ระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง 【จบ】

    เล่มที่ 3 บทที่ 83 เมืองโบราณสะเทือนเลื่อนลั่น โอสถทิพย์บรรพกาลอุบัติ!

            ภายในหินสีน้ำตาลปนเทาเผยให้เห็นพื้นผิวผลึกใสกระจ่างภายใต้แสงตะวันสาดส่องต้องประกายพร่างพรายและแม้จะอบอวลด้วยกลิ่นอายของแร่ศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับไม่บริสุทธิ์เท่าที่ควรยิ่งเทียบกับเศษเสี้ยวที่มู่อวี่เซิงตัดออกมาก่อนหน้านี้แล้วยังคงต่างชั้นกันลิบลับ

            “เฮ้อ น่าเสียดาย”

            “แม้หินก้อนนี้จะไม่เล็กทว่าแร่ศักดิ์สิทธิ์กลับเสียหายไปมาก”

            “แต่ก็ไม่ถูกไม่แพงดีกว่าหินธรรมดาอยู่มากโข”

            “ขายได้ราวห้าหมื่นจิน”

            เหล่าผู้ฝึกตนที่มีความรู้ต่างหันหน้ามากระซิบกระซาบกันเมื่อสายตาของพวกเขาหยุดลงบนตัวจางเซิ่ง ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ

            สมแล้วที่เป็นตระกูลซึ่งสืบทอดวิชาของปรมาจารย์หยั่งรู้ต้นกำเนิด

            ทายาทที่ได้รับการสั่งสอนมานั้นก็คงไม่ธรรมดาเพียงสุ่มเลือกหินมา ก็กะเทาะเจอแร่ศักดิ์สิทธิ์เพียงแต่โชคอาจไม่เข้าข้างเท่าใดนัก!

            “ซวยจริง!” จางเซิ่งผิดหวังอยู่บ้างขณะใช้มีดตัดเศษหินนั้นออก

            ทว่าเขายังคงเงยหน้ามองไปยังมู่อวี่เซิงด้วยท่าทางหยิ่งผยองก่อนแสร้งกระแอมกล่าวว่า “ทีนี้ก็ตาเจ้าแล้ว”

            “แม้หินของข้าจะสูญเสียแก่นพลังไปบ้างแต่ก็ยังมีค่าราวห้าหมื่นจิน”

            “เจ้าก็รีบไปกะเทาะหินแตกๆ ของเจ้าเสียทีให้ข้าดูให้เต็มตา!”

            มู่อวี่เซิงเหลือบมองจางเซิ่งแล้วเลียนแบบน้ำเสียงประชดประชัน

            “ข้าก็นึกว่าจะได้เห็นฝีมือของทายาทตระกูลโบราณเสียหน่อย”

            “แต่ท่าทางในการตัดหินช่างงุ่มง่ามสิ้นดีเปลี่ยนแร่ศักดิ์สิทธิ์ให้กลายเป็นขยะไปได้อย่างไร!”

            “น่าขัน!”

            “เจ้า!” จางเซิ่งโกรธจัดที่ถูกจี้ใจดำ

            แท้จริงแล้วหากตัดหินถูกแก่นของมันย่อมสมบูรณ์แบบ เพียงแต่การตัดหินของเขาไม่ถูกต้องเท่าใดนักทำให้สูญเสียแร่ศักดิ์สิทธิ์บางส่วนไป

            เขาคิดว่าเหล่าผู้ฝึกตนในที่นี้คงไม่มีผู้ใดมองออก

            ใครจะคิดว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะกล่าวออกมาถูกเผงทำเอาเขาเจ็บแค้นขุ่นเคืองใจ!

            “จงดูให้ดี และเรียนรู้เสีย!”

            “ข้าจะสอนเพียงครั้งเดียวเท่านั้น!”

            มู่อวี่เซิงคร้านจะต่อความยาวสาวความยืดก้าวไปข้างหน้า ปลายนิ้วทั้งสิบพลันเปล่งประกายเจิดจ้าดูดกลืนพลังศักดิสิทธิ์เข้าไปราวกับจะทำให้มือทั้งสองข้างโปร่งใสจนมองเห็นเส้นเลือดและลายมืออย่างชัดเจน

            ครืน!

            ครืน!

            นิ้วทั้งสิบซึ่งห่อหุ้มด้วยวิชาเร้นลับกระแทกลงบนผิวด้านนอกของหินจนเกิดเสียงดังราวกับคลื่นซัดกระทบโขดหินริมหาด เสียงคลื่นถาโถมดังกึกก้องมิขาดสาย!

            “นี่มัน…”

            “นี่คือหัตถาหยั่งเทพ!”

            ผู้ฝึกตนที่จำเคล็ดวิชานี้ได้อุทานออกมาด้วยความตะลึงงัน

            หัตถาหยั่งเทพเป็นศาสตร์หยั่งรู้ต้นกำเนิดที่ซับซ้อนยิ่งสามารถใช้กระแทกลงบนผิวหินเพื่อล่วงรู้ตำแหน่งที่แท้จริงของแร่ศักดิ์สิทธิ์ได้

            นี่ก็เพื่อไม่ให้แร่ศักดิ์สิทธิ์พังขณะตัดหิน!

            เคล็ดวิชานี้มีอยู่เพียงในตระกูลโบราณเท่านั้นและเป็นเคล็ดวิชาต้องห้าม!

            ดูเหมือนว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะไม่ใช่ผู้ฝึกตนธรรมดาซะแล้ว!

            การกระเทาะเจอแร่ศักดิ์สิทธิ์ในครั้งแรกไม่ได้เป็นเพียงเพราะโชคช่วย!

            ในขณะนั้นจางเซิ่งที่อยู่ด้านข้างก็จ้องมองมือหัตถ์สวรรค์หยั่งกำเนิดของมู่อวี่เซิงโดยไม่ละสายตาและรู้สึกหลากใจ

            เป็นไปได้อย่างไร?

            เขาใช้วิชายุทธ์ที่สาบสูญไปแล้วอย่างนั้นรึ!

            รึว่าแท้จริงแล้วเขาจะเป็นทายาทของตระกูลเก่าแก่กัน?

            ครืน!

            ครืน!

            หลังจากทำการกะเทาะหินอยู่หลายสิบครั้งดวงตาทั้งคู่ของมู่อวี่เซิงก็แข็งกร้าว ฉายประกายแสงสีม่วงนิ้วทั้งห้ารวบกันเป็นทรงกระบี่ ฟาดฟันตรงไปยังหินทางด้านขวาทั้งสามก้อน!

            ฉัวะ!

            เปลือกหินร่วงหล่นตามเสียงปรากฏเป็นแมลงโบราณตัวหนึ่งขนาดเท่าท่อนแขนมันถูกเก็บรักษาไว้ในแร่ศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างดี และเปล่งประกายวาววับดุจเทพ!

            “อสูรวิเศษ แมลงบรรพกาล!”

            “เป็นแมลงบรรพกาลจริงด้วย!นี่คือแมลงเทพในยุคบรรพกาล ดูดกินแร่ศักดิ์สิทธิ์เป็นอาหารทั่วร่างเต็มไปด้วยแร่ศักดิ์สิทธิ์!”

            “หากนำมันมาใช้เป็นส่วนผสมในโอสถจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของโอสถได้อย่างน้อยๆ ก็สามส่วน!”

            “คราวนี้ได้ของดีแล้ว!ขายได้ไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนกว่าจิน”

            “เด็กหนุ่มคนนี้นี่เก่งจริงๆเขาจะต้องได้รับสืบทอดวิชามาจากตระกูลโบราณสักแห่งเป็นแน่!”

            เหล่าผู้ฝึกตนที่เฝ้าดูอยู่ต่างแสดงสีหน้าตื่นตะลึงแล้วพากันกล่าวชื่นชม

            จางเซิ่งยืนงงอยู่ด้านข้างสีหน้าเขาบิดเบี้ยวจนดูแทบไม่ได้ สายตาเฉียบคมมากมายพุ่งตรงมายังเขาทำเอารู้สึกอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี

            หากบัดนี้เขายังมองไม่ออกว่ามู่อวี่เซิงเป็นปรมาจารย์หยั่งรู้ต้นกำเนิดแล้วคงเป็นคนโง่เต็มทน

            ใครจะคิดว่าคนที่ตีเหยี่ยวมาตลอดจะโดนเหยี่ยวจิกเอาเสียเอง

            “ขอบคุณสหายเต๋าสำหรับความใจกว้างที่ให้ศิลาวิญญาณแสนจินนี้!”

            “เอามาเสียดีๆ!”

            มู่อวี่เซิงยื่นมืออกไปหาเขาด้วยสีหน้าทะเล้น

            “เหอะ!”

            “อย่าเพิ่งได้ใจเกินไปนัก!”

            จางเซิ่งกัดฟันกรอดด้วยความโกรธแต่ก็ทำสิ่งใดไม่ได้ จึงโบกมือส่งมอบแหวนมิติ

            ศิลาวิญญาณหนึ่งแสนจินนี้แทบจะเป็นทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเขาแล้ว

            พริบตาเดียวก็หายหมดเกลี้ยง

            แต่จะให้ผิดคำพูดก็ไม่ได้เพราะสายตามากมายจับจ้องมาที่เขาอยู่

            ตระกูลจางของพวกเขาจักเสียหน้าไม่ได้!

            มู่อวี่เซิงรับแหวนมิติมาตรวจสอบภายในแล้วลอบเลียริมฝีปาก

            “ดูเหมือนว่ามันจะขาดไปเล็กน้อยนะ”

            “เก้าหมื่นเก้าพันแปดร้อยกว่าจิน”

            “แต่ช่างเถอะข้าไม่เอาศิลาวิญญาณร้อยกว่าจินของเจ้าแล้ว”

            “ไปได้แล้ว”

            “…”

            จางเซิ่งกัดฟันกรอด อยากจะพูดอะไรออกมาแต่ก็จำใจต้องกลืนคำพูดนั้นลงไป ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อจากไปอย่างรวดเร็ว

            มู่อวี่เซิงเก็บเกี่ยวของรางวัลเสร็จก็เดินไปยังมู่เสินฉวนอย่างองอาจ

            “ท่านผู้นำตระกูลได้มาอีกสองแสนจินแล้วขอรับ!”

            “ดีมาก พยายามต่อไป!”

            ……

            ไม่นาน ห้าวันก็ล่วงเลยไป

            ในช่วงหลายวันมานี้มู่อวี่เซิงได้ไปเยือนโรงเดิมพันอีกหลายแห่ง ตัดหินศิลาเอาของดีออกมาได้ไม่น้อยทำให้มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย

            ผู้คนมากมายต่างเชื่อมั่นว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ต้องมาจากตระกูลที่สืบทอดศาสตร์หยั่งรู้ต้นกำเนิดโบราณเป็นแน่

            เมื่อใดก็ตามที่เขาต้องการจะตัดหินก็จะมีผู้คนมากมายมาเฝ้าดูอย่างคึกคัก

            แน่นอนว่าเขาก็มีพลาดท่าบ้างแต่จำนวนครั้งนั้นน้อยยิ่งนัก

            และในตอนนี้ศิลาวิญญาณในแหวนมิติของมู่เสินฉวนก็เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ

            จนถึงตอนนี้ก็มีถึงสองล้านจินแล้วนี่ยังไม่รวมแร่ศักดิ์สิทธิ์และวิญญาณอสูรแปลกประหลาดที่เขาได้มาอีกหลายชิ้น

            หากนับรวมทั้งหมดแล้วคงมีราวสามถึงสี่ล้านจิน!

            มู่เสินฉวนรู้สึกตกตะลึงกับความเร็วในการกอบโกยทรัพยากรนี้ไม่น้อย!

            สมแล้วที่เป็นสายเลือดของปรมาจารย์หยั่งรู้ต้นกำเนิดที่สืบทอดวิชากันมาช้านาน

            อันที่จริงก็ได้เวลาที่จะต้องเตรียมเดินทางกลับตระกูลเพื่อไปสร้างค่ายกลมิติและค่ายกลพิทักษ์สำนักแล้วทว่าหินศิลาที่สำนักเหยาฉือได้ขนมาเมื่อครั้งก่อนกำลังจะถูกนำออกมาขาย

            มู่อวี่เซิงจะพลาดโอกาสเช่นนี้ไปได้เช่นไร

            ทั้งสองจึงมาที่โรงเดิมพันของสำนักเหยาฉืออีกครั้ง

            ในขณะนั้นผู้ฝึกตนจำนวนมากต่างก็มารวมตัวกันที่นี่

            ซ้ำยังมีผู้ฝึกตนอีกมากที่ถูกดึงดูดโดยหินศิลาที่สำนักเหยาฉือนำมาคราวนี้ด้วย

            ซึ่งในนั้นก็มีผู้แข็งแกร่งในระดับเอกะอยู่ไม่น้อย!

            ส่วนใหญ่เป็นผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักใหญ่ในเขตแดนเหนือผู้นำตระกูลเก่าแก่ หรือไม่ก็เศรษฐีผู้มั่งคั่ง

            บรรยากาศของการเดิมพันหินครั้งนี้จึงคึกคักสุดๆ!

            ไม่นานนัก

            ศิษย์หลายคนจากสำนักเหยาฉือก็ก้าวออกมาด้วยท่วงท่าอ่อนช้อยนำศิลาที่เหลืออยู่ออกมาเปลี่ยนเป็นศิลาชุดใหม่ซึ่งมีจำนวนหลายร้อยก้อนและมีขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกันไป

            ผิวด้านนอกอบอวลไปด้วยกลิ่นอายลึกลับโบราณยิ่ง

            คนที่มีความรู้เพียงเล็กน้อยก็จะทราบว่านี่คือ"หินโบราณ" ที่ได้มาจากส่วนลึกของเหมืองบรรพกาล!

            หากตกทอดมาจากยุคที่ห่างไกลขนาดนั้นอาจมีทรัพย์สินล้ำค่าซ่อนอยู่ภายใน!

            บุคคลสำคัญของสำนักเหยาฉือค่อยๆทยอยกันออกมา มีทั้งปรมาจารย์สูงสุดในระดับเอกะและธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเหยาฉือ เหยาซี!

            ใบหน้างามของเหยาซีปกคลุมด้วยผ้าคลุมผืนบางสวมชุดกระโปรงสีม่วง กลิ่นอายล้ำลึกดุจเทพธิดา ท่วงท่างามสง่าสุดจะพรรณนาประหนึ่งนางเซียนที่ก้าวออกมาจากภาพวาด

            นางนั่งลงด้านนอกเรือนเล็กอันงดงามใช้มือเรียวดีดสายบรรเลงพิณ พลันบังเกิดเป็นเสียงที่ไพเราะจับใจผู้ได้ฟังราวกับชำระล้างความมัวหมองและกล่อมเกลาจิตวิญญาณ

            “สหายเต๋าทุกท่านศิลาก้อนนี้ถูกนำกลับมาจากส่วนลึกของเขตหวงห้าม อาจมีแร่ศักดิ์สิทธิ์ซ่อนอยู่”

            “ดังนั้นราคาของศิลาแต่ละก้อนจึงมิได้ต่ำกว่าหนึ่งแสนจิน!”

            “ขอให้ท่านพิจารณาตามสมควร”

            ศิษย์แห่งสำนักเหยาฉือผู้หนึ่งก้าวออกมาและกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

            เมื่อกล่าวจบก็ทำให้สีหน้าของผู้ฝึกตนหลายคนแปรเปลี่ยนไปทันที

            ราคาเริ่มต้นของหินแต่ละก้อนคือหนึ่งแสนจิน

            แถมยังไม่แน่ว่าจะได้ของดีตอบแทน!

            นี่เป็นการเดิมพันที่ใหญ่หลวงเกินไปสำหรับผู้ฝึกตนทั่วไป

            หากพลาดเพียงหนึ่งสองครั้งก็อาจหมดเนื้อหมดตัว

            ทว่าในที่แห่งนี้ก็มีเหล่าผู้คนจากตระกูลโบราณที่มั่งคั่งอยู่ไม่น้อยพวกเขาจึงไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับราคาเช่นนี้

            ในสายตาของพวกเขา"หินโบราณ" ที่นำมาจากส่วนลึกของเหมืองบรรพกาลนั้นคุ้มค่ากับราคายิ่ง!

            ในไม่ช้าโรงเดิมพันก็เปิดให้เหล่าผู้ฝึกตนเข้าเลือกซื้อหินศิลากัน

            เหล่าผู้ฝึกตนจากตระกูลโบราณก็พากันกรูเข้ามาแสดงพลังแต่ในขณะเดียวกันมู่อวี่เซิงไม่ยอมน้อยหน้า รวบรวมพลังมาไว้ที่มือทั้งสองข้างดวงตาสีม่วงกวาดมองไปรอบด้าน

            ชายชราผู้หนึ่งใช้นิ้วแตะลงบนก้อนหินและทำให้มันกลายเป็นสีทองในพริบตา

            “นี่มัน… ดรรชนีสีทองของตระกูลกงซุน!”

            “คาดไม่ถึงเลยว่าการเดิมพันหนนี้จะดึงดูดผู้คนจากตระกูลใหญ่ขนาดนั้นได้!”

            มีผู้ฝึกตนบางคนจำวิชานี้ได้จึงร้องอุทานออกมา

            ตระกูลกงซุนมีชื่อเสียงโด่งดังในแดนเหนือสืบทอดมาตั้งแต่ยุคโบราณกาล

            ว่ากันว่าปรมาจารย์หยั่งรู้ต้นกำเนิดที่ลึกลับที่สุดยังเคยมาขอคำชี้แนะจากตระกูลนี้

            แสดงให้เห็นถึงความเก่งกาจของตระกูลในด้านศาสตร์หยั่งรู้ต้นกำเนิด

            ยังมีชายหนุ่มอีกผู้หนึ่งที่ผุดเนตรศักดิ์สิทธิ์ขึ้นกลางหน้าผากดวงเนตรนั้นเปล่งประกายแปลกประหลาดราวกับสามารถมองทะลุผ่านพื้นผิวหนาจนเห็นข้างในของหินได้ผู้ที่พบเห็นต่างก็พิศวงไปตามๆ กัน 

            เพียงชั่วครู่ชายหนุ่มผู้นั้นก็หยุดลงหน้าหินก้อนหนึ่ง สอบถามราคาก่อนจะยื่นมือออกไปในทันทีดูเหมือนว่าจะมั่นใจในศาสตร์หยั่งรู้ต้นกำเนิดของตนอย่างมาก!

            ฉัวะ!

            เมื่อผิวหินหลุดล่อนออกก็เผยให้เห็นถึงวิญญาณอสูรที่ถูกกักขังไว้ภายใน มันมีขนาดเท่าฝ่ามือเปล่งประกายเย็นเยียบอันแปลกประหลาดราวกับเป็นผนึกที่กักเก็บทิวทัศน์อันงดงามของมหาสมุทรไว้ในนั้น

            นี่คือแก่นกำเนิดเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์!ขายได้ในราคาสามล้านจิน!

            ชายหนุ่มยิ้มเยาะจ่ายค่าสินแร่แล้วเดินไปยังที่ที่ลึกกว่าเดิม

            ในเวลาเดียวกันก็ยังมีผู้ฝึกตนจำนวนไม่น้อยที่มีหน้าซีดเผือด

            พวกเขาใช้แร่บริสุทธิ์ไปหลายแสนจินเพื่อซื้อศิลาทว่าภายในกลับกลวงโบ๋ ไร้ซึ่งค่าใดๆ ทั้งสิ้น เป็นเพียงขยะไร้ประโยชน์

            ซึ่งคนพวกนี้ก็ยังมีอยู่ไม่ใช่น้อยๆเมื่อลองใคร่ครวญดูก็จะทราบได้ว่าหินเหล่านี้ล้วนถูกคัดสรรมาโดยคนของสำนักเหยาฉือแล้ว เหลือน้อยนักที่จะนำมาขาย

            โอกาสที่จะได้แร่ศักดิ์สิทธิ์และกอบโกยผลกำไรจึงน้อยนิด

            ถึงแม้มีปรมาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์หยั่งรู้ต้นกำเนิดมาเดิมพันก็ยังมีพลาดท่าได้

            แล้วนับประสาอะไรกับพวกมือสมัครเล่นที่มีความรู้งูๆปลาๆ อย่างพวกเขา!

            หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูปจำนวนผู้ฝึกตนที่มาเดินซื้อก็ลดน้อยลง

            หลายคนต่างหมดตัวไปแล้วต่างพากันก่นด่าสำนักเหยาฉือว่าขี้โกง หรือเอาของเสียมาหลอกขายบ้าง

            ทว่าก็มิกล้าที่จะพูดออกมาดังๆเพราะกลัวจะถูกจัดการเอา

            ในตอนนี้มู่อวี่เซิงที่คัดเลือกอย่างถี่ถ้วนมานาน ก็หยุดลงหน้าศิลาก้อนหนึ่ง

            “แม่นาง หินก้อนนี้ราคาเท่าไร?”

            เมื่อเห็นว่าเป็นเขาลูกศิษย์สำนักเหยาฉือย่อมจำได้ นางยิ้มตอบว่า "สองล้านจิน!"

            ดวงตาของมู่อวี่เซิงเป็นประกายเล็กน้อยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ตกลงข้าเอา!”

            "ข้าจ่ายทีหลัง ได้หรือไม่?"

            ลูกศิษย์แห่งเหยาฉือก็พยักหน้า“แน่นอน”

            จากนั้นมู่อวี่เซิงก็เริ่มลงมือใช้วิชาหัตถ์สวรรค์หยั่งกำเนิดแกะสลักหินในที่นั้น!

            ฉัวะ!

            ฉัวะ!

            ผิวนอกของหินหลุดลอกออกไปทีละชั้นขณะเดียวกันเสียงดังสนั่นก็ดึงดูดให้เหล่าผู้ฝึกตนมากมายมาเฝ้าชม

            “เอ๊ะ เจ้าหนุ่มคนนั้น!”

            “ช่วงหลายที่ผ่านมาเขากอบโกยไปอย่างน้อยก็หนึ่งถึงสองล้านจินแล้ว”

            “ดูท่าว่าครั้งนี้คงจะได้ของดี”

            “ข้าว่าไม่แน่ศิลาก้อนนี้ราคาสองแสนจินเชียว หากเปิดได้เพียงวิญญาณอสูรธรรมดาคงจะขาดทุนย่อยยับ!”

            “คนของสำนักเหยาฉือฉลาดเป็นกรดมีศิลาหลายก้อนที่เหลือมาตั้งแต่ปีก่อน ถูกนำมาวางปะปนกับของใหม่เพื่อหลอกขาย”

            "มีเรื่องแบบนั้นด้วยรึ?"

            "ถ้าเป็นเช่นนั้นการเดิมพันครั้งนี้ก็คงไม่ง่ายอย่างที่คิด!”

            เหล่าผู้ฝึกตนมากมายต่างพากันใช้จิตสื่อสารกันเองมองไปยังหินในมือของมู่อวี่เซิงอย่างมิละสายตาและแฝงไปด้วยความคาดหวัง

            ไม่นานนัก

            ตูม!

            พลังแห่งชีวิตที่เข้มข้นพลันปะทุออกมาแผ่กระจัดกระจายไปทั่วท้องนภา

            เมื่อฝุ่นควันจางลงร่างของเด็กหนุ่มที่กำลังจับจ้องไปยังโอสถทิพย์ที่เปล่งแสงก็ประจักษ์สู่สายตา

            ส่วนบนเป็นพืชสามใบที่ส่องประกายแสงศักดิ์สิทธิ์งดงามส่วนด้านล่างมีลักษณะคล้ายขามนุษย์ซึ่งกำลังดิ้นรนขัดขืนอย่างบ้าคลั่ง!

            “อะไรน่ะ!”

            “นี่คือโอสถทิพย์บรรพกาล!”

            เหล่าผู้ฝึกตนต่างตกตะลึงหลายคนถึงกับผุดยืนอย่างรวดเร็ว สายตาเต็มไปด้วยความกระหายใคร่อยาก

            โอสถทิพย์บรรพกาลเช่นนี้อบอวลไปด้วยพลังปราณแห่งชีวิตอันแข็งแกร่งยิ่ง!

            หากนำไปใช้ปรุงโอสถด้วยวิธีลับเฉพาะก็จะช่วยเพิ่มอายุขัยได้อย่างน้อยหลายร้อยปี!

            สำหรับผู้แข็งแกร่งที่กำลังจะหมดอายุขัยแล้วนับว่าเป็นสิ่งล้ำค่าที่ประเมินค่าไม่ได้ แม้มีเงินก็มิอาจหาซื้อได้!

            ในตอนนั้นเองก็มีชายชราผู้หนึ่งย่างก้าวออกมาด้วยฝีเท้าหนักแน่น

            "สหายหนุ่มข้าขอซื้อโอสถทิพย์บรรพกาลนี้ได้หรือไม่?"

            “ข้ายินดีจ่ายหนึ่งล้านจิน!”

            “หือ!”

            “หนึ่งล้านจิน!”

            “เด็กหนุ่มคนนั้นใช้เงินไปเพียงสองแสนจินแต่กลับขายได้ถึงหนึ่งล้านจิน กำไรไปถึงแปดแสนจิน!”

            “ดวงของเด็กหนุ่มผู้นี้ช่างแข็งแกร่งจริงๆศาสตร์หยั่งรู้ต้นกำเนิดนี้ช่างร้ายกาจยิ่งนัก!”

            เสียงยังไม่ขาดคำ ก็พลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นซึ่งเป็นผู้แข็งแกร่งในระดับเอกะเช่นกัน

            เขาคือปรมาจารย์สูงสุดของสำนักใหญ่ในแดนเหนือแม้ภายนอกจะดูไม่ชรา แต่ก็มีอายุขัยจำกัด

            ผู้คนมากมายต่างแย่งชิงโอสถทิพย์ที่สามารถยืดอายุขัยได้

            “สหาย ข้าให้หนึ่งร้อยยี่สิบหมื่นจิน!”

            “สหาย ท่านมิควรมาแย่งข้าเช่นนี้นะ”ชายชราที่กล่าวไปก่อนหน้าเผยสีหน้าขมขื่นและส่ายหัว

            “สมบัติของสวรรค์ผู้ให้ราคาสูงสุดย่อมได้ไป”

            ผู้ที่กล่าวทีหลังกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบไม่แยแสต่อสิ่งใด

            เบื้องหลังของเขามีอิทธิพลสูงส่งหนุนหลังไม่หวาดเกรงต่อการเข่นฆ่าชิงทรัพย์

            "หนึ่งพันสามล้านจิน!"

            “…”

            ผู้แข็งแกร่งในระดับเอกะสองคนเริ่มต่อรองราคากันทำให้ผู้ฝึกตนมากมายพากันจับจ้องเหล่าปรมาจารย์สูงสุดของสำนักเหยาฉือยังต้องหวั่นไหว

            มู่อวี่เซิงฉวยโอสถทิพย์บรรพกาลมาไว้ใในมือเฝ้ามองทั้งสองฝ่ายต่อรองกันด้วยความสนุกสนาน

            แต่เหมือนว่าจะต้องนำไปประมูลเสียแล้วท่านผู้นำตระกูลของพวกเขายังหนุ่มแน่น คงไม่จำเป็นต้องใช้โอสถทิพย์เช่นนี้

            และในขณะนั้นเอง เสียงสงบก็ดังมาจากด้านหลังขัดจังหวะการต่อรองราคาของพวกเขา

            “สหายทุกท่านทายาทผู้ที่เปิดพบโอสถทิพย์บรรพกาลนั้นคือลูกหลานในตระกูลของข้า”

            “หากท่านใดมีแผ่นค่ายกลลึกลับก็นำมาแลกโอสถทิพย์บรรพกาลนี้เสีย!”

            “ให้มากแล้วจะทอน ให้ขาดแล้วจะเพิ่ม!”

            “ข้าจะให้สิทธิ์แก่ผู้ที่นำแผ่นค่ายกลมาแลกก่อน”

            มู่เสินฉวนประสานมือไว้ด้านหลังพร้อมกล่าวด้วยเสียงเรียบเฉย

            “แผ่นค่ายกล?”

            เมื่อได้ยินดังนั้นสองผู้ฝึกตนในระดับเอกะต่างพากันเงียบลง ขมวดคิ้วครุ่นคิดและยังมีผู้ฝึกตนอีกจำนวนมากที่ใบหน้าเบิกบาน ส่งจิตสำนึกเข้าไปสำรวจแหวนมิติของตน

            แผ่นค่ายกลเป็นสิ่งที่ยากจะเข้าใจน้อยคนนักที่จะสามารถศึกษามันได้อย่างถ่องแท้ หากเก็บไว้ก็คงไร้ประโยชน์

            หากนำไปแลกกับโอสถทิพย์ก็ถือว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง

            “ผู้นำตระกูล…” มู่อวี่เซิงหันกลับไปมองสัมผัสได้ถึงความตั้งใจที่มุ่งมั่นของมู่เสินฉวน จึงรู้สึกตื้นตันขึ้นมา

            ใครจะคิดว่าท่านผู้นำตระกูลยังจดจำเรื่องที่เขาได้ลั่นวาจาไว้ก่อนหน้านี้ไม่ลืมเลือน

             

    คล้ายกับเรื่องระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง 【จบ】 ที่คุณอ่าน