“ว่าไงนะ?”
อู่เหมิงเอินได้ยินดังนั้นก็สีหน้าเปลี่ยนไปพลางเอ่ยถามหยั่งเชิงว่า “ท่านคณบดีหมายความว่า...จะให้ลู่เซิ่งคนนั้นตายงั้นเหรอ?”
“มันต้องตาย ไม่อย่างนั้นจิตมารของหวังเทียนอีก็ไม่อาจถูกตัดขาดได้”หลินรั่วเยวียนเอ่ยเสียงหนัก แววตาเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารอันรุนแรง
สิ้นคำพูดเขาเหมือนกลัวว่าอู่เหมิงเอินจะมีข้อโต้แย้ง จึงทอดถอนใจและเสริมขึ้นว่า“นี่ก็เพราะเห็นแก่ประเทศเสินเซี่ยของเรา เพราะอย่างไรเสียหวังเทียนอีก็คือตัวหลักที่จะใช้ต่อกรกับสถาบันฝึกตนสเตมอร์ จะเกิดความผิดพลาดใดๆขึ้นไม่ได้เด็ดขาด ดังนั้น... ก็ได้แต่ต้องเสียสละลู่เซิ่งคนนั้นแล้ว”
ทว่าความกังวลของเขานั้นเกินจำเป็นไปมากเพราะอู่เหมิงเอินเองก็เขม่นลู่เซิ่งมานานแล้ว “ได้ครับยังไงซะพาลาดินกระจอกๆ เพียงคนเดียว ประเทศเสินเซี่ยของเราจะมีเท่าไหร่ก็ได้ไม่ได้สลักสำคัญอะไรนัก”
อู่เหมิงเอินโบกมืออย่างไม่แยแสราวกับว่าชีวิตของลู่เซิ่งนั้นไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงเขาไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย แต่กลับเอ่ยด้วยความเสียดายว่า“น่าเสียดายก็แต่มอนสเตอร์กลายพันธุ์ของมันใต้ผลของพันธสัญญานายบ่าว ถ้าลู่เซิ่งตาย มอนสเตอร์ตัวนั้นก็คงไม่รอดเหมือนกัน...”
“เฮ้อ มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้อย่างที่เขาว่ากันว่ามีได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง แค่มอนสเตอร์กลายพันธุ์ตัวเดียวยังห่างไกลเกินกว่าจะเอามาเปรียบเทียบกับคุณค่าของหวังเทียนอีนะ”
หลินรั่วเยวียนถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะโบกมือไล่“เอาเถอะ เวลาก็ล่วงเลยมามากแล้วทางคนของสถาบันคงเตรียมรางวัลไว้พร้อมแล้วละ นายไปเตรียมตัวเถอะลงไปมอบรางวัลให้กับคนที่ได้สี่อันดับแรกก่อน”
“ครับ ท่านคณบดี”
เมื่ออู่เหมิงเอินได้รับคำสั่งจึงพยักหน้ารับ
...
ในขณะเดียวกันณ ลานกว้างบนยอดเขาที่อยู่เบื้องล่าง
เมื่อเห็นว่าอาการของหวังเทียนอีเริ่มคงที่แล้วหลี่ชิวซานจึงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะมอบหมายให้คนพาเขาออกไปส่ง
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นเขาก็ทะยานขึ้นสู่กลางอากาศอีกครั้ง และประกาศต่อหน้าเหล่าผู้เข้าสอบคนอื่นๆด้วยเสียงอันดังว่า “ผู้ที่ได้รับอันดับที่สองในการทดสอบรอบนี้คือ‘เซียนกระบี่พเนจร’ อวิ๋นเทียนหลัน คะแนนสะสม 5,000แต้ม”
“ผู้ที่ได้รับอันดับที่สามในการทดสอบรอบนี้คือ ‘นักรบคลั่งอมตะ’ฉู่เอ้า คะแนนสะสม 4,500 แต้ม”
“ผู้ที่ได้รับอันดับที่สี่ในการทดสอบรอบนี้คือ ‘ผู้ควบคุมแมลงแห่งเหวลึก’หลงเฉิน คะแนนสะสม 4,000 แต้ม”
ตูม...
ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นเหล่าผู้เข้าสอบในที่นั้นก็ไม่อาจเก็บงำความตื่นตะลึงไว้ได้อีกครั้งต่างพากันอุทานออกมาเซ็งแซ่
“นี่... ลู่เซิ่งคนนี้ทำคะแนนทิ้งห่างอวิ๋นเทียนหลันอันดับสองไปตั้ง 3,400คะแนนเลยเหรอ?”
“เขา... เขาทำได้ยังไงกัน”
“หรือว่าเขาจะไปแย่งมอนสเตอร์ระดับบอสของหวังเทียนอีมา? ไม่อย่างนั้น หวังเทียนอีจะโกรธแค้นขนาดนั้นได้ยังไง?”
“ฉันว่ามีความเป็นไปได้สูงมาก”
“เป็นไปได้กับผีสิ พาลาดินมันก็แค่อาชีพสายสนับสนุนสกิลโจมตีมีอะไรบ้างแทบจะนับนิ้วได้ ถ้าเขาฆ่ามอนสเตอร์ระดับบอสได้ฉันจะตัดหัวตัวเองให้พวกนายเอาไปทำกระโถนเลย”
“แต่ถ้าเขาไม่ได้ฆ่ามอนสเตอร์ระดับบอสแล้วคะแนนมหาศาลขนาดนี้มันมาจากไหนกันล่ะ?” เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นไม่ขาดสาย
ทุกคนต่างเต็มไปด้วยความสงสัยและไม่เข้าใจอย่างถึงที่สุดเห็นได้ชัดว่าไม่มีใครดูออกเลยว่าลู่เซิ่งที่เป็นเพียงพาลาดินคนหนึ่งไปเอาคะแนนมากมายขนาดนี้มาจากไหน
ทว่าความสงสัยของพวกเขานั้นย่อมไม่มีใครมาให้คำตอบ
ในตอนนั้นเองหลังจากประกาศผลสี่อันดับแรกเสร็จ หลี่ชิวซานก็สะบัดมือและกล่าวต่อว่า“ต่อไป ขอให้ผู้เข้าสอบทุกคนที่มีคะแนนต่ำกว่า 300 แต้ม ออกจากสนามสอบด้วยตัวเอง”
ตูม...
กลางลานสอบพลันเกิดเสียงอื้ออึงที่ไม่อาจข่มไว้ได้ขึ้นอีกระลอก
“ไม่ แบบนี้ไม่ยุติธรรม ผมขาดไปแค่ 10 แต้มเองถ้าให้สอบใหม่อีกครั้งผมต้องผ่านเกณฑ์แน่ท่านประธานผู้ตัดสินได้โปรดให้โอกาสผมอีกครั้งเถอะครับ”
“ผมเองก็ขาดไปแค่ 20 แต้ม อย่าไล่ผมไปเลยนะครับ”
“บ้าเอ๊ย ผมจะสอบต่อ ผมไปไม่ได้นะ ทั้งครอบครัวหวังพึ่งผมอยู่”
“ท่านผู้ตัดสินโปรดเมตตาผมด้วยเถอะครับ ผมมีแม่แก่ชราอายุแปดสิบที่ต้องดูแลและมีลูกน้อยอีกหลายคนที่ยังไม่ได้หย่านม...”
...
เหล่าผู้เข้าสอบที่คะแนนไม่ถึง300คะแนนต่างพากันแผดเสียงร้องด้วยความโกรธแค้นและไม่ยินยอมเห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ต้องการจากไปง่ายๆ เช่นนี้
เพราะอย่างไรเสียการสอบระดับชาติจะจัดขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบสามปีและยังมีข้อจำกัดเรื่องอายุ หากอายุเกินยี่สิบปีก็ไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมแล้ว
ดังนั้นในชีวิตของผู้ใช้อาชีพแต่ละคน แทบจะมีโอกาสอันล้ำค่านี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นหากล้มเหลว หลังจากนี้ไปก็ทำได้เพียงเป็นผู้ใช้อาชีพปลายแถว
แม้ว่าผู้ใช้อาชีพปลายแถวจะใช่ว่าไม่มีโอกาสเติบโตขึ้นเป็นขั้วอำนาจใหญ่
แต่หากปราศจากทรัพยากรและการสนับสนุนจากสถาบันฝึกตนการที่ผู้ใช้อาชีพจะเลื่อนระดับไปจนถึงขั้นเปลี่ยนอาชีพครั้งที่เจ็ดขึ้นไปด้วยกำลังของตนเองนั้นความเป็นไปได้แทบจะเป็นศูนย์
อีกทั้งอัตราการเสียชีวิตของผู้ใช้อาชีพปลายแถวยังคงอยู่ในระดับสูงมาโดยตลอด
จึงไม่แปลกที่เหล่าผู้เข้าสอบที่ถูกคัดออกเหล่านี้จะแสดงความไม่ยินยอมและดิ้นรนถึงเพียงนี้
“เหอะ โยนพวกมันออกไปให้หมด”
ทว่าน่าเสียดายที่หลี่ชิวซานไม่ให้โอกาสพวกเขาเลยแม้แต่น้อยเขาเพียงสะบัดมือสั่งการทันที
ฟุ่บฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ...
วินาทีต่อมาเงาลึกลับนับไม่ถ้วนในชุดคลุมสีดำสวมหน้ากากก็ปรากฏตัวลงมาจากท้องฟ้าอย่างไร้ร่องรอยพวกเขาไม่สนใจว่าผู้เข้าสอบที่ถูกคัดออกจะดิ้นรนอย่างไรต่างเข้าคว้าตัวคนเหล่านั้นแล้วหมุนตัวจากไปทันที
“เฮ้อ...”
เมื่อเห็นภาพนี้เหล่าผู้เข้าสอบที่ผ่านการทดสอบต่างก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
แน่นอนว่ายังมีคนส่วนน้อยที่แอบเยาะเย้ยถากถางมองเป็นเรื่องตลก
แต่ทว่าตั้งแต่ต้นจนจบกลับไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่กล้าเสนอตัวออกหน้าพูดแทนผู้ที่ถูกคัดออกเหล่านี้
แม้แต่ลู่เซิ่งเองก็ทำได้เพียงมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างจนปัญญา
เพราะการสอบระดับชาตินั้นขึ้นชื่อเรื่องการแข่งขันที่ดุเดือดและอัตราการคัดออกที่สูงลิ่วมาแต่ไหนแต่ไร
อีกทั้งทรัพยากรของประเทศนั้นมีจำกัดไม่อาจฟูมฟักคนจำนวนมากขนาดนี้ได้จึงทำได้เพียงคัดเลือกผู้ใช้อาชีพที่มีพรสวรรค์ดีที่สุดเพื่อทุ่มเทการบ่มเพาะให้ก้าวหน้าตามลำดับขั้น
ภาพเหตุการณ์อันโหดร้ายเช่นนี้จึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกๆปีของสนามสอบระดับชาติ
‘ดูเหมือนว่าฉันต้องรีบอัปเลเวลแล้วหาทางช่วงชิงทรัพยากรมาให้ประเทศเพิ่มขึ้นแล้วล่ะไม่อย่างนั้นเยาวชนที่มีอนาคตไกลจำนวนมากขนาดนี้คงต้องกลายเป็นผู้ใช้อาชีพปลายแถวที่ไม่มีใครเหลียวแลมันน่าเสียดายเกินไปจริงๆ’
เมื่อคิดได้ดังนี้แววตาของลู่เซิ่งก็แน่วแน่ขึ้น พร้อมกับลอบกำหมัดแน่น
ภายใต้การจัดการของเหล่าชายชุดดำในไม่ช้า ผู้เข้าสอบที่ถูกคัดออกทั้งหมดก็ถูกกวาดล้างออกไปจนหมดสิ้น
ในตอนนี้ผู้เข้าสอบที่ยังคงเหลืออยู่ในสนามมีจำนวนไม่ถึงหนึ่งหมื่นคน
ต้องรู้ก่อนว่าก่อนที่การทดสอบจะเริ่มขึ้น มีผู้มาลงสมัครสอบนับล้านคนเชียวนะ
แต่ทว่าการสอบระดับชาติผ่านพ้นไปเพียงแค่สองรอบกลับมีผู้เข้าสอบถึงเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ที่ถูกคัดออกอย่างไร้ความปรานี
แสดงให้เห็นว่าอัตราการคัดออกของการสอบระดับชาตินั้นสูงเพียงใดและความยากของการทดสอบนั้นมหาศาลจนเกินกว่าจะบรรยายด้วยคำพูดได้จริงๆ
“เอาละ”
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ในสนามกลับสู่ความสงบอีกครั้งหลี่ชิวซานก็ไม่รอช้า ประกาศขึ้นอีกครั้งว่า “ลำดับต่อไปขอเชิญท่านอู่เหมิงเอิน รองคณบดีแห่งสถาบันจิงหลงของเราขึ้นมอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะสี่อันดับแรกอีกครั้ง”
ฟุ่บ
สิ้นเสียงของเขาร่างในชุดที่ประดับด้วยปีกแห่งจอมราชันก็ร่อนลงมาจากฟากฟ้าจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากอู่เหมิงเอินที่เคยปรากฏตัวมาแล้วครั้งหนึ่งนั่นเอง