เวลาได้ล่วงเลยไปนานเท่าใด คำอินทร์ไม่อาจทราบได้
ในห้วงแห่งความมืดมิดที่ไร้กาลเวลา เขารู้สึกเพียงแค่ความเจ็บปวดที่เคยแผดเผาไปทั่วร่างค่อยๆ ทุเลาลง ถูกแทนที่ด้วยกระแสพลังงานอันอบอุ่นสายหนึ่งที่ไหลเวียนอยู่ภายในอย่างเชื่องช้า
มันคือพลังของแก่นอาคมแผ่นดินที่กำลังทำหน้าที่เยียวยาและฟื้นฟูร่างกายของเขาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
มันกำลังค่อยๆ สมานรอยร้าวของกระดูก ซ่อมแซมเส้นทางพลังที่บอบช้ำ และขับไล่พิษร้ายที่ตกค้างอยู่ออกไปจนหมดสิ้น
จนกระทั่งในที่สุด เขาก็เริ่มรับรู้ถึงโลกภายนอกอีกครั้ง
เขารู้สึกได้ถึงความแข็งแต่ก็มั่นคงของพื้นหินที่รองรับแผ่นหลัง ได้กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรที่ถูกพอกอยู่บนบาดแผล ได้ยินเสียงกองไฟที่แตกปะทุเบาๆ และรู้สึกได้ถึงไออุ่นที่โอบล้อมกาย
คำอินทร์ค่อยๆ ปรือตาขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพแรกที่เขาเห็นคือเพดานถ้ำที่สูงลิบและเต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยรูปร่างแปลกตา แสงสลัวๆ จากกองไฟทำให้มันเกิดเป็นเงาตะคุ่มที่ดูน่าเกรงขาม
เขาลองขยับตัว แล้วก็ต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวดที่แล่นแปลบขึ้นมาที่ชายโครงและหัวไหล่ แต่มันก็เป็นเพียงความเจ็บปวดของบาดแผลธรรมดา ไม่ใช่ความทรมานปางตายเหมือนที่เขาจำได้เป็นครั้งสุดท้าย
"อย่าเพิ่งรีบขยับ พ่อหนุ่ม" เสียงที่คุ้นเคยของลุงมีดังขึ้นจากข้างๆ "กระดูกของเจ้าเพิ่งจะเริ่มสมานกันเท่านั้น"
คำอินทร์หันไปมอง เขาเห็นลุงมีนั่งพิงผนังถ้ำอยู่ไม่ไกลนัก ใบหน้าของแกดูอิดโรยและแก่ชราลงไปหลายปี แต่ในแววตากลับมีความโล่งอกฉายชัดอยู่
"ท่านลุง" คำอินทร์เอ่ยเรียกเสียงแหบ "เกิดอะไรขึ้น"
ความทรงจำสุดท้ายของเขาคือภาพที่ฤาษีเกตุผู้บ้าคลั่งกำลังจะสังหารเขา เขารู้ดีว่าในสภาพนั้น เขาไม่มีทางที่จะรอดชีวิตมาได้เลย
"ข้า...รอดมาได้อย่างไร" เขาถามต่อ "แล้ว...ไอ้ฤาษีชั่วนั่นเล่า"
ลุงมีถอนหายใจยาว แล้วส่ายหน้าช้าๆ ใบหน้าของแกเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย "มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ...แม้แต่ลุงผู้เจนโลกคนนี้ก็ยังแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง"
แกเริ่มเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นหลังจากที่คำอินทร์หมดสติไป
แกเล่าถึงวินาทีที่ฤาษีเกตุกำลังจะลงมือสังหารเขา วินาทีที่ลุงมีเองก็สิ้นหวังและคิดว่าทุกอย่างจบสิ้นแล้ว…
"แต่แล้ว...ปาฏิหาริย์ก็ได้เกิดขึ้น" ลุงมีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยังคงเจือปนด้วยความยำเกรง
"จู่ๆ ก็มีแสงสีทองอร่าม...ส่องสว่างวาบขึ้นมาจากอุโมงค์ลึกที่อยู่ด้านหลังของโถงถ้ำแห่งนี้...มันเป็นแสงที่ทั้งศักดิ์สิทธิ์และทรงอำนาจอย่างที่ลุงไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนในชีวิต"
"แสงนั้น...มันไม่ได้โจมตีใคร...มันเพียงแค่แผ่พุ่งออกมา...แต่ทันทีที่มันสัมผัสกับร่างอันโสมมของไอ้ฤาษีเฒ่านั่น...ร่างของมันก็เกิดเป็นควัน มันก็ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดราวกับถูกไฟนรกแผดเผา จากนั้นมันก็สลายกลายเป็นเถ้าถ่านไปต่อหน้าต่อตาข้าเลยทีเดียว"
คำอินทร์เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง! "แสงสีทองรึ...มาจากอุโมงค์ด้านหลัง"
"ใช่แล้วพ่อหนุ่ม" ลุงมีพยักหน้า "ลุงเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร อาจจะเป็นพลังของเจ้าที่เจ้าทางหรืออาจจะเป็นอาคมป้องกันโบราณที่จอมขมังเวทในอดีตได้สร้างทิ้งไว้ แต่ที่แน่ๆ มันคือพลังที่บริสุทธิ์และเป็นฝ่ายธรรมะอย่างแน่นอนและพลังนั้นก็ได้ช่วยชีวิตของพวกเราเอาไว้"
คำอินทร์พยายามจะยันตัวลุกขึ้นนั่ง ลุงมีรีบเข้ามาช่วยประคอง
เขามองไปรอบๆ โถงถ้ำ ภาพของเหล่าผีดิบที่เคยน่าสะพรึงกลัว บัดนี้ได้กลับคืนสู่สภาพของซากศพที่นอนสงบนิ่ง บรรยากาศอันชั่วร้ายและกดดันได้หายไปจนหมดสิ้นเหลือเพียงความเงียบสงบและไอเย็นของถ้ำตามธรรมชาติ
เขามองไปยังพื้นหินเบื้องหน้าเห็นเพียงรอยไหม้เกรียมเป็นรูปคนและกริชอาบยาพิษเล่มหนึ่งที่ตกอยู่
นั่นคือหลักฐานเดียวที่บ่งบอกถึงจุดจบของฤาษีเกตุ
ทุกอย่างที่ลุงมีเล่า...คือความจริง
"แล้ว...ท่านลุงเล่า...ท่านไม่ได้เป็นอะไรใช่หรือไม่" คำอินทร์ถามด้วยความเป็นห่วง เขารู้ดีว่าลุงมีต้องใช้พลังไปอย่างมหาศาลเพื่อหยุดยั้งพิธีกรรมนั้น
ลุงมีหัวเราะแหะๆ ตามแบบฉบับของตนเอง "โอ๊ย...สบายมากน่า ลุงน่ะหนังเหนียวนะจะบอกให้แค่พักผ่อนนอนหลับสักสองสามวัน เรี่ยวแรงก็กลับมาเหมือนเดิมแล้ว ที่น่าห่วงน่ะคือเจ้าต่างหาก นอนเป็นผักปลามาตั้งห้าวันเต็มๆ ทำเอาลุงใจหายใจคว่ำหมด"
คำอินทร์ก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิด "ข้าขอโทษ...ที่ทำให้ท่านต้องมาเสี่ยงอันตรายถึงเพียงนี้"
"อย่าพูดเช่นนั้น" ลุงมีตบ่าเขาเบาๆ "เราเป็นสหายร่วมรบกันแล้วไม่ใช่รึ อีกอย่าง...หากไม่ได้พลังบริสุทธิ์ในกายของเจ้า ที่ข้ายืมไปใช้หยุดพิธีในตอนนั้น ป่านนี้เราสองคนคงกลายเป็นปุ๋ยอยู่ในถ้ำนี้ไปแล้วถือว่าเราหายกัน"
คำพูดของลุงมีทำให้คำอินทร์รู้สึกดีขึ้น แม้จะยังคงสงสัยอยู่ว่า เหตุใดจอมอาคมระดับปรมาจารย์เช่นลุงมี จึงต้อง "ยืม" พลังของเขาด้วย พลังที่แท้จริงของชายชราผู้นี้ มันลึกล้ำเพียงใดกันแน่
แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ถามเพราะเขารู้ว่าทุกคนต่างก็มีความลับเป็นของตนเอง
พวกเขาพักฟื้นอยู่ในโถงถ้ำนั้นต่ออีกสองวันเต็ม คำอินทร์ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำสมาธิเพื่อเร่งกระบวนการฟื้นฟูร่างกาย
ส่วนลุงมีก็คอยออกไปหาอาหารและน้ำมาให้รวมถึงสำรวจความปลอดภัยรอบๆ ถ้ำ
จนกระทั่งในวันที่สาม เมื่อคำอินทร์เริ่มแข็งแรงพอที่จะเดินเหินได้เองอีกครั้ง แม้จะยังคงเจ็บแปลบที่บาดแผลอยู่บ้าง พวกเขาทั้งสองก็ได้มายืนอยู่เบื้องหน้าของ "ปริศนา" ที่แท้จริง
มันคืออุโมงค์มืดที่อยู่ลึกเข้าไปด้านหลังของโถงถ้ำ
ทางเข้าของมันไม่ได้ใหญ่โตนักแต่กลับแผ่ไอพลังงานอันอบอุ่นและศักดิ์สิทธิ์ออกมาอย่างต่อเนื่องเป็นพลังงานสายเดียวกับที่ได้ช่วยชีวิตพวกเขาไว้
"เจ้าว่า...ข้างในนั้นมันจะมีอะไรอยู่" ลุงมีเอ่ยถามขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ข้าไม่รู้" คำอินทร์ตอบ "แต่ข้ารู้สึกได้ว่าเหมือนมันมีอะไรบางอย่างกำลังเรียกหาข้า"
เขารู้สึกได้ถึงแก่นอาคมแผ่นดินในกายของเขา ที่กำลังสั่นพ้องตอบรับกับพลังงานที่แผ่ออกมาจากอุโมงค์นั้น ราวกับว่าทั้งสองสิ่งรู้จักกันมาเป็นอย่างดี
"เอาล่ะ...ในเมื่อเราก็ไม่มีอะไรจะทำแล้ว" ลุงมีกล่าวพลางยืดเส้นยืดสาย "จะรอให้หายดีร้อยส่วนก็คงจะน่าเบื่อแย่...เข้าไปดูกันสักหน่อยจะเป็นไรไป เผื่อข้างในจะมีสมบัติล้ำค่าหรืออาจจะเป็นคัมภีร์วิชาสุดยอดซ่อนอยู่ก็ได้ ใครจะไปรู้"
คำอินทร์พยักหน้ารับ ความอยากรู้ของเขาก็มีไม่น้อยไปกว่าลุงมีเช่นกัน
ลุงมีจุดคบไฟขึ้น แสงสีส้มสว่างวาบขึ้นขับไล่ความมืดมิดเบื้องหน้าไปได้เพียงเล็กน้อย เผยให้เห็นทางเดินที่ทอดยาวลึกลงไปในความมืด
คำอินทร์ชักดาบของตนเองออกมาถือไว้เตรียมพร้อมรับมือกับทุกสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น
ทั้งสองมองหน้ากันเป็นครั้งสุดท้ายแล้วจึงตัดสินใจก้าวเท้า เดินเข้าไปในอุโมงค์ปริศนานั้นพร้อมกัน