The Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ)

    บทที่ ๑๕๔ สุริเยศย้อมหล้า

            อรชุนกัดฟันเร่งเร้าพลังเวทมนตร์ของตนบีบอัดลงอย่างรุนแรง

            ด้วยพลังระดับนี้ เกรงว่าต่อให้เจ้ายักษ์ในมือเขามีร่างเป็นเหล็กเพชรก็ต้องสลายสิ้นเป็นผุยผง

            ทว่าเจ้าตัวยังคงรู้สึกถึงความร้อนอันเดือดระอุได้อย่างชัดเจน

            ปัจเจกวิชาของวิฬาร์ บททิวา สุริเยศย้อมหล้า

            ดั่งภาณุมาศเย้ย                    เมฆินทร์

            ส่องสว่างฉายเฉิดฉิน              แผ่กว้าง

            ผลาญฟ้านภาสิ้น                  ดาวดาษจันทร

            ร้อนเช่นเพลิงกัลป์มล้าง          ดับดิ้น ไพรี

            [สุริเยศ/ภาณุมาศ=ดวงอาทิตย์, เมฆินทร์=เมฆ, เฉิดฉิน=งาม/เพรศพริ้ง, ดาษ=มากมาย,เพลิงกัลป์=ไฟล้างโลก, มล้าง=ฆ่า/ผลาญ,ไพรี=ศัตรู]

            ธาตุเวทระดับมหาเวท อัคคีสามกษัตริย์ผสานมายาเวทเคลื่อนกาล

            พริบตานั้นความร้อนในอุ้งมือมันพลันทวีขึ้นจนมิอาจต้านทานไหว ก่อนที่พระอาทิตย์ดวงจิ๋วจะระเบิดออกมาอย่างรุนแรง

            แรงระเบิดกระชากจนมือใหญ่ปานกังหันลมของมันฉีกขาดเลือดสีทองที่สาดกระจายออกมาพลันเดือดระเหยกลางอากาศเพราะความร้อน

            ทว่าเจ้าตัวก็สมกับเป็นนักรบแกร่ง ก่อนที่แรงระเบิดจะทำร้ายมันไปมากกว่านี้เจ้าตัวพลันดีดตัวหนีออกมาด้วยความเร็วสูง แล้วอรชุนก็ตีลังกาขวับย่อขาซับแรงกระแทกในจังหวะสุดท้าย

            แต่ถึงอย่างนั้น เพราะแรงระเบิดอันรุนแรงเจ้าตัวก็ไถลไปตามทางอีกนับสิบเมตร ซากปรักหักพังเบื้องหลังแหวกลู่เป็นทาง สองขาที่ย่อลงถึงกับจมดินลึกไปเป็นวาแผ่นดินทั้งผืนถูกขูดจนกลายเป็นร่องกว้าง

            แต่อรชุนก็สมกับเป็นเทวดาชั้นสูงอาการบาดเจ็บเพียงแค่นี้ไม่อาจหยุดยั้งมันได้ เจ้าตัวเร่งเร้าพลังเวทมนตร์ที่ถนัดออกมาทันที

            พันธุเวทระดับกลาง สรรพสัตว์หมื่นจำแลง

            ขอเพียงเขาใช้เวทบทนี้เสร็จต่อให้เจ้ายักษ์จิ๋วนั่นมีสี่ปีกหกแขน ก็ไม่สามารถรอดพ้นจากการจับกุมของเขาพ้นอรชุนจึงปล่อยให้มันซึมซับอิสรภาพนี้เป็นครั้งสุดท้าย

            สัตว์เลี้ยงทั้งฝูงที่ตามมันมา จู่ๆ ก็พลันสลายเป็นละอองแสงกลางอากาศก่อนจะเคลื่อนตัวพุ่งเข้าหาอรชุนราวฝูงหิ่งห้อย เข้าปะทะมันที่กลางอกแล้วซึมซาบเข้าไปในพริบตา

            ส่วนอัญมณีเครื่องประดับอื่นของมันก็ทอแสงวิบวับเรืองรองก่อนจะสลายเป็นละอองเวทมนตร์ แล้วไหลบ่าเข้าร่างไปเช่นกัน

            ร่างกำยำของอรชุนพลันเกิดการเปลี่ยนแปลงทันที

            แขนกำยำปานจะแบกภูเขาได้สี่ข้าง พลันผุดออกมาจากบริเวณหัวไหล่ของอรชุนจนเขามีแขนถึงหกข้างส่วนกล้ามเนื้อต้นขาก็ปริฉีกออกแล้วบวมเป่งขึ้นจากนั้นเนื้อเยื่อชั้นใหม่ก็พลันประสานตัว ถักทอขึ้นเป็นกล้ามเนื้อที่มีขนนกสีดำขาวปกคลุมขึ้นแทนผิวหนังเดิมกระดูกข้อเท้าเอง ก็พลันยืดยาวขึ้นในขณะเดียวกัน ส่วนบริเวณฝ่าเท้าพลันเปลี่ยนเป็นกรงเล็บแหลมประดุจพญาวิหค

            มือทั้งหกก็มีเล็บแหลมยาวโค้งออกมาประดุจสิงห์หนุ่มดวงตามหึมาพลันเปลี่ยนเป็นเส้นขีดราวสัตว์ทะเลลึก

            วิฬาร์ที่หลุดรอดออกมาจากอุ้งมือมรณะนั้น กระโดดแผล็วลงมาที่พื้นดุจมีวิชาตัวเบาเขาเห็นการเปลี่ยนแปลงของอรชุนอย่างชัดเจน ทว่ามิได้ขัดขวางกลับเร่งเร้าพลังเวทมนตร์ขึ้นทั่วร่าง

            ปัจเจกวิชาสุริเยศย้อมหล้าคือวิชาบัฟสุดโหดของวิฬาร์

            ยิ่งบวกกับตอนนี้ มีพลังจากป่าพิศวงนี้เข้าเสริมเพิ่มระดับเขาขึ้นนับร้อยขั้น วิชานี้ของวิฬาร์ก็ยิ่งทรงพลานุภาพมากขึ้น

            มันทำให้ตอนนี้ เขาสามารถร่ายเวทได้เร็วขึ้นห้าเท่าซ้ำยังมีความสามารถในการฟื้นพลัง แถบเลือดสำรอง และเกราะสะท้อนการโจมตีอีกด้วย

            เทียบเท่าการใช้สุคติเวทระดับสูงบางบททบกัน!

            เพราะไม่รู้ว่าพลังต่อสู้ของอรชุนทรงอานุภาพเพียงไรเจ้าตัวจึงเลือกใช้เวทนี้เพื่อเตรียมตั้งรับ เผื่อไว้ต่อสู้ระยะยาวล่วงหน้า

            แต่พอเห็นว่าอรชุนถึงกับทิ้งเวลาเพื่อรวบรวมพลังใช้เวทมนตร์ประสานกับสัตว์เลี้ยง เอื้อเฟื้อเวลาให้เขาถึงขนาดนี้เจ้าตัวก็สนองรับอย่างยินดี

            ปัจเจกวิชาของวิฬาร์ บทวายุ ลมสลาตัน

            เผ่นสิครับ! จะรออะไรอีก

            มีบัฟสุดโหดหนุน เขาก็ร่ายเวทเร็วขึ้นหลายเท่าไม่กี่อึดใจต่อมา ร่างวิฬาร์หายวับไปในอากาศ เขาฉีกม่านนภาราวเครื่องบินรบพลังสูงต้นไม้ใบหญ้ารอบด้านที่เขาพุ่งผ่านพลันแหวกลู่เป็นทางส่วนเจ้าตัวก็มุ่งหน้าตรงไปยังทางออกที่หมายตาไว้แต่แรก

            แม้ข้อสันนิษฐานเรื่องพลังมายาของเขาจะถูกแต่วิฬาร์ไม่ทราบว่ามันยังมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรอีก อาจจะมีระยะเวลาที่ไม่นานหรืออาจจะส่งผลเสียในภายหลัง ไม่ก็อาจจะแย่กว่านั้น

            และอีกอย่างจุดประสงค์การเข้าป่าพิลึกนี่ของเขาก็สัมฤทธิผลแล้ว อยู่ต่อหนึ่งนาทีก็เพิ่มโอกาสล้มเหลวขึ้นหนึ่งส่วน ส่วนเรื่องต่อสู้กับอรชุนแม้คิดไปคิดมาจะดูระทึก แต่เลเวลที่เพิ่มขึ้นมาจากป่ามายานี้ก็ยังไม่แตะสี่ร้อยซึ่งความเป็นไปได้ที่จะชนะย่อมจะน้อยลงไปอีก และถ้าเกิดพลาดท่าตายขึ้นมาใครจะรู้ว่าเขาจะได้ไปผุดไปเกิดที่ไหน เจ้าตัวจึงเลือกทำรังแต่พอตัว หนีออกมาทันที

            อรชุนที่เห็นดังนั้นถึงกับสตันท์ไปเหมือนกันใครจะนึกว่าเจ้ายักษ์น่ารังเกียจนั่นจะขี้ขลาดขนาดนี้

            เจ้าตัวไม่รอช้าอีกแล้ว กะจากความเร็วระดับนั้นหาเขายังรั้งรอรวมพลัง ไม่แน่ว่ามันอาจจะออกจากป่าไปได้ก่อนซึ่งนั่นเป็นขอบเขตที่เขาก้าวข้ามตามไปไม่ได้

            อรชุนจึงพุ่งตามมาทันที

            ไม่นาน ทั้งสองก็กลายเป็นดาวหางสองดวงหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็ก พุ่งแหวกฟ้า ฉีกนภามาด้วยความเร็วสูง

            วิฬาร์ที่อยู่เบื้องหน้าเร่งความเร็วจนหน้ายู่หูตอบไม่แม้แต่จะหันไปมองด้านหลัง เขาเร่งพลังเวทมนตร์ปกคลุมร่างกายฝืนใช้ความเร็วสูงสุดโดยไม่หยุดพัก

            ทว่าภายใต้ภาพวูบไหวรอบข้าง จู่ๆเขาก็เห็นเส้นสายประกายสีทองที่คุ้นตาตีขนาบเขามาจากด้านซ้าย

            “สู้…”

            “กับ…”

            “ข้า…”

            วิฬาร์แทบตาถลนออกมาจากเบ้าเมื่อเห็นผู้พิทักษ์เกราะทองสวรรค์ที่เขาเจอตอนทำภารกิจร่างอวตารโผล่มาในระยะประชิด

            “ไม่สู้โว้ย!”

            มันพุ่งหลาวมาตะครุบเขาอย่างโหดเหี้ยมทำเอาวิฬาร์สะดุ้งจนตัวโยน เร่งรีบหลบแบบจวนตัว

            ยักษ์เกราะทองเฉี่ยวผ่านเขาไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปดทว่าก็ทำให้เขาได้รอยแผลลึกมาถึงสามรอย บาดเจ็บจนแสบไปทั้งสีข้าง

            วิฬาร์ยกมือกุมท้องห้ามเลือด แล้วพลันเร่งความเร็วต่อโดยไม่สนใจมันดูท่า ตอนที่เขาจินตนาการถึงตอนที่สู้กับหมอนี่ เขาคงจะตั้งสมาธิมากเกินไปหน่อยจนถึงกับเรียกมันออกมาด้วย

            ครืนนน…

            เพราะเสียจังหวะไปหลายวินาทีเมื่อครู่ตอนนี้อรชุนจึงใกล้เขาเข้ามาอีกหลายช่วงตัว

            มันสาดยิงเวทจำนวนมากลอยละลิ่วมาล่วงหน้าแม้ยังไม่โดนเขา แต่ลำพังแค่แรงระเบิด ก็ทำเอาเครื่องในลำไส้เขาถึงกับโยกไปอีกฝั่งร่างแทบปลิวไปตามแรงลม ส่วนต้นไม้แผ่นดินรอบๆ ก็ปลิวขึ้นฟ้าจนสิ้นสภาพเดิม

            วิฬาร์แม้เสียหลัก ทว่าเขารู้ดีว่าหากถูกจับได้สภาพจะอนาถยิ่ง เจ้าตัวจึงมุดขึ้นมุดลงเริ่มเร่งใช้มายาเวทและก้าวสามภพเข้าประสาทกับการเคลื่อนที่ เปลี่ยนจากความเร็วอันดิบเถื่อนเป็นความพลิ้วไหวดุจสายน้ำโดดเด้งผ่านช่องเล็กช่องน้อย เดี๋ยวซ้ายที เดี๋ยวขวาที ทำเอาอรชุนตวาดลั่นเพราะหัวเสีย

            ทว่านอกจากอรชุนแล้ววิฬาร์ก็ยังถูกขีปนาวุธสีทองลูกนิ่งไล่ตามมา

            “สู้กับข้า...”

            จังหวะหนึ่งที่วิฬาร์หันกลับไปมองเขาเห็นเจ้าตัวนั้นตีขนาบมาข้างๆ อรชุนอย่างสูสี ทว่าเมื่ออรชุนสังเกตเห็นหมอนั่นเทพร่างยักษ์ก็ตวัดหลังมือดังเฟี้ยว ตบจนผู้พิทักษ์เกราะทองฯกระเด็นไปไกลนับสิบเมตร กระดูกถึงกับทะลุออกมานอกเนื้อ รับรองว่าไม่ตายก็พิการ

            “ไอ้ของเล่นน่ารังเกียจ! ถอยไป”

            “ซวยแล้วๆๆๆๆๆ” เขาเริ่มสติแตกในหัวคล้ายเห็นภาพตัวเองแทนที่ผู้พิทักษ์นั่นขึ้นมา

            “อั่ก!”

            แต่พริบตาถัดมาหลังจากเจ้าตัวเสียสมาธิร่างสูงของเขาก็ปะทะเข้ากับต้นไม้ใหญ่เข้าเต็มเปากระดูกกระเดี้ยวทั่วร่างถึงกับลั่นดังกร๊อบ ก่อนที่ทั้งร่างจะปลิวไปอีกฝั่ง ติดอยู่บนยอดไม้ต้นหนึ่งที่ขวางอยู่จนกระอักเลือดออกมายังดีที่เขามือไว จึงคว้ามันไว้ได้พอดี ทำให้ไม่ร่วงลงมา

            ฮูมมม!

            แต่พอได้ยินเสียงประหลาด วิฬาร์ที่ห้อยโหนอยู่ก็หันไปมองอย่างมึนงงเจ้าตัวที่สติกระเจิงไปแล้วถึงกับยกมือขึ้นมาขยี้ตา เมื่อเห็นไม้ยักษ์ที่เขาปะทะเมื่อครู่ขยับตัวอย่างรวดเร็วหลุดออกจากที่ที่มันเคยอยู่

            ต้นไม้ที่ว่าคล้ายมีเปลือกรูปวงกลมสีเงินเหลือบดำซ้ำยังเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ ทว่าหลังจากที่เหวออยู่ถึงสามวินาทีเขาก็เข้าใจว่าสิ่งที่เขาเห็นนั้นคืออะไร

            มายันตนาคราช!

            เมื่อเขาเงยหน้ามองก็เห็นเศียรขนาดมหึมาบิดเอี้ยวไปมาอย่างหงุดหงิดมันส่งเสียงครืนครันในลำคอคล้ายไม่สบอารมณ์ที่ถูกรบกวน ลิ้นอสรพิษแลบแปลบปลาบทว่าเป้าหมายที่มันกำลังสบตาไม่ใช่เขา แต่เป็นอรชุนผู้กำลังทำเสียงโครมครามตามมาเบื้องหลัง

            และพริบตาถัดมา มันก็พุ่งฉกใส่อรชุนทันที

            ฮึ่มมม!

            เปรี้ยง!!!

            เสียงระเบิดดังสนั่นมาจากอีกด้านในเสี้ยววินาทีต่อมาความเร็วของมายันตนาคราชถึงกับเหนือกว่าสายตาของเขา

            และเมื่อเจ้าตัวหันไปมองก็เห็นอรชุนกับมายันตนาคราชกำลังซัดกันอย่างนัวเนีย

            ทั้งสองสู้กันด้วยความเร็วประดุจฟ้าแลบฝั่งหนึ่งพ่นพิษ กระพือเกล็ด สาดเวทด้วยความเร็วสูงเบื้องล่างก็มีวงเวทผลิบานเป็นกลุ่มใหญ่ สนับสนุนการโจมตีของมันอย่างต่อเนื่อง ทำเอาป่าดงพงพีโดยรอบแหกพังยับเยิน

            ส่วนอีกฝ่ายก็บังคับแขนทั้งหกข้างของมันได้อย่างช่ำชองสองมือใช้ปัดป้อง อีกสองมือเสกเวทโจมตี ส่วนอีกสองข้างก็ยื้อยุดฉุดกระชากกับร่างหนาปานรถไฟของพญานาคราชนั่นไปมารอบด้านมีเงาอสูรอัญเชิญผุดขึ้นมาสามตัว แต่ละร่างแม้ไม่ล่ำสันสูงใหญ่เท่าอรชุนทว่าไม่มีตัวไหนเลยที่ขนาดเล็กกว่าสิบเมตร ช่วยกันโรมรันประสานงานกันอย่างเข้าขา

            ซ้ำแล้ววงต่อสู้นั้นยังมีตัวแถมด้วย

            ภายใต้การต่อสู้ของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาปานภูเขาทั้งสองวิฬาร์ที่อยู่ห่างจากสนามรบมาร้อยกว่าเมตรแอบเห็นยักษ์ร่างจิ๋วพยายามวิ่งเข้าไปโจมตีใส่อรชุนอย่างโง่เง่า ปากเล็กจ้อยนั่นอ้าๆ หุบๆทว่าเขาคลับคล้ายรู้อยู่ว่ามันจะพูดอะไรออกมา

            “สู้กับข้า”

            วิฬาร์ยิ้มขื่นปนสังเวช

            บรึ้มมม!!!

            ทว่าความวัวไม่ทันหาย ความควาย แพะ แกะ ม้าก็พลันเข้ามาแทรก

            ศรเล่มยักษ์แหวกฟ้า กรีดนภา พุ่งผ่านเหนือบริเวณที่เขากำลังนั่งฟื้นสติอยู่ไปด้วยความเร็วเสียงและพร้อมกันนั้น การต่อสู้ก็พลันระเบิดขึ้นจากทั่วทุกทิศทาง

            วิฬาร์กล้าสาบานว่าภาพที่เขากำลังเห็นอยู่นี้คงไม่เกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง ไม่ว่าจะโลกนี้หรือว่าโลกหน้า

            นิลพัทตะโกนด่าแล้วโวยวายก่อนจะพลิ้วกายโดดเด้งมาจากทางเหนือ

            ฝ่ายกุเปรันที่มาจากทางใต้พอได้ยินคำด่านั้นก็เร่งตวาดสวนกลับ ชี้พลองในมือแล้วยิงเวทใส่เป็นปืนกล

            มังกรกัณฐ์ที่เห็นเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ถูกรุกไล่ก็สาดศรเวทนับพันดอกขึ้นฟ้า ช่วงชิงจังหวะพักหายใจให้

            ส่วนอีกด้าน มัจฉานุก็ดำผุดดำว่ายอยู่ในทะเลใบไม้แอบตอดเล็กตอดน้อย ตัดจังหวะของมังกรกัณฐ์ ไม่ให้เขาโจมตีได้อย่างถนัด

            ส่วนอีกมุมก็มีพญากุมภีล์*ตัวหนึ่งกำลังเร่งเร้าสาดดาราเวทวงแล้ววงเล่าใส่ตัวเอง ไม่นาน จากขนาดเพียงเท่ารถเมล์มันก็ใหญ่โตปานเรือเดินสมุทร

            [กุมภีล์=จระเข้]

            เจ้ายักษ์ใหญ่นั่นอ้าปากกว้างแล้วคำรามลั่นก่อนจะกระโดดใส่พญาครุฑอีกด้านอย่างปราดเปรียวทำลายภาพลักษณ์อันดูอุ้ยอ้ายของมันไปโดยสิ้นเชิง

            ซ้ำแล้วในป่า ไม่ได้มีแค่เจ้าพวกนี้เท่านั้นยังมีสิ่งมีชีวิตลึกลับอีกมากมายทั้งเล็กใหญ่เข้าตะลุมบอนกันอย่างมั่วซั่ว

            ทั้งหมด ล้วนเป็นหนึ่งในเหล่าสิ่งมีชีวิตหรือขุนพลรักษาเมืองที่เขาเคยเจอมาในสมัยเบต้าเทสต์ทั้งสิ้น

            ดูเหมือนว่าในจังหวะหนึ่งจังหวะใดที่สมองเขาเผลอนึกถึงสิ่งไม่น่าอภิรมย์เหล่านี้ขึ้นมา ป่ามายาแห่งนี้ก็พลันเสกสรรให้มันเกิดเป็นความจริงขึ้นมาด้วยซ้ำแล้วบางตัวยังดูน่ากลัวกว่าในอดีตหลายต่อหลายเท่า

            วิฬาร์ผู้ตกอยู่ท่ามกลางมหาศึกนั้น สายตาพร่างสมองเพี้ยนจนสับสน แต่พอมีเศษหินขนาดเท่ารถเก๋งเหินพุ่งเฉี่ยวไปข้างๆ ดังฟิ้วเจ้าตัวก็พลันได้สติ

            “ไม่อยู่แล้วโว้ย!”

            ก่อนจะห้อตะบึงปานสายลม เร่งหนีออกไปให้เร็วที่สุด



            ไม่อยู่สู้กันก่อนหรออออ

    คล้ายกับเรื่องThe Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ) ที่คุณอ่าน