ภายในหินสีน้ำตาลปนเทาเผยให้เห็นพื้นผิวผลึกใสกระจ่างภายใต้แสงตะวันสาดส่องต้องประกายพร่างพรายและแม้จะอบอวลด้วยกลิ่นอายของแร่ศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับไม่บริสุทธิ์เท่าที่ควรยิ่งเทียบกับเศษเสี้ยวที่มู่อวี่เซิงตัดออกมาก่อนหน้านี้แล้วยังคงต่างชั้นกันลิบลับ
“เฮ้อ น่าเสียดาย”
“แม้หินก้อนนี้จะไม่เล็กทว่าแร่ศักดิ์สิทธิ์กลับเสียหายไปมาก”
“แต่ก็ไม่ถูกไม่แพงดีกว่าหินธรรมดาอยู่มากโข”
“ขายได้ราวห้าหมื่นจิน”
เหล่าผู้ฝึกตนที่มีความรู้ต่างหันหน้ามากระซิบกระซาบกันเมื่อสายตาของพวกเขาหยุดลงบนตัวจางเซิ่ง ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
สมแล้วที่เป็นตระกูลซึ่งสืบทอดวิชาของปรมาจารย์หยั่งรู้ต้นกำเนิด
ทายาทที่ได้รับการสั่งสอนมานั้นก็คงไม่ธรรมดาเพียงสุ่มเลือกหินมา ก็กะเทาะเจอแร่ศักดิ์สิทธิ์เพียงแต่โชคอาจไม่เข้าข้างเท่าใดนัก!
“ซวยจริง!” จางเซิ่งผิดหวังอยู่บ้างขณะใช้มีดตัดเศษหินนั้นออก
ทว่าเขายังคงเงยหน้ามองไปยังมู่อวี่เซิงด้วยท่าทางหยิ่งผยองก่อนแสร้งกระแอมกล่าวว่า “ทีนี้ก็ตาเจ้าแล้ว”
“แม้หินของข้าจะสูญเสียแก่นพลังไปบ้างแต่ก็ยังมีค่าราวห้าหมื่นจิน”
“เจ้าก็รีบไปกะเทาะหินแตกๆ ของเจ้าเสียทีให้ข้าดูให้เต็มตา!”
มู่อวี่เซิงเหลือบมองจางเซิ่งแล้วเลียนแบบน้ำเสียงประชดประชัน
“ข้าก็นึกว่าจะได้เห็นฝีมือของทายาทตระกูลโบราณเสียหน่อย”
“แต่ท่าทางในการตัดหินช่างงุ่มง่ามสิ้นดีเปลี่ยนแร่ศักดิ์สิทธิ์ให้กลายเป็นขยะไปได้อย่างไร!”
“น่าขัน!”
“เจ้า!” จางเซิ่งโกรธจัดที่ถูกจี้ใจดำ
แท้จริงแล้วหากตัดหินถูกแก่นของมันย่อมสมบูรณ์แบบ เพียงแต่การตัดหินของเขาไม่ถูกต้องเท่าใดนักทำให้สูญเสียแร่ศักดิ์สิทธิ์บางส่วนไป
เขาคิดว่าเหล่าผู้ฝึกตนในที่นี้คงไม่มีผู้ใดมองออก
ใครจะคิดว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะกล่าวออกมาถูกเผงทำเอาเขาเจ็บแค้นขุ่นเคืองใจ!
“จงดูให้ดี และเรียนรู้เสีย!”
“ข้าจะสอนเพียงครั้งเดียวเท่านั้น!”
มู่อวี่เซิงคร้านจะต่อความยาวสาวความยืดก้าวไปข้างหน้า ปลายนิ้วทั้งสิบพลันเปล่งประกายเจิดจ้าดูดกลืนพลังศักดิสิทธิ์เข้าไปราวกับจะทำให้มือทั้งสองข้างโปร่งใสจนมองเห็นเส้นเลือดและลายมืออย่างชัดเจน
ครืน!
ครืน!
นิ้วทั้งสิบซึ่งห่อหุ้มด้วยวิชาเร้นลับกระแทกลงบนผิวด้านนอกของหินจนเกิดเสียงดังราวกับคลื่นซัดกระทบโขดหินริมหาด เสียงคลื่นถาโถมดังกึกก้องมิขาดสาย!
“นี่มัน…”
“นี่คือหัตถาหยั่งเทพ!”
ผู้ฝึกตนที่จำเคล็ดวิชานี้ได้อุทานออกมาด้วยความตะลึงงัน
หัตถาหยั่งเทพเป็นศาสตร์หยั่งรู้ต้นกำเนิดที่ซับซ้อนยิ่งสามารถใช้กระแทกลงบนผิวหินเพื่อล่วงรู้ตำแหน่งที่แท้จริงของแร่ศักดิ์สิทธิ์ได้
นี่ก็เพื่อไม่ให้แร่ศักดิ์สิทธิ์พังขณะตัดหิน!
เคล็ดวิชานี้มีอยู่เพียงในตระกูลโบราณเท่านั้นและเป็นเคล็ดวิชาต้องห้าม!
ดูเหมือนว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะไม่ใช่ผู้ฝึกตนธรรมดาซะแล้ว!
การกระเทาะเจอแร่ศักดิ์สิทธิ์ในครั้งแรกไม่ได้เป็นเพียงเพราะโชคช่วย!
ในขณะนั้นจางเซิ่งที่อยู่ด้านข้างก็จ้องมองมือหัตถ์สวรรค์หยั่งกำเนิดของมู่อวี่เซิงโดยไม่ละสายตาและรู้สึกหลากใจ
เป็นไปได้อย่างไร?
เขาใช้วิชายุทธ์ที่สาบสูญไปแล้วอย่างนั้นรึ!
รึว่าแท้จริงแล้วเขาจะเป็นทายาทของตระกูลเก่าแก่กัน?
ครืน!
ครืน!
หลังจากทำการกะเทาะหินอยู่หลายสิบครั้งดวงตาทั้งคู่ของมู่อวี่เซิงก็แข็งกร้าว ฉายประกายแสงสีม่วงนิ้วทั้งห้ารวบกันเป็นทรงกระบี่ ฟาดฟันตรงไปยังหินทางด้านขวาทั้งสามก้อน!
ฉัวะ!
เปลือกหินร่วงหล่นตามเสียงปรากฏเป็นแมลงโบราณตัวหนึ่งขนาดเท่าท่อนแขนมันถูกเก็บรักษาไว้ในแร่ศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างดี และเปล่งประกายวาววับดุจเทพ!
“อสูรวิเศษ แมลงบรรพกาล!”
“เป็นแมลงบรรพกาลจริงด้วย!นี่คือแมลงเทพในยุคบรรพกาล ดูดกินแร่ศักดิ์สิทธิ์เป็นอาหารทั่วร่างเต็มไปด้วยแร่ศักดิ์สิทธิ์!”
“หากนำมันมาใช้เป็นส่วนผสมในโอสถจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของโอสถได้อย่างน้อยๆ ก็สามส่วน!”
“คราวนี้ได้ของดีแล้ว!ขายได้ไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนกว่าจิน”
“เด็กหนุ่มคนนี้นี่เก่งจริงๆเขาจะต้องได้รับสืบทอดวิชามาจากตระกูลโบราณสักแห่งเป็นแน่!”
เหล่าผู้ฝึกตนที่เฝ้าดูอยู่ต่างแสดงสีหน้าตื่นตะลึงแล้วพากันกล่าวชื่นชม
จางเซิ่งยืนงงอยู่ด้านข้างสีหน้าเขาบิดเบี้ยวจนดูแทบไม่ได้ สายตาเฉียบคมมากมายพุ่งตรงมายังเขาทำเอารู้สึกอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
หากบัดนี้เขายังมองไม่ออกว่ามู่อวี่เซิงเป็นปรมาจารย์หยั่งรู้ต้นกำเนิดแล้วคงเป็นคนโง่เต็มทน
ใครจะคิดว่าคนที่ตีเหยี่ยวมาตลอดจะโดนเหยี่ยวจิกเอาเสียเอง
“ขอบคุณสหายเต๋าสำหรับความใจกว้างที่ให้ศิลาวิญญาณแสนจินนี้!”
“เอามาเสียดีๆ!”
มู่อวี่เซิงยื่นมืออกไปหาเขาด้วยสีหน้าทะเล้น
“เหอะ!”
“อย่าเพิ่งได้ใจเกินไปนัก!”
จางเซิ่งกัดฟันกรอดด้วยความโกรธแต่ก็ทำสิ่งใดไม่ได้ จึงโบกมือส่งมอบแหวนมิติ
ศิลาวิญญาณหนึ่งแสนจินนี้แทบจะเป็นทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเขาแล้ว
พริบตาเดียวก็หายหมดเกลี้ยง
แต่จะให้ผิดคำพูดก็ไม่ได้เพราะสายตามากมายจับจ้องมาที่เขาอยู่
ตระกูลจางของพวกเขาจักเสียหน้าไม่ได้!
มู่อวี่เซิงรับแหวนมิติมาตรวจสอบภายในแล้วลอบเลียริมฝีปาก
“ดูเหมือนว่ามันจะขาดไปเล็กน้อยนะ”
“เก้าหมื่นเก้าพันแปดร้อยกว่าจิน”
“แต่ช่างเถอะข้าไม่เอาศิลาวิญญาณร้อยกว่าจินของเจ้าแล้ว”
“ไปได้แล้ว”
“…”
จางเซิ่งกัดฟันกรอด อยากจะพูดอะไรออกมาแต่ก็จำใจต้องกลืนคำพูดนั้นลงไป ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อจากไปอย่างรวดเร็ว
มู่อวี่เซิงเก็บเกี่ยวของรางวัลเสร็จก็เดินไปยังมู่เสินฉวนอย่างองอาจ
“ท่านผู้นำตระกูลได้มาอีกสองแสนจินแล้วขอรับ!”
“ดีมาก พยายามต่อไป!”
……
ไม่นาน ห้าวันก็ล่วงเลยไป
ในช่วงหลายวันมานี้มู่อวี่เซิงได้ไปเยือนโรงเดิมพันอีกหลายแห่ง ตัดหินศิลาเอาของดีออกมาได้ไม่น้อยทำให้มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย
ผู้คนมากมายต่างเชื่อมั่นว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ต้องมาจากตระกูลที่สืบทอดศาสตร์หยั่งรู้ต้นกำเนิดโบราณเป็นแน่
เมื่อใดก็ตามที่เขาต้องการจะตัดหินก็จะมีผู้คนมากมายมาเฝ้าดูอย่างคึกคัก
แน่นอนว่าเขาก็มีพลาดท่าบ้างแต่จำนวนครั้งนั้นน้อยยิ่งนัก
และในตอนนี้ศิลาวิญญาณในแหวนมิติของมู่เสินฉวนก็เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ
จนถึงตอนนี้ก็มีถึงสองล้านจินแล้วนี่ยังไม่รวมแร่ศักดิ์สิทธิ์และวิญญาณอสูรแปลกประหลาดที่เขาได้มาอีกหลายชิ้น
หากนับรวมทั้งหมดแล้วคงมีราวสามถึงสี่ล้านจิน!
มู่เสินฉวนรู้สึกตกตะลึงกับความเร็วในการกอบโกยทรัพยากรนี้ไม่น้อย!
สมแล้วที่เป็นสายเลือดของปรมาจารย์หยั่งรู้ต้นกำเนิดที่สืบทอดวิชากันมาช้านาน
อันที่จริงก็ได้เวลาที่จะต้องเตรียมเดินทางกลับตระกูลเพื่อไปสร้างค่ายกลมิติและค่ายกลพิทักษ์สำนักแล้วทว่าหินศิลาที่สำนักเหยาฉือได้ขนมาเมื่อครั้งก่อนกำลังจะถูกนำออกมาขาย
มู่อวี่เซิงจะพลาดโอกาสเช่นนี้ไปได้เช่นไร
ทั้งสองจึงมาที่โรงเดิมพันของสำนักเหยาฉืออีกครั้ง
ในขณะนั้นผู้ฝึกตนจำนวนมากต่างก็มารวมตัวกันที่นี่
ซ้ำยังมีผู้ฝึกตนอีกมากที่ถูกดึงดูดโดยหินศิลาที่สำนักเหยาฉือนำมาคราวนี้ด้วย
ซึ่งในนั้นก็มีผู้แข็งแกร่งในระดับเอกะอยู่ไม่น้อย!
ส่วนใหญ่เป็นผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักใหญ่ในเขตแดนเหนือผู้นำตระกูลเก่าแก่ หรือไม่ก็เศรษฐีผู้มั่งคั่ง
บรรยากาศของการเดิมพันหินครั้งนี้จึงคึกคักสุดๆ!
ไม่นานนัก
ศิษย์หลายคนจากสำนักเหยาฉือก็ก้าวออกมาด้วยท่วงท่าอ่อนช้อยนำศิลาที่เหลืออยู่ออกมาเปลี่ยนเป็นศิลาชุดใหม่ซึ่งมีจำนวนหลายร้อยก้อนและมีขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกันไป
ผิวด้านนอกอบอวลไปด้วยกลิ่นอายลึกลับโบราณยิ่ง
คนที่มีความรู้เพียงเล็กน้อยก็จะทราบว่านี่คือ"หินโบราณ" ที่ได้มาจากส่วนลึกของเหมืองบรรพกาล!
หากตกทอดมาจากยุคที่ห่างไกลขนาดนั้นอาจมีทรัพย์สินล้ำค่าซ่อนอยู่ภายใน!
บุคคลสำคัญของสำนักเหยาฉือค่อยๆทยอยกันออกมา มีทั้งปรมาจารย์สูงสุดในระดับเอกะและธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเหยาฉือ เหยาซี!
ใบหน้างามของเหยาซีปกคลุมด้วยผ้าคลุมผืนบางสวมชุดกระโปรงสีม่วง กลิ่นอายล้ำลึกดุจเทพธิดา ท่วงท่างามสง่าสุดจะพรรณนาประหนึ่งนางเซียนที่ก้าวออกมาจากภาพวาด
นางนั่งลงด้านนอกเรือนเล็กอันงดงามใช้มือเรียวดีดสายบรรเลงพิณ พลันบังเกิดเป็นเสียงที่ไพเราะจับใจผู้ได้ฟังราวกับชำระล้างความมัวหมองและกล่อมเกลาจิตวิญญาณ
“สหายเต๋าทุกท่านศิลาก้อนนี้ถูกนำกลับมาจากส่วนลึกของเขตหวงห้าม อาจมีแร่ศักดิ์สิทธิ์ซ่อนอยู่”
“ดังนั้นราคาของศิลาแต่ละก้อนจึงมิได้ต่ำกว่าหนึ่งแสนจิน!”
“ขอให้ท่านพิจารณาตามสมควร”
ศิษย์แห่งสำนักเหยาฉือผู้หนึ่งก้าวออกมาและกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
เมื่อกล่าวจบก็ทำให้สีหน้าของผู้ฝึกตนหลายคนแปรเปลี่ยนไปทันที
ราคาเริ่มต้นของหินแต่ละก้อนคือหนึ่งแสนจิน
แถมยังไม่แน่ว่าจะได้ของดีตอบแทน!
นี่เป็นการเดิมพันที่ใหญ่หลวงเกินไปสำหรับผู้ฝึกตนทั่วไป
หากพลาดเพียงหนึ่งสองครั้งก็อาจหมดเนื้อหมดตัว
ทว่าในที่แห่งนี้ก็มีเหล่าผู้คนจากตระกูลโบราณที่มั่งคั่งอยู่ไม่น้อยพวกเขาจึงไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับราคาเช่นนี้
ในสายตาของพวกเขา"หินโบราณ" ที่นำมาจากส่วนลึกของเหมืองบรรพกาลนั้นคุ้มค่ากับราคายิ่ง!
ในไม่ช้าโรงเดิมพันก็เปิดให้เหล่าผู้ฝึกตนเข้าเลือกซื้อหินศิลากัน
เหล่าผู้ฝึกตนจากตระกูลโบราณก็พากันกรูเข้ามาแสดงพลังแต่ในขณะเดียวกันมู่อวี่เซิงไม่ยอมน้อยหน้า รวบรวมพลังมาไว้ที่มือทั้งสองข้างดวงตาสีม่วงกวาดมองไปรอบด้าน
ชายชราผู้หนึ่งใช้นิ้วแตะลงบนก้อนหินและทำให้มันกลายเป็นสีทองในพริบตา
“นี่มัน… ดรรชนีสีทองของตระกูลกงซุน!”
“คาดไม่ถึงเลยว่าการเดิมพันหนนี้จะดึงดูดผู้คนจากตระกูลใหญ่ขนาดนั้นได้!”
มีผู้ฝึกตนบางคนจำวิชานี้ได้จึงร้องอุทานออกมา
ตระกูลกงซุนมีชื่อเสียงโด่งดังในแดนเหนือสืบทอดมาตั้งแต่ยุคโบราณกาล
ว่ากันว่าปรมาจารย์หยั่งรู้ต้นกำเนิดที่ลึกลับที่สุดยังเคยมาขอคำชี้แนะจากตระกูลนี้
แสดงให้เห็นถึงความเก่งกาจของตระกูลในด้านศาสตร์หยั่งรู้ต้นกำเนิด
ยังมีชายหนุ่มอีกผู้หนึ่งที่ผุดเนตรศักดิ์สิทธิ์ขึ้นกลางหน้าผากดวงเนตรนั้นเปล่งประกายแปลกประหลาดราวกับสามารถมองทะลุผ่านพื้นผิวหนาจนเห็นข้างในของหินได้ผู้ที่พบเห็นต่างก็พิศวงไปตามๆ กัน
เพียงชั่วครู่ชายหนุ่มผู้นั้นก็หยุดลงหน้าหินก้อนหนึ่ง สอบถามราคาก่อนจะยื่นมือออกไปในทันทีดูเหมือนว่าจะมั่นใจในศาสตร์หยั่งรู้ต้นกำเนิดของตนอย่างมาก!
ฉัวะ!
เมื่อผิวหินหลุดล่อนออกก็เผยให้เห็นถึงวิญญาณอสูรที่ถูกกักขังไว้ภายใน มันมีขนาดเท่าฝ่ามือเปล่งประกายเย็นเยียบอันแปลกประหลาดราวกับเป็นผนึกที่กักเก็บทิวทัศน์อันงดงามของมหาสมุทรไว้ในนั้น
นี่คือแก่นกำเนิดเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์!ขายได้ในราคาสามล้านจิน!
ชายหนุ่มยิ้มเยาะจ่ายค่าสินแร่แล้วเดินไปยังที่ที่ลึกกว่าเดิม
ในเวลาเดียวกันก็ยังมีผู้ฝึกตนจำนวนไม่น้อยที่มีหน้าซีดเผือด
พวกเขาใช้แร่บริสุทธิ์ไปหลายแสนจินเพื่อซื้อศิลาทว่าภายในกลับกลวงโบ๋ ไร้ซึ่งค่าใดๆ ทั้งสิ้น เป็นเพียงขยะไร้ประโยชน์
ซึ่งคนพวกนี้ก็ยังมีอยู่ไม่ใช่น้อยๆเมื่อลองใคร่ครวญดูก็จะทราบได้ว่าหินเหล่านี้ล้วนถูกคัดสรรมาโดยคนของสำนักเหยาฉือแล้ว เหลือน้อยนักที่จะนำมาขาย
โอกาสที่จะได้แร่ศักดิ์สิทธิ์และกอบโกยผลกำไรจึงน้อยนิด
ถึงแม้มีปรมาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์หยั่งรู้ต้นกำเนิดมาเดิมพันก็ยังมีพลาดท่าได้
แล้วนับประสาอะไรกับพวกมือสมัครเล่นที่มีความรู้งูๆปลาๆ อย่างพวกเขา!
หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูปจำนวนผู้ฝึกตนที่มาเดินซื้อก็ลดน้อยลง
หลายคนต่างหมดตัวไปแล้วต่างพากันก่นด่าสำนักเหยาฉือว่าขี้โกง หรือเอาของเสียมาหลอกขายบ้าง
ทว่าก็มิกล้าที่จะพูดออกมาดังๆเพราะกลัวจะถูกจัดการเอา
ในตอนนี้มู่อวี่เซิงที่คัดเลือกอย่างถี่ถ้วนมานาน ก็หยุดลงหน้าศิลาก้อนหนึ่ง
“แม่นาง หินก้อนนี้ราคาเท่าไร?”
เมื่อเห็นว่าเป็นเขาลูกศิษย์สำนักเหยาฉือย่อมจำได้ นางยิ้มตอบว่า "สองล้านจิน!"
ดวงตาของมู่อวี่เซิงเป็นประกายเล็กน้อยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ตกลงข้าเอา!”
"ข้าจ่ายทีหลัง ได้หรือไม่?"
ลูกศิษย์แห่งเหยาฉือก็พยักหน้า“แน่นอน”
จากนั้นมู่อวี่เซิงก็เริ่มลงมือใช้วิชาหัตถ์สวรรค์หยั่งกำเนิดแกะสลักหินในที่นั้น!
ฉัวะ!
ฉัวะ!
ผิวนอกของหินหลุดลอกออกไปทีละชั้นขณะเดียวกันเสียงดังสนั่นก็ดึงดูดให้เหล่าผู้ฝึกตนมากมายมาเฝ้าชม
“เอ๊ะ เจ้าหนุ่มคนนั้น!”
“ช่วงหลายที่ผ่านมาเขากอบโกยไปอย่างน้อยก็หนึ่งถึงสองล้านจินแล้ว”
“ดูท่าว่าครั้งนี้คงจะได้ของดี”
“ข้าว่าไม่แน่ศิลาก้อนนี้ราคาสองแสนจินเชียว หากเปิดได้เพียงวิญญาณอสูรธรรมดาคงจะขาดทุนย่อยยับ!”
“คนของสำนักเหยาฉือฉลาดเป็นกรดมีศิลาหลายก้อนที่เหลือมาตั้งแต่ปีก่อน ถูกนำมาวางปะปนกับของใหม่เพื่อหลอกขาย”
"มีเรื่องแบบนั้นด้วยรึ?"
"ถ้าเป็นเช่นนั้นการเดิมพันครั้งนี้ก็คงไม่ง่ายอย่างที่คิด!”
เหล่าผู้ฝึกตนมากมายต่างพากันใช้จิตสื่อสารกันเองมองไปยังหินในมือของมู่อวี่เซิงอย่างมิละสายตาและแฝงไปด้วยความคาดหวัง
ไม่นานนัก
ตูม!
พลังแห่งชีวิตที่เข้มข้นพลันปะทุออกมาแผ่กระจัดกระจายไปทั่วท้องนภา
เมื่อฝุ่นควันจางลงร่างของเด็กหนุ่มที่กำลังจับจ้องไปยังโอสถทิพย์ที่เปล่งแสงก็ประจักษ์สู่สายตา
ส่วนบนเป็นพืชสามใบที่ส่องประกายแสงศักดิ์สิทธิ์งดงามส่วนด้านล่างมีลักษณะคล้ายขามนุษย์ซึ่งกำลังดิ้นรนขัดขืนอย่างบ้าคลั่ง!
“อะไรน่ะ!”
“นี่คือโอสถทิพย์บรรพกาล!”
เหล่าผู้ฝึกตนต่างตกตะลึงหลายคนถึงกับผุดยืนอย่างรวดเร็ว สายตาเต็มไปด้วยความกระหายใคร่อยาก
โอสถทิพย์บรรพกาลเช่นนี้อบอวลไปด้วยพลังปราณแห่งชีวิตอันแข็งแกร่งยิ่ง!
หากนำไปใช้ปรุงโอสถด้วยวิธีลับเฉพาะก็จะช่วยเพิ่มอายุขัยได้อย่างน้อยหลายร้อยปี!
สำหรับผู้แข็งแกร่งที่กำลังจะหมดอายุขัยแล้วนับว่าเป็นสิ่งล้ำค่าที่ประเมินค่าไม่ได้ แม้มีเงินก็มิอาจหาซื้อได้!
ในตอนนั้นเองก็มีชายชราผู้หนึ่งย่างก้าวออกมาด้วยฝีเท้าหนักแน่น
"สหายหนุ่มข้าขอซื้อโอสถทิพย์บรรพกาลนี้ได้หรือไม่?"
“ข้ายินดีจ่ายหนึ่งล้านจิน!”
“หือ!”
“หนึ่งล้านจิน!”
“เด็กหนุ่มคนนั้นใช้เงินไปเพียงสองแสนจินแต่กลับขายได้ถึงหนึ่งล้านจิน กำไรไปถึงแปดแสนจิน!”
“ดวงของเด็กหนุ่มผู้นี้ช่างแข็งแกร่งจริงๆศาสตร์หยั่งรู้ต้นกำเนิดนี้ช่างร้ายกาจยิ่งนัก!”
เสียงยังไม่ขาดคำ ก็พลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นซึ่งเป็นผู้แข็งแกร่งในระดับเอกะเช่นกัน
เขาคือปรมาจารย์สูงสุดของสำนักใหญ่ในแดนเหนือแม้ภายนอกจะดูไม่ชรา แต่ก็มีอายุขัยจำกัด
ผู้คนมากมายต่างแย่งชิงโอสถทิพย์ที่สามารถยืดอายุขัยได้
“สหาย ข้าให้หนึ่งร้อยยี่สิบหมื่นจิน!”
“สหาย ท่านมิควรมาแย่งข้าเช่นนี้นะ”ชายชราที่กล่าวไปก่อนหน้าเผยสีหน้าขมขื่นและส่ายหัว
“สมบัติของสวรรค์ผู้ให้ราคาสูงสุดย่อมได้ไป”
ผู้ที่กล่าวทีหลังกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบไม่แยแสต่อสิ่งใด
เบื้องหลังของเขามีอิทธิพลสูงส่งหนุนหลังไม่หวาดเกรงต่อการเข่นฆ่าชิงทรัพย์
"หนึ่งพันสามล้านจิน!"
“…”
ผู้แข็งแกร่งในระดับเอกะสองคนเริ่มต่อรองราคากันทำให้ผู้ฝึกตนมากมายพากันจับจ้องเหล่าปรมาจารย์สูงสุดของสำนักเหยาฉือยังต้องหวั่นไหว
มู่อวี่เซิงฉวยโอสถทิพย์บรรพกาลมาไว้ใในมือเฝ้ามองทั้งสองฝ่ายต่อรองกันด้วยความสนุกสนาน
แต่เหมือนว่าจะต้องนำไปประมูลเสียแล้วท่านผู้นำตระกูลของพวกเขายังหนุ่มแน่น คงไม่จำเป็นต้องใช้โอสถทิพย์เช่นนี้
และในขณะนั้นเอง เสียงสงบก็ดังมาจากด้านหลังขัดจังหวะการต่อรองราคาของพวกเขา
“สหายทุกท่านทายาทผู้ที่เปิดพบโอสถทิพย์บรรพกาลนั้นคือลูกหลานในตระกูลของข้า”
“หากท่านใดมีแผ่นค่ายกลลึกลับก็นำมาแลกโอสถทิพย์บรรพกาลนี้เสีย!”
“ให้มากแล้วจะทอน ให้ขาดแล้วจะเพิ่ม!”
“ข้าจะให้สิทธิ์แก่ผู้ที่นำแผ่นค่ายกลมาแลกก่อน”
มู่เสินฉวนประสานมือไว้ด้านหลังพร้อมกล่าวด้วยเสียงเรียบเฉย
“แผ่นค่ายกล?”
เมื่อได้ยินดังนั้นสองผู้ฝึกตนในระดับเอกะต่างพากันเงียบลง ขมวดคิ้วครุ่นคิดและยังมีผู้ฝึกตนอีกจำนวนมากที่ใบหน้าเบิกบาน ส่งจิตสำนึกเข้าไปสำรวจแหวนมิติของตน
แผ่นค่ายกลเป็นสิ่งที่ยากจะเข้าใจน้อยคนนักที่จะสามารถศึกษามันได้อย่างถ่องแท้ หากเก็บไว้ก็คงไร้ประโยชน์
หากนำไปแลกกับโอสถทิพย์ก็ถือว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง
“ผู้นำตระกูล…” มู่อวี่เซิงหันกลับไปมองสัมผัสได้ถึงความตั้งใจที่มุ่งมั่นของมู่เสินฉวน จึงรู้สึกตื้นตันขึ้นมา
ใครจะคิดว่าท่านผู้นำตระกูลยังจดจำเรื่องที่เขาได้ลั่นวาจาไว้ก่อนหน้านี้ไม่ลืมเลือน