อรชุนกัดฟันเร่งเร้าพลังเวทมนตร์ของตนบีบอัดลงอย่างรุนแรง
ด้วยพลังระดับนี้ เกรงว่าต่อให้เจ้ายักษ์ในมือเขามีร่างเป็นเหล็กเพชรก็ต้องสลายสิ้นเป็นผุยผง
ทว่าเจ้าตัวยังคงรู้สึกถึงความร้อนอันเดือดระอุได้อย่างชัดเจน
ปัจเจกวิชาของวิฬาร์ บททิวา สุริเยศย้อมหล้า
ดั่งภาณุมาศเย้ย เมฆินทร์
ส่องสว่างฉายเฉิดฉิน แผ่กว้าง
ผลาญฟ้านภาสิ้น ดาวดาษจันทร
ร้อนเช่นเพลิงกัลป์มล้าง ดับดิ้น ไพรี
[สุริเยศ/ภาณุมาศ=ดวงอาทิตย์, เมฆินทร์=เมฆ, เฉิดฉิน=งาม/เพรศพริ้ง, ดาษ=มากมาย,เพลิงกัลป์=ไฟล้างโลก, มล้าง=ฆ่า/ผลาญ,ไพรี=ศัตรู]
ธาตุเวทระดับมหาเวท อัคคีสามกษัตริย์ผสานมายาเวทเคลื่อนกาล
พริบตานั้นความร้อนในอุ้งมือมันพลันทวีขึ้นจนมิอาจต้านทานไหว ก่อนที่พระอาทิตย์ดวงจิ๋วจะระเบิดออกมาอย่างรุนแรง
แรงระเบิดกระชากจนมือใหญ่ปานกังหันลมของมันฉีกขาดเลือดสีทองที่สาดกระจายออกมาพลันเดือดระเหยกลางอากาศเพราะความร้อน
ทว่าเจ้าตัวก็สมกับเป็นนักรบแกร่ง ก่อนที่แรงระเบิดจะทำร้ายมันไปมากกว่านี้เจ้าตัวพลันดีดตัวหนีออกมาด้วยความเร็วสูง แล้วอรชุนก็ตีลังกาขวับย่อขาซับแรงกระแทกในจังหวะสุดท้าย
แต่ถึงอย่างนั้น เพราะแรงระเบิดอันรุนแรงเจ้าตัวก็ไถลไปตามทางอีกนับสิบเมตร ซากปรักหักพังเบื้องหลังแหวกลู่เป็นทาง สองขาที่ย่อลงถึงกับจมดินลึกไปเป็นวาแผ่นดินทั้งผืนถูกขูดจนกลายเป็นร่องกว้าง
แต่อรชุนก็สมกับเป็นเทวดาชั้นสูงอาการบาดเจ็บเพียงแค่นี้ไม่อาจหยุดยั้งมันได้ เจ้าตัวเร่งเร้าพลังเวทมนตร์ที่ถนัดออกมาทันที
พันธุเวทระดับกลาง สรรพสัตว์หมื่นจำแลง
ขอเพียงเขาใช้เวทบทนี้เสร็จต่อให้เจ้ายักษ์จิ๋วนั่นมีสี่ปีกหกแขน ก็ไม่สามารถรอดพ้นจากการจับกุมของเขาพ้นอรชุนจึงปล่อยให้มันซึมซับอิสรภาพนี้เป็นครั้งสุดท้าย
สัตว์เลี้ยงทั้งฝูงที่ตามมันมา จู่ๆ ก็พลันสลายเป็นละอองแสงกลางอากาศก่อนจะเคลื่อนตัวพุ่งเข้าหาอรชุนราวฝูงหิ่งห้อย เข้าปะทะมันที่กลางอกแล้วซึมซาบเข้าไปในพริบตา
ส่วนอัญมณีเครื่องประดับอื่นของมันก็ทอแสงวิบวับเรืองรองก่อนจะสลายเป็นละอองเวทมนตร์ แล้วไหลบ่าเข้าร่างไปเช่นกัน
ร่างกำยำของอรชุนพลันเกิดการเปลี่ยนแปลงทันที
แขนกำยำปานจะแบกภูเขาได้สี่ข้าง พลันผุดออกมาจากบริเวณหัวไหล่ของอรชุนจนเขามีแขนถึงหกข้างส่วนกล้ามเนื้อต้นขาก็ปริฉีกออกแล้วบวมเป่งขึ้นจากนั้นเนื้อเยื่อชั้นใหม่ก็พลันประสานตัว ถักทอขึ้นเป็นกล้ามเนื้อที่มีขนนกสีดำขาวปกคลุมขึ้นแทนผิวหนังเดิมกระดูกข้อเท้าเอง ก็พลันยืดยาวขึ้นในขณะเดียวกัน ส่วนบริเวณฝ่าเท้าพลันเปลี่ยนเป็นกรงเล็บแหลมประดุจพญาวิหค
มือทั้งหกก็มีเล็บแหลมยาวโค้งออกมาประดุจสิงห์หนุ่มดวงตามหึมาพลันเปลี่ยนเป็นเส้นขีดราวสัตว์ทะเลลึก
วิฬาร์ที่หลุดรอดออกมาจากอุ้งมือมรณะนั้น กระโดดแผล็วลงมาที่พื้นดุจมีวิชาตัวเบาเขาเห็นการเปลี่ยนแปลงของอรชุนอย่างชัดเจน ทว่ามิได้ขัดขวางกลับเร่งเร้าพลังเวทมนตร์ขึ้นทั่วร่าง
ปัจเจกวิชาสุริเยศย้อมหล้าคือวิชาบัฟสุดโหดของวิฬาร์
ยิ่งบวกกับตอนนี้ มีพลังจากป่าพิศวงนี้เข้าเสริมเพิ่มระดับเขาขึ้นนับร้อยขั้น วิชานี้ของวิฬาร์ก็ยิ่งทรงพลานุภาพมากขึ้น
มันทำให้ตอนนี้ เขาสามารถร่ายเวทได้เร็วขึ้นห้าเท่าซ้ำยังมีความสามารถในการฟื้นพลัง แถบเลือดสำรอง และเกราะสะท้อนการโจมตีอีกด้วย
เทียบเท่าการใช้สุคติเวทระดับสูงบางบททบกัน!
เพราะไม่รู้ว่าพลังต่อสู้ของอรชุนทรงอานุภาพเพียงไรเจ้าตัวจึงเลือกใช้เวทนี้เพื่อเตรียมตั้งรับ เผื่อไว้ต่อสู้ระยะยาวล่วงหน้า
แต่พอเห็นว่าอรชุนถึงกับทิ้งเวลาเพื่อรวบรวมพลังใช้เวทมนตร์ประสานกับสัตว์เลี้ยง เอื้อเฟื้อเวลาให้เขาถึงขนาดนี้เจ้าตัวก็สนองรับอย่างยินดี
ปัจเจกวิชาของวิฬาร์ บทวายุ ลมสลาตัน
เผ่นสิครับ! จะรออะไรอีก
มีบัฟสุดโหดหนุน เขาก็ร่ายเวทเร็วขึ้นหลายเท่าไม่กี่อึดใจต่อมา ร่างวิฬาร์หายวับไปในอากาศ เขาฉีกม่านนภาราวเครื่องบินรบพลังสูงต้นไม้ใบหญ้ารอบด้านที่เขาพุ่งผ่านพลันแหวกลู่เป็นทางส่วนเจ้าตัวก็มุ่งหน้าตรงไปยังทางออกที่หมายตาไว้แต่แรก
แม้ข้อสันนิษฐานเรื่องพลังมายาของเขาจะถูกแต่วิฬาร์ไม่ทราบว่ามันยังมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรอีก อาจจะมีระยะเวลาที่ไม่นานหรืออาจจะส่งผลเสียในภายหลัง ไม่ก็อาจจะแย่กว่านั้น
และอีกอย่างจุดประสงค์การเข้าป่าพิลึกนี่ของเขาก็สัมฤทธิผลแล้ว อยู่ต่อหนึ่งนาทีก็เพิ่มโอกาสล้มเหลวขึ้นหนึ่งส่วน ส่วนเรื่องต่อสู้กับอรชุนแม้คิดไปคิดมาจะดูระทึก แต่เลเวลที่เพิ่มขึ้นมาจากป่ามายานี้ก็ยังไม่แตะสี่ร้อยซึ่งความเป็นไปได้ที่จะชนะย่อมจะน้อยลงไปอีก และถ้าเกิดพลาดท่าตายขึ้นมาใครจะรู้ว่าเขาจะได้ไปผุดไปเกิดที่ไหน เจ้าตัวจึงเลือกทำรังแต่พอตัว หนีออกมาทันที
อรชุนที่เห็นดังนั้นถึงกับสตันท์ไปเหมือนกันใครจะนึกว่าเจ้ายักษ์น่ารังเกียจนั่นจะขี้ขลาดขนาดนี้
เจ้าตัวไม่รอช้าอีกแล้ว กะจากความเร็วระดับนั้นหาเขายังรั้งรอรวมพลัง ไม่แน่ว่ามันอาจจะออกจากป่าไปได้ก่อนซึ่งนั่นเป็นขอบเขตที่เขาก้าวข้ามตามไปไม่ได้
อรชุนจึงพุ่งตามมาทันที
ไม่นาน ทั้งสองก็กลายเป็นดาวหางสองดวงหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็ก พุ่งแหวกฟ้า ฉีกนภามาด้วยความเร็วสูง
วิฬาร์ที่อยู่เบื้องหน้าเร่งความเร็วจนหน้ายู่หูตอบไม่แม้แต่จะหันไปมองด้านหลัง เขาเร่งพลังเวทมนตร์ปกคลุมร่างกายฝืนใช้ความเร็วสูงสุดโดยไม่หยุดพัก
ทว่าภายใต้ภาพวูบไหวรอบข้าง จู่ๆเขาก็เห็นเส้นสายประกายสีทองที่คุ้นตาตีขนาบเขามาจากด้านซ้าย
“สู้…”
“กับ…”
“ข้า…”
วิฬาร์แทบตาถลนออกมาจากเบ้าเมื่อเห็นผู้พิทักษ์เกราะทองสวรรค์ที่เขาเจอตอนทำภารกิจร่างอวตารโผล่มาในระยะประชิด
“ไม่สู้โว้ย!”
มันพุ่งหลาวมาตะครุบเขาอย่างโหดเหี้ยมทำเอาวิฬาร์สะดุ้งจนตัวโยน เร่งรีบหลบแบบจวนตัว
ยักษ์เกราะทองเฉี่ยวผ่านเขาไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปดทว่าก็ทำให้เขาได้รอยแผลลึกมาถึงสามรอย บาดเจ็บจนแสบไปทั้งสีข้าง
วิฬาร์ยกมือกุมท้องห้ามเลือด แล้วพลันเร่งความเร็วต่อโดยไม่สนใจมันดูท่า ตอนที่เขาจินตนาการถึงตอนที่สู้กับหมอนี่ เขาคงจะตั้งสมาธิมากเกินไปหน่อยจนถึงกับเรียกมันออกมาด้วย
ครืนนน…
เพราะเสียจังหวะไปหลายวินาทีเมื่อครู่ตอนนี้อรชุนจึงใกล้เขาเข้ามาอีกหลายช่วงตัว
มันสาดยิงเวทจำนวนมากลอยละลิ่วมาล่วงหน้าแม้ยังไม่โดนเขา แต่ลำพังแค่แรงระเบิด ก็ทำเอาเครื่องในลำไส้เขาถึงกับโยกไปอีกฝั่งร่างแทบปลิวไปตามแรงลม ส่วนต้นไม้แผ่นดินรอบๆ ก็ปลิวขึ้นฟ้าจนสิ้นสภาพเดิม
วิฬาร์แม้เสียหลัก ทว่าเขารู้ดีว่าหากถูกจับได้สภาพจะอนาถยิ่ง เจ้าตัวจึงมุดขึ้นมุดลงเริ่มเร่งใช้มายาเวทและก้าวสามภพเข้าประสาทกับการเคลื่อนที่ เปลี่ยนจากความเร็วอันดิบเถื่อนเป็นความพลิ้วไหวดุจสายน้ำโดดเด้งผ่านช่องเล็กช่องน้อย เดี๋ยวซ้ายที เดี๋ยวขวาที ทำเอาอรชุนตวาดลั่นเพราะหัวเสีย
ทว่านอกจากอรชุนแล้ววิฬาร์ก็ยังถูกขีปนาวุธสีทองลูกนิ่งไล่ตามมา
“สู้กับข้า...”
จังหวะหนึ่งที่วิฬาร์หันกลับไปมองเขาเห็นเจ้าตัวนั้นตีขนาบมาข้างๆ อรชุนอย่างสูสี ทว่าเมื่ออรชุนสังเกตเห็นหมอนั่นเทพร่างยักษ์ก็ตวัดหลังมือดังเฟี้ยว ตบจนผู้พิทักษ์เกราะทองฯกระเด็นไปไกลนับสิบเมตร กระดูกถึงกับทะลุออกมานอกเนื้อ รับรองว่าไม่ตายก็พิการ
“ไอ้ของเล่นน่ารังเกียจ! ถอยไป”
“ซวยแล้วๆๆๆๆๆ” เขาเริ่มสติแตกในหัวคล้ายเห็นภาพตัวเองแทนที่ผู้พิทักษ์นั่นขึ้นมา
“อั่ก!”
แต่พริบตาถัดมาหลังจากเจ้าตัวเสียสมาธิร่างสูงของเขาก็ปะทะเข้ากับต้นไม้ใหญ่เข้าเต็มเปากระดูกกระเดี้ยวทั่วร่างถึงกับลั่นดังกร๊อบ ก่อนที่ทั้งร่างจะปลิวไปอีกฝั่ง ติดอยู่บนยอดไม้ต้นหนึ่งที่ขวางอยู่จนกระอักเลือดออกมายังดีที่เขามือไว จึงคว้ามันไว้ได้พอดี ทำให้ไม่ร่วงลงมา
ฮูมมม!
แต่พอได้ยินเสียงประหลาด วิฬาร์ที่ห้อยโหนอยู่ก็หันไปมองอย่างมึนงงเจ้าตัวที่สติกระเจิงไปแล้วถึงกับยกมือขึ้นมาขยี้ตา เมื่อเห็นไม้ยักษ์ที่เขาปะทะเมื่อครู่ขยับตัวอย่างรวดเร็วหลุดออกจากที่ที่มันเคยอยู่
ต้นไม้ที่ว่าคล้ายมีเปลือกรูปวงกลมสีเงินเหลือบดำซ้ำยังเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ ทว่าหลังจากที่เหวออยู่ถึงสามวินาทีเขาก็เข้าใจว่าสิ่งที่เขาเห็นนั้นคืออะไร
มายันตนาคราช!
เมื่อเขาเงยหน้ามองก็เห็นเศียรขนาดมหึมาบิดเอี้ยวไปมาอย่างหงุดหงิดมันส่งเสียงครืนครันในลำคอคล้ายไม่สบอารมณ์ที่ถูกรบกวน ลิ้นอสรพิษแลบแปลบปลาบทว่าเป้าหมายที่มันกำลังสบตาไม่ใช่เขา แต่เป็นอรชุนผู้กำลังทำเสียงโครมครามตามมาเบื้องหลัง
และพริบตาถัดมา มันก็พุ่งฉกใส่อรชุนทันที
ฮึ่มมม!
เปรี้ยง!!!
เสียงระเบิดดังสนั่นมาจากอีกด้านในเสี้ยววินาทีต่อมาความเร็วของมายันตนาคราชถึงกับเหนือกว่าสายตาของเขา
และเมื่อเจ้าตัวหันไปมองก็เห็นอรชุนกับมายันตนาคราชกำลังซัดกันอย่างนัวเนีย
ทั้งสองสู้กันด้วยความเร็วประดุจฟ้าแลบฝั่งหนึ่งพ่นพิษ กระพือเกล็ด สาดเวทด้วยความเร็วสูงเบื้องล่างก็มีวงเวทผลิบานเป็นกลุ่มใหญ่ สนับสนุนการโจมตีของมันอย่างต่อเนื่อง ทำเอาป่าดงพงพีโดยรอบแหกพังยับเยิน
ส่วนอีกฝ่ายก็บังคับแขนทั้งหกข้างของมันได้อย่างช่ำชองสองมือใช้ปัดป้อง อีกสองมือเสกเวทโจมตี ส่วนอีกสองข้างก็ยื้อยุดฉุดกระชากกับร่างหนาปานรถไฟของพญานาคราชนั่นไปมารอบด้านมีเงาอสูรอัญเชิญผุดขึ้นมาสามตัว แต่ละร่างแม้ไม่ล่ำสันสูงใหญ่เท่าอรชุนทว่าไม่มีตัวไหนเลยที่ขนาดเล็กกว่าสิบเมตร ช่วยกันโรมรันประสานงานกันอย่างเข้าขา
ซ้ำแล้ววงต่อสู้นั้นยังมีตัวแถมด้วย
ภายใต้การต่อสู้ของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาปานภูเขาทั้งสองวิฬาร์ที่อยู่ห่างจากสนามรบมาร้อยกว่าเมตรแอบเห็นยักษ์ร่างจิ๋วพยายามวิ่งเข้าไปโจมตีใส่อรชุนอย่างโง่เง่า ปากเล็กจ้อยนั่นอ้าๆ หุบๆทว่าเขาคลับคล้ายรู้อยู่ว่ามันจะพูดอะไรออกมา
“สู้กับข้า”
วิฬาร์ยิ้มขื่นปนสังเวช
บรึ้มมม!!!
ทว่าความวัวไม่ทันหาย ความควาย แพะ แกะ ม้าก็พลันเข้ามาแทรก
ศรเล่มยักษ์แหวกฟ้า กรีดนภา พุ่งผ่านเหนือบริเวณที่เขากำลังนั่งฟื้นสติอยู่ไปด้วยความเร็วเสียงและพร้อมกันนั้น การต่อสู้ก็พลันระเบิดขึ้นจากทั่วทุกทิศทาง
วิฬาร์กล้าสาบานว่าภาพที่เขากำลังเห็นอยู่นี้คงไม่เกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง ไม่ว่าจะโลกนี้หรือว่าโลกหน้า
นิลพัทตะโกนด่าแล้วโวยวายก่อนจะพลิ้วกายโดดเด้งมาจากทางเหนือ
ฝ่ายกุเปรันที่มาจากทางใต้พอได้ยินคำด่านั้นก็เร่งตวาดสวนกลับ ชี้พลองในมือแล้วยิงเวทใส่เป็นปืนกล
มังกรกัณฐ์ที่เห็นเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ถูกรุกไล่ก็สาดศรเวทนับพันดอกขึ้นฟ้า ช่วงชิงจังหวะพักหายใจให้
ส่วนอีกด้าน มัจฉานุก็ดำผุดดำว่ายอยู่ในทะเลใบไม้แอบตอดเล็กตอดน้อย ตัดจังหวะของมังกรกัณฐ์ ไม่ให้เขาโจมตีได้อย่างถนัด
ส่วนอีกมุมก็มีพญากุมภีล์*ตัวหนึ่งกำลังเร่งเร้าสาดดาราเวทวงแล้ววงเล่าใส่ตัวเอง ไม่นาน จากขนาดเพียงเท่ารถเมล์มันก็ใหญ่โตปานเรือเดินสมุทร
[กุมภีล์=จระเข้]
เจ้ายักษ์ใหญ่นั่นอ้าปากกว้างแล้วคำรามลั่นก่อนจะกระโดดใส่พญาครุฑอีกด้านอย่างปราดเปรียวทำลายภาพลักษณ์อันดูอุ้ยอ้ายของมันไปโดยสิ้นเชิง
ซ้ำแล้วในป่า ไม่ได้มีแค่เจ้าพวกนี้เท่านั้นยังมีสิ่งมีชีวิตลึกลับอีกมากมายทั้งเล็กใหญ่เข้าตะลุมบอนกันอย่างมั่วซั่ว
ทั้งหมด ล้วนเป็นหนึ่งในเหล่าสิ่งมีชีวิตหรือขุนพลรักษาเมืองที่เขาเคยเจอมาในสมัยเบต้าเทสต์ทั้งสิ้น
ดูเหมือนว่าในจังหวะหนึ่งจังหวะใดที่สมองเขาเผลอนึกถึงสิ่งไม่น่าอภิรมย์เหล่านี้ขึ้นมา ป่ามายาแห่งนี้ก็พลันเสกสรรให้มันเกิดเป็นความจริงขึ้นมาด้วยซ้ำแล้วบางตัวยังดูน่ากลัวกว่าในอดีตหลายต่อหลายเท่า
วิฬาร์ผู้ตกอยู่ท่ามกลางมหาศึกนั้น สายตาพร่างสมองเพี้ยนจนสับสน แต่พอมีเศษหินขนาดเท่ารถเก๋งเหินพุ่งเฉี่ยวไปข้างๆ ดังฟิ้วเจ้าตัวก็พลันได้สติ
“ไม่อยู่แล้วโว้ย!”
ก่อนจะห้อตะบึงปานสายลม เร่งหนีออกไปให้เร็วที่สุด
ไม่อยู่สู้กันก่อนหรออออ