ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    เล่มที่ 3 บทที่ 80 ชายอ้วนยอมรับความพ่ายแพ้

    บทที่ 80 ชายอ้วนยอมรับความพ่ายแพ้

         “เย่จื่อ นายบ้าไปแล้วหรือไง”

         “โอกาสดีขนาดนี้!”

         “เย่จื่อ นายอย่าโง่ไปหน่อยเลย”

         คนอื่นในห้องเริ่มเกลี้ยกล่อมตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้เย่จื่อเฉินเอาแต่มองหยางอี่ฉือที่ยืนอยู่ข้างหูหง

         “ขอโทษด้วยนะครับ ที่ทำให้พวกคุณเสียเวลาเปล่า”

         เมื่อโค้งตัวให้แล้ว เย่จื่อเฉินก็ดันจางรุ่ยออกให้พ้นทาง ก่อนเดินออกจากห้องไป

         เมื่อออกมาจากห้องผู้ป่วยความรู้สึกของเย่จื่อเฉินก็ไม่สามารถสงบลงได้

         แต่ทันใดนั้น ประตูห้องผู้ป่วยก็ถูกผลักออกอีกครั้งหยางอี่ฉือวิ่งมาหยุดอยู่ข้างกายเย่จื่อเฉิน

         “คุยกันหน่อยได้ไหม?”

          ร้านกาแฟแห่งหนึ่งแถวโรงพยาบาล

         หยางอี่ฉือขยับปีกหมวกทรงสูงลงมาปิดหน้าและนั่งอยู่ตรงโต๊ะที่ค่อนข้างเข้ามุมแต่ถึงจะทำแบบนี้ก็ยังมีคนในร้านอีกไม่น้อยที่มองออกว่าเป็นหยางอี่ฉือ

         จากนั้น บริเวณโต๊ะของทั้งคู่ก็กลายเป็นจุดสนใจภายในร้านกาแฟ

         “คุณหยางครับ นี่กาแฟของคุณครับ”

         “ขอบคุณ”

         “เอ่อ…คุณช่วยเซ็นลายเซ็นให้ผมหน่อยได้ไหมครับ?”

         พนักงานเสิร์ฟถือลายเซ็นของหยางอี่ฉือเดินจากไปด้วยความดีใจสุดขีดเย่จื่อเฉินนั่งอยู่บนเก้าอี้ พร้อมกับคนกาแฟในแก้วเบาๆมุมปากประดับไว้ด้วยรอยยิ้มห่างเหิน

         “ฮอตมากเลยสินะ?”

         “เย่จื่อเฉินไม่ดีใจหน่อยเหรอที่ได้เจอกันหลังจากที่ไม่ได้เจอกันมาตั้งนานทำไมถึงได้พูดจาแสลงหูแบบนี้ล่ะ?”

         หยางอี่ฉือหลุบตาลงเล็กน้อย หว่างคิ้วประดับไว้ด้วยความขมขื่นจางๆ

         เย่จื่อเฉินเลิกคิ้วขึ้นพร้อมกับยิ้มทำเหมือนว่าไม่เข้าใจก่อนจะดื่มกาแฟที่ยังไม่ได้เติมแม้แต่นมน้ำตาลลงไปรวดเดียวจนหมดแก้ว

         “ขมไปหน่อย”

         “เย่จื่อเฉิน สรุปว่านายฟังฉันอยู่หรือเปล่า” หยางอี่ฉือขึ้นเสียงเล็กน้อย

         “อ๋อ ฟังอยู่” เย่จื่อเฉินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยยืดตัวตรงพิงเก้าอี้ “ที่ฉันพูดเมื่อกี้ไม่ได้จะหาเรื่องเธอที่ฉันพูดไปมันคือความจริง ตอนนี้เธอเป็นดาราดังแล้วคนธรรมดาอย่างฉันก็แค่อิจฉาเอง ไม่ได้เหรอ?”

         “เย่จื่อเฉิน!”

         เมื่อหยางอี่ฉือตะโกนชื่อของเขาออกมาเสียงดัง เย่จื่อเฉินก็เงียบไป

         เนิ่นนาน…

         “ฉันว่าฉันไปดีกว่า เธอเป็นคนของประชาชน มาอยู่กับคนธรรมดาแบบฉันถ้าเกิดโดนคนแอบถ่ายรูปไปมันจะส่งผลเสียกับเธอนะ”

         เย่จื่อเฉินยืดตัวขึ้นเตรียมจะลุกออกไปหยางอี่ฉือก็ลุกออกจากเก้าอี้พร้อมเอ่ยปากรั้งเขาเอาไว้

         “คุณหูหงให้โอกาสนายแล้ว ทำไมนายถึงไม่คว้าไว้”

         “ฉันไม่อยากเข้าวงการบันเทิง”

         “นายโกหก ทั้งๆที่เมื่อสามปีก่อนนายยังบอกฉันอยู่เลยว่านายอยากเป็นนักร้อง”

         …

         “เธอไม่คู่ควรที่จะยืนเคียงข้างลูกสาวฉันเลยด้วยซ้ำพวกเธอสองคนไม่ได้อยู่บนเส้นทางเดียวกัน”

         “ในนี้มีอยู่หนึ่งล้าน นายเอาเงินไปแล้วเลิกยุ่งกับลูกสาวฉันซะ”

         “อย่ามายุ่งเกี่ยวกับลูกสาวฉันอีก คิดถึงแม่นายหน่อยก็ดี”

         กรอด

         เย่จื่อเฉินกำหมัดแน่น เขาหายใจเข้าออกซ้ำๆ อยู่หลายครั้ง…

         “ตอนนี้ไม่อยากเป็นแล้ว”

         หยางอี่ฉือเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่สวยเป็นประกายจ้องตาเย่จื่อเฉินเขม็ง

         “ได้ งั้นฉันถามนายหน่อย คำพูดที่เมื่อก่อนนายเคยพูดไว้มันยังเชื่อได้อยู่ไหม?”

         ตรู๊ดดด

         โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงดังขึ้นมา มองดูชื่อของเซียวอี้เหม่ยที่โชว์อยู่บนหน้าจอ

         “แฟนฉันโทรมา ฉันต้องไปแล้ว”

         “แฟน?”

         “ขอโทษนะ คำพูดตอนนั้นฉันหลอกเธอทั้งหมด”

         เพียะ!

         หยางอี่ฉือยกมือขึ้นตบลงบนใบหน้าของเย่จื่อเฉิน

         เย่จื่อเฉินลูบแก้มที่เริ่มเจ็บเล็กน้อยแล้วจึงยิ้มให้หยางอี่ฉือเล็กน้อยหลังจากที่จ่ายเงินค่ากาแฟแล้วก็เดินออกไปจากร้านกาแฟ

         “เย่จื่อเฉิน นายกับหยางอี่ฉือรู้จักกันใช่ไหม? ดูเหมือนว่าเธอจะดังตั้งแต่ตอนที่ฉันยังมีชีวิตอยู่แล้วนะนายไปรู้จักกับเธอได้ยังไง”

         หลิวฉิงลอยไปลอยมาอยู่กลางอากาศ เย่จื่อเฉินขมวดคิ้วมุ่น

         “ทำไมเธอถึงถามเยอะแบบนี้เนี่ย”

         “ก็ฉันอยากรู้ไงเล่า!” หลิวฉิงลอยวนอยู่เหนือหัวของเขา “ฉันรู้สึกว่านายกับเธอมีความหลังกัน”

         “รำคาญชะมัด”

         เย่จื่อเฉินหยุดลงทันทีแล้วเลิกคิ้วพูดกับหลิวฉิงที่ลอยอยู่กลางอากาศ

         “อย่าพูดถึงเขาอีก ถ้าเธอยังพูดถึงเขา ฉันจะให้ยมทูตขาวมาพาเธอไปนรก”

         หลิวฉิงเงียบกริบทันที

         แต่หัวใจของเย่จื่อเฉินกลับกระตุกขึ้นมากับคำพูดของหลิวฉิง

         รู้จักเหรอ

         ยิ่งกว่ารู้จักอีก!

         “ประธานเซียว คุณสามารถขายในราคาที่สูงได้ แต่คุณต้องทำความเข้าใจด้วยเหลือทางรอดให้ผมบ้างเถอะ”

         ไป๋ต้าไห่ยืนขอร้องอ้อนวอนอยู่หน้าทางเข้าร้านจิวเวลรี่ของเซียวอี้เหม่ยและการกระทำของเขาก็ยังส่งผลโดยตรงกับทางลูกค้าที่แทบจะไม่มีเข้ามาในร้านภายในช่วงเวลานี้

         เซียวอี้เหม่ยขมวดคิ้วมุ่น มองไป๋ต้าไห่แล้วพูด

         “ประธานไป๋ คุณอย่าขวางทางเข้าร้านของพวกฉันได้ไหมทำแบบนี้มันกระทบกับธุรกิจของฉันนะ”

         “ประธานเซียว คุณก็รับปากตกลงขายแร่หินให้ผมสักหน่อยสิ”

         ไป๋ต้าไห่เองก็จนปัญญาแล้ว พวกเขาต้องติดตามสถานการณ์การดูแร่หินอยู่ตลอดเวลาในการทำธุรกิจอัญมณีและต้องมีหยกมากพอที่จะรองรับการทำงานประจำวันของร้านจิวเวลรี่

         แต่จากการกวาดซื้ออย่างบ้าคลั่งของเย่จื่อเฉินในช่วงก่อนหน้านี้มันจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหาแร่หินที่สามารถเพิ่มมูลค่าทางการตลาดได้

         ธุรกิจร้านจิวเวลรี่เล็กๆ บางร้านยังพอถูไถไปได้แต่ของเขามันไปต่อไม่ได้แล้ว

         อีกทั้งเขาก็ยังเป็นผู้ประกอบการจิวเวลรี่รายใหญ่ที่ดีที่สุดในแวดวงธุรกิจอีกด้วยเขาจึงต้องการหยกที่มากพอเพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้

         การกระทำของเย่จื่อเฉิน แทบจะเป็นการตัดขาดหนทางทั้งหมดของเขา

         “ไป๋ต้าไห่ นี่คุณทำอะไรของคุณ?”

         เย่จื่อเฉินเดินลงมาจากรถแท็กซี่แล้วก็เห็นไป๋ต้าไห่กำลังยืนขอร้องอ้อนวอนขวางประตูอยู่

         เซียวอี้เหม่ยที่เห็นเย่จื่อเฉินก็ตาเป็นประกายทันทีก่อนจะวิ่งเข้าไปหา

         “จื่อเฉิน”

         “อี้เหม่ย”

         เย่จื่อเฉินจับมือเซียวอี้เหม่ยไว้ทันที ก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าไป๋ต้าไห่

         “เถ้าแก่ไป๋ พวกเราก็ทำธุรกิจกันทั้งนั้นคุณมาขวางทางเข้าร้านคนอื่นแบบนี้ มันหมายความว่ายังไง”

         “คุณชายเย่…คุณชายเย่ ผมจนปัญญาแล้วจริงๆ”

         ดวงตาของไป๋ต้าไห่ที่เดิมทีก็ไม่ค่อยจะโตอยู่แล้วแทบจะปิดจนมิดเขาพูดขึ้น

         “เราหาเลี้ยงชีพด้วยธุรกิจจิวเวลรี่ต้องอาศัยการประมูลหินไม่กี่ก้อนพวกนั้นในงานประมูลแร่หิน แต่คุณ…”

         เย่จื่อเฉินเข้าใจทันทีดูท่าว่าในตอนนั้นที่เขากว้านซื้อหินอย่างบ้าคลั่งนั้นจะไปทำให้หยกขาดตลาดจึงทำให้ธุรกิจของเจ้าอ้วนคนนี้ไปต่อไม่ได้

         คิดไม่ถึงเลยว่าการกระทำที่ไม่ทันคิดในตอนนั้นจะส่งผลที่เกินความคาดหมายขนาดนี้

         เย่จื่อเฉินยิ้มมุมปากเล็กน้อย แล้วไหวไหล่พูด

         “เถ้าแก่ไป๋ นี่คือกงเกวียนกำเกวียนไงครับ ตอนนั้นที่งานประมูลคุณรังแกอี้เหม่ยไว้ยังไง คงไม่ลืมใช่ไหมครับ”

         “โธ่ คุณชายเย่ ผมมันมีตาแต่ไร้แววเอง”

         ไป๋ต้าไห่แทบจะร้องไห้ออกมาอยู่รอมร่อที่เขาข่มบริษัทของเซียวอี้เหม่ยในตอนนั้น ก็เพราะได้รับการไหว้วานมาอีกทีเช่นกัน

         “คุณชายเย่ คุณมีเยอะแล้วได้โปรดเข้าใจให้หนทางทำมาหากินกันด้วยเถอะครับ ผมยังมีแม่อายุแปดสิบยังมีลูกที่ต้องเลี้ยงดู…”

         “พอๆๆ อย่ามาอ้างเรื่องไร้ประโยชน์พวกนั้นกับผมเลย”

         เย่จื่อเฉินยกมือขึ้นห้ามเขาอย่างหมดความอดทนทันที แม่อายุแปดสิบลูกที่ต้องเลี้ยงดูอะไรกัน

         แสดงละครให้พวกเขาสองคนดูอยู่หรือไง

         “ถ้าคุณยังอยากมีชีวิตอยู่ มันง่ายมากตอนนั้นคุณเคยคิดว่าต้องการให้ร้านจิวเวลรี่ของเซียวอี้เหม่ยรวมกับของคุณไม่ใช่เหรองั้นให้โอกาสคุณก็แล้วกัน คุณแบ่งเปอร์เซ็นต์หุ้นของร้านคุณห้าสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์มาให้ร้านเราและในฐานะที่ร้านคุณอยู่ในเครือของร้านเรา ผมจะให้อี้เหม่ยเอาหยกให้คุณ”

         “คุณชายเย่…”

         “โอกาสวางอยู่ตรงหน้าแล้ว อยู่ที่คุณว่าจะเอายังไง”

         สิ้นเสียง เย่จื่อเฉินก็โอบเอวอี้เหม่ยและพูดขึ้นเบาๆ

         “ไปเถอะ กลับไปฉลองวันเกิดให้เถียนเถียนกัน”

     

    คล้ายกับเรื่องระบบอั่งเปาสะท้านภพ ที่คุณอ่าน