“ฟื้นแล้วหรอ ท่านหมอเหมยซู” หลังจากนั้นหลินจื้อผิงก็จุดตะเกียงจนสว่าง
“เจ้านั่นเอง เจ้าทำแบบนี้ทำไมกัน” ท่านหมอเหมยซูไม่เข้าใจ
“เป็นเพราะเจ้าคนเดียว เหลียงกังถึงไม่ยอมมาหาข้า” หลินจื้อผิงกล่าวโทษท่านหมอ
“เจ้าไม่เห็นเขาอีกแล้วใช่มั้ย” ท่านหมอเหมยซูยิ้มเพราะเข้าใจว่าหลินจื้อผิงหายเป็นปกติแล้ว
“ไม่ต้องแสดงสีหน้าดีใจไป คงคิดว่าตัวเองชนะแล้วใช่มั้ยที่สามารถแย่งเหลียงกังไปได้น่ะ” หลินจื้อผิงโมโห
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะ! ฟังข้าก่อน ที่ข้าดีใจ เพราะข้าคิดว่าเจ้าหายเป็นปกติแล้ว เจ้ามองไม่เห็นภาพลวงตาอีกต่อไปแล้วต่างหาก เห็นมั้ยล่ะ คนในจินตนาการอย่างน้องสาวของเจ้าและเหลียงกัง เจ้าก็มองไม่เห็นอีกต่อไปแล้ว” เหมยซูอธิบาย
“ข้ายอมรับว่าเจ้าเป็นหมอที่เก่งมากที่สามารถทำให้ข้าหายจากการมองเห็นภาพหลอนได้ แต่ที่ข้าจะบอกเจ้าก็คือ คนที่เป็นภาพลวงตา คือน้องสาวของข้าเท่านั้น ส่วนเหลียงกังนั้น ข้าคบกับเขาไปแล้วจริงๆ” หลินจื้อผิงยืนยัน
“แต่เหลียงกังบอกว่าเขาไม่เคยมาพบเจ้าเลยนะ เขาแค่ติดต่อธุรกิจกับท่านพ่อของเจ้าเท่านั้น” เหมยซูเชื่อเหลียงกังอย่างสนิทใจ
“ผู้ชายก็แบบนี้ พออยู่กับเจ้าก็โกหกว่าไม่เคยเห็นข้า แต่พออยู่กับข้า เขาก็บอกว่าเขารักข้าคนเดียว” หลินจื้อผิงกล่าวอ้าง
“ฟังนะหลินจื้อผิง หากเหลียงกังที่เจ้าพบมีตัวตนจริงๆ ทำไมเขาถึงไม่เข้าตามตรอกออกตามประตูล่ะ ทำไมท่านพ่อท่านแม่ของเจ้าถึงไม่เคยเห็นว่าพวกเจ้าคบกันอย่างเปิดเผยเลยล่ะ” เหมยซูกล่าว
“ไม่รู้ล่ะ! หากเจ้าตายไป เหลียงกังก็จะเป็นของข้าคนเดียว” หลินจื้อผิงกำลังจะชักมีดสั้นออกจากฝัก
“ช้าก่อน! หากเจ้าฆ่าข้าตาย เจ้าก็ต้องได้รับโทษประหารชีวิต แล้วเจ้าจะได้อยู่กับเหลียงกังได้อย่างไร” เหมยซูพยายามเตือน
“ถ้าข้าฆ่าและอำพรางศพเจ้า ยังไงก็ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้หรอกว่าข้าคือฆาตกรที่ฆ่าเจ้า” หลินจื้อผิงวางแผนไว้แล้ว
“มีคนรู้สิ เพราะก่อนมาที่บ้านเจ้า ข้าได้บอกกับผู้ช่วยไว้ว่า ข้าจะมาตรวจอาการของเจ้า ยังไงทุกคนก็สงสัยเจ้าอยู่ดี อีกอย่าง เจ้าวางยาท่านพ่อบ้าน ยังไงพ่อบ้านก็จะเป็นพยานให้ข้าได้” เหมยซูขู่
“พ่อบ้านคือคนของข้า ยังไงเขาก็ยอมช่วยข้าอยู่ดี” หลินจื้อผิงเชื่อใจพ่อบ้าน
“แล้วทำยังไง เจ้าถึงจะยอมไว้ชีวิตข้าล่ะ” เหมยซูพยายามหาหนทางรอด
“ข้าไว้ชีวิตเจ้าไม่ได้จริงๆ หากเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ยังไงเหลียงกังก็คงเลือกเจ้า” หลินจื้อผิงปาดน้ำตา
“เอาอย่างนี้ดีมั้ย เจ้าลองคุยกับเหลียงกังดูก่อน แล้วค่อยว่ากันดีมั้ย ตอนนี้อย่าเพิ่งบุ่มบ่ามทำอะไรเลยนะ” เหมยซูพยายามถ่วงเวลา
“เจ้ากลัวตายล่ะสิ” หลินจื้อผิงกล่าวอย่างรู้ทัน
“ใช่! ข้ากลัวตาย กว่าคนเราจะเกิดมาใช้ชีวิตมาถึงทุกวันนี้ได้ พวกเราต้องผ่านอะไรมาก็ตั้งเยอะ ขนาดเจ้าเองก็ยังมีชีวิตอยู่เพื่อน้องสาวไม่ใช่หรือ น้องสาวช่วยชีวิตของเจ้าไว้ แม้นางจะว่ายน้ำไม่เป็นก็ตาม ดังนั้นเจ้าจะต้องใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เผื่อน้องสาวของเจ้าด้วย” เหมยซูพยายามแสดงให้เห็นว่าชีวิตนั้นมีค่ามากเพียงใด
“เลิกพูดได้แล้ว ข้าไม่อยากฟัง” หลินจื้อผิงตะคอก
“ตั้งสติดีๆ นะหลินจื้อผิง ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน หากเหลียงกังรักเจ้าจริง ยังไงเขาก็ต้องรีบสู่ขอเจ้าอยู่แล้ว” เหมยซูพยายามเกลี้ยกล่อม
“ก็เพราะเขาเห็นข้าเป็นเพียงดอกไม้ริมทางไงล่ะ” หลินจื้อผิงรู้สึกน้อยใจ
“ไม่ว่าใครจะเห็นเจ้าเป็นยังไงก็ตาม เจ้าจงรักและภูมิใจในตัวเอง จงรู้ไว้เสมอว่าตัวเองมีคุณค่ามากแค่ไหน ความคิดและการกระทำของผู้อื่นไม่อาจลดคุณค่าของเจ้าได้เลย” เหมยซูกล่าว
“เลิกเกลี้ยกล่อมข้าเสียที ตายซะเถอะ” หลินจื้อผิงจับมีดสั้นไว้มั่นและกำลังจะวิ่งเข้าไปแทงท่านหมอ
เหมยซูทำได้เพียงหลับตารอรับความตายเท่านั้น นางคงเกลี้ยกล่อมหลินจื้อผิงไม่ได้อีกแล้ว
“โอ๊ย! เจ็บ! เจ็บ!” หลินจื้อผิงร้อง
เหลียงกังที่ไม่ได้สวมหน้ากากแล้ว เขาได้บีบข้อมือของหลินจื้อผิง จนนางยอมปล่อยมีดสั้นตกพื้น และเหลียงกังก็ใช้เท้าเขี่ยมีดให้พ้นจากตัวนางให้ไกลที่สุด จากนั้นเขาก็รีบจับตัวหลินจื้อผิงมัดติดกับเก้าอี้อีกตัว
“เจ้าเป็นใคร! กล้าดียังไงถึงมาจับข้าเช่นนี้” หลินจื้อผิงกล่าวอย่างเอาเรื่อง
“เจ้าไม่รู้จักเขาอย่างนั้นหรือ” เหมยซูแปลกใจ
“ข้าจะไปรู้จักเขาได้ยังไง หรือว่าชายคนนี้จะเป็นคนรักคนใหม่ของเจ้า นี่เจ้ากำลังนอกใจเหลียงกังอยู่อย่างนั้นหรือ” หลินจื้อผิงนึกไม่ถึง
“เอ่อ คือ...” เหมยซูกำลังอึ้ง นางไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไงดี
เหลียงกังไม่ได้พูดอะไร เขารีบแก้เชือกให้ท่านหมอเหมยซูทันที และดึงตัวท่านหมอเข้าไปกอด
“เกือบแล้วนะเหมยซู ต่อไปนี้ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าเสี่ยงอันตรายแบบนี้อีกแล้ว” เหลียงกังกล่าว
“มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดน่ะ” เหมยซูกอดตอบ นางรับรู้ได้ว่าเหลียงกังเป็นห่วงนางมากเพียงใด
“ใครที่กล้าทำร้ายคนรักของข้า ข้าจะจับมันไปดำเนินคดีให้ถึงที่สุด คอยดู” เหลียงกังกล่าวอย่างเอาเรื่อง
“ข้าปลอดภัยแล้ว เจ้าปล่อยข้าก่อนเถอะนะ” เหมยซูรู้สึกเจ็บเพราะเหลียงกังกอดนางแน่นมาก
เหลียงกังยอมคลายอ้อมกอด แต่ยังคงจับมือของหญิงสาวอันเป็นที่รักไว้
“ข้าจะจับผู้หญิงบ้าคนนี้ส่งทางการเดี๋ยวนี้” เหลียงกังรู้สึกแค้นใจ
“ช้าก่อน! ขอข้าคุยกับนางสักหน่อยเถอะนะ” เหมยซูกล่าว
“เจ้าพยายามอธิบายปากจะฉีกอยู่แล้ว หลินจื้อผิงยังไม่ฟังเจ้าเลย” เหลียงกังคิดว่าไม่มีประโยชน์ที่จะพูดกับหลินจื้อผิง
“ถ้าข้าเป็นอะไรไป ท่านพ่อไม่ยอมปล่อยพวกเจ้าไว้แน่” หลินจื้อผิงรีบขู่
“หลินจื้อผิง! ชายที่อยู่ตรงหน้าเจ้าคนนี้ เขาก็คือ พ่อค้าเหลียงกัง หากเจ้าบอกว่าเจ้ามีความสัมพันธ์กับเขา เหตุใดถึงไม่รู้จักเขาล่ะ” เหมยซูสงสัย
“ไม่ใช่! เขาไม่ใช่เหลียงกังของข้า เหลียงกังหน้าตาดีกว่านี้ตั้งเยอะ” หลินจื้อผิงรีบแย้งทันที
“แล้วเจ้าพอจะวาดรูปของเขาให้ดูได้มั้ยล่ะ” เหมยซูอยากรู้ว่าใครกันที่แอบอ้างว่าเป็นเหลียงกัง หรือชายคนนั้นอาจไม่มีตัวตนอยู่จริงเนื่องจากอาจเกิดจากหลินจื้อผิงมองเห็นภาพหลอน
“แก้มัดให้ข้าก่อนสิ” หลินจื้อผิงกล่าว
“อย่าเล่นตุกติกล่ะ ข้าไม่ใช่คนใจดีเหมือนหมอเหมยซูนะ” เหลียงกังรีบขู่
“เจ้ามีวรยุทธ์ แต่ข้าไม่มี ข้าคงทำอะไรพวกเจ้าไม่ได้หรอก” หลินจื้อผิงประเมินตัวเองแล้ว ถึงนางหลบหนี นางก็คงถูกจับได้อยู่ดี
“แก้มัดนางเถอะ ข้าจะไปนำเครื่องเขียนมาให้” เหมยซูช่วยพูด
เหลียงกังจึงยอมแก้เชือกให้
หลังจากเตรียมเครื่องเขียนพร้อมแล้ว หลินจื้อผิงก็เริ่มวาดภาพทันที
ในระหว่างที่หลินจื้อผิงใช้สมาธิวาดภาพ เหลียงกังก็นั่งจับมือเหมยซูไม่ยอมปล่อย
เหมยซูรู้สึกซึ้งใจ นางก็เลยกระซิบว่า “ขอบคุณที่มาช่วยข้าทันเวลานะเจ้าคะ”
“ข้ามีเรื่องที่ต้องคุยตกลงกับเจ้าอีกมาก ไว้คุยกันที่ร้านหมอของเจ้าก็แล้วกัน” เหลียงกังกระซิบตอบ
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม หลินจื้อผิงก็วาดเสร็จ
“ข้าวาดเสร็จแล้ว” หลินจื้อผิงแสดงภาพวาดให้ดู
“ชายคนนี้หน้าคุ้นๆ นะ” เหมยซูนึกไม่ออกว่าเป็นใคร
“คุณชายอ้ายเจียงยี่ เขาคือลูกชายของพ่อค้าขายอาวุธนี่” เหลียงกังจำได้
“เขาคือเหลียงกังต่างหาก” หลินจื้อผิงแย้ง
“เจ้าน่าจะโดนเขาหลอกนะ หรือไม่ ชายคนนี้อาจเป็นเพียงคนในจินตนาการของเจ้าเท่านั้น” เหมยซูกล่าว
“ข้ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเขาไปแล้ว ข้าสัมผัสเขาได้จริงๆ เขาไม่ใช่ภาพลวงตา ข้าสาบานได้” หลินจื้อผิงยืนยัน
“ตอนนี้เจ้ามองเห็นเขามั้ยล่ะ” เหมยซูลองถาม
“เขาไม่มาหาข้านานแล้ว ตั้งแต่เจ้ามารักษาข้าที่บ้านนั่นแหละ ทำให้ข้าเข้าใจว่าเจ้ามาทวงเหลียงกังกลับคืนไปไงล่ะ” หลินจื้อผิงกล่าวเสียงเศร้า
"เจ้าคิดดีๆ นะ ว่าเจ้าเห็นเขาจริงๆ น่ะ ไม่ใช่ภาพลวงตาแน่นะ” เหลียงกังลองถามย้ำ
“ข้า เอ่อ ข้าเริ่มไม่แน่ใจ” หลินจื้อผิงลังเล
หมอเหมยซูลุกจากเก้าอี้ และผลักมือฝ่ายชายออกทำนองว่าไม่ต้องเป็นห่วง
“เจ้าจะทำอะไรน่ะ” เหลียงกังสงสัย
“ข้าขอตรวจอาการของหลินจื้อผิงก่อนนะ” เหมยซูกล่าว
“นางอาจทำร้ายเจ้าได้นะ” เหลียงกังเป็นห่วง
“อย่าห่วงเลย มีเจ้าอยู่ทั้งคนนี่ หากนางทำอะไรข้า นางได้เจ็บตัวแน่ เพราะเจ้าจะปกป้องข้าเสมอ จริงมั้ย” เหมยซูรู้สึกอุ่นใจยามเมื่อเหลียงกังอยู่ใกล้ๆ
“ก็ได้” เหลียงกังยอมใจอ่อน
หมอเหมยซูจึงเดินไปจับชีพจรให้หญิงสาว อยู่ดีๆ เหมยซูก็พยักหน้าและสอบถามหลินจื้อผิงว่า “เจ้ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับชายคนนั้นนานแล้วหรือยัง”
“น่าจะประมาณสามเดือนเห็นจะได้” หลินจื้อผิงกะเวลา
“ชายคนนั้นได้บอกมั้ยว่าจะแต่งงานกับเจ้า” เหมยซูสงสัย
หลินจื้อผิงส่ายหน้าและกล่าวว่า “เขาบอกว่า เขาขอเวลาเลิกกับเจ้าก่อน ค่อยคุยเรื่องแต่งงานกับข้า”
“ชายคนนั้นมีตัวตนจริงๆ เจ้าไม่ได้เห็นภาพหลอนหรอก” เหมยซูมั่นใจ
“เป็นความจริงงั้นหรือ” เหลียงกังแปลกใจ
“แต่ชายคนนั้นไม่ใช่เหลียงกัง เขาคงเป็นอ้ายเจียงยี่อย่างที่เหลียงกังว่า” เหมยซูเชื่อแล้วว่าหลินจื้อผิงไม่ได้เห็นภาพลวงตา นางได้มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับชายคนนั้นจริงๆ
“ทำไมเขาต้องหลอกข้าด้วยล่ะ” หลินจื้อผิงไม่เข้าใจ
“คงต้องถามเขาต่อหน้าเท่านั้น พวกเราคาดเดาไม่ได้จริงๆ” เหมยซูไม่รู้
“แล้วทำไมเจ้าถึงรู้ล่ะ ว่าชายคนนั้นมีตัวตนจริงๆ” หลินจื้อผิงสงสัย
“เจ้ากำลังตั้งครรภ์ และชายคนนั้นก็น่าจะเป็นพ่อเด็ก” เหมยซูยอมบอก
“อะไรนะ! ข้าคงต้องคุยกับเขาให้รู้เรื่อง ท่านพาข้าไปพบเขาจะได้หรือไม่” หลินจื้อผิงกล่าว
“ถ้าพบแล้ว เจ้าจะต้องควบคุมสติดีๆ เวลาโมโหหรือไม่พอใจสิ่งใด ก็ห้ามทำร้ายผู้อื่นเด็ดขาด” เหลียงกังกำชับ
“ข้าเข้าใจแล้ว” หลินจื้อผิงกล่าว
หลังจากนั้นทั้งสามก็เดินออกไปจากห้องใต้ดินในบ้านของหลินพ่าย พอเดินขึ้นบันไดไปถึงด้านบน ก็พบท่านพ่อบ้านรออยู่ด้วยความห่วง
“มีใครเป็นอันตรายหรือไม่” ท่านพ่อบ้านกล่าว
“ไม่มีเจ้าค่ะ” เหมยซูตอบ
“เจ้าทรยศข้าอย่างนั้นหรือ” หลินจื้อผิงกล่าวอย่างเอาเรื่อง
“โธ่! คุณหนู ข้าก็แค่ไม่อยากให้คุณหนูกระทำความผิดจนได้รับโทษทัณฑ์ไปนะขอรับ” ท่านพ่อบ้านหวังดี
“ท่านพ่อบ้านหวังดีนำความไปบอกข้า และข้าก็ห้ามเจ้าได้ทันเวลาพอดี เจ้าควรที่จะขอบคุณท่านพ่อบ้านสิถึงจะถูก ไม่เช่นนั้นเจ้าคงได้กลายเป็นฆาตกรเต็มตัวไปแล้ว” เหลียงกังกล่าว
“ขอบคุณท่านพ่อบ้าน” หลินจื้อผิงกล่าวขอบคุณแบบไม่เต็มใจ
“ข้าดีใจที่คุณหนูยังไม่หลงผิดคิดกระทำสิ่งชั่วร้ายลงไปนะขอรับ” ท่านพ่อบ้านรู้สึกโล่งอก
“ข้าก็แค่…...” หลินจื้อผิงกำลังจะแก้ตัวแต่โดนพูดแทรก
“เจ้ารีบขึ้นรถม้าเถิด ข้าจะรีบพาเจ้าไปหาคุณชายอ้ายเจียงยี่เดี๋ยวนี้” เหลียงกังตัดบท
“ท่านไม่ได้พาคุณหนูไปศาลแน่นะ” ท่านพ่อบ้านกังวล
“พวกเราไม่คิดเอาเรื่องนางเจ้าค่ะ พวกเราจะพานางไปคุยกับผู้ชายจอมหลอกลวงคนนั้นให้รู้เรื่อง” เหมยซูอธิบาย
“ขอข้าไปด้วยจะได้หรือไม่” ท่านพ่อบ้านอยากแน่ใจว่าคุณหนูนั้นปลอดภัยจริงๆ
“ก็ได้เจ้าค่ะ เพื่อความสบายใจของท่าน” เหมยซูกล่าว
และแล้วท่านพ่อบ้าน คุณหนูหลินจื้อผิง เหมยซูและเหลียงกังก็บุกไปที่บ้านของเศรษฐีอ้ายเจียงเล่ยซึ่งเป็นท่านพ่อของอ้ายเจียงยี่ตัวก่อปัญหา
********************************************
ณ บ้านของเศรษฐีอ้ายเจียงเล่ย
“พวกท่านมาหาใครกัน” อ้ายเจียงเล่ยสงสัย
“ข้าคือเหลียงกัง ข้ามีเรื่องจะคุยกับบุตรชายของท่านขอรับ” เหลียงกังแนะนำตัว
“อ๋อ! ที่แท้ก็พ่อค้าเหลียงกังที่มีชื่อเสียงนั่นเอง ว่าแต่ท่านมีธุระอะไรกับลูกชายของข้าอย่างนั้นหรือ” อ้ายเจียงเล่ยอยากรู้
“ขออภัยขอรับ มันเป็นธุระส่วนตัว ข้าบอกไม่ได้จริงๆ ขอรับ” เหลียงกังกล่าวเพราะเขายังไม่แน่ใจว่าอ้ายเจียงยี่กระทำความผิดจริงๆ หรือเปล่า
“ข้าเห็นแก่ที่ท่านคือพ่อค้าที่มีใจซื่อสัตย์ ข้ายอมให้พวกท่านไปพบบุตรชายก็ได้ เขาอยู่ที่สวนข้างบ้านนี่เอง” อ้ายเจียงเล่ยยอมให้ความร่วมมือ
“ขอบคุณขอรับ” เหลียงกังกล่าว
ทั้งสี่จึงเดินไปที่สวนข้างบ้าน แต่แล้วหลินจื้อผิงก็กล่าวว่า “ข้ายังไม่พร้อมที่จะคุยกับเขาตอนนี้”
“เจ้าควรเผชิญหน้ากับความจริงนะ” เหลียงกังแย้ง
“เอ่อ ให้หลินจื้อผิงกับพ่อบ้านหลบอยู่หลังต้นไม้ไปก่อน ส่วนเจ้ากับข้าลองไปคุยกับอ้ายเจียงยี่ดีมั้ย” เหมยซูเสนอ
“ก็ได้! ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าทำไมอ้ายเจียงยี่ถึงปลอมตัวเป็นข้า” เหลียงกังต้องการถามให้รู้เรื่อง
ดังนั้นหลินจื้อผิงและพ่อบ้านจึงแอบหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ไปก่อนและรอฟังว่าอ้ายเจียงยี่จะพูดว่าอย่างไร
เหมยซูและเหลียงกังเดินไปหาอ้ายเจียงยี่ที่กำลังวาดรูปวิวทิวทัศน์อย่างอารมณ์ดี
“อะแฮ่ม! ขออภัยที่รบกวน” เหลียงกังกระแอม
“พ่อค้าเหลียงกังกับท่านหมอเหมยซูนี่เอง มีอะไรกับข้าอย่างนั้นหรือ” อ้ายเจียงยี่รู้จักทั้งสองคน
“ท่านรู้จักพวกเรางั้นหรือเจ้าคะ” เหมยซูแปลกใจ
“ใครจะไม่รู้จักพวกท่านบ้างล่ะ คงมีแต่แค่หลินจื้…. เอ้ย คนที่วันๆ ขลุกตัวอยู่แต่ในบ้านเท่านั้นแหละ” อ้ายเจียงยี่เกือบหลุดปาก
“ดังนั้นท่านก็เลยถือโอกาสนี้ไปหลอกคุณหนูหลินจื้อผิงว่าตนคือเหลียงกังสินะ” เหมยซูกล่าวอย่างเอาเรื่อง
“พวกท่านเอาอะไรมาพูด ข้าจะไปหลอกลวงนางทำไมกัน ได้ข่าวว่านางมีภาวะจิตหลอนไม่ใช่หรือ นางอาจจินตนาการขึ้นมาเองหรือสร้างเรื่องราวเป็นตุเป็นตะก็เป็นได้ ถ้าข้าไปหานางจริงๆ แล้วทำไมถึงไม่มีใครมองเห็นข้าเลยล่ะ ทำไมถึงมีแต่หลินจื้อผิงเท่านั้นที่มองเห็นข้า” อ้ายเจียงยี่ไม่ยอมรับ
“ก็เพราะ เอ่อ…..” เหมยซูอธิบายไม่ได้
“เจ้าไม่ได้ไปตระกูลหลินและไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับหลินจื้อผิงจริงๆ อย่างนั้นหรือ” เหลียงกังถามย้ำ
“ข้ามีคู่หมั้นอยู่แล้วนะ นางเป็นถึงบุตรสาวผู้ว่าเมืองสุ่ยเจี้ยน ข้าไม่กล้าชายตามองผู้หญิงคนอื่นหรอก” อ้ายเจียงยี่กล่าวอ้าง
“หลินจื้อผิงไม่ได้คิดไปเอง นางมีความสัมพันธ์กับเจ้าจริงๆ ไม่งั้นนางจะตั้งคร…..” เหมยซูหมดความอดทน นางกำลังจะเผย แต่ก็ต้องชะงักเพราะตกใจที่มองเห็นหลินจึ้อผิงปรากฏตัวและตบหน้าฝ่ายชายอย่างแรง
เพี๊ยะ!
“นี่เจ้ากล้าดียังไงถึงกล้าตบหน้าข้า” อ้ายเจียงยี่จับไปที่แก้มของตัวเองและกล่าวอย่างเอาเรื่อง
“มันยังน้อยไป! ที่เจ้ากล้าหลอกลวงข้า” หลินจื้อผิงรู้สึกแค้นใจ
“หลินจื้อผิง! เจ้าใจเย็นๆ ก่อนนะ” เหมยซูรีบรั้งตัวหญิงสาวไว้
“ออกไปจากบ้านข้าเดี๋ยวนี้! ที่นี่ไม่ต้อนรับผู้หญิงที่เอะอะอะไรก็ใช้กำลังแบบนี้ ช่างไม่มีความเป็นผู้ดีเอาเสียเลย” อ้ายเจียงยี่กล่าวอย่างดูถูก
“ผู้ดีจอมปลอมสิไม่ว่า ไม่มีผู้ดีคนไหนกล้าหลอกลวงผู้หญิงแบบนี้หรอก” หลินจื้อผิงกล่าวอย่างเอาเรื่อง
“เจ้าคิดว่าคนอย่างข้าจะยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงสติไม่ดีอย่างเจ้าอย่างนั้นหรือ เจ้าเอาอะไรมาคิดกัน” อ้ายเจียงยี่กล่าว
“อย่าอยู่เลย ไอ้ชายชั่ว” หลินจื้อผิงจะเข้าไปตบฝ่ายชายอีกแต่เหมยซูและท่านพ่อบ้านช่วยกันรั้งตัวนางไว้
“ไม่เอาน่า! หลินจื้อผิง! พวกเรากลับกันก่อนเถอะนะ” เหมยซูพยายามปราม
“พวกเจ้าปล่อยข้า ข้าไม่ทำอะไรชายชั่วคนนี้ให้เสียมือหรอก” แล้วหลินจื้อผิงก็หันไปหาชายชั่วและกล่าวว่า “เจ้าจงจำไว้นะ อ้ายเจียงยี่! ข้าจะไม่มีวันให้อภัยเจ้าเด็ดขาด ชาตินี้อย่าได้เจอะได้เจอกันอีกเลย” หลินจื้อผิงรีบปาดน้ำตา และเดินออกไปจากบ้านชายชั่วโดยไม่หันกลับไปมองอีกเลย
เหมยซูและพ่อบ้านรีบเดินตามไปเพราะเป็นห่วงหญิงสาว
เหลียงกังหันไปคุยกับชายหนุ่มที่ไม่รู้สึกไม่ใยดีอะไร เขายังคงวาดรูปอยู่อย่างนั้น
“เจ้าทำเพื่ออะไรน่ะ อ้ายเจียงยี่! หลินจื้อผิงไปทำอะไรให้เจ้ากันแน่” เหลียงกังอยากรู้
“พวกเราไม่รู้จักกันเลยด้วยซ้ำ หญิงบ้าคนนั้นพูดจากล่าวหาข้าสิไม่ว่า แต่ข้าจะไม่ถือสาอะไรกับผู้หญิงสติไม่ดีหรอก จงดูแลนางให้ดีๆ ล่ะ อย่าให้นางไปก่อความวุ่นว่ายที่ไหนอีก” อ้ายเจียงยี่กล่าวอย่างเย็นชา
เหลียงกังส่ายหน้า เขาก็เลยเดินออกไปจากบ้านของท่านเศรษฐีอ้ายเจียงเล่ย และขึ้นรถม้า เพื่อบังคับรถม้าไปส่งคุณหนูหลินจื้อผิงกับท่านพ่อบ้านที่บ้านตระกูลหลิน
********************************************
ณ บ้านตระกูลหลิน
“อะไรนะ! นี่เจ้าท้องอย่างนั้นหรือ เจ้าท้องกับใครกัน เหลียงกังงั้นหรือ” ท่านหลินพ่ายกล่าวอย่างเอาเรื่อง
“ไม่ใช่เขาเจ้าค่ะ ข้าไม่รู้จักพ่อค้าเหลียงกังเลย ข้าเพิ่งจะเคยเห็นเขาก็วันนี้นี่เอง” หลินจื้อผิงกล่าว
“แล้วเจ้าท้องกับใคร ข้าจะได้ตามไปเอาเรื่องกับมันถูก” ท่านหลินพ่ายแค้นใจ
“ข้าถูกขืนใจ ข้าจำหน้าพ่อเด็กไม่ได้เจ้าค่ะ” หลินจื้อผิงแต่งเรื่อง นางไม่อยากบังคับใครให้มาเป็นพ่อเด็ก
“อะไรนะ! แล้วข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน” ท่านหลินพ่ายเป็นห่วงชื่อเสียง
“เอ่อ หากท่านกลัวเสื่อมเสียชื่อเสียง ท่านก็ให้หลินจื้อผิงคลอดลูกออกมาก่อน แล้วมอบเด็กให้เป็นลูกบุญธรรมของข้าก็ได้เจ้าค่ะ แต่อย่าทำแท้งเลยนะเจ้าคะ มันบาปเจ้าค่ะ” เหมยซูขอร้อง
“ข้าจะเลี้ยงดูเด็กคนนี้เอง” หลินจื้อผิงไม่ยอมยกลูกให้ใคร
“ได้อย่างไรกัน! ชาวบ้านแถวนี้ก็คงจะนินทาไปทั่ว” ท่านหลินพ่ายกังวล
“ท่านพ่อส่งข้าไปอยู่ที่เมืองฉายลู่ก็ได้เจ้าค่ะ ที่นั่นไม่มีใครรู้จักข้า” หลินจื้อผิงเสนอ
“เอายังไงดีเจ้าคะ” ท่านแม่ของหลินจื้อผิงกล่าว
“ก็ได้! ในเมื่อนางก็หายเป็นปกติไม่เห็นภาพหลอนอีกแล้ว ให้นางไปคลอดลูกเงียบๆ อยู่ที่นั่นดีกว่า” ท่านหลินพ่ายเห็นด้วย
“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านพ่อ” หลินจื้อผิงอยากไปจากที่นี่
“ถ้าไม่มีอะไรแล้วข้ากับเหมยซูขอตัวก่อนนะขอรับ” เหลียงกังคิดว่าทุกอย่างตกลงด้วยดีแล้ว
“ขอบคุณที่มาไกล่เกลี่ยเรื่องลูกสาวของข้านะ” ท่านหลินพ่ายกล่าว
“ยินดีขอรับ” เหลียงกังกล่าวเสร็จก็คารวะผู้อาวุโส
เหลียงกังจับมือเหมยซูและพากันเดินไปขึ้นรถม้า ท่ามกลางความอิจฉาของคุณหนูที่เพิ่งโดนผู้ชายหลอกมาหมาดๆ
หลินจื้อผิงคิดในใจว่า “ทำไมข้าช่างโง่แบบนี้นะ ทำไมข้าไม่ปรึกษาท่านพ่อท่านแม่ก่อน หากชายคนนั้นจริงใจต่อข้าจริง เขาก็ต้องเข้าตามตรอกออกตามประตู ไม่ใช่ทำตัวลับๆ ล่อๆ แอบมาเจอข้าอย่างลับๆ แบบนั้น ท่านหมอเหมยซูช่างน่าอิจฉายิ่งนัก ชาตินี้ข้าคงไม่มีวันเจอคนรักที่มีรักเดียวใจเดียวอย่างพ่อค้าเหลียงกังอีกแล้ว”
********************************************
ณ ร้านหมอ
“ต่อไปข้าจะไม่ยอมปล่อยให้เจ้าไปเสี่ยงอันตรายแบบนี้อีก หากท่านพ่อบ้านไม่รีบมาแจ้งข้า ข้าคงสูญเสียเจ้าไปตลอดกาล” เหลียงกังเป็นห่วงเหมยซูเป็นอย่างมาก
“ขอบคุณนะเจ้าค่ะ ที่ท่านมาช่วยชีวิตข้าทันเวลาพอดี และขอบคุณที่ท่านไม่หลายใจเหมือนอ้ายเจียงยี่” เหมยซูคิดว่าตนโชคดีที่ไม่ได้มีคนรักอย่างผู้ชายจอมหลอกลวงคนนั้น
เหลียงกังดึงหญิงสาวเข้ามากอดอย่างทะนุถนอม และลูบหัวของนางเบาๆ จากนั้นก็กล่าวว่า “ข้ารู้จักอ้ายเจียงยี่มานาน เขาเองก็เป็นคนดี แต่ข้าไม่รู้จริงๆ ว่า ทำไมเขาถึงเป็นแบบนี้ไปได้”
“คนเรารู้หน้าแต่ไม่รู้ใจนี่เจ้าคะ” เหมยซูกล่าว
“พวกเราไปทานอาหารเย็นกันเถอะนะ กว้านจู่คงรอทานอาหารเย็นอยู่” เหลียงกังเริ่มหิวแล้ว
“เจ้าค่ะ” เหมยซูเองก็ท้องร้องจ๊อกๆ แล้ว
หลังจากที่ทั้งสามทานอาหารเย็นด้วยกันเสร็จแล้ว เหลียงกังก็กลับไปที่ห้องพักที่อยู่ในร้านหมอเพื่อเก็บข้าวของเตรียมย้ายกลับบ้าน เพราะเขาต้องรีบกลับไปทำงานที่ค้างอยู่
เหมยซูเองก็ช่วยจัดของให้ฝ่ายชาย พอเสร็จ นางก็เลยเดินไปหากว้านจู่ที่ห้องเพื่อคุยเรื่องหลินจื้อผิง
********************************************
ณ ห้องของกว้านจู่
กว้านจู่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดของหลินจื้อผิงและอ้ายเจียงยี่ นางก็เลยว่า “ข้าคิดว่าอาจเป็นเรื่องเข้าใจผิดเจ้าค่ะ”
“เข้าใจผิดเรื่องอะไรกัน” เหมยซูสงสัย
“สมัยเด็ก ตอนที่อ้ายเจียงยี่มีอายุได้ 12 ขวบ เขาได้เรียนอยู่ที่เรือนบัณฑิตอยู่ก่อนแล้ว ผ่านไปไม่นาน หลินจื้อผิงและน้องสาวก็เข้ามาเรียนที่เรือนบัณฑิตพร้อมกัน ในสมัยนั้นอ้ายเจียงยี่เป็นเด็กที่อ้วนมาก เมื่อน้องสาวของหลินจื้อผิงเห็นเขาเข้า นางก็พาพรรคพวกมารุมกันแกล้งและล้อเลียนอ้ายเจียงยี่ นางไปตะโกนล้อเขาว่า ‘เจ้าตือโป๊ยก่าย เจ้าหมูอ้วนน่าเกลียด’ ในตอนนั้นอ้ายเจียงยี่ถูกหลินจื้อหมิงและเพื่อนๆ ขว้างปาก้อนหินใส่ อ้ายเจียงยี่จึงรีบวิ่งหนีไป แต่เขาหกล้มหน้าคะมำ หลินจื้อหมิงกับพรรคพวกจึงพากันหัวเราะขำกับเด็กชายที่ดูเทอะทะ อ้ายเจียงยี่จึงวิ่งร้องไห้ไปที่ศาลเจ้าร้าง และเขาก็ได้ไปเจอเด็กหญิงหลินจื้อผิงที่มียังคงมีปานดำที่แก้มขวา ในตอนนั้นหลินจื้อผิงก็คอยปลอบอ้ายเจียงยี่ ด้วยความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ทั้งสองจึงได้เป็นเพื่อนสนิทกัน แต่แล้วผ่านไปไม่นาน อ้ายเจียงยี่ก็ทนโดนเพื่อนล้อไม่ไหว เขาจึงได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองหลีโจวและไปเรียนอยู่ที่นั่นแทนเจ้าค่ะ” กว้านจู่เล่า
“ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เหตุใดอ้ายเจียงยี่ถึงมาแก้แค้นหลินจื้อผิงล่ะ” เหมยซูไม่เข้าใจ
“ถ้าข้าคาดการณ์ไม่ผิด ในตอนเด็กๆ หลินจื้อหมิงมักชอบแอบอ้างว่าตนคือหลินจื้อผิงน่ะสิเจ้าคะ” กว้านจู่กล่าว
“แต่อ้ายเจียงยี่ก็รู้จักหลินจื้อผิงไม่ใช่หรือ” เหมยซูยิ่งไม่เข้าใจไปใหญ่
“หลินจื้อผิงไม่ชอบบอกชื่อตัวเองให้คนอื่นฟัง เพราะอับอายที่นางมีปานดำบนใบหน้า นางก็เลยให้คนอื่นเรียกนางว่า ปานทมิฬ” กว้านจู่เล่าต่อ
“หลินจื้อหมิงแอบอ้างชื้อหลินจื้อผิง ส่วนหลินจื้อผิงก็ใช้ชื่อปานทมิฬ พอเติบโตมาอ้ายเจียงยี่ก็เลยเข้าใจว่าหลินจื้อผิงที่ไร้ปานดำแล้วคือเด็กผู้หญิงที่ชอบล้อตนตอนเด็กๆ สินะ” เหมยซูพยายามทำความเข้าใจ
“เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว วันพรุ่งนี้ให้ข้าไปคุยกับอ้ายเจียงยี่เพื่ออธิบายเรื่องราวต่างๆ ให้เขาฟัง เผื่อเขาจะรู้สึกผิดกับการกระทำของตัวเองบ้าง ดีมั้ยเจ้าคะ” กว้านจู่เสนอ
“ก็ดีเหมือนกัน จะได้ให้ความเป็นธรรมต่อหลินจื้อผิงบ้าง” เหมยซูเห็นด้วย
********************************************
ณ บ้านของเศรษฐีอ้ายเจียงเล่ย
“มาหาข้าแต่เช้า มีอะไรอีกอย่างนั้นหรือ” อ้ายเจียงยี่รู้สึกรำคาญ
“ท่านจำข้าได้มั้ย ข้าคือกว้านจู่ไงล่ะ” กว้านจู่กล่าว
“จำได้สิ เจ้าเป็นเพื่อนสนิทของปานทมิฬสินะ” อ้ายเจียงยี่นึกออก
“เจ้ายังคงจำปานทมิฬได้อยู่อย่างนั้นหรือ” กว้านจู่สงสัย
“นางเป็นเพื่อนข้าตอนข้าเด็กๆ นี่” อ้ายเจียงยี่จำได้
“แล้วเจ้ารู้มั้ยว่านางก็คือหลินจื้อผิง” กว้านจู่กล่าว
“ตลกแล้ว! หลินจื้อผิงเป็นคนที่ชอบแกล้งข้าตอนเด็กๆ นางกับปานทมิฬจะเป็นคนเดียวกันได้อย่างไร” อ้ายเจียงยี่ไม่เชื่อ
“คนที่ชอบแกล้งเจ้า คือหลินจื้อหมิงหรือน้องสาวของหลินจื้อผิงต่างหาก นางชอบแอบอ้างว่าตนคือหลินจื้อผิงและเที่ยวไปรังแกเด็กๆ ที่มีปมด้อยคนอื่นๆ” กว้านจู่อธิบาย
“ถ้าเช่นนั้นแล้วทำไมปัจจุบันปานทมิฬถึงไม่มีปานแล้วล่ะ” อ้ายเจียงยี่ไม่เข้าใจ
“นั่นก็เพราะว่านางได้ให้ท่านหมอเทวดาลบปานออกให้ไงล่ะ คนที่รังแกเจ้าตอนเด็กๆ ได้ตายไปแล้ว หลินจื้อหมิงได้จมน้ำเสียชีวิตไปแล้ว” กว้านจู่เล่า
“มาเล่าเรื่องนี้ให้ข้าฟังทำไมกัน” อ้ายเจียงยี่ทำเป็นไม่สนใจ
“ข้าจะมาบอกว่าเจ้าแก้แค้นผิดคนไงล่ะ คนที่เจ้าไปแก้แค้นนั้นก็คือปานทมิฬเพื่อนรักของเจ้า” กว้านจู่กล่าวย้ำ
“ในเมื่อหลินจื้อหมิงคือน้องสาวของปานทมิฬ นางก็ต้องรับผิดชอบแทนน้อง” อ้ายเจียงยี่กล่าวอย่างเย็นชา
“เจ้าแค้นมากถึงขนาดไม่ไตร่ตรองอะไรเลยงั้นหรือ หลินจื้อหมิงทำร้ายเจ้าตอนเด็กๆ เจ้าเอาความแค้นทุกอย่างไปลงที่หลินจื้อผิงทำไมกัน” กว้านจู่ไม่เข้าใจ
“แล้วยังไง ต่อให้ข้าไปขอโทษหลินจื้อผิง นางก็คงไม่มีวันให้อภัยข้าแล้วล่ะ” อ้ายเจียงยี่กล่าว
“ถึงไม่ให้อภัย เจ้าก็ควรรับผิดชอบในสิ่งที่เจ้ากระทำไม่ใช่หรือ เจ้ารู้หรือเปล่าว่าหลินจื้อผิงกำลังตั้งครรภ์ลูกของเจ้าอยู่นะ” เหมยซูยอมเผย
“อะไรนะ! นางตั้งครรภ์อยู่อย่างนั้นหรือ” อ้ายเจียงยี่ตกใจ
“แต่ก็ช่างเถอะ นางคงไม่ได้อยู่ในเมืองนี้อีกต่อไปแล้วล่ะ” เหมยซูแกล้งพูด
“นางไปที่ไหน บอกมาเดี๋ยวนี้” อ้ายเจียงยี่อยากรู้จริงๆ
“เจ้าสืบเอาเองก็แล้วกัน ข้าไม่มีอะไรจะพูดแล้ว ถือว่าข้าทำหน้าที่เพื่อนได้ดีที่สุดเท่านี้” กว้านจู่กล่าว
กว้านจู่และเหมยซูจึงรีบเดินออกไปจากบ้านของชายใจดำทันที
“เดี๋ยวสิ! เจ้าบอกมาก่อนสิว่าปานทมิฬอยู่ที่ไหน” อ้ายเจียงยี่อยากคุยกับปานทมิฬให้รู้เรื่อง
เหลียงกังรีบเอาตัวเข้าไปขวาง “ห้ามแตะต้องคนรักของข้า”
“ท่านเหลียงกัง! ท่านบอกมาเถิดว่า หลินจื้อผิงกำลังไปที่ไหน” อ้ายเจียงยี่พยายามขอร้อง
“เจ้ายังแก้แค้นนางไม่พออีกงั้นหรือ” เหลียงกังกล่าว
“ข้าเปล่าแก้แค้นนะ ข้าก็แค่จะไปตามลูกและเมียกลับมาเท่านั้นเอง” อ้ายเจียงยี่เปลี่ยนท่าทีอย่างเห็นได้ชัด หลังรู้แล้วว่าคนที่เขาแก้แค้นคือปานทมิฬต่างหาก
“เจ้ายอมรับแล้วหรือว่าเจ้ามีความสัมพันธ์กับนาง” เหลียงกังกล่าว
“ข้าขอโทษ ข้าก็แค่อยากแก้แค้นเท่านั้น” อ้ายเจียงยี่รู้สึกผิด
“ถึงผู้หญิงคนนั้นคือคนที่แกล้งเจ้าจริงๆ เจ้าก็ไม่ควรทำร้ายนางแบบนั้น” เหลียงกังคิดว่านั่นไม่ใช่การกระทำของลูกผู้ชาย
“ข้าเก็บกดมานาน สมัยเด็ก ข้าอ้วนมาก ข้าก็เลยรู้สึกเจ็บแค้นที่มีคนล้อเลียนข้า พอข้าโตมาข้าก็หมั่นออกกำลังกายและควบคุมอาหาร จนข้ากลายเป็นหนุ่มรูปงาม ข้าต้องการแก้แค้นคนที่ทำให้ข้าต้องห่างท่านพ่อท่านแม่ไปไกลถึงเมืองหลีโจว ข้าก็เลยหน้ามืดหลอกลวงหลินจื้อผิงไปแบบนั้น” อ้ายเจียงยี่เผยความในใจ
“ข้าบอกเจ้าก็ได้ว่านางย้ายไปอยู่ที่เมืองฉายลู่แล้ว” เหลียงกังยอมบอก
“ขอบคุณท่านเหลียงกัง” อ้ายเจียงยี่กล่าวอย่างซึ้งใจ
“จะดีหรือเจ้าคะ ที่บอกอ้ายเจียงยี่ไป” เหมยซูไม่เห็นด้วย
“เหมยซู! ข้าสงสารลูกในครรภ์ของหลินจื้อผิง หากเด็กต้องกำพร้าพ่อ เด็กคงมีปมเหมือนกันกับข้า ตอนเด็กๆ ข้ามักอิจฉาคนที่มีพ่อแม่ที่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา พวกเราลองให้โอกาสอ้ายเจียงยี่สักครั้งเถอะนะ หากเขาได้โอกาสแล้วแต่กลับไม่รักษาโอกาสนั้นไว้ ก็ปล่อยเขา” เหลียงกังนึกถึงชีวิตของตัวเองที่ต้องกำพร้าพ่อตั้งแต่เล็กๆ
“ก็ได้เจ้าค่ะ พวกเราคงทำได้เพียงคอยดูอยู่ห่างๆ เท่านั้น” เหมยซูกล่าว
********************************************
ณ เมืองฉายลู่
“คุณหนูหลินจื้อผิงเจ้าคะ มีคนมาขอพบคุณหนูเจ้าค่ะ” สาวใช้รายงาน
“ใครอย่างนั้นหรือ” หลินจื้อผิงสงสัย
“ข้าเอง”
“เจ้ามาทำไมไม่ทราบ” หลินจือผิงกล่าวอย่างเอาเรื่อง