ตอนที่ 83 การขนส่ง
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ออสตินเนื่องจากเขาเป็นศาสตราจารย์จึงคุ้นเคยกับสถานการณ์แบบนี้จึงรับมือได้เป็นอย่างดี
ผลการสอบของเมอร์ลินทำให้ทั้งห้องโถงเกิดความวุ่นวาย
ทันทีที่ผลการสอบของคนสุดท้ายประกาศเสร็จ นายกเทศมนตรีนายาฟจึงจัดงานเลี้ยงในคืนนี้และเชิญทุกคนที่อยู่ที่นี่เข้าร่วม
แม้ว่าชิม่อนหลานชายของเขาจะไม่ใช่ผู้ที่โดดเด่นมากที่สุด แต่ความสามารถของเขาก็ยังจับตาผู้คน มันจึงไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจที่จะจัดงานเลี้ยงขึ้น
อีกอย่างงานเลี้ยงแบบนี้ย่อมไม่ใช่งานเลี้ยงฉลองธรรมดา แต่มันคืองานทางการเมืองอย่างหนึ่ง ซึ่งผู้คนมักจะคุ้นเคยกันดี
ออสตินและเมอร์ลินถูกเชิญเข้าร่วมด้วย และพวกเขาอาจจะปฏิเสธได้ยากเพราะสถานที่จัดงานเลี้ยงคือโรงแรมที่พวกเขาพัก
โรงแรมที่ใหญ่ที่สุดของเมืองวินเซน แน่นอนว่านายาฟต้องเลือกที่นี่
“ขอบคุณท่านนายกมาก พวกเราต้องเข้าร่วมแน่นอน” ออสตินกล่าวตามมารยาท
“แล้วเจอกันคืนนี้ครับ” นายาฟกล่าว
หลังจากที่จัดการธุรกรรมเรียบร้อยแล้ว ข้อมูลการศึกษาและผลการสอบเทียบของเมอร์ลินก็ถูกจัดเก็บไว้ในแผ่นตราประจำตัวของเขา
สองพ่อลูกไม่ค่อยชอบเรื่องวุ่นวายสักเท่าไหร่ พวกเขาแยกตัวออกไปรับประทานอาหารเที่ยงแล้วออกเที่ยวเล่นตามประสาพ่อลูกในเมือง
เมอร์ลินใช้เวลาในการสอบแค่ครึ่งวันเท่านั้น แม้ช่วงเวลาในการสอบจะยาวนาน แต่มันกลับถูกกำหนดเวลาของการสอบไว้เรียบร้อยแล้ว ต่อให้ผู้เข้าสอบแต่ละคนจะทำเวลาสอบไม่เท่ากัน แต่ท้ายที่สุดพวกเขาจะถูกปล่อยออกมาจากเสาแสงพร้อมกัน
นี่คือเทคโนโลยีที่ถูกประยุกต์ใช้โดยการควบคุมสำนึกรู้ เป็นเวททางสายพลังจิตอย่างหนึ่ง
ใช่แล้ว นี่คือเวทพลังจิตที่สามารถควบคุมจิตสำนึกในช่วงเวลาสั้นๆ โดยการจ่ายพลังเวทไปเป็นจำนวนมาก เพราะจิตสำนึกของสิ่งมีชีวิตนั้นเต็มไปด้วยความลึกลับและซับซ้อน
การสอบในจิตสำนึกนี้ต้องใช้ผลึกเวทก้อนใหญ่ซึ่งมีราคาแพง คาดว่าคนธรรมดาทั่วไปคงจะไม่สามารถสอบแบบนี้ได้ พวกเขาย่อมต้องใช้การสอบแบบธรรมดา
เมอร์ลินและออสตินนั่งรถม้าของมาร์เทลมายังย่านการค้า
เมืองวินเซนแห่งนี้มีระบบผังเมืองที่ดีมาก พวกเขาจัดระเบียบเมืองได้อย่างเป็นระเบียบ โซนที่พัก มีทั้งโรงเรียน สถานีตำรวจ และโรงพยาบาลพร้อม ส่วนย่านการค้าเป็นสถานที่พักผ่อน มีทั้งโรงแรมและขนส่งสาธารณะเพรียบพร้อม
ใช่แล้วที่นี่มีระบบขนส่งแบบราง มันมีรถไฟหัวรถจักรผลึกเวทวิ่งผ่านสถานที่สำคัญ ซึ่งเหมาะสำหรับการขนส่งทั้งระยะใกล้และระยะไกล
สาเหตุที่ออสตินเลือกรถม้าในการเดินทาง นั่นเพราะมันสะดวกต่อธุระส่วนตัวของเขามากกว่า อีกทั้งมาร์เทลยังมีอีกหน้าที่หนึ่งคือการดูแลเมอร์ลินด้วย พวกเขาจึงไม่ได้ใช้ขนส่งสาธารณะมากนัก
เมอร์ลินอยู่ที่เมืองวินเซนนี้หลายเดือนแล้ว แน่นอนว่าเขาย่อมเคยใช้บริการขนส่งสาธารณะของที่นั่น ในตอนแรกที่เขาเห็นรถไฟเขาก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เพราะมันไม่มีในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ การเดินทางของที่นั่นยังเป็นรถม้าหรือเกวียนอยู่เลย
ตู้โดยสารมากมายต่อเรียงกันราวกับหนอนแมลง หัวรถจักรพลังเวทมีรูปร่างที่แปลกตาและทันสมัย ในทุกครั้งที่พวกเขาใช้งานหัวรถจักรนี้จะต้องป้อนหินเวทจำนวนมากให้กับมัน
เพราะการใช้บริการที่คับคั่งให้กระทรวงรถไฟเวทมีเงินพอที่จะจ่ายค่าเชื้อเพลิงหินเวทอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังขาดทุนในการดำเนินงานทุกๆ ปี ทางรัฐบาลได้ชี้แจงว่าการขาดทุนของรถไฟเกิดขึ้นในทุกที่ แต่เงินที่เสียไปคือบริการสาธารณะประโยชน์เพื่อช่วยให้ประชาชนของประเทศนั้นๆ ใช้ชีวิตได้ดีขึ้น
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมในทุกๆ ประเทศถึงยังต้องมีบริการรถไฟ ทั้งๆ ที่ไม่คุ้มค่าในการดำเนินงาน
เมอร์ลินได้เห็นวิวัฒนาการความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาไม่น้อย และเขาก็พบว่าปัญหาที่เทคโนโลยีเหล่านี้ยังไม่สามารถพัฒนาให้แพร่หลายกับผู้คนทุกชนชั้น นั่นเป็นเพราะปัญหาทางด้านพลังงาน
งานวิจัยของออสตินก็เป็นหนึ่งในงานที่จะแก้ปัญหานี้
ทั้งเมอร์ลินและออสตินต่างพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนพลังงานเวทมนตร์มาทั้งวัน พวกเขาได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วยแนวคิดที่หลากหลาย
กระทั่งทำให้ออสตินลืมตัวว่าตอนนี้ตนเองกำลังพูดคุยอยู่กับเด็กน้อยวัยสิบเอ็ดขวบ
“คุณพ่อเชื่อว่าโคลเมจิกจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้จริงๆ หรอครับ?”
“ฉันคาดการณ์อย่างนั้น เพราะโคลเมจิกเป็นผลึกเวทที่ให้ความพลังเวทสูงมากและมันยังเป็นแร่ที่พบได้เป็นจำนวนมากอีกด้วย” ออสตินกล่าว
“แต่ไม่ใช่ว่าโคลเมจิกจะเป็นแร่ที่ให้พลังเวทเร็วมากเกินไปหรอครับ มันแทบจะไม่ต่างไปจากระเบิดเวทมนตร์เลย หากนำมาใช้อย่างไม่ระวังมันอาจกลายเป็นหายนะได้” เมอร์ลินเอ่ยโต้แย้ง
“เพราะอย่างนี้ไงฉันถึงต้องคิดค้นค่ายกลที่สามารถกักเก็บพลังเวทระดับสูง หากสามารถสร้างค่ายกลนี้สำเร็จได้ ไม่เพียงมันจะนำมาใช้เป็นแหล่งพลังงานสำหรับอุปกรณ์เวท แต่มันยังสามารถประยุกต์ใช้เป็นค่ายกลคุ้มกันได้ด้วย ค่ายกลที่รองรับการโจมตีที่รุนแรงย่อมสร้างประโยชน์อย่างมหาศาล”
เมอร์ลินพยักหน้าอย่างเห็นด้วย แต่ก็ยังเอ่ยแย้งออกมาอยู่ดี
“แต่ไม่ใช่ว่าค่ายกลแบบนั้นก็มีอยู่แล้วไม่ใช่หรอครับ แถมวัสดุที่ใช้สร้างค่ายกลยังแพงมากอีกด้วย เผลอๆ ข้อดีของแร่โคลเมจิกเรื่องต้นทุนต่ำอาจถูกลบทิ้งไป เรื่องนี้ผมว่าต้องมีคนคิดอยู่ก่อนแล้วแน่นอน”
“นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว เพราะอย่างนี้ฉันถึงได้ทำวิจัยค่ายกลที่มีประสิทธิภาพและใช้วัสดุเวทต้นทุนต่ำแบบนี้ไง” ออสตินกล่าวพลางถอนหายใจ
งานของเขานั้นไม่ง่ายเลย การแก้ปัญหาอย่างหนึ่งจะนำมาซึ่งปัญหาอีกอย่างหนึ่งอย่างเลี่ยงไม่ได้
เพราะเหตุนี้ตลอดเวลาร้อยปีของเขางานวิจัยจึงยังไม่คืบหนึ่ง
สาเหตุที่ออสตินไปพบเมอร์ลินที่ซากโบราณก็เพราะเขาต้องการค้นหาแร่ผลึกเวทที่มีคุณสมบัติที่เขาต้องการ แต่เขากลับไม่พบแร่ที่ว่า กลับพบเมอร์ลินแทน
มาร์เทลที่กำลังขับรถม้านั่งฟังเรื่องพวกนี้อยู่เงียบๆ ความจริงพวกเขาทั้งสองคนเริ่มพูดเรื่องนี้ตั้งแต่อยู่ในร้านอาหารแล้ว เขานั้นได้แต่นั่งฟังอย่างจนใจ เพราะไม่เข้าใจสิ่งที่ทั้งสองคนพูดได้เลย
ต่อให้มาร์เทลจบจากโรงเรียนเวทมนตร์ชั้นสูง แต่ข้อมูลการสนทนานี้ก็เกินขอบเขตการศึกษาของเขาไปแล้ว
เมอร์ลินเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยพึมพำออกมาว่า
“ถ้าพ่อต้องการสร้างค่ายกลด้วยวัสดุเวทต้นทุนต่ำ แต่ให้ประสิทธิภาพสูง ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่ลองใช้รูปแบบค่ายกลประสาน สร้างค่ายกลเล็กๆ ขึ้นมาประสานกันแล้วรองรับพลังเวทที่ทะลักออกมาเป็นชั้นๆ ขณะเดียวกันก็กักเก็บพลังเวทในแต่ละชั้นเข้าไปด้วย ทั้งนี้จะทำให้ปลายทางสามารถกรองพลังเวทที่จะใช้งานได้ตามต้องการ” เมอร์ลินพูดในสิ่งที่เขาคิดไว้
ทว่าตอนนั้นเองดวงตาของออสตินก็เบิกกว้างขึ้น ครู่ต่อมาสติของเขาก็ราวกับกำลังตกอยู่ในภวังค์
เมอร์ลินที่เห็นท่าทางของออสตินเป็นแบบนี้ก็รับรู้ได้ว่าบิดาของเขากำลังตกอยู่ในช่วงเวลาแห่งแรงบันดาลใจ