บันไดขั้นที่หนึ่ง บันไดขั้นที่สอง...
ทุกคราที่ปีนขึ้นไปขั้นหนึ่งใบหน้าของเหลิงอู่เหยียนจะกระตุกขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้กระดูกของอวัยวะทั้งสี่หักแหลกไปแล้วราวกับถูกเข็มมหาศาลแทงทะลุไปทั่วร่างอย่างไรอย่างนั้นภายใต้ความเ็ปทรมานเจียนตายนี้ เขาก็ยังคลานปีนขึ้นไป...
“ข้านับถือเ้าจริงๆ ทั้งที่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ คิดไม่ถึงว่าจะไม่รู้จักที่ตายอีก”
สวี่อี้เสวียนมองเหลิงอู่เหยียนด้วยความเ็าั์ตาสะท้อนความเหี้ยมโหดที่ลุกโชนขึ้น “ร่างสวนทางกับกระดูกหากยังให้เ้าอยู่ที่สาขาลัวซาอีกต่อไปล่ะก็ ไม่รู้ว่าจากนี้จะทำร้ายศิษย์สำนักเดียวกันไปอีกมาเท่าไรข้าจะทำเื่ดีๆ ให้แก่ทุกคนไปเลยก็แล้วกัน”
เมื่อเอ่ยจบพลันเท้าหนักๆ ก็เตะเข้าส่วนท้องของเหลิงอู่เหยียน
ปัง!
เสียงะเืดังออกมาจากจุดตันเถียนเหลิงอู่เหยียนกลิ้งร่วงลงจากบนบันได กระแทกลงสู่พื้นแล้วแน่นิ่งไม่มีการเคลื่อนไหวอีก
สวี่อี้เสวียนเดินจากไป ไม่แม้แต่จะปรายตามองเหลิงอู่เหยียน
ครืน ครืน...
พายุฝนกระหน่ำสาดลงมาไม่ยั้งเสียงฟ้าร้องดังขึ้นตลอดเวลา สายฟ้าฟาดผ่าทะลุท้องฟ้ายามนี้ตำหนักส่วนที่สองดูเงียบสงัดกว่าที่เคย ตรงใจกลางลานจัตุรัส ยิ่งเืจากร่างของเหลิงอู่เหยียนไหลมากขึ้นลมหายใจก็ยิ่งรวยรินแ่ลงไปเท่านั้น
เหลิงอู่เหยียนพลันฟื้นคืนสติขึ้นจากการสลบพลางค่อยๆ ลืมตาขึ้น ในชั่วเวลาร่อนแร่ใกล้ขาดใจเขากลับมีความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่าง คนคนนั้นมาแล้ว...
ท่ามกลางพายุฝนที่ตกกระหน่ำร่างของใครบางคนกำลังพุ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
หลินโม่ยืนอยู่ตรงหน้าเหลิงอู่เหยียนเมื่อเห็นสภาพร่างที่เต็มไปด้วยเืของเหลิงอู่เหยียนแล้วสีหน้าพลันแน่นตึงขึ้นเปลวเพลิงแห่งโทสะลุกไหม้ขึ้นในดวงตา
สองมือของหลินโม่ดึงเสื้อแน่นครั้นได้ยินเสียงขาดชุดก็ถูกฉีกเป็ชิ้นเล็กๆ หลินโม่รีบใช้ริ้วผ้าพันรอบาแของเหลิงอู่เหยียนและอวัยวะที่แตกหักทั้งสี่เอาไว้
“เ้ามาแล้ว...” เหลิงอู่เหยียนเอ่ยขึ้นอย่างแ่เบา“ขอโทษที่ทวงคืนความยุติธรรมให้เ้าไม่ได้...จากนี้ข้าจะพยายามให้หนักขึ้น...”
“เ้าทำเต็มที่แล้ว” เสียงของหลินโม่ต่ำมากทว่าน้ำเสียงนั้นกลับเต็มไปด้วยโทสะสุมแค้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
“อย่าไป...”
เหลิงอู่เหยียนยังเอ่ยไม่ทันจบก็สิ้นสติลง
“ตลอดมามีเพียงเ้าที่คอยทำเื่ต่างๆ เพื่อข้าไม่เคยคิดถึงตัวเ้าเอง...”
หลินโม่เอ่ยเสียงต่ำขณะเดียวกันก็ใช้แถบผ้าที่เหลือพันรอบร่างของเหลิงอู่เหยียนแล้วมัดไว้พลางแบกเขาไว้บนหลังหลังจากพันผ้าไปหลายรอบจึงมัดจุกเอาไว้บนหน้าอก
“ยามนี้เ้าพักผ่อนให้ดีไปก่อน...เืของเ้าที่หลั่งไหล าแที่เ้าได้รับข้าจะทำให้พวกมันชดใช้คืนเป็ร้อยเท่า!” ั์ตาหลินโม่แปรเปลี่ยนเป็สีดำราวกับหมึก
โฮก!
เสียงคำรามดังกึกก้องสะท้านออกมาจากตำหนักส่วนที่สอง
เหล่าศิษย์ที่กำลังหลบฝนอยู่ที่ตำหนักส่วนที่สองครั้นได้ยินเสียงคำรามกึกก้องนี้ก็รีบวิ่งออกจากตำหนักอย่างรวดเร็ว ศิษย์จำนวนไม่น้อยเพ่งมองไปยังใจกลางลานจัตุรัสของตำหนักที่สองเนื่องจากห่าฝนมหาศาล ทำให้การมองเห็นได้รับผลกระทบ จึงเห็นเพียงร่างคนคนหนึ่งยืนอยู่ใจกลางจัตุรัสอย่างรางเลือน
“เ้าหนุ่มนั่นสมองมีปัญหาหรือไรกันฝนตกหนักถึงเพียงนี้ยังวิ่งไปะโโหวกเหวกคำรามด้านนอกอีก”
“เดาว่าคงได้รับการกระทบกระเทือนทางใจหรือเปล่า” เหล่าศิษย์พากันเอ่ยขึ้น
“พวกกระจอกของหน่วยควบคุมกฎสาขาลัวซา ไสหัวไปให้พ้นข้าซะ!”
ฉับพลันเหล่าศิษย์ที่พักอยู่ในตำหนักส่วนที่สองก็แตกกระเจิงไม่คาดคิดว่าจะมีคนวิ่งมายังตำหนักส่วนที่สองแล้วยั่วยุเหล่าหน่วยผู้คุมกฎขึ้นความกล้าของเ้าหนุ่มคนนี้มากเกินไปแล้ว หรือว่าได้รับการกระทบกระเทือนมากเกินไปสมองถึงได้เกิดปัญหาขึ้น?
“ผู้ใดกัน? ริอาจมายั่วยุหน่วยควบคุมกฎแห่งสาขาลัวซา” สวี่อี้เสวียนที่หลบฝนอยู่ในตำหนักส่วนที่สองพลันพุ่งตัวออกมาท่ามกลางพายุฝนแล้วหยุดลงที่บริเวณใจกลางสนาม ศิษย์หน่วยควบคุมกฎกลุ่มหนึ่งตามหลังมาติดๆ
ท่ามกลางพายุฝนพัดกระหน่ำชายหนุ่มยืนตรงขึ้น ร่าง้าเปลือยเปล่า มัดกล้ามเนื้อแบ่งชั้นเห็นได้ชัดร่างกายกำยำสมส่วนอย่างที่สุด
สวี่อี้เสวียนเพิ่งสังเกตเห็นว่าด้านหลังของชายหนุ่มกำลังแบกใครคนหนึ่งไว้ไม่รู้ว่าเป็หรือตาย ทว่าเมื่อเห็นผมยาวสีขาวเงินนั้น สวี่อี้เสวียนก็มองออกเป็เหลิงอู่เหยียนผู้ถูกเขากระทืบเละไปเมื่อก่อนหน้านี้นี่เอง
“ข้าอุตส่าห์นึกว่ามีเื่อันใดที่แท้เ้าก็เป็สหายของเ้าหนุ่มไม่รู้ที่ตายคนนี้นี่เองดูท่าเ้าคงต้องทวงคืนความยุติธรรมให้เขาแทนแล้วสินะ?” สวี่อี้เสวียนมองหลินโม่ด้วยความเยาะเย้ย“ก็ไม่รู้ว่าสายในรุ่นนี้รับคนเข้ามาอย่างไรถึงได้รับเ้าเด็กหนุ่มไม่รู้จักที่ตายถึงสองคนเข้ามา”
“เ้าเป็คนทำสินะ?” หลินโม่จ้องสวี่อี้เสวียนเขม็งอย่างไม่ละสายตา
“ถูกต้อง ข้าเป็คนทำเอง เ้าเด็กหนุ่มนี่ไม่มีหัวคิดแม้แต่น้อยพยายามปีนขึ้นมาสุดชีวิต ดังนั้น ข้าจึงทำได้แค่ลงมือด้วยตัวเองหักแขนขามันตามลำดับ แต่ท้ายสุดไม่มีทางเลือกแล้วจึงต้องทำลายตันเถียนของมันไป”
สวี่อี้เสวียนที่ยืนอยู่สูงปราดตามองลงมายังหลินโม่พลังเจินหยวนหมุนโคจรไปรอบกาย นำพาเม็ดฝนที่ตกลงสะบัดกระเด็นไปทั่วชุดบนร่างไม่ได้ััน้ำฝนหรือเปียกชื้นเลยแม้แต่น้อย
“พูดมาว่าเ้าอยากตายอย่างไร” หลินโม่คำรามเสียงต่ำขีดสุด
“ข้าอยากตายอย่างไร...”
สีหน้าของสวี่อี้เสวียนพลันขรึมลง “ข้าควรเป็ฝ่ายพูดว่าเ้าอยากตายอย่างไรเสียมากกว่าเดิมทีหมายเพียงจะสั่งสอนเ้าเสียหน่อยให้เ้ารู้จักว่าอันใดดีไม่ดีแต่ดูท่าเ้ากับสหายของเ้าคงเหมือนกัน ล้วนเป็พวกไม่รู้จักที่ตายในเมื่อเ้าอยากเป็เหมือนเขา เช่นนั้นข้าจะสนองเ้าเอง”
ครั้นพูดจบพลังเจินหยวนทั้งร่างของสวี่อี้เสวียนพลันกระเพื่อมสาดซัดขึ้นราวกับลูกดอกแหลมทะลวงผ่านสายฝนกระหน่ำ กระแสอากาศหมุนเกลียวดึงหยาดฝนหมุนเกลียวเป็หนึ่งเดียวขึ้นอีกครา อานุภาพยิ่งใหญ่รุนแรงถึงขีดสุด
เหล่าศิษย์ของหน่วยควบคุมกฎที่มาพร้อมกันต่างคิดว่าหลินโม่อวดดีเกินไปแล้วคาดไม่ถึงว่าจะยั่วโทสะศิษย์พี่สวี่ได้ ครานี้แม้ว่าจะไม่ตายแต่คงต้องนอนติดเตียงไปตลอดกาลเป็แน่ ศิษย์ระดับสูงสองคนมองอย่างเ็าในสายตาของพวกเขา นี่เป็เพียงเื่น่าขันเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นจากพลังที่แท้จริงของสวี่อี้เสวียน พริบตาก็จบเื่ได้อย่างสบายอยู่แล้ว
หลินโม่กางแขนสองข้างร่างเงาทมิฬขนาดมหึมาพลันลอยสูงขึ้นจากด้านหลัง ลายเวทย์แหลมสีทองปรากฏออกมาภายใต้พายุฝนกระหน่ำ เหล่าศิษย์ที่เฝ้ามองจากที่ไกลๆก่อเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดผิดปกติบางอย่างขึ้น พริบตาร่างของหลินโม่พลันแปรเปลี่ยนกลายเป็ร่างขนาดมหึมา
ร่างนริศเก้า์!
ตูม!
ผืนแผ่นดินสั่นะเืรุนแรงพายุฝนที่สาดซัดลงมาถูกทะลวงแยกออก ราวกับหลินโม่ได้แปรสภาพเป็สัตวอสุราแล้วฟาดฟันพลังอำนาจที่ครอบคลุมทุกสิ่งลงอย่างรุนแรง
โครม!
ะเิเสียงพลังมหาศาลทำให้พลังเจินหยวนบนร่างของสวี่อี้เสวียนะเืกระจายไปร่างเปิดเปลือยไร้ซึ่งพลังห้อมล้อมกลางอากาศ ถูกหมัดหนักทะลวงทุบเข้าบนหน้าอกครั้นได้ยินเสียงแตกหักของกระดูกดังขึ้น ส่วนอกทั้งหมดพลันยุบลงอย่างน่าหวาดกลัวพละกำลังอันมหาศาลพุ่งผ่านร่างเขาไป
รูปปั้นอสูรที่สร้างขึ้นจากอัคนีดำอันแข็งแรงถูกทุบจนแหลกละเอียดสวี่อี้เสวียนที่ร่วงลงสู่พื้นคล้ายแอ่งโคลนตมยามนี้กระดูกทั้งร่างของเขาได้แตกแหลกไปแทบทุกส่วนแล้วแม้แต่ตันเถียนยังถูกทำลายจนสิ้น เหลือเพียงลมหายใจรวยรินเท่านั้น
ชั่วพริบตาลานจัตุรัสของตำหนักส่วนที่สองพลันเงียบงันไร้ซึ่งเสียงศิษย์ทุกคนจ้องมองด้วยความตกตะลึง
สวี่อี้เสวียนคือใคร เขาคือศิษย์ระดับสูงชั้นหนึ่งของสาขาลัวซาผู้ซึ่งบรรลุระดับหลอมปราณขั้นต้นทว่ากลับไม่คาดคิดว่าจะถูกหมัดเดียวของเด็กหนุ่มร่างเปลือยครึ่งบนนั้นฟาดฟันเสียจนกระเด็นลอยไปพลังของหมัดเมื่อครู่ราวกับอสนีบาตอย่างไรอย่างนั้น
ศิษย์ระดับสูงทั้งสองคนสีหน้าพลันซีดเผือดขึ้น
หลินโม่มุ่งไปยังตำหนักส่วนที่สองพร้อมใบหน้าราบเรียบยากที่จะรู้อารมณ์ทุกๆ ย่างก้าวที่เดินไป ผืนแผ่นดินพลันสั่นะเืขึ้นเล็กน้อยนี่คือความแข็งแกร่งของร่างนริศเก้า์ ที่ไม่ใช่เพียงร่างจะแข็งแกร่งราวอสูรทว่าพลังก็เพิ่มมากยิ่งขึ้นเช่นกันอีกทั้งหลินโม่ยังปราณิญญากลายพันธุ์รุ่ยจินและปราณิญญาธาตุไฟไว้อีกด้วยเมื่อพลังิญญาทั้งสองได้เสริมพลังเพิ่มเข้าไป แม้ไม่ได้ใช้ร่างนริศเก้า์ แต่พลังของร่างกายก็มากเกินไปกว่าผู้ฝึกตนที่ฝึกร่างถึงขั้นที่เก้าอยู่ดี
ยิ่งไปกว่านั้นร่างนริศเก้า์ยังเป็วรยุทธ์ที่ต้องผ่านเสี้ยวเวลาแห่งความเป็ตายถึงจะสามารถบรรลุไปหนึ่งขั้นได้หลังจากเพิ่มเสริมพลังทั้งมวลเข้าด้วยกันแล้วพลังกายของหลินโม่ก็เทียบเท่าได้กับอสูรระดับต่ำแล้ว
“ยังจะนิ่งทำอะไร เข้าไปขวางมันพร้อมกันอย่าให้มันเหยียบเข้าตำหนักส่วนที่สามได้เป็อันขาด” ศิษย์ระดับหนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
หากให้หลินโม่ก่อเื่อีกต่อไปล่ะก็ไม่เพียงตำแหน่งผู้พิทักษ์กฎจะสั่นคลอน แต่จะยังถูกลงโทษจากสาขาลัวซาได้
แม้การโจมตีเพียงคราเดียวของหลินโม่จะทำให้ทุกคนตกตะลึงทว่าในสายตาของพวกเขาหลินโม่เป็เพียงผู้เพิ่งจะบรรลุการฝึกร่างได้ขั้นที่แปดเท่านั้น เมื่อครู่ไม่แน่ว่าใช้กลอุบายพิเศษอันใดผนวกกับสวี่อี้เสวียนประมาทมากไปจึงเสียเปรียบไปอย่างมาก
เหล่าศิษย์ของหน่วยควบคุมกฎพากันพุ่งไปทางหลินโม่