๋วซ่านพยายามค่อย ๆ คิดลองเปิดใจ แต่สิ่งที่เขาได้เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวที่ปกติเดิมทีแม้จะมีหลากอารมณ์ แต่ใบหน้าของนางดูเรียบเฉยเป็ปกติจนถูกกล่าวขานว่าเป็เ้าหญิงหิมะตามสมญา ทว่า ในยามนี้สีหน้าของนางมิใช่แค่นิ่ง แต่ดูเหมือนไร้การตอบสนองไปเลยเสียมากกว่า มันเลยทำให้เด็กหนุ่มรีบพูดดักคอไปเช่นนั้น ก่อนจะเตรียมตัวหันหลังเพื่อเดินจากไป
“เอาสิ ให้ข้าได้เห็นกับตาไปเลยว่าที่เ้ามั่นใจมันจริงแท้เพียงใด”
ทันทีที่ตั้งสติของตนมาได้หลังจากตกอยู่ในภวังค์ทบทวนความคิดอยู่ครู่ใหญ่ จนเยากั๋วซ่านเริ่มตั้งตัวจะเดินออกจากประตูหน้าสำนักไปแล้ว จงเค่อฉิงก็ได้เอ่ยขึ้นมา พร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความจริงจังราวกับนางเป็กังวลต่อสถานการณ์ของเขาอย่างแท้จริง
หากแต่…
“ถ้าเช่นนั้นก็ไปกัน แวะตลาดเสียหน่อยคงไม่ว่ากระไรใช่ไหม?”
“...เอาตามที่เ้าใช้ชีวิตยามปกติเลย”
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่ชายหนุ่มรู้สึกว่า ใบหน้าของนางในยามนี้ถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงจาง ๆ หรือไม่ก็อาจเป็เพียงแค่แสงตกกระทบจากตะวันลับฟ้าในยามนี้ก็เป็ได้…
ขณะเดียวกัน อีกฟากฝั่งหนึ่งภายในเมืองชินเจี่ยโป
“ไป!!! ข้าบอกให้ไปให้พ้น!!!”
ปั่ก!
เสียงเอะอะโวยวายดังลั่นขึ้นกลางเขตที่พักอาศัยที่มีบ้านไม้เรียงรายต่อกันเป็ทิวแถวอย่างดูแน่นขนัด พร้อมกับร่างของชายวัยกลางคนที่กำลังจับจ้องบางสิ่งที่เกาะติดอยู่บนหลังคาบ้านของตนด้วยแววตาหวาดกลัว พร้อมกับแผดเสียงตวาดลั่นขณะที่มือกำลังถือไม้ไผ่ด้ามยาวฟาดเข้าไปบนหลังคาจนเกิดเสียงดังตกกระทบ จนทำให้ผู้คนรอบข้างในเขตที่พักนี้ ต่างจำต้องออกมาดูเื่ราวอย่างอดมิได้
“กรู๊ว!!”
และสิ่งที่โดนไม้ไผ่ฟาดเข้าเต็มเปาจนต้องร้องลั่นขึ้นมา พร้อมกับขนปีกสีเทาที่ร่วงหล่นขณะที่มันกำลังพยุงร่างอันบอบช้ำออกบินสู่ฟากฟ้าอย่างทุลักทุเล นั่นก็คือนกฮูกน้อยขนเทาที่กำลังอกสั่นขวัญฝ่ออย่างหนักหน่วงหลักถูกมนุษย์ผู้นั้นทำร้ายเอา
“เหวอ! นกแสก!”
“กรี๊ดดดด!! ไล่มันไปสิ ไล่มันไป!”
“หากมันเกาะลงที่บ้านผู้ใด จักต้องมีคนตายเชียวนะ รีบไล่มันไปเร็วเข้า!!”
เมื่อยามได้เห็นนกฮูกตัวน้อยแสนบอบช้ำกำลังออกบินอย่างอ่อนแรง เหล่าชาวเมืองที่อยู่ในแถบนั้นต่างก็ร้องกันเสียงระงมออกมาเมื่อรู้แล้วว่าเหตุใดชายผู้นั้นถึงต้องทุบมันเข้าเต็มแรงเช่นนี้
นั่นเป็เพราะนกแสก… คือสัตว์ร้ายหายนะที่นำพาความตายมายังทุกที่ที่มันย่างกราย
เชิงอรรถประจำตอน
ยามอู่ คือ่เวลาั้แ่ 11.00 – 12.59 น.