บทที่ 1: การตื่นรู้ท่ามกลางกองขยะสมุนไพร
สายลมยามรุ่งสางพัดผ่านช่องหน้าต่างไม้ผุพัง หอบเอาความหนาวเหน็บเสียดแทงกระดูกเข้ามาภายในโรงเรือนไม้ซอมซ่อ กลิ่นอับชื้นผสมปนเปกับกลิ่นฉุนกึกของกากสมุนไพรที่เน่าเสียลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ ทำให้ผู้ที่สูดดมเข้าไปต้องย่นจมูกด้วยความรังเกียจ
บนฟางแห้งที่กองสุมอยู่มุมห้อง ร่างผอมแห้งของเด็กหนุ่มคนหนึ่งนอนขดตัวแน่น ลมหายใจของเขาแ่เบาราวกับเปลวเทียนต้องลม ใบหน้าซีดเซียวเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบดินและเืแห้งกรัง
ทันใดนั้น เปลือกตาที่ปิดสนิทก็เบิกโพลงขึ้น!
ั์ตาสีดำสนิทคู่นั้นมิได้มีความงุนงงหรือหวาดกลัวดั่งเด็กหนุ่มทั่วไป แต่กลับลุกโชนไปด้วยประกายเจิดจ้าดั่งดวงดารา ลึกล้ำดุจมหาสมุทร และแฝงไปด้วยความหยิ่งทะนงที่มองข้ามสรรพสิ่งใต้หล้า
"ที่นี่... คือที่ใด?"
เสียงแหบแห้งเล็ดลอดออกมาจากลำคอ เด็กหนุ่มพยายามยันกายลุกขึ้น แต่ความเ็ปรุนแรงแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กายราวกับร่างกายกำลังจะแตกออกเป็เสี่ยงๆ เขาขมวดคิ้วแน่น กัดฟันข่มความเ็ป พลางหลับตาลงเพื่อสำรวจความทรงจำที่ไหลบ่าเข้ามาในหัวราวกับเขื่อนแตก
ภาพความทรงจำซ้อนทับกัน...
ภาพหนึ่งคือ 'จอมราชันย์เทียนฉิน' ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ ผู้คิดค้นวิชาผสานอักขระเข้ากับโอสถจน์พิโรธ และถูกทัณฑ์สายฟ้าเก้า์ผ่าร่างจนิญญาเกือบแตกสลาย
อีกภาพหนึ่งคือ 'เฟิงอู๋จี้' เด็กหนุ่มอาภัพวัยสิบห้าปี ทาสรับใช้ชั้นต่ำในตระกูลเฟิง สาขาเมืองหมอกคราม บิดามารดาหายสาบสูญ ถูกกลั่นแกล้งรังแกสารพัด ล่าสุดถูกนายน้อยสายรองซ้อมปางตายเพียงเพราะเขาเผลอทำน้ำล้างสมุนไพรหกใส่รองเท้า
"ข้าไม่ตาย... แต่มาจุติใหม่ในร่างของเด็กรับใช้แซ่เฟิงงั้นรึ?"
เฟิงอู๋จี้ลืมตาขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มุมปากของเขายกขึ้นเป็รอยยิ้มเย็นเยียบ "์... ท่านคงเห็นว่าทัณฑ์สายฟ้านั้นสังหารข้าไม่ได้ จึงส่งข้ามาอยู่ในร่างที่อ่อนแอที่สุดเพื่อเป็การลงโทษกระมัง? ช่างน่าขันสิ้นดี!"
เขาตรวจสอบสภาพร่างกายอย่างละเอียด เส้นลมปราณทั่วร่างตีบตันและเปราะบางยิ่งกว่ากิ่งไม้แห้ง จุดตันเถียนที่ควรจะเป็ขุมพลังกลับว่างเปล่าและแห้งผาก ไม่ต่างอะไรกับบ่อโคลนตมที่ไร้น้ำ
"เส้นลมปราณพิการ... สวะโดยกำเนิด..." เฟิงอู๋จี้พึมพำกับตัวเอง "ในสายตาคนธรรมดา ร่างนี้คงไร้หนทางเยียวยา แต่สำหรับข้า จอมราชันย์เทียนฉิน... เื่แค่นี้มันง่ายดายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ"
เขาพยุงร่างอันโซเซลุกขึ้นเดินไปยังมุมห้อง ซึ่งเป็ที่เก็บ 'กากสมุนไพร' ที่ทางตระกูลคัดทิ้ง กองสมุนไพรเหี่ยวแห้ง รากไม้เน่าเปื่อย และใบไม้สีคล้ำส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวล สำหรับผู้อื่น นี่คือขยะที่ไร้ค่า แต่ดวงตาของเฟิงอู๋จี้กลับเปล่งประกายวาวโรจน์
เขามองเห็น... สิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น
ในสายตาของเขา โครงสร้างของพืชทุกต้นไม่ได้เป็เพียงวัตถุ แต่เป็กลุ่มก้อนพลังงานที่ถักทอเป็ลวดลายอักขระตามธรรมชาติ แม้พวกมันจะเหี่ยวเฉา แต่แก่นแท้บางอย่างยังคงหลงเหลืออยู่
มือที่สั่นเทาเอื้อมไปหยิบ 'หญ้าหนามม่วง' ที่แห้งกรอบต้นหนึ่งขึ้นมา "หญ้าหนามม่วง... สรรพคุณขับพิษระดับต่ำ แต่เพราะเก็บรักษาไม่ดี พลังหยางจึงสลายไปหมด เหลือแต่พิษเย็นที่ตกค้าง คนของตระกูลเฟิงจึงทิ้งมัน..."
เฟิงอู๋จี้แค่นเสียงในลำคอ "ช่างโง่เขลานัก พิษเย็นนี่แหละ คือของดีสำหรับร่างที่บอบช้ำเช่นข้า"
เขาไม่มีพลังปราณที่จะจุดไฟหลอมยา ไม่มีเตาปรุงยาแม้แต่ใบเดียว แต่เขามีสิ่งที่เหนือกว่านั้น... ภูมิปัญญาแห่งราชันย์
เฟิงอู๋จี้ยกนิ้วชี้ขึ้นกัดจนเืไหลซึมออกมา หยดเืสีแดงสดหยดลงบนฝ่ามือ เขาใช้นิ้ววาดลวดลายอักขระอย่างรวดเร็วกลางอากาศ การเคลื่อนไหวของเขาลื่นไหลราวกับสายน้ำ แม้ร่างกายจะอ่อนแอ แต่จิติญญายังคงจดจำท่วงท่าอันสูงส่งได้แม่นยำ
"อักขระโลหิต... ดูดกลืน!"
วิ้ง!
ทันทีที่ปลายนิ้วัักับหญ้าหนามม่วงที่แห้งกรอบ อักขระเืที่เขียนไว้ก็เปล่งแสงสีแดงจางๆ หญ้าต้นนั้นสั่นไหวเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ สลายกลายเป็ฝุ่นผง เหลือไว้เพียงหยดน้ำสีม่วงเข้มขนาดเท่าเมล็ดถั่วลอยคว้างอยู่กลางฝ่ามือ
นี่ไม่ใช่การหลอมยาด้วยไฟ แต่เป็การใช้อักขระ "บังคับ" ดึงเอาแก่นแท้ออกมาโดยตรง!
"แก่นหญ้าหนามม่วงบริสุทธิ์... แม้จะน้อยนิด แต่ก็เพียงพอจะระงับความเ็ปได้"
เฟิงอู๋จี้กลืนหยดน้ำสีม่วงนั้นลงคอทันที
ความรู้สึกเย็นวาบแล่นลงสู่ท้องน้อย ก่อนจะกระจายไปตามเส้นเืที่บอบช้ำ ความเย็นนั้นไม่ได้หนาวเหน็บ แต่กลับทำให้ความเ็ปจากการฟกช้ำทุเลาลงอย่างน่าอัศจรรย์ ลมหายใจของเขาเริ่มสม่ำเสมอขึ้น ใบหน้าที่ซีดขาวเริ่มมีเืฝาดเจือจาง
"ดี... อย่างน้อยตอนนี้ข้าก็พอจะมีแรงเดินเหินได้" เขากำหมัดแน่น ััได้ถึงเรี่ยวแรงที่กลับคืนมาประมาณหนึ่งส่วน "ขั้นแรก ข้าต้องรักษาร่างกายนี้ให้หายดีเสียก่อน ส่วนเื่แก้แค้นเ้าคนที่ทำร้ายร่างนี้... หึ, มันรอข้าได้ไม่นานหรอก"
ปัง!
เสียงถีบประตูไม้เก่าๆ ดังสนั่นจนฝุ่นร่วงกราว ร่างท้วมของชายวัยกลางคนในชุดคนคุมงานเดินอาดๆ เข้ามาในห้อง ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความถมึงทึง ในมือถือแส้หนังเส้นใหญ่
"ไอ้สวะเฟิงอู๋จี้! ตะวันโด่งจนจะแยงตูดเ้าอยู่แล้ว ยังมัวแต่นอนกินบ้านกินเมืองอยู่อีกรึ!"
ชายร่างท้วมตวาดเสียงดังลั่น แส้ในมือสะบัดลงพื้นเสียงดัง เพี๊ยะ! เป็การข่มขู่ "วันนี้นายน้อยเฟิงหยาง้า 'หญ้าิญญาน้ำค้าง' หนึ่งร้อยต้น ถ้าเ้าหามาไม่ได้ก่อนเที่ยง ข้าจะหักขาเ้าอีกข้าง!"
เฟิงอู๋จี้หันไปมองผู้มาเยือนอย่างช้าๆ แววตาที่เคยหวาดกลัวและก้มต่ำอยู่เสมอ บัดนี้กลับนิ่งสงบจนน่าขนลุก เขาจ้องมองคนคุมงานราวกับราชสีห์มองสุนัขรับใช้
"หญ้าิญญาน้ำค้างหนึ่งร้อยต้น?" เฟิงอู๋จี้ทวนคำเสียงเรียบ "ในโรงเรือนขยะนี่ไม่มีหญ้าชนิดนั้น เ้าคงหมายความว่า... จะให้ข้าออกไปเสี่ยงตายหาในป่าหมอกครามกระมัง?"
คนคุมงานชะงักไปครู่หนึ่ง มันไม่เคยเห็นแววตาเช่นนี้จากเด็กรับใช้ขี้ขลาดมาก่อน แต่มันก็รีบกลบเกลื่อนด้วยความโกรธ "ปากดีนักนะ! ใช่! เ้าต้องเข้าไปในป่า! ถ้าไม่อยากตายก็รีบไสหัวไปเดี๋ยวนี้!"
เฟิงอู๋จี้ไม่โต้ตอบ เขาเพียงแค่ยิ้มจางๆ ที่มุมปาก เป็รอยยิ้มที่ทำให้คนคุมงานรู้สึกเสียวสันหลังวาบโดยไม่ทราบสาเหตุ
"ได้... ข้าจะไป"
เด็กหนุ่มก้าวเท้าเดินผ่านหน้าคนคุมงานออกไปเผชิญแสงแดดภายนอก ทิ้งให้ชายร่างท้วมยืนงุนงงอยู่เื้ั
ในป่าหมอกครามนั้นอันตราย เต็มไปด้วยสัตว์อสูรดุร้าย แต่สำหรับเฟิงอู๋จี้ในยามนี้... ป่าแห่งนั้นคือขุมทรัพย์แห่งเดียวที่จะช่วยให้เขาฟื้นคืนพลังอำนาจแห่งราชันย์โอสถอักขระได้เร็วที่สุด
การเดินทางของตำนานบทใหม่... ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว