ชิงชิงนอนกลิ้งเล่นบนเตียงกับเสี่ยวหู่จนเย็นย่ำในที่สุดประตูที่ปิดตายตั้งแต่เช้าก็เปิดออกอีกครั้งเสียงเปิดประตูทำให้นางดีดตัวขึ้นมานั่งทันที ไม่นานท่านพ่อกับท่านแม่ก็เดินเข้ามาแสดงท่าทางชัดเจนว่าตัดสินใจบางอย่างได้แล้ว ดวงตาเป็นกังวลของทั้งสองทำให้ชิงชิงแอบเสียวสันหลังเล็กๆ แม้แต่เสี่ยวหู่เองก็ยังลุกขึ้นมานั่งบนเตียงคล้ายรอฟังอยู่เช่นกัน
“ชิงชิง” เป็นท่านแม่ที่เดินเข้ามากอดนางเอาไว้ในอ้อมกอดอบอุ่นมือนิ่มนวลลูบหัวทุยของนางแผ่วเบาความอบอุ่นที่ได้รับทำให้อาการฟุ้งซ่านทั้งวันของชิงชิงคลายลง
“ลูกอยากกลับไปที่โพรงนั่นอีกหรือไม่?” เพราะตกลงกับสามีเอาไว้แล้วว่าจะปล่อยให้ชิงชิงได้ทำตามใจไป๋ฮวาจึงเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามลูกสาวแทนที่จะสั่งนางให้ทำตามเหมือนอย่างเคย
“ท่านแม่” ชิงชิงดันตัวออกมามองหน้าของมารดาอย่างสับสนนางนึกว่าท่านแม่คนดีจะเทศนาสักสองสามยกที่ไหนได้พวกท่านปล่อยให้นางได้คิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง
“ทำอย่างที่ลูกอยากทำชิงชิง” หยางเซิงวางมือเอาไว้บนหัวลูกสาวดวงตาที่มองนางเต็มไปด้วยความรักของคนเป็นพ่อ
“ท่านพ่อท่านแม่...ชิงชิงอยากกลับไปที่นั่น ยังมีอีกหลายอย่างที่ข้าอยากรู้ข้าเชื่อว่าที่นั่นมีคำตอบให้กับข้า” ตั้งแต่รู้ตัวว่านางมาเกิดใหม่ที่นี่ชิงชิงก็คิดอยู่ตลอดว่าเหตุผลคืออะไร? ทำไมต้องเป็นนาง?เป็นเพียงความผิดพลาดของสวรรค์เท่านั้นจริง ๆ หรือ?
ยิ่งเมื่อรู้ว่าโลกนี้ต่างออกไปจากโลกเดิมอย่างสุดกู่ในหัวของนางก็ยิ่งสงสัยปนไปด้วยความกังวลใจ ในโลกที่ต่างกันขนาดนี้ดวงวิญญาณของนางมาอยู่ ณ ที่แห่งนี้ได้อย่างไร? เพื่อหาคำตอบทุกอย่างที่เกิดขึ้นนางคิดว่าต้องเริ่มต้นจากการเข้าใจโลกใบนี้ให้ได้ก่อน
“เช่นนั้นลูกก็ไปเถิด ขอเพียงอย่าหายไปไม่บอกกล่าวเช่นนี้อีกถ้าจำเป็นต้องค้างในป่าจริง ๆ อย่างน้อยก็ส่งเสี่ยวหู่มาบอกพ่อกับแม่หน่อย”ไม่ใช่ว่าหยางเซิงสามารถวางใจให้นางวิ่งเข้าไปในป่าลึกได้โดยไม่เป็นห่วงแต่ห่วงก็ส่วนห่วง เขาจะไม่เป็นดินแห้งแข็งที่ขวางไม่ให้เมล็ดพันธุ์เติบโตลูกอยากเป็นอย่างไรก็ให้นางได้เป็นอย่างที่ต้องการ
“เจ้าค่ะท่านพ่อท่านแม่ พวกท่านไม่ต้องเป็นห่วงนะเจ้าคะข้าสัญญาจะไม่เข้าป่าไปลึกยิ่งกว่านั้น รอบ ๆ โพรงนั่นไม่มีอันตรายอะไรมีเสี่ยวหู่อยู่ด้วยปลอดภัยแน่นอนเจ้าค่ะ” คำสัญญาหนักแน่นของเด็กหญิงมาพร้อมกับการตบเท้าลงบนเตียงเพื่อรับคำนายของเจ้าเสือสีทองใจของหยางเซิงและไป๋ฮวาจึงคลายลงเล็กน้อย
นับแต่นั้นมาชิงชิงก็วิ่งเข้าออกป่าบ่อยยิ่งกว่าเดิมบางครั้งยังค้างคืนอยู่ภายในป่าอีกด้วยแน่นอนว่าเป็นหน้าที่ของเสี่ยวหู่ที่เริ่มเข้าสู่โหมดโตวันโตคืนเป็นผู้ส่งข่าวไปมาระหว่างบ้านกับโพรงด้วยความรวดเร็วของมันตอนนี้เพียงไม่ถึงสองชั่วยาม (ประมาณ 4 ชั่วโมง) ก็สามารถไปกลับได้รอบหนึ่งแล้ว
แม้จะบอกว่าค้างคืนแต่ความจริงแล้วชิงชิงไม่ได้นอนหลับนางเพียงนั่งโคจรพลังซึ่งไม่สามารถเลิกล้มกลางคันได้อยู่บนตั่งภายในโพรงเท่านั้น
จากการอ่านหนังสือการฝึกพลังวิญญาณเบื้องต้นของพี่รหัสเหลียนชิงชิงสามารถบอกได้เลยว่าเขาและนางนั้นมีความเหมือนและต่างกันอยู่หลายจุดมาก เช่นเขาอธิบายไว้ว่า ‘ก่อนการบรรลุขั้นหนึ่งจำเป็นต้องมีการทะลวงเส้นชีพจรเสียก่อนการทะลวงเส้นชีพจรต้องใช้ยาทะลวงชีพจรซึ่งหลอมได้จากหินวิญญาณของสัตว์อสูรขั้นหนึ่งเป็นตัวช่วย’ประโยคนี้มีทั้งเหมือนและต่าง เหมือนตรงที่นางก็มีการทะลวงเส้นชีพจรเช่นกันส่วนที่ต่างคือนางไม่ได้ใช้ยาหลอม แต่ใช้หินวิญญาณมาทะลวงโดยตรง
หรือประโยคที่ว่า ‘หินวิญญาณนั้นมีพลังวิญญาณตามระดับของสัตว์อสูรก่อนจะตายมนุษย์ไม่สามารถดูดพลังจากหินวิญญาณได้โดยตรง ต้องนำไปหลอมเป็นยา เช่นยาทะลวงชีพจร หรือยาเพิ่มพลัง เป็นต้น’ เขาว่ามนุษย์ดูดพลังจากหินวิญญาณไม่ได้แต่ชิงชิงทำได้ เพียงแค่นางกำไว้ในมือพร้อมกับเพ่งสมาธิไปที่มันพลังในหินนั้นก็จะถูกดูดซับเข้ามาในตัวนางทันที
แน่นอนว่าชิงชิงไม่ได้ใช้สิ่งที่เกิดขึ้นครั้งแรกมาตัดสินแต่นางได้ทำการทดลองหลายต่อหลายครั้งด้วยกันจึงสรุปออกมาเป็นเช่นนี้และการทดลองนี้เองที่ทำให้นางไม่ได้กลับบ้าน พอดูดพลังจากหินก้อนหนึ่งแล้วนางก็จำเป็นต้องโคจรพลังให้กระจายอยู่ทั่วร่างอย่างเหมาะสมไล่ตั้งแต่จุดสะสมพลังตรงท้องน้อยไปจนถึงแขนขาและส่วนอื่น ๆการจัดวางเช่นนี้บางครั้งก็ต้องใช้เวลาอยู่หลายวัน นางไม่กล้าออกจากสมาธิกลางคันก็ในหนังสือเขียนตัวแดงเด่นหราชัดเจนว่า ‘หากไม่ระวังก็อาจเกิดธาตุแตกได้’ ชิงชิงจึงไม่กล้าเสี่ยง
เรื่องหินวิญญาณนี้ยังมีอีกอย่างที่น่าสนใจคือแม้ชิงชิงจะสามารถดูดพลังจากหินวิญญาณได้โดยตรงแต่นางทำเช่นนี้ได้เฉพาะกับหินสีเทาอ่อนที่สุดเท่านั้นหินที่สีเข้มขึ้นมาไม่ว่าพยายามเท่าไหร่ก็ไม่สามารถดึงพลังมันออกมาได้สักหยดนางเดาเอาเองว่าตอนนี้ตนอยู่ที่ขั้นหนึ่งหินวิญญาณสีเทาอ่อนก็น่าจะขั้นหนึ่งเช่นกันจึงสามารถจัดการได้ดังนั้นแปลว่าในระดับที่สูงกว่าต้องใช้พลังจากระดับเดียวกันมาจัดการ
อาจเพราะยังอยู่แค่ขั้นหนึ่งชิงชิงจึงไม่สามารถเข้าใจทั้งหมดของการฝึกพลังวิญาณได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องธาตุต่าง ๆ หนังสือที่อยู่ในหีบนางอ่านจนหมดแล้วแต่เพราะยังไม่ได้เจอกับตัวจึงพูดไม่ได้ว่าเข้าใจอย่างแท้จริงเรียกว่าทางทฤษฎีแน่นปึก แต่การปฏิบัติเป็นศูนย์
“วันนี้พอแค่นี้แหละ เรากลับกันเถอะเสี่ยวหู่” เมื่อวานนางไม่ได้กลับบ้านเพราะลองซึมซับพลังจากธรรมชาติโดยตรงการดูดพลังจากสิ่งแวดล้อมนางรู้สึกถึงมวลพลังที่น้อยกว่าการดูดจากหินวิญญาณแม้ปริมาณจะน้อยกว่าจนรู้สึกได้ แต่คุณภาพนั้นดีกว่ามากพลังจากธรรมชาติโดยตรงบริสุทธิ์สดชื่นมากกว่าจะหินวิญญาณ ถ้าให้เทียบกันชิงชิงเลือกได้เลยทันทีว่านางชอบพลังจากธรรมชาติมากกว่า
เด็กหญิงลุกขึ้นจากตั่งที่ถูกเช็ดถูกจนสะอาดเนื่องจากต้องอยู่ศึกษาหลายอย่างในโพรงแห่งนี้ชิงชิงจึงจัดการทำความสะอาดมันทุกซอกทุกมุมที่ทำได้ เอาชนิดที่ว่าคราบฝุ่นที่เคยเกาะอยู่หายไปในพริบตาและการทำความสะอาดครั้งใหญ่นี้เองที่ทำให้นางได้เจอกับช่องลับที่อยู่ใต้เตียงน่าเสียดายที่ช่องลับนั่นเปิดไม่ออกนางจึงไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างในรู้สึกได้เพียงคลื่นพลังที่ไหลวนอยู่ภอย่างหนาแน่นเท่านั้น
“วิ่งแข่งกันหน่อยเสี่ยวหู่” มุดออกมาจากฐานลับได้ชิงชิงก็หันไปท้าทายเจ้าสหายสี่เท้า
ฟ้ายังสว่างจ้าหนึ่งคนหนึ่งเสือออกวิ่งกลางป่าอย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะเล็ก ๆจากความพึ่งใจของเด็กหญิงไม่ต่างอะไรกับเสียงนกร้องกลางป่าตลอดทางที่นางวิ่งผ่านไปเกิดระลอกแห่งความสุขแผ่ออกมาตามทาง เหมือนป่ารอบด้านจะรับรู้ได้ถึงความสดใสนั่นสีเขียวชอุ่มจึงเข้มขึ้นอีกเล็กน้อย
ห้าปีผ่านไป
กาลเวลาหมุนผ่านทุกสิ่งอย่างก็เปลี่ยนแปลง จากเด็กหญิงเติบโตขึ้นกลายเป็นเด็กสาวจากลูกเสือก็กลายร่างเป็นเสือสีทองโตเต็มวัย เมื่อทั้งสองเดินเคียงข้างกันขนาดของเจ้าเสือก็สูงเลยไหล่ของเด็กสาวขึ้นไปอีก
ชิงชิงกำต้นหญ้าในมือโบกเล่นไปมาอย่างอารมณ์ดีอีกนิดเดียวก็จะถึงฐานลับแล้วนางกับเสี่ยวหู่จึงไม่ได้รีบร้อนอีก ทำใจเย็นค่อย ๆเดินทอดน่องไปตามทาง เสี่ยวหู่เองก็ไม่ทำตัวอวดเก่งลดความเร็วลงมาเดินข้างนางเช่นกัน
นางยังจำตอนเก็บเจ้าเสือผอมแห้งนี่ไปเลี้ยงได้ตอนนั้นมันจะตายไม่ตายแหล่อยู่แล้ว คิดไม่ถึงว่านอกจากจะรอดมาได้เสี่ยวหู่ยังโตมาด้วยสุขภาพที่แข็งแรงดีมาก ร่างกายสูงใหญ่กว่าเสือทั่วไปตั้งแต่หัวถึงหางมีลักษณะที่ดีของเสือรวมกันไว้หมด ขนสีทองประกายของมันก็เงางามเวลาโดนแสงแดดกระทบเหมือนมีใครโปรยกากเพชรเอาไว้อย่างนั้นสวยจนนางกลัวจะมีคนมาเอามันไปถลกหนังขาย
แต่ความกังวลของนางไม่มีทางเป็นจริงแน่นอนเพราะเสี่ยวหู่นอกจากจะมีลักษณะภายนอกที่ดีแล้วมันยังเป็นเสือที่มีพลังที่สุดที่นางเคยเห็น วิ่งเร็วเหมือนลมแข็งแรงพอจะล้มต้นไม้สองคนโอบได้ กรงเล็บและเขี้ยวคมกริบฉีกเหยื่อตัวใหญ่เป็นชิ้นได้ในพริบตาแถมยังฉลาดเป็นกรดด้วยความสามารถระดับนี้ถ้าคิดจะถลกหนังมันก็เหมือนวิ่งเข้าใส่ประตูนรก
ในที่สุดทั้งสองก็เดินมาถึงทางเข้าฐานลับตอนนี้โพรงของทวดต้นไม้ถูกเสี่ยวหู่ขยายออกเป็นเท่าตัวเหตุผลมีเพียงข้อเดียวคือมันตัวใหญ่มากถ้าไม่อาศัยกรงเล็บของตัวเองขุดขยายทางมันจะลงไปกับนางไม่ได้
ผ่านเวลานับจากการบรรลุขั้นแรกมาถึงห้าปีแล้วตอนนี้ชิงชิงก็ก้าวเข้าสู่ขั้นสองเป็นที่เรียบร้อยเมื่อเดือนที่ผ่านมานางเคยพยายามเรียกใช้ธาตุของตัวเองตามตำราของพี่เหลียน แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีอะไรออกมาธาตุเป็นเรื่องสำคัญมากในโลกของการฝึกพลังวิญญาณมันจะเป็นตัวบอกว่าคนผู้นั้นต้องฝึกไปในทิศทางใด เช่นหากมีธาตุดินก็จะมีพื้นฐานร่างกายที่แกร่งมาก การฝึกจึงจะเน้นไปที่พลังกายหรือหากมีธาตุลมร่างกายก็จะมีความรวดเร็วมาก เหมาะแก่การฝึกวิชาที่เน้นความฉับไว
นอกจากเรื่องแนวทางการฝึกฝนแล้วธาตุยังเป็นตัวช่วยหลักของการดูดซับพลังจากธรรมชาติด้วย กล่าวคือถ้าร่างกายมีธาตุfแล้วไปอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสมความก้าวหน้าของการฝึกก็จะมากตามไปด้วยการไม่รู้ธาตุประจำตัวก็ไม่ต่างอะไรกับงมเข็มในมหาสมุทร
นี่คือทั้งหมดที่นางรู้เกี่ยวกับการฝึกพลังวิญญาณเป็นสิ่งที่อยู่ในตำราทั้งสิ้น พอไม่มีคนคอยชี้แนะ ได้แต่มั่วเองไปตามตัวหนังสือนางจึงเข้าใจว่าอะไรคือ ‘เคี้ยวให้แล้วรอแค่กลืนลงไป’ ที่อาจารย์มหาลัยชอบพูดการก้าวผ่านขั้นสองของนางเป็นไปอย่างยากลำบากมาก หลายครั้งที่เหมือนจะผ่านได้แต่สุดท้ายก็เหลวพูดตรง ๆ ก็คือสำเร็จได้เพราะโชคทั้งนั้นถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปนางน่าจะต้องหยุดแค่ตรงนี้แล้ว…
กลางป่าลึกที่เต็มไปด้วยอันตรายปรากฏร่างของบุรุษในอาภรณ์สีดำสนิทกำลังก้าวเดินอย่างมั่นคงโดยไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใดขณะที่ก้าวเดินเขายังใช้สายตามองทุกสิ่งรอบตัวอย่างละเอียดถี่ถ้วน
เป็นเวลากว่าสิบปีแล้วที่ ‘กู่อวิ๋น’ ออกเดินทางสำรวจทั่วแผ่นดินต้าลู่ ด้วยความสามารถในการอ่านตำแหน่งดวงดาวกู่อวิ๋นมองเห็นหายนะที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้เพื่อหยุดยั้งสิ่งที่จะเกิดขึ้นเขาจึงทุ่มเทแรงกายในการหาทางแก้ไขปัญหาถึงจะทุ่มเทแต่ก็ไม่ต่างอะไรกับเดินในบ่อโคลน ออกแรงมากแต่ได้ผลน้อยจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้แน่ชัดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น
ระยะนี้แนวรอยต่อของป่านิลกาฬกับแคว้นอู๋มีคลื่นพลังแปรปรวนจนสังเกตได้ความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยนี้ดึงดูดให้เขาเร่งเดินทางมาที่นี่ป่านิลกาฬเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์อสูรทั้งยังเป็นรอยต่อของสามแคว้นกับดินแดนหัวลี่ หากเกิดอะไรขึ้นภายในสิ่งนั้นก็อาจเป็นภัยต่อแผ่นดินต้าลู่ได้
ขณะที่ก้าวเดินนั่นเองอยู่ ๆ บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนแปลงไป คลื่นพลังธรรมชาติที่ไหลเวียนโดยรอบจางลงจนรู้สึกได้เขามั่นใจว่าไม่มีสัมผัสของยอดฝีมืออยู่แถวนี้กู่อวิ๋นมองบรรยากาศรอบตัวอย่างแปลกใจคล้ายมวลพลังของธรรมชาติเคลื่อนที่ไปรวมกันที่หนึ่ง หรือมีคนมาฝึกพลังแถวนี้ไม่...หากมีคนฝึกพลังจริงก็ควรดูดซับเพียงธาตุเดียวไม่ใช่พลังรอบตัวทั้งหมดเช่นนี้ นิ้วเรียวคีบยันต์ผืนหนึ่งแล้วโยนขึ้นฟ้า
ผ้ายันต์สีเหลืองถูกเขียนด้วยอักษรสีดำทันทีที่มันลอยขึ้นเหนือพื้นก็พลันเกิดเปลวไฟลุกแผดเผาจนเป็นจุณก่อนที่กลุ่มควันที่เกิดจากการเผาไม้จะก่อรวมกันอยู่กลางอากาศ
“ไป” สิ้นเสียงเข้มกลุ่มควันก็คล้ายมีชีวิตพุ่งไปยังทิศทางหนึ่ง พร้อม ๆกับที่อาภรณ์สีดำสะบัดพลิ้วตามไปด้วยความเร็วของเขาเพียงไม่นานก็มาหยุดยืนอยู่อีกบริเวณหนึ่งของป่าถัดจากตรงนี้อีกไม่ไกลก็จะเข้าเขตแคว้นอู๋แล้ว เหตุใดยันต์ค้นพบจึงพาเขามาที่นี่?
ต้นไม้ที่อยู่รอบตัวล้วนเป็นต้นไม้ที่มีอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปีทั้งสิ้นความสูงใหญ่ของพวกมันทำให้แสงที่ส่องลงมาถึงพื้นมีไม่มากแม้แต่ยันต์ค้นพบก็ยังไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แท้จริงของคนผู้นี้ได้คงต้องพึ่งสองขาของตัวเองแล้ว
เขาเดินสำรวจโดยรอบอยู่พักใหญ่ในที่สุดก็มาหยุดอยู่หน้าต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งคลื่นพลังแปรปรวนเหมือนจะมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่นี่ดูจากภายนอกแล้วต้นไม้ต้นนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับต้นอื่นแต่กู่อวิ๋นรู้ดีว่าบางสิ่งไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า...
ยันต์ผืนหนึ่งถูกหยิบออกมาจากแขนเสื้อแล้วซัดเข้าหาต้นไม้ต้นนั้นยังไม่ทันที่ผ้ายันต์จะได้สัมผัสผิวไม้ คล้ายมันกระทบถูกบางสิ่งจนสูญสลายไปก่อนจะได้ทำงานมุมปากที่นิ่งสนิทมาตลอดยกขึ้นเล็กน้อย ‘ยอดฝีมือจริงเสียด้วย นอกจากพรางตัวเก่งแล้วยังมีลูกเล่นไม่น้อยเลย’
ครั้งนี้เจ้าของอาภรณ์ดำไม่ได้หยิบผ้ายันต์ออกมาอีกมีดสั้นเล่มเล็กปรากฏขึ้นบนมือของเขาก่อนที่มันจะถูกทาบลงบนนิ้วเจ้าของรอยแผลเล็กวาดลงบนปลายนิ้วพร้อมกับหยดเลือดที่หลั่งออกมากู่อวิ๋นยกมือข้างนั้นตวัดไปมาตรงหน้า ทุกการเคลื่อนไหวสร้างเส้นสีชาดเป็นแนวยาวเพียงพริบตาเดียวตัวอักษรหนึ่งก็ลอยอยู่กลางอากาศมือนั้นซัดพลังเข้าหาตัวอักษรอีกครั้ง
แสงสว่างสีแดงพา ‘ยันต์เลือด’ ลอยเข้าหากำแพงที่มองไม่เห็น ทันทีที่พลังสองสายสัมผัสกันก็เกิดแรงกระเพื่อมขนาดใหญ่ก่อนที่ม่านพลังนั้นจะแตกร้าวแล้วสลายไปในที่สุดม่านพลังสูญสลายก็จริงแต่แรงปะทะก็ทำให้เจ้าของยันต์เลือดก้าวถอยหลังไปเช่นกัน ‘เป็นระดับห้า’
เมื่อม่านพลังถูกทำลายลงจนสิ้นแล้วความลับก็เปิดเผยสู่สายตาคนนอก โพรงดินขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางโคนต้นไม้บุรุษหนุ่มก้าวเดินอย่างมั่นคงเข้ามาใกล้ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองมันอย่างพิจารณาเป็นในนี้ไม่ผิดแน่ มวลพลังถูกดึงเข้าไปภายในนี้ไม่รอช้าร่างสูงโปร่งก็พลันกระโดดลงไป
เสี่ยวหู่นอนมองนายท่านทำการฝึกฝนอย่างเบื่อหน่ายเจ้าเสือร่างใหญ่นอนเกลือกกลิ้งไปมาบนพื้นดวงตาสีทองก็มองร่างเล็กที่ห่อหุ้มพลังสีทองไปด้วย นางคืบหน้าไปช้ามากผ่านไปห้าปีพึ่งก้าวไปได้อีกขั้นเท่านั้น หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปอย่าว่าแต่รวบรวมของให้ครบเลยแค่พื้นฐานร่างกายก็คงไม่สามารถรองรับสิ่งยิ่งใหญ่นั้นได้ เท่ากับ...ทุกสิ่งที่ทำมาสูญเปล่า
คล้ายสวรรค์ไม่อยากปล่อยให้เจ้าเสือยักษ์คิดมากจนเกินไปในตอนที่มันปล่อยตัวเองให้นอนหงายซ้อมตายสิ่งที่เกิดขึ้นด้านบนก็ส่งพลังสะท้อนลงมาถึงในฐานลับความผิดปกติทำให้เสี่ยวหู่ลุกขึ้นยืนมองปากทางเข้าอย่างร้อนใจ ทำลายม่านพลังระดับห้าได้ผู้ที่กำลังจะมาถึงต้องไม่ธรรมดาแน่...
ในสภาพที่นายท่านอยู่แค่ขั้นสองตัวมันก็มีพลังเพียงเศษเสี้ยวไม่มีทางที่พวกเขาจะสู้คนผู้นี้ได้ในระหว่างที่มันกำลังลังเลว่าจะปลุกเด็กสาวหรือไม่นั้นเงาดำสายหนึ่งก็พุ่งเข้ามาด้านในแล้ว
…..
อ่านจบตอนแล้วอย่าลืมคอมเมนต์นะคะ
หอมราตรีกาล