การปรากฏตัวของหลิงซีทำให้การต่อสู้ของไป๋เซิงและผู้นำตระกูลหยางต้องหยุดชะงัก
เมื่อหลิงซีหายตัวไป พวกเขาทั้งคู่ก็มองหลงเฉินด้วยสายตาที่ต่างไปจากแต่ก่อน
แม้ก่อนหน้านี้พวกเขาเพียงยอมรับในความสามารถของหลงเฉิน ทว่าในเวลานี้พวกเขาต่างรู้สึกกระหายใคร่รู้ถึงความลึกลับของเขา และยังรู้สึกประทับใจอีกด้วย
หลิงซีเคยปรากฏตัวมาแล้วครั้งหนึ่งในการประลองประจำตระกูล ทว่าผู้นำตระกูลหยางไม่คาดคิดมาก่อนว่าความลี้ลับนี้จะทรงพลังถึงเพียงนี้ เขามองหลงเฉินด้วยความงุนงงและรู้สึกภาคภูมิใจ อีกทั้งยังพึงพอใจอย่างมาก
‘ได้มีหลานชายเช่นนี้ในชีวิตของข้า ต่อให้วันนี้ข้า...หยางชางชงต้องถึงแก่ความตาย ข้าก็ไม่เสียใจ แต่ถึงกระนั้น เสวี่ยชิงและคนอื่น ๆ ที่เหลือไม่ควรต้องมาตายไปด้วย...’
สำหรับไป๋เซิง สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเขาเลยแม้แต่น้อย
ในเวลานี้เขารู้สึกไม่มั่นใจเอาเสียเลย ดังนั้นเขาจึงรีบมองไปที่เสวี่ยเยวี๋ยนจื่อและเอ่ยขึ้น
“ท่านพี่เสวี่ยเยวี๋ยนจื่อ...”
เสวี่ยเยวี๋ยนจื่อยังคงไม่ไหวติงและไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ในตอนนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นว่าร่างกายของเขาไม่ได้รับบาดเจ็บ ไป๋เซิงจึงคิดว่าเขาอาจจะกำลังสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับการปรากฏตัวของหลิงซีก็เป็นได้
ดังนั้นไป๋เซิงจึงพูดต่อ
“ท่านพี่เสวี่ยเยวี๋ยนจื่อ ข้าคิดว่าเราพอจะคุยกันได้ ข้า...ไป๋เซิงยินยอมจะมอบผลกระจัดวิญญาณให้ท่านหนึ่งผล หากท่านสนใจสาวงาม ข้าก็คิดว่าผู้หญิงตระกูลไป๋ไม่ได้ด้อยไปกว่าตระกูลหยางเลย ท่านพี่... ท่านไม่ต้องไปสนใจดอกไม้ที่เหี่ยวเฉาเช่นหยางเสวี่ยชิงหรอก ส่วนเจ้าเด็กหลงเฉินนั่นก็เกลียดท่านเข้าไส้ ไม่ว่าท่านจะเลี้ยงดูเขาอย่างไร เขาก็จะแทงข้างหลังท่านในที่สุด...”
มาถึงจุดนี้ ผู้นำตระกูลหยางขมวดคิ้วแน่น เมื่อเห็นว่าเสวี่ยเยวี๋ยนจื่อไม่ได้ปฏิเสธข้อเสนอ ไป๋เซิงจึงมองผู้นำตระกูลหยางด้วยสายตายั่วยุ
‘สวรรค์คงอยากจะกวาดล้างตระกูลหยางของข้าให้สิ้นซาก ช่างน่าเสียดายสำหรับหลงเฉิน เขาอายุเพียงสิบหกปีเท่านั้น...’
ผู้นำตระกูลหยางสูดหายใจเข้าลึก ๆ
เขามองเสวี่ยเยวี๋ยนจื่อที่ยังคงไม่ไหวติงและมองกลับไปที่หลงเฉิน พลางนึกถึงพลังที่ไม่เท่าเทียมของพวกเขาทั้งสอง เขาตระหนักดีว่าคงไม่มีหวังมากนัก
‘ก่อนหน้านี้ ดูเหมือนว่าเด็กสาวลึกลับที่ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าหลงเฉินจะใช้เพลงกระบี่ที่ทรงพลังอย่างมาก น่าเสียดายที่มันทำอะไรเสวี่ยเยวี๋ยนจื่อไม่ได้เลย...’
ผู้นำตระกูลหยางไม่แน่ใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้
เสวี่ยเยวี๋ยนจื่อดูจะไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ ราวกับว่าเขาจะได้สติจากคำพูดของไป๋เซิง ไป๋เซิงจึงยิ้มอย่างพอใจก่อนจะมองไปทางหลงเฉินและผู้นำตระกูลหยางพลันเอ่ยขึ้น
“หากท่านพี่เสวี่ยเยวี๋ยนจื่อเห็นด้วยกับข้อเสนอของข้า ข้าขอให้ท่านฆ่าเด็กคนนี้...ได้หรือไม่?”
ตอนนั้นเอง ไป๋เซิงก็มองเห็นหยดเลือดที่ไหลออกมาที่หว่างคิ้วของเสวี่ยเยวี๋ยนจื่อ เมื่อมองใกล้ ๆ ก็สังเกตได้ว่ามีบาดแผลฉกรรจ์ที่บริเวณนั้นและยังมีหยดเลือดไหลออกมาจากด้านหลังศีรษะของเสวี่ยเยวี๋ยนจื่ออีกด้วย
ไป๋เซิงตกใจจนพูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง
สถานการณ์ในตอนนี้ชัดเจนพอแล้ว สาเหตุที่เสวี่ยเยวี๋ยนจื่อไม่ยอมพูดสิ่งใด มิใช่เพราะเขาไม่อยากพูด หากแต่เป็นเพราะบาดแผลเป็นรูโหว่ที่ทะลุศีรษะของเขา แม้บาดแผลนั้นจะมีขนาดเล็กอย่างมาก แต่ก็ชัดเจนว่ามันได้พรากชีวิตไปจากคนผู้นั้น!
เสวี่ยเยวี๋ยนจื่อตายแล้วหรือ?
ความคิดไม่คาดฝันผุดขึ้นในใจของไป๋เซิงขณะที่ร่างของเสวี่ยเยวี๋ยนจื่อล้มลงกับพื้น
หลงเฉินรู้มาก่อนหน้านี้แล้วว่าร่างของเสวี่ยเยวี๋ยนจื่อนั้นไร้ซึ่งชีวิต เมื่อเห็นว่าเขาล้มลงกับพื้น หลงเฉินก็รู้สึกตกตะลึงกับพลังความแข็งแกร่งและความลี้ลับของหลิงซี และยังรู้สึกซาบซึ้งอีกด้วย
‘เกรงว่าภูมิหลังของหลิงซี รวมถึงพลังที่ซ่อนอยู่นั้นจะต้องแข็งแกร่งอย่างมหาศาลแน่ ๆ ...’
หลงเฉินมองไป๋เซิงและเห็นว่าเขายังคงตกตะลึงกับการตายของเสวี่ยเยวี๋ยนจื่อ เมื่อเขาเห็นหลงเฉิน เขาก็ส่ายศีรษะและร้องออกมา
“เป็นไปไม่ได้! เสวี่ยเยวี๋ยนจื่อเป็นยอดฝีมือระดับแก่นมนุษย์ เขาจะพ่ายแพ้ให้กับพวกเจ้าได้อย่างไร! ต่อให้เป็นเด็กสาวผู้นั้นก็เถอะ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด...”
เมื่อเห็นร่างของเสวี่ยเยวี๋ยนจื่อเขาก็นึกถึงบางสิ่งที่ทำให้รู้สึกปีติลิงโลด เขาหัวเราะร่าและพูดกับหลงเฉินกับผู้นำตระกูลหยาง
“ในเมื่อเสวี่ยเยวี๋ยนจื่อตายแล้ว ตระกูลหยางของพวกเจ้าไม่รอดแน่ เสวี่ยเยวี๋ยนจื่อเป็นถึงหนึ่งในแปดผู้คุมกฎแห่งลัทธิเซียนโลหิต!”
หลงเฉินไม่คาดคิดว่าเสวี่ยเยวี๋ยนจื่อจะมีตำแหน่งใหญ่โตในลัทธิเซียนโลหิต อย่างไรก็ตาม ในเมื่อสถานการณ์กลายเป็นเช่นนี้ เขาก็จำต้องยอมรับชะตากรรม
‘ลัทธิเซียนโลหิตเป็นเรื่องของอนาคต ในเวลานี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือจัดการกับคนน่ารังเกียจทั้งสองจากตระกูลไป๋นั่นต่างหาก!’
ในเวลานี้ ผู้นำตระกูลหยางฟื้นตัวจากอาการตกใจกับการตายของเสวี่ยเยวี๋ยนจื่อแล้ว เขาตระหนักถึงผลกระทบที่จะตามมาจากการสังหารคนของลัทธิเซียนโลหิต แต่ในเมื่อเกิดเรื่องขึ้นแล้ว สิ่งที่ต้องจัดการในตอนนี้จึงสำคัญที่สุด พวกเขาต้องช่วยหยางเสวี่ยชิง ฆ่าพี่น้องตระกูลไป๋ และแย่งชิงผลกระจัดวิญญาณมาให้ได้!
เมื่อมองไปที่เด็กหนุ่ม ผู้นำตระกูลหยางนึกถึงเวลาอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า เขาจำได้ว่าพัฒนาการของหลงเฉินนั้นก้าวกระโดดจนทำให้เขาไม่ทันตั้งตัว
‘เฉินเอ๋อร์ ความปลื้มปีติที่เจ้านำมาให้ข้านั้นดีงามกว่าที่ข้าคาดหวังไว้เสียอีก ทุกครั้งที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์คับขัน เจ้าได้พยายามอย่างสุดความสามารถ เจ้าคือผู้ที่ช่วยตระกูลหยางของพวกเราเอาไว้ ตาแก่อย่างข้าจะตอบแทนความดีความชอบนี้ได้อย่างไร?’
หลังจากที่เสวี่ยเยวี๋ยนจื่อตาย ผู้นำตระกูลหยางและหลงเฉินรู้ดีว่าพวกเขาจะต้องจบเรื่องให้เร็วที่สุด
เวลานี้ ผู้นำตระกูลหยางซึ่งรั้งไป๋เซิงไว้ขณะที่หลงเฉินเตรียมจะไปช่วยหยางเสวี่ยชิง หลงเฉินไม่คาดคิดว่าไป๋ลี่จะลุกขึ้นและพุ่งตัวไปหาหยางเสวี่ยชิงก่อนจะวางมือที่ฉาบไปด้วยเลือดเกรอะกรังไว้ที่ศีรษะของนาง
“เจ้าหนู ขืนเข้ามาอีกก้าวเดียวข้าจะฉีกร่างของนางเป็นชิ้น ๆ!”
เมื่อไป๋ลี่พูดจาร้ายกาจเช่นนั้น หลงเฉินจึงหยุดชะงักในทันที พี่น้องตระกูลไป๋กลับมารวมตัวกัน ขณะที่ผู้นำตระกูลหยางก็กลับมาอยู่เคียงข้างหลงเฉินด้วยท่าทีดุดัน
นี่คือสถานการณ์หนีเสือปะจระเข้โดยแท้
หลงเฉินมองทั้งสองพลางกำหมัดแน่น
‘เป็นไปตามที่คาดไว้ไม่มีผิด ขิงแก่ย่อมเผ็ดร้อนกว่าขิงอ่อน ไป๋ลี่ไม่ได้บาดเจ็บอย่างที่ข้าคิด เขาเพียงแสร้งทำเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อใช้แม่ของข้าเป็นไพ่ตายเมื่อถึงเวลาสำคัญ ข้าไม่ได้เตรียมตัวรับมือกับลูกไม้ชั่วแบบนี้เสียด้วย!’
[TL Note: (姜还是老的辣) – ขิงแก่ย่อมเผ็ดร้อนกว่าขิงอ่อน หมายถึง ผู้ที่อายุมากกว่าย่อมมีประสบการณ์ที่โชกโชนกว่า]
เมื่อคิดได้ดังนั้นหลงเฉินจึงตำหนิตัวเอง ก่อนหน้านี้เขาพุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่เสวี่ยเยวี๋ยนจื่อและละเลยอันตรายจากไป๋ลี่ เขาไม่คาดคิดว่าตาเฒ่าผู้นี้จะแสร้งบาดเจ็บ
‘ในภายภาคหน้าหากข้าต้องทำร้ายใคร ข้าจะปรานีไม่ได้อีกแล้ว ทำให้แน่ใจไปเลยดีกว่า ความปรานีจะส่งผลให้เจอกับจุดจบเช่นนี้เสมอ!’
ในตอนนี้ หยางเสวี่ยชิงถูกไป๋ลี่จับเป็นตัวประกัน หากหลงเฉินลงมือ ไป๋ลี่จะต้องฆ่านางในทันที เมื่อถึงตอนนั้น แม้หลงเฉินฆ่าสองพี่น้องและแย่งชิงผลกระจัดวิญญาณมาได้สำเร็จ ความเจ็บปวดเสียใจก็คงตามหลอกหลอนเขาไปชั่วชีวิต
และเขาคงมิอาจให้อภัยตนเองได้อย่างแน่นอน!
หลงเฉินรู้สึกบันดาลโทสะอย่างมากเมื่อครั้งที่เสวี่ยเยวี๋ยนจื่อทำร้ายหยางเสวี่ยชิง แม้หลิงซีจะสังหารเสวี่ยเยวี๋ยนจื่อได้ในที่สุดและทำให้โทสะของเขาบรรเทาลงไป แต่เวลานี้ การกระทำของไป๋ลี่ได้ยั่วยุโทสะที่ร้อนแรงดั่งจะเผาผลาญไปถึงสวรรค์ชั้นฟ้าของเขาขึ้นมาอีกครั้ง!
เมื่อสัมผัสได้ถึงความเกรี้ยวกราดของหลงเฉิน ผู้นำตระกูลหยางก็คว้าแขนของเขาเอาไว้และเอ่ยขึ้น
“เฉินเอ๋อร์ อย่าเพิ่งวู่วาม อดทนไว้ก่อน ให้ข้าจัดการกับเจ้าจิ้งจอกเฒ่าเหล่านี้เอง!”
เขามองไปยังพี่น้องตระกูลไป๋
“ไป๋เซิง ไป๋ลี่ อย่าเพิ่งลงมือ บอกข้อเสนอของพวกเจ้ามา หากไม่เหลือบ่ากว่าแรงเกินไปพวกเราคงตกลงกันได้!”
ไป๋เซิงและไป๋ลี่มองตากันและเมื่อเห็นว่าพวกตนถือไพ่เหนือกว่าก็เริ่มยิ้มเยาะออกมา ด้วยเข้าใจถึงเจตนาของแต่ละฝ่ายเป็นอย่างดี
เวลานี้ มือของไป๋ลี่ลูบศีรษะของหยางเสวี่ยชิงไปมา เลือดที่โชกชุ่มทำให้ผมสีดำขลับของนางถูกย้อมเป็นสีแดง เขาไม่สนใจสายตาอาฆาตมาดร้ายของหลงเฉิน ไป๋ลี่พูดขึ้นอย่างช้า ๆ ด้วยท่าทีสบายใจ
“ง่ายมาก ผลกระจัดวิญญาณทั้งสามจะต้องเป็นของตระกูลไป๋ และเจ้าเด็กเหลือขอผู้นี้จะต้องหักแขนของตนเองหนึ่งข้าง”
ผู้นำตระกูลหยางและหลงเฉินนิ่งอึ้งไป ผู้นำตระกูลหยางไม่ต้องการมอบผลกระจัดวิญญาณทั้งสามให้ และการหักแขนข้างหนึ่งของหลงเฉินย่อมไม่ต้องเอ่ยถึง
แผนการของตระกูลไป๋นั้นผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดี ด้วยผลกระจัดวิญญาณทั้งสามผล พวกเขาทั้งสองจะสามารถบรรลุขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์ได้ ทว่าพวกเขาเกรงกลัวหลงเฉินที่มากด้วยฝีมือผู้นี้ การที่พวกเขาจะนอนหลับได้สนิทก่อนบรรลุระดับพลัง พวกเขาจำต้องทำให้หลงเฉินอ่อนแอลงโดยการหักแขนข้างหนึ่งของเขาเสีย เมื่อพวกเขาบรรลุระดับแก่นศักดิ์สิทธิ์ ตระกูลหยางจะต้องถูกกวาดล้างในที่สุด!
ผู้นำตระกูลหยางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่มีความจริงใจเอาเสียเลย ช่างเป็นข้อเสนอที่น่าขันและไร้แก่นสารเสียเหลือเกิน หลังจากที่รู้จักข้ามานาน ไป๋เซิง เจ้ารู้ดีว่าข้าเป็นคนเช่นไร ข้อเสนอที่ดีที่สุดของข้าก็คือผลกระจัดวิญญาณสองผล หากว่ามันยังไม่เพียงพอละก็ ในวันนี้ ข้า...หยางชางชง จะดิ้นรนจนสุดชีวิตและสู้กับตระกูลไป๋ของเจ้าจนตายกันไปข้างหนึ่ง แล้วเจ้าจะได้เห็นว่าฝ่ายที่ต้องสูญเสียคนในตระกูลมากที่สุด จะเป็นตระกูลไป๋ของเจ้าหรือตระกูลหยางของข้า!”
ด้วยพลังความแข็งแกร่งของหลงเฉินที่เหนือกว่าไป๋ลี่ จึงนับได้ว่าตระกูลหยางนั้นเหนือกว่าตระกูลไป๋ หากพวกเขาสู้กันจนตาย ผลที่ออกมาย่อมชัดเจนสำหรับไป๋เซิงและไป๋ลี่
ดังนั้นพวกเขาจึงมองหน้ากันอีกครั้ง และไป๋เซิงก็เอ่ยขึ้นด้วยท่าทีเคร่งขรึม
“ผลกระจัดวิญญาณสองผล ตกลงตามนั้น แต่พวกเรามีข้อเสนออีกข้อ ก่อนที่พวกเราจะบรรลุขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์ หยางเสวี่ยชิงจะต้องอยู่กับพวกเราชั่วคราว อย่างไรเสีย นางก็แต่งงานกับลูกชายของข้าแล้วจึงถือได้ว่านางเป็นคนของตระกูลไป๋”
นี่เป็นเบี้ยตัวสุดท้ายที่พี่น้องตระกูลไป๋ถืออยู่ ต่อให้ได้ผลกระจัดวิญญาณไป พวกเขาก็จะต้องพบกับจุดจบที่น่าเศร้าหากไร้ซึ่งตัวประกัน
เมื่อตระหนักได้ว่านางมีความเกี่ยวพันกับตระกูลตระกูลไป๋ หยางเสวี่ยชิงรู้สึกกังวลและไม่พอใจอย่างมาก แต่ช่างน่าเสียดาย โซ่ตรวนที่ล่ามนางไว้แน่นหนาเกินไป นางจึงไม่มีโอกาสหนีรอดจากเงื้อมมือของไป๋ลี่ได้
“ท่านพ่อ! อย่าไปฟังพวกเขา! ไม่ต้องห่วงข้า! คนชั่วช้าสารเลวสองคนนี้ไม่รู้จักพอหรอก หากพวกเขาบรรลุขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์ ตระกูลหยางของเราจะมีโอกาสรอดได้อย่างไรกัน!?”
หยางเสวี่ยชิงพูดกับผู้นำตระกูลหยางด้วยน้ำตาที่ไหลริน จากนั้นนางก็มองหลงเฉินด้วยสายตาโหยหา ความสับสนและโศกเศร้าที่แฝงอยู่ในสายตาทำให้ผู้นำตระกูลหยางรู้สึกเจ็บปวดใจ เขาเข้าใจความทุกข์ทรมานของบุตรสาวมาตลอดชีวิตของนาง
“ท่านพ่อ อภัยให้ข้าด้วยที่อกตัญญู ข้ามิอาจดูแลท่านยามแก่เฒ่า ความเมตตาที่ท่านมีต่อข้า ข้าจะขอชดใช้ในชาติภพหน้า!”
“เฉินเอ๋อร์....”
เมื่อมองไปยังหลงเฉิน หยางเสวี่ยชิงไม่สามารถกลั้นน้ำตาของนางเอาไว้ได้อีกต่อไป หยาดน้ำตาไหลรินลงมาบนใบหน้าขาวเนียนของนางยาวเป็นสาย
“ข้า... แม่ของเจ้าต้องขอโทษเจ้าด้วย... หากชาติหน้ามีจริง ข้าสัญญาว่าข้าจะรักและทะนุถนอมเจ้า...ลาก่อน!”
เมื่อพูดจบ หยางเสวี่ยชิงก็เผยให้เห็นสีหน้าของการหลุดพ้น ไป๋เซิงและไป๋ลี่ก็หน้าถอดสีทันที เพราะพวกเขารู้ว่าชั่วขณะนั้นนางกำลังจะฆ่าตัวตาย!
*******************