จนกระทั่งคนทั้งสามหายเป็นปกติ เราจึงให้หยางเค่อไปพักด้วยกันกับเราที่เรือนสุริยันต์ ซึ่งเวลากลางวันเราจะไปช่วยงานคนในหมู่บ้าน และในตอนกลางคืนเราจะฝึกซ้อมบรรเลงดนตรี
หลายวันผ่านไปเหตุกาณ์ตึงเครียดเริ่มผ่อนคลายลงเพราะใกล้ถึงวันงานพิธีที่ทุกคนรอคอย อีกทั้งข่าวของชงอวี้ก็เงียบหายไปยังไม่มีใครหาตัวเขาพบ ซึ่งเราคิดกันว่าถ้าเขาไม่หลงทางตายอยู่ในเขตม่านหมอก ก็คงแอบซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่งเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บสาหัสของเจิ้งไฉ
เมื่อใกล้ถึงวันงานพิธีพวกเราไปช่วยชาวบ้านจัดเตรียมสถานที่จัดงาน แม่เฒ่าพาเราเดินลึกเข้าไปที่สวนหลังบ้าน พบต้นท้อหลายต้นออกดอกสวยงามแม่เฒ่าบอกว่านี่คือสวนท้อสวรรค์
ฉันจึงเดินเข้าไปดูต้นท้อต้นที่ใหญ่ที่สุด และเมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆ กิ่งท้อก็สั่นไหวเล็กน้อยทั้งๆที่ไม่มีลมพัดจนฉันประหลาดใจ แต่คิดในใจว่าฉันคงจะคิดไปเองว่ากิ่งท้อสั่นไหว หลังจากช่วยชาวบ้านจัดสถานที่จัดงานเสร็จ พวกเราก็กลับไปบรรเลงดนตรีกันต่อเพื่อวันงานจะได้ไม่ผิดพลาดให้ขายหน้า
และแล้วก็ถึงวันงานพิธีร่ายรำธิดาเหม่ยเตี๋ย ซึ่งพิธีเริ่มขึ้นในตอนเช้า ชาวบ้านทั้งหมดรวมถึงพวกเรามาเข้าร่วมพิธีบวงสรวง ฟ้า ดิน ป่า เขา แม่น้ำ และต้นไม้ โดยแม่เฒ่า ลุงสุ่ย เป็นผู้นำดำเนินการในพิธี ส่วนซิ่นปิงเป็นผู้ช่วยดำเนินพิธีการ
ต่อจากนั้นจึงเป็นการร่ายรำบวงสรวงของธิดาเหม่ยเตี๋ย คือชิงอิ๋งขึ้นเวทีด้วยชุดสีชมพูอ่อนหวานบางเบาพริ้วไหว ร่ายรำอ่อนช้อยงดงาม ซึ่งตลอดเวลาการร่ายรำของชิงอิ๋ง นางมักจะมองมาที่เหยียนเหล่ยและยิ้มเขินอาย เพราะเหยียนเหล่ยมองดูการร่ายรำของชิงอิ๋งอย่างตั้งใจ
ในขณะที่ชิงอิ๋งกำลังร่ายรำด้วยท่วงท่าอ่อนช้อย พริ้วไหวงดงาม ก็ปรากฏกลุ่มผีเสื้อกลุ่มใหญ่สีสันสวยงามออกมาบินอยู่เต็มสวน เหมือนกำลังบ้นหยอกล้อกับหมู่มวลดอกไม้ ดอกท้อที่ยังไม่บานเริ่มเบ่งบานคลายกลีบออกทันตาช่างงดงามตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก ชาวบ้านทุกคนล้วนต่างมีสีหน้าชื่นชมยินดีที่ได้ชมระบำธิดาเหม่ยเตี๋ย
เลี่ยงซูสะกิดบอกฉันว่าพิธีนี้เป็นพิธีสำคัญของหมู่บ้าน ให้ฉันร่ายรำให้เต็มที่และไม่ต้องเป็นห่วงกังวลอะไร ให้ร่ายรำท่วงท่าที่นางสอนไว้ และกำชับแกมหัวเราะไม่ให้ฉันเรียกแมลงต่อ แตน ออกมาแข่งประชันกับผีเสื้อของชิงอิ๋งเด็ดขาด เพราะแมลงของฉันมันไม่น่ารักเหมือนผีเสื้อของชิงอิ๋ง แมลงมันจะไปกัดต่อยชาวบ้านเอาได้ ฉันพยักหน้ารับแล้วหัวเราะ
พอจบระบำบวงสรวงของธิดาเหม่ยเตี๋ย ลุงสุ่ยประกาศบอกชาวบ้านว่าท่านอ๋องหกและพวกเราจะร่วมเล่นดนตรี และธิดาหยางเถาจะร่ายรำบวงสรวงด้วย ชาวบ้านทุกคนพากันส่งเสียงฮือฮาด้วยความสนอกสนใจ
ท่านอ๋องหกเดินนำพวกเราขึ้นเวทีแล้วเข้าประจำตำแหน่งเครื่องดนตรีของตนเอง เราเล่นเพลงพื้นบ้านที่มีจังหวะคึกคัก ฟังแล้วเกิดความเพลิดเพลินสนุกสนาน จนมีชาวบ้านบางคนเต้นรำตามจังหวะไปด้วย
เมื่อฉันร่ายรำบวงสรวงจบ แม่เฒ่าก็ลุกขึ้นทวงสัญญาจากฉัน ทำเอาท่านอ๋องและทุกคนหน้าถอดสีเพราะต้นท้อสวรรค์ไม่ออกผล ซึ่งทุกคนรู้ดีว่าการทำให้ต้นท้อออกผลในทันทีนั้นมันเป็นไปไม่ได้ และในใจฉันตอนนี้กำลังเต้นตึกตักจนแทบจะออกมาเต้นอยู่นอกอก เพราะเป็นวันที่แม่เฒ่าจะเอาอายุขัยจากฉันสามสิบปี ฉันจึงพยายามหาวิธีถ่วงเวลาไว้ก่อน
แม่เฒ่า : ธิดาหยางเถา เจ้าคงไม่ลืมคำพูดที่ให้ไว้กับข้าหรอกนะ ว่าจะทำให้ต้นท้อสวรรค์ออกผล
มี่จื่อ : ไม่! ข้าไม่ลืมหรอก แต่ข้าขอปรึกษากับคนของข้าก่อน
เหยียนเหล่ย : มี่จื่อ!! เราร่ายรำอีกรอบดีมั้ย?
มี่จื่อ : โธว่! ก็ขนาดธิดาเหม่ยเตี๋ยสายเลือดแท้ของคนในหมู่บ้าน ยังทำให้ต้นท้อสวรรค์ออกผลไม่ได้เลย แล้วข้าจะทำได้อย่างไรกันเล่า!
อ๋องหก : ลองดูอีกรอบเถอะ ถ้าไม่สำเร็จค่อยว่ากันอีกที ยังไงพวกเราจะอยู่เคียงข้างเจ้า จะไม่ให้ใครมาทำร้ายเจ้าได้
ทุกคนรวมทั้งหยางเค่อให้กำลังใจและบอกว่าให้ลองร่ายรำและบรรเลงดนตรีกันอีกรอบหนึ่ง ฉันจึงบอกแม่เฒ่าว่าจะร่ายรำและบรรเลงดนตรีกันอีกรอบหนึ่ง แต่รอบนี้ฉันทำลีลาถ่วงเวลาด้วยการขอเดินไปยืนทำสมาธิที่หน้าต้นท้อสววรค์สักแปบ จึงเลือกไปยืนที่ต้นท้อต้นใหญ่ที่ฉันเคยเห็นว่ามีกิ่งท้อสั่นไหว
ฉันไปยืนสงบนิ่งอยู่ที่หน้าต้นท้อครู่หนึ่ง ในใจก็ภาวนาขอให้มีปฏิหารย์ มองที่ต้นท้อแล้วพูดในใจว่า “ต้นท้อจงออกผลเถอะ ข้านำพลังหมื่นบุปผามาคืนให้แล้วนะ” จากนั้นฉันก็ย่อตัวนั่งยองๆที่ใต้ต้นท้อ แล้วยกมือขึ้นไหว้ท่วมหัว ยื่นมือไปลูบคลำต้นท้อเหมือนกำลังลูบหาเลขขอหวย
แล้วก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นบนฝ่ามือในขณะลูบคลำต้นท้อ จึงโผโอบกอดต้นท้อ และเกิดรู้สึกร้อนวูบวาบเลือดสูบฉีดดีดภายในตัวอย่างบอกไม่ถูก จนคิดไปเองว่าต้นท้อตอบรับคำขอจากฉัน และเกิดความมั่นใจว่าต้นท้อสวรรค์จะออกผล
จากนั้นจึงหันกลับจะเดินขึ้นเวที ก็เห็นทุกคนที่อยู่ในสวน รวมถึงแม่เฒ่าและทุกคนบนเวทีกำลังมองฉันด้วยสีหน้าแปลกๆ ที่เห็นฉันไปยืนไหว้ยืนกอดกับต้นท้อ ฉันจึงยิ้มแบบเขิลๆและบอกกับทุกคนในวงบรรเลงว่า
ตอนนี้ฉันรู้สึกร้อนวูบวาบในตัว และต้องการระบายความร้อนวูบวาบในตัวออกมา อยากร่ายรำเพลงบรรเลงแรงๆ ดุดัน หนักหน่วง จินไห่จึงถามว่าอยากให้บรรเลงเพลงอะไร ในขณะที่ฉันกำลังยืนคิดว่าว่ามีเพลงอะไร ที่ใกล้เคียงกับเพลงร็อคที่ฉันชอบฟังที่บ้านเก่า จึงหันไปมองสบตาเหยียนเหล่ยที่กำลังมองฉันอยู่ ก็เกิดความรู้สึกวูบวาบอยากร่วมรักกับเขาขึ้นมาซะงั้น!
จึงบอกให้เหยียนเหล่ยบรรเลงกู่เจิงเป็นเพลงออกรบ และหันไปมองหน้าหลวนเฉิน เพื่อจะบอกให้เขาตีกลองเพลงออกรบเอาแบบให้สะใจไปเลย ฉันก็รู้สึกวูบวาบกับหลวนเฉินไปด้วยอีกคน จึงเผลอคิดไปว่าถ้าได้พี้อมกันทั้งสองคน คงจะเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดีไม่น้อย และในตอนนั้นฉันก็รู้สึกแค่ว่าอยากให้มีเพียงแค่เหยียนเหล่ยกับหลวนเฉินบรรเลงเพลงร่วมกันแค่สองคนเท่านั้น ส่วนคนอื่นให้ยืนเป็นกำลังใจ
แม้ทุกคนจะไม่ค่อยแน่ใจว่าฉันกำลังจะทำอะไร แค่พวกเขาก็ยอมทำตามที่ฉันขอ เพราะพวกเขาเห็นฉันไปยืนไหว้ยืนกอดกับต้นท้อจึงคิดว่าฉันคงจะมีแผนอะไรดีๆอยู่เป็นแน่ แต่ในความเป็นจริงแล้วฉันไม่มีแผนอะไรเลย แต่ที่ทำแบบนี้มาจากความอารมณ์วูบวาบส่วนตัวล้วนๆ
จนกระทั่งเหยียนเหล่ยกับหลวนเฉินเตรียมตัวพร้อมบรรเลงเพลงออกรบ หลวนเฉินจึงเริ่มตีกลองขึ้นนำ และจากนั้นเหยียนเหล่ยเริ่มดีดกู่เจิงด้วยท่วงทำนองเร็ว ร้อนแรงดุดัน ทั้งคู่บรรเลงเพลงรับส่งกันเข้าจังหวะกันดีเหลือเกิน ส่วนฉันร่ายรำด้วยท่วงท่าตามใจสไตล์ฉัน
ซึ่งในขณะร่ายรำนั้นฉันมองสบตากับเหยียนเหล่ยแล้วเกิดความอารมณ์วูบวาบ จนจินตนาว่ากำลังร่วมรักเร่าร้อนอยู่ท่ามกลางดงดอกท้อ ซึ่งเหยียนเหล่ยเองคงรู้สึกแบบเดียวกันกับฉันเพราะแววตาที่เขามองฉันมันดูพริ้มยั่วยวนเหลือเกิน จนความรู้สึกร้อนวูบวาบถูกปลดปล่อยออกมา เหมือนเสร็จกิจรักไปพร้อมกันในจินตนาการนั้น
ประจวบกับกลิ่นดอกไม้เริ่มมีกลิ่นหอมแรงขึ้น กลุ่มผึ้งจำนวนหนึ่งบินออกมาจากราวป่าเพราะได้กลิ่นหอมหวานจากเกสรดอกไม้ บินไปดอมดมดูดน้ำหวานที่ดอกท้อ ทุกคนในบริเวณนั้นส่งเสียงฮือฮาเพราะได้กลิ่นดอกท้อ หอมอบอวลอยู่ในอากาศ และมองดูฝูงผึ้งด้วยความประหลาดใจ ฉันเห็นแม่เฒ่าเริ่มมีรอยยิ้มอย่างมีความหวังอีกครั้งปรากฏบนใบหน้า
จากนั้นฉันหันไปมองที่หลวนเฉินแล้วร่ายรำยั่วยวน ยื่นมือไปลูบไล้แก้มเชยคาง ยื่นหน้าไปใกล้คล้ายจะจูบแล้วหมุนตัวผละออกไป จนเขากัดริมฝีปากมองตามอย่างเสียดาย จนการบรรเลงเพลงใกล้จบลง ฉันจึงร่ายรำด้วยท่วงท่าสุดท้ายด้วยการหมุนตัวแล้วปล่อยพลังพุ่งเข้าใส่ต้นท้อสวรรค์ทุกต้นจนกิ่งท้อสั่นไหว
ก็ได้ยินเสียงชาวบ้านหลายคนร้องออกมาด้วยความตกใจ กลัวว่าต้นท้อจะเกิดความเสียหาย และแล้วการบรรเลงเพลงออกรบและร่ายรำก็จบลง หลวนเฉินถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงนั่งด้วยความตื่นเต้น และเมื่อยล้าแขนจากการโหมกระหน่ำตีกลองประชันกับกู่เจิงของเหยียนเหล่ย
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงของชาวบ้านหญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ต้นท้อ ร้องตะโกนออกมาเสียงดังว่า "ต้นท้อสวรรค์ออกผลอ่อนแล้ว มาดูเร็ว!" ทุกคนรวมถึงแม่เฒ่าต่างเดินไปดูต้นท้อที่ออกผลอ่อนเล็กๆ แล้วทุกคนก็พากันร้องไชโยดีใจที่ได้เห็นต้นท้อสวรรค์ออกผลอีกครั้ง
ฉันโผกระโดดกอดคอเหยียนเหล่ยด้วยความดีใจจนลืมตัวแล้วพูดว่า "เย้! ทำสำเร็จแล้ว จะได้กลับบ้านแล้ว ฮ่าๆๆๆ!" ท่านอ๋องหกและทุกคนพากันดีใจวิ่งโผเข้ามากระโดดโลดเต้นดีใจกับเราด้วย หลังจากที่ทุกคนกระโดดโลดเต้นดีใจที่เห็นต้นท้อออกผล แม่เฒ่าจึงพูดขึ้นว่า
แม่เฒ่า : ในที่สุดต้นท้อสวรรค์ก็ออกผล ความอุดมสมบูรณ์กลับคืนหมู่บ้านของเราอีกครั้ง วันนี้ช่างเป็นวันที่ดี ข้ารอวันเช่นนี้มายาวนานเหลือเกิน
แม่เฒ่าพูดด้วยน้ำตาแห่งความดีใจ ลุงสุ่ยจึงเดินเข้าไปร่วมยินดีกับประคองแม่เฒ่า พร้อมกับบอกให้แม่เฒ่ากลับเข้าเรือนไปพักผ่อน เพราะแม่เฒ่าเหนื่อยช่วยเตรียมงานพิธีมาหลายวันแล้ว แม่เฒ่าจึงยิ้มทั้งน้ำตาแล้วเดินกลับเข้าเรือนไปกับลุงสุ่ย จนลืมทวงเอาอายุขัยของฉัน
ชาวบ้านต่างพากันมาทักทายฉันและเรียกฉันว่า ธิดาหยางเถา จนฉันรับคำทักทายจากทุกคนแทบไม่ทัน จากนั้นชาวบ้านก็แยกย้ายกันไปปรุงอาหารและเตรียมเหล้าไว้สำหรับงานเลี้ยงเต้นรำคืนนี้ หลี่จวินจึงชวนเรากลับไปที่เรือนพักสุริยันต์เพื่อดื่มเหล้าดื่มน้ำชาให้ผ่อนคลายความกดดันที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
เมื่อเรากลับถึงเรือนสุริยันต์ หลี่จวินจึงชวนทุกคนดื่มฉลองที่เราจะได้กลับบ้าน และชักชวนให้ออกจากหมู่บ้านไม้ดำวันพรุ่งนี้เลย แต่ท่านอ๋องท้วงขึ้นว่าเรายังกลับไม่ได้ เพราะเราต้องไปนำตำรากับกระบี่มังกรสายลมออกมาจากหุบเขาจันทร์ดับเสียก่อน หลี่จวินจึงกล่าวขอประทานอภัยต่อท่านอ๋อง ว่าเขาดีใจจนลืมไปว่าก่อนกลับต้องไปหุบเขาจันทร์ดับก่อน
จากนั้นเราเริ่มพูดคุยกันถึงหุบเขาจันทร์ดับและวิธีการเดินทางไปที่นั่น หยางเค่อขอตามไปด้วย แต่คนอื่นๆบอกไม่ไว้วางใจหยางเค่อ แต่หยางเค่อรับปากและสัญญาว่าเขาไม่มีเล่ห์เหลี่ยมอะไรอีกแล้ว
เพราะเขาสัญญากับฉันไว้แล้วว่าจะกลับตัวเสียใหม่ จะเลิกคบหากับคนไม่ดี ต่อไปจะทำงานสุจริต และอยากแก้ตัวด้วยการช่วยทุกคนไปตามหาตำราและกระบี่มังกรสายลม และหลังจากออกไปที่นี่แล้ว เขาจะยอมให้หลี่จวินจับเขาดำเนินคดีแต่โดยดี
ท่านอ๋องหกจึงบอกกับทุกคนว่าให้ลองเชื่อใจหยางเค่อดูสักครั้ง แต่พวกเขาจะยังคอยจับตาดูเขาด้วยเช่นกัน จนกระทั่งถึงตอนกลางคืนที่ลานกว้างของหมู่บ้านมีงานเลี้ยงเต้นรำ เหล่าชาวบ้านแต่งตัวสวยงามสีสันสดใสออกมาร่วมงานเต้นรำกันดูคึกคัก