เจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain)

    บทที่ 43: เผชิญหน้าอสูรโคมไฟ (Face the Demon Lantern)

    พวกเธอทั้งสามตัดสินใจที่จะเข้าเผชิญหน้ากับเหล่าอสูรโอนิโยไคที่เพ่นพ่านไปมาในหมู่บ้าน โทโมเอะทำการเปลี่ยนดาบคู่ชนิดโค้งให้กลายเป็นกระบี่คันศรโดยการนำปลายด้ามของดาบโค้งทั้งสองเล่มมาเสียบเข้าด้วยกัน จากนั้นก็ยิงธนูเวทย์ออกมาเป็นฝูงนางแอ่นธาตุไฟและบินพุ่งเข้าโจมตีใส่พวกโอนิโยไคทางด้านยูกินะก็ได้ชักดาบพลังแสงออกมา สักพัก ความทรงทำของเจ้าหญิงฮิเมรากิตอนที่ใช้ดาบเล่มนี้ก็ได้หลั่งไหลเข้ามา ดาบพลังแสงเล่มนี้มันสามารถเปลี่ยนรูปแบบอาวุธได้ถึง 3 แบบ คือดาบปกติ ดาบยาว และง้าวยูกินะได้เปลี่ยนรูปแบบอาวุธให้กลายเป็นดาบโอดาจิที่มีขนาดยาวโดยการดึงที่ปลายด้ามจับออกมาและพุ่งเข้าฟาดฟันพวกอสูรโยไคที่เพ่นพ่านตามที่ต่างๆ ในหมู่บ้าน ในระหว่างนั้นก็มีการหยิบแผ่นยันต์ขึ้น 7 ใบและนำมาเรียงตามหน้ากระดาน“Rin Pyo To Sha Kai Jin Retsu Zai Zen...OM!!”จากนั้นก็ทำการร่ายเวทย์เพื่อเสกแผ่นยันต์ที่ลอยบนกลางอากาศให้กลายเป็นนกอินทรีย์สายฟ้าทั้ง 7 ตัวและบินเข้าพุ่งชนใส่พวกมัน ส่วนทางด้านคิทสึเนะในร่างภูติพิทักษ์จิ้งจอกคมดาบก็พุ่งเข้าฟันใส่พวกมันด้วยคมดาบคาตานะที่คาบไว้อยู่บนปากด้วยความเร็วสูงโทโมเอะคอยจัดการกับพวกอสูรโอนิโยไคที่พุ่งเข้ามาหาด้วยคมของกระบี่คันศรพลางยิงธนูเวทย์ลำแสงใส่พวกมัน ในระหว่างนั้นก็มีการสลับเปลี่ยนรูปแบบอาวุธกันไปมาระหว่างกระบี่คันศรกับดาบคู่ชนิดโค้ง พร้อมกับยิงธนูเวทย์อัสนีบาตใส่พวกมัน“Rin Pyo To Sha Kai Jin Retsu Zai Zen...OM!!”ทางด้านยูกินะก็หยิบแผ่นยันต์ 3 ใบขึ้นและโปรยขึ้นบนฟ้าก่อนที่เธอจะทำการร่ายเวทย์เพื่อเสกแผ่นยันต์ทั้ง 3 ใบให้กลายเป็นเหยี่ยวลมขนาดใหญ่เหยี่ยวลมนั้นได้ปล่อยลูกพายุขนาดใหญ่พัดโหมกระหน่ำใส่จนทำให้พวกมันปลิวขึ้นบนกลางอากาศ จากนั้นเธอก็วิ่งพุ่งเข้าหาเหล่าอสูรโอนิโยไคพลางเปลี่ยนรูปแบบอาวุธให้กลายเป็นง้าวโดยการหมุนที่กระบังมือและดึงที่ปลายด้ามจับออกมาก่อนที่เธอจะร่ายเวทย์ธาตุไฟลงบนคมง้าวจนเกิดเปลวไฟลุกโชนไปทั่วคมง้าวและพุ่งเข้าจัดการกับพวกมัน ส่วนทางด้านคิทสึเนะยังคงวิ่งพุ่งเข้าฟันใส่พวกมันอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งพวกเธอทั้งสามสามารถจัดการกับเหล่าอสูรโอนิโยไคลงได้ทั้งหมด“มากันเป็นฝูงเลยแฮะ เจ้าพวกปีศาจโคมไฟพวกนี้” คิทสึเนะมองเห็นเหล่าโชว์ชินโอบาเกะ-โยไคที่กำลังลอยเข้ามากันเป็นฝูง ยูกินะจึงรีบหยิบแผ่นยันต์ขึ้นมา 4 ใบก่อนที่เธอจะโยนขึ้นบนกลางอากาศ จากนั้นเธอก็ทำการร่ายเวทย์ด้วยความรวด เร็วเพื่อยิงลำแสงติดตามออกมาจากแผ่นยันต์ทั้ง 4 ใบๆ ละ 4 นัด รวมกันทั้งหมดเป็น 16 นัดใส่พวกมันในรวดเดียวทันทีที่พวกมันโดนลำแสงนั่นเข้า มันก็เกิดแรงระเบิดขึ้นในวงกว้าง สักพักก็ได้มีพวกโชว์ชินโอบาเกะ-โยไคส่วนหนึ่งพากันพ่นไฟใส่พวกเธอทั้งสาม บางตัวก็พ่นออกมาเป็นลูกไฟ และบางตัวก็พ่นออกมาเป็นเปลวเพลิงยูกินะจึงรีบหยิบแผ่นยันต์ขึ้น มา 12 ใบและทำการสร้างบาเรียป้องกันขึ้นโดยการนำมาเรียงกันในลักษณะวงกลมก่อนที่เปลวเพลิงกับลูกไฟจะลอยเข้ามาประชิดถึงตัว ทันทีที่ลอยบนกลางอากาศ แผ่นยันต์ทั้ง 12 ใบนั้นก็ได้เรือนแสงออกมาทันที ลูกไฟกับเปลวไฟที่พวกมันได้พ่นออกมานั้นไม่สามารถผ่านทะลุเข้ามาได้เลยตอนนี้หล่ะโทโมเอะรีบยิงธนูเวทย์ออกมาเป็นฝูงฉลามธาตุน้ำและพุ่งเข้าชนใส่พวกมัน ส่วนทางด้านคิทสึเนะก็ทำการปล่อยคลื่นดาบธาตุน้ำออกมาในระยะไกลด้วยการตวัดคมดาบคาตานะที่ถูกคาบไว้ที่ปากอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งพวกมันนั้นได้ดับสลายหายไปเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังมีพวกโชว์ชินโอบาเกะ-โยไคอีกส่วนหนึ่งที่ยังคงพ่นไฟออกมาอย่างต่อเนื่องโทโมเอะรีบยิงธนูเวทย์ลงบนพื้นจนออกมาเป็นกวางสายฟ้า มันยิงสายฟ้าออกมาจากเขาทั้งสองข้างใส่พวกมันที่เหลือ แต่ถึงกระนั้นจำนวนของพวกมันก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง“ชิ มันจะเยอะกันไปไหนกันวะเนี่ย เจ้าพวกปีศาจโคมไฟบ้านี่”คิทสึเนะแม้จะเริ่มสบถออกมา แต่ก็ยังคงปล่อยคลื่นดาบออกมาอย่างต่อเนื่อง ยูกินะจึงรีบแผ่นยันต์ออกมา 10 ใบและนำมาเรียงตามหน้ากระดาน“Rin Pyo To Sha Kai Jin Retsu Zai Zen...OM!!” ยูกินะรีบทำการร่ายเวทย์เพื่อยิงลูกพายุออกมาจากแผ่นยันต์ทั้ง 10 ใบที่ลอยบนกลางอากาศอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งพวกมันได้ดับสลายหายไปจนหมดสิ้นสักพัก...ก็ได้มีเทพเจ้าทั้งสามองค์ปรากฏขึ้นที่ตรงหน้าพวกเธอทั้งสาม ยูกินะจำภาพที่เธอเคยเห็นในฝันได้อย่างไม่มีวันลืม เทพทั้งสามองค์ที่อยู่ตรงหน้านั้นล้วนถูกฆ่าตายในศึกสงครามระหว่างทวยเทพกับเหล่าโยไคที่เป็นผลจากการที่นางเทวีอสูรฯ ทำพิธีกรรมสาปแช่งในคืนวันเพ็ญสำเร็จ ซึ่งมีกองกำลังป้องกันตนเองมาร่วมศึกสงครามในครั้งนั้นด้วย เป็นภาพในฝันที่เธอจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นโดยเด็ดขาด“เจ้าหญิงฮิเมรากิ จงเตรียมไว้ให้พร้อม อายาคาชิกำลังจะคลืบคลานเข้ามา”เทพฮาชิมัง ผู้ซึ่งเป็นเทพแห่งสงครามและการยิงธนูกล่าวกับยูกินะในเชิงการเตือน ทันใดนั้น โชว์ชินโอบาเกะ-อายาคาชิก็ได้ลอยเข้ามาหาพวกเธอทั้งสาม มีใบหน้าเป็นมนุษย์ที่คอยอ้าปากกว้างๆ อยู่ตลอดเวลา สีบนลำตัวนั้นเป็นสีเพลิงแดงฉานที่ให้ความรู้สึกร้อนดั่งไฟนรกได้เป็นอย่างดี มีลมหายใจเป็นเปลวไฟอันร้อนระอุ มีมือสองข้างยืดออกมาและถือลูกไฟเอาไว้ตลอดแววตาของมันบ่งบอกถึงความก้าวร้าวและความดุร้ายที่ราวกับสัตว์กินเนื้อได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญ มันมีขนาดลำตัวที่ค่อนข้างจะใหญ่กว่าโชว์ชินโอบาเกะ-โยไคตัวที่ผ่านมา“เจ้าหญิงฮิเมรากิ เปลวไฟที่อยู่ภายในตัวของมันนั้นคือหนึ่งในชิ้นส่วนทั้ง 100 ชิ้นที่จะนำมาใช้ในการบูรณะดาบพระแสงฟ้าฟื้นคุซานางิ”เทพอามาสึมาระ ผู้ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งการช่างและการตีเหล็กกล่าวในเชิงบอกให้ทราบ“เจ้าจงจัดการกับมันแล้วนำเปลวไฟของมันเก็บเข้าไปในกำไลกระจกยาตะที่อยู่บนข้อมือของเจ้าเสีย”เทพฟุทสึนุชิ ผู้ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งนักรบกล่าวกับยูกินะในเชิงชี้แนะวิธีการก่อนที่เทพทั้งสามองค์ที่อยู่ตรงหน้าจะเลือนหายและจากพวกเธอทั้งสามไปโชว์ชินโอบาเกะ-อายาคาชินั้นไม่รอช้า จึงรีบปาลูกไฟที่ถือไว้บนมือทั้งสองข้างใส่พวกเธอทั้งสามทันที คิทสึเนะรีบพุ่งเข้าไปปัดลูกไฟทั้งสองลูกด้วยความรวดเร็วด้วยคมดาบที่คาบไว้ที่ปากก่อนที่จะพุ่งเข้าฟันใส่มัน แต่มันก็สามารถป้องกันการโจมตีไว้ได้ทันด้วยเปลวไฟที่มาในรูปร่างของดาบบนมือสองข้างคิทสึเนะรีบกระโดดถอยหลังออกมาก่อนที่จะเสียท่าให้กับมัน มันปล่อยคลื่นดาบเปลวไฟออกมาในรูปกากบาทโดยการตวัดดาบไฟบนมือทั้งสองข้าง แต่โทโมเอะยิงธนูเวทย์ออก มาเป็นคลื่นดาบเปลวไฟเข้าต้านทานคลื่นดาบเปลวไฟรูปกากบาทของอีกฝ่ายจนเกิดแรงระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่นกึกก้องไปทั่วทั้งหมู่บ้านที่อยู่ในท่ามกลางเพลิงไหม้อันร้อนระอุยูกินะรีบหยิบแผ่นยันต์ขึ้นและทำการร่ายเวทย์ธาตุน้ำแข็งลงบนคมดาบจนกลายเป็นคมดาบน้ำแข็งก่อนที่จะตวัดดาบเพื่อปล่อยคลื่นดาบธาตุน้ำแข็งใส่คู่ต่อสู้อีกฝ่ายจนทำให้ร่างของมันถูกแช่แข็ง บนพื้นนั้นเต็มไปด้วยกลุ่มเกล็ดน้ำแข็งจำนวนมากที่เรียงรายไปตามทิศทางของคลื่นดาบ โชว์ชินโอบาเกะ-โยไค คือปีศาจโคมไฟ

    คล้ายกับเรื่องเจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain) ที่คุณอ่าน