เป็นเวลากว่าสามวันในที่สุดเทียนเปาก็สามารถฝึกปราณเยือกเย็นสำเร็จ ถึงแม้ว่าจะลำบากซักหน่อยก็ตามที่แต่นางก็ทำได้และทำออกมาได้ดีเสียด้วย นั้นเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความพร้อมของนางสำหรับขั้นต่อไปที่รออยู่นั้นก็คือการเรียนวิชาฝ่ามือน้ำแข็งอย่างเต็มตัว
เอ้อหนานในค่ำคืนนี้กำลังเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับสอนเทียนเปาในเช้าวันรุ่งขึ้น และเมื่อจัดเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยเอ้อหนานใช้เวลาที่เหลือกับการทำสมาธิเหมือนอย่างเคย สิ่งที่เขาจะทำคือการไต่ระดับจิตของตนอย่างที่เคยทำเพราะเป็นสิ่งที่เขามักจะชอบ
การทำเช่นนี้เขามักจะเห็นภาพหลายๆอย่าง ทั้งที่เกิดแล้ว ทั้งที่ยังไม่เกิด และที่กำลังจะเกิด เป็นสิ่งที่คอยวนเวียนทุกครั้งเวลาที่เอ้อหนานเริ่มไต่ระดับจิต และในครั้งนี้ดูเหมือนมันจะเป็นอีกหนหนึ่งเมื่อเอ้อหนานเห็นภาพอะไรบางอย่างที่กำลังปรากฏ
ภาพของชายผู้หนึ่งในชุดคลุมท่าทางเหมือนบัณฑิต ทว่าในมือกลับถือกระบี่ที่อาบไปด้วยเลือดจนหยดลงพื้นดินและเมื่อภาพค่อยๆกว้างขึ้นเอ้อหนานเห็นร่างไร้วิญญาณของใครก็ไม่รู้นอนจมกองเลือดอยู่นับหลายร้อยร่าง
แต่สิ่งที่ทำให้เอ้อหนานต้องชะงักไปก็คือหนึ่งในนั้นคือร่างของหลินเอ๋อที่นอนจมกองเลือดและที่ท้องของนางมีกระบี่ของนางเองเสียบอยู่ ก่อนที่ชายผู้นั้นจะค่อยๆหันใบหน้ามาและก็ทำให้เอ้อหนานต้องตกตรึงเมื่อพบว่าชายผู้นั้นคือน้องชายคนรองของฉางเฟย
“ฉางเยี่ย...”
เสียงของเอ้อหนานกล่าวขึ้น และเจ้าของชื่อก็กำลังมองมายังเขาราวกับว่าอีกฝ่ายเห็นเขายืนอยู่ตรงนั้น ฉางเยี่ยยกกระบี่ในมือขึ้นชี้มายังเอ้อหนานก่อนจะแสยะยิ้มออกมา
‘เจ้าคิดว่าจะพานางหนีพ้นเงื้อมมือของข้าไปได้อย่างนั้นเหรอ ไม่มีทาง ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ที่ไหนและรู้ว่านางอยู่กับเจ้าด้วย’
อีกฝ่ายค่อยๆสาวเท้าเดินข้ามผ่านร่างไร้วิญญาณมาเรื่อยๆโดยไม่สนใจ ปลายกระบี่ยังคงชี้มายังเอ้อหนานที่มองเขาอยู่และถึงแม้เอ้อหนานจะไม่ได้เกรงกลัวอีกฝ่ายแต่ก็มีความกังวลปรากฏขึ้นมา
‘นางจะต้องชดใช้ในสิ่งที่ได้กระทำต่อพี่ข้า’
“พี่ของเจ้าเป็นผู้เริ่มเรื่องราวนี้เอง ไม่ใช่นาง”เอ้อหนานตอบกลับพร้อมขยับตัวตรงเข้าไปหาอีกฝ่ายเช่นกัน
‘คิดว่าเจ้าช่วยนางได้งั้นสิ คิดผิดแล้วเจ้าเด็กรับใช้เจ้าไม่มีทางช่วยนางได้ ไม่ว่าจะพาหนีไปยังแห่งหนใดข้าก็จะตามจนเจอ ไม่ว่าหุบเขาลูกใด สำนักไหน หรือแม้แต่บ้านหลังใด จะไม่มีที่ให้พวกเจ้าได้หลบซ้อน’
“หึ!”
ทว่าเสียงที่ส่งผ่านลำคอของเอ้อหนานกลับทำให้อีกฝ่ายต้องชะงักเพียงแต่เท่านั้น เอ้อหนานหยุดเข้าหาอีกฝ่ายก่อนจะยกมือขึ้นชี้ไปยังฉางเยี่ย
“เจ้าต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายหนี”
‘หมายความว่ายังไง’
“ฟ้าลิขิตแล้ว เส้นทางเดินของนางตั้งแต่เกิดเพียงแค่นางต้องรอเวลา แต่พี่ของเจ้ากลับเข้ามาและทำให้เวลานั้นมันสั้นลง ในตอนนี้นางใกล้ที่จะได้เป็นในสิ่งที่สวรรค์กำหนดเอาไว้และเมื่อถึงตอนนั้น คนที่จะต้องหนีและซ้อนตัวก็คือเจ้า”
ฉางเยี่ยมองเอ้อหนานครู่หนึ่งก่อนจะปรากฏสีหน้าเหมือนกำลังคิดอะไรออก เขายกกระบี่ที่อาบไปด้วยเลือดแดงฉานขึ้นมาแล้วมองมันสลับกับเอ้อหนาน
‘แต่หากข้ากำจัดนางทิ้งเสียตอนนี้ ตอนที่นางยังไม่พร้อม ชะตาของนางที่จะได้เป็นอย่างที่เจ้าว่าก็เป็นเพียงมโนภาพเท่านั้น’
สิ้นเสียงฉางเยี่ยตวัดดาบฟาดฟันใส่เอ้อหนานทันทีโดยที่อีกฝ่ายไม่หลบ ภาพในจิตนั้นสลายหายไปทันที่ กลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริงเอ้อหนานรู้ได้เลยว่า ฉางเยี่ยกำลังจะมาและพวกเขาอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว
ไม่แม้แต่จะรีรอเอ้อหนานไปหาหลินเอ๋อซึ่งกำลังหลับพักผ่อนอยู่ภายในจวนของนาง การมาของชายหนุ่มทำให้ทั้งจวนต้องตื่นขึ้นมาทันที
“เก็บของ เราจะออกเดินทางเดี๋ยวนี้!”
ไม่มีใครรู้ถึงต้นสายปลายเหตุ เอ่ยปากถามเอ้อหนานก็ยังคงไม่เปิดปากพูดเอาแต่เร่งออกเดินทางจนทำให้หลินเอ๋อต้องสงสัยเป็นอย่างมาก อีกฝ่ายเป็นอะไรหรือไปรู้อะไรมาทำไมถึงให้นางออกเดินทางในคืนนี้เลย
แถมยังไม่ได้บอกกับใครเพียงแต่ทิ้งจดหมายเอาไว้ที่จวนพักเท่านั้น ก่อนที่จะนั่งรถม้าออกจากหมู่บ้านที่ตีนเขาไปยังหนทางที่นางก็ไม่อาจรู้ได้ว่าปลายทางคือที่ใด
“เอ้อหนาน เกิดอะไรขึ้นกันแน่ทำไมเราต้องออกเดินทางในยามค่ำเช่นนี้”เทียนเปาเป็นฝ่ายถาม
“ตอนนี้พวกเจ้ายังไม่ต้องรู้อะไรมาก รู้เพียงว่าเราจะต้องพาหลินเอ๋อแม่ของเจ้าไปรักษาตัวให้เร็วที่สุด”พูดถึงหลินเอ๋อมันทำให้เทียนเปาอดคิดไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับแม่ของนาง
รถม้าเคลื่อนตัวลากยาวมาจนถึงเช้าตรู่ซึ่งคนบนรถหลับกันหมดยกเว้นเอ้อหนานที่เป็นคนควบคุม เขาไม่ได้กลัวว่าจะสู้ฉางเยี่ยไม่ได้หากแต่เขาเป็นกังวลว่าฉางเยี่ยอาจมีลูกไม้แปลกๆมาเพื่อจัดการหลินเอ๋อโดยเฉพาะ และถ้าหากเป็นเช่นนั้นสิ่งที่เขาได้เห็นมันก็จะเป็นอย่างที่ฉางเยี่ยบอกคือเป็นแค่ภาพมโนเท่านั้น
แสงสว่างจากดวงตะวันในยามเช้าสาดส่องปลุกให้คนบนรถต้องตื่นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ แล้วก็พบว่ารถม้ายังคงเคลื่อนตัวอยู่โดยไม่พักอีกทั้งคนที่ขับอยู่ก็ยังคงอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน
“เราจะไปที่อุทยานใช่ไหมเอ้อหนาน”เป็นหลินเอ๋อที่ถามขึ้น
“ใช่ ตอนนี้เรากำลังไปที่นั้น”อีกฝ่ายตอบกลับ อยากจะถามอีกแต่ก็รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ตอบกลับมาแน่ๆจึงขอเงียบไว้ดีกว่าจนกว่าเอ้อหนานจะมีท่าทีที่ดีกว่านี้
หุบเขาอีกา
รถม้าเคลื่อนตัวช้าลงเนื่องจากอาการเหนื่อยอ่อนแรงจากการวิ่งเป็นระยะทางไกลโดยไม่ได้พัก อีกทั้งยังไม่ได้กินน้ำและหญ้าทำให้ม้าที่ลากรถต้องหยุดวิ่ง เอ้อหนานจึงสั่งให้พวกมันค่อยๆพารถไปจอดใกล้กับริมน้ำเล็กๆพอจะใช้เป็นที่พักได้ในคืนนี้
เมื่อจัดเตรียมของทุกอย่างเสร็จและให้อาหารม้าพร้อมให้พวกมันได้พัก เอ้อหนานมายังกองไฟที่ก่อเอาไว้โดยมีหลินเอ๋อและเทียนเปากำลังนั่งอยู่ หลินเฟยตัวน้อยหลับอยู่ภายในอ้อมอกของผู้เป็นแม่ไปแล้ว
“เดินทางอีกสองวันก็จะถึงอุทยาน ในระหว่างนี้เราคงต้องมองหาที่พักที่ไม่ดึงดูดสายตาจากคนที่ผ่านไปมานัก”เอ้อหนานกล่าว
“บอกได้หรือยังว่าเกิดอะไรขึ้น”หลินเอ๋อเป็นฝ่ายถาม
“เจ้าอยากรู้เหรอ”นางพยักหน้าตอบทันที เอ้อหนานหันมองเทียนเปาที่ตั้งใจจะฟังเต็มที่”เทียนเปา วิชาฝ่ามือน้ำแข็งกระบวนท่าพื้นฐาน ไปฝึกตรงนั้นใกล้ริมแม่น้ำ”พูดพร้อมชี้ไปยังโขดหินที่อย่างห่างไปไม่ไกลนัก ทำเอาเด็กสาวต้องพองแก้มอย่างไม่พอใจแต่ก็ยอมไปตามคำสั่ง
“เจ้าไม่รู้สินะว่าฉางเฟยมีน้องชาย”หลินเอ๋อส่ายหน้าทันที”เขามีชื่อว่าฉางเยี่ย และฉางเยี่ยผู้นี้แหละที่ร้ายกาจยิ่งกว่าใครๆในตระกูล เขามีพลังในการหยั่งรู้ถึงแม้จะชั่วเวลาสั้นๆแต่ก็เป็นประโยชน์ การที่ข้าต้องพาเจ้าออกมาเพื่อไม่ให้สำนักหมู่ตึกต้องรับเคราะห์ อีกทั้งยังใช้พลังลบร่องรอยทุกอย่างตลอดเส้นทางที่เรามากัน มันช่วยได้ไม่มากแต่ก็พอจะถ่วงเวลาให้เจ้าได้รักษาตัว”
“ทำไมล่ะ เขาต้องการจะล้างแค้นข้าอย่างนั้นเหรอ?”
“ใช่ ตอนนี้หากเจ้ารักษาตัวทันฉางเยี่ยก็จะมาวุ่นวายเจ้าไม่ได้ แต่ถ้าเราไปไม่ทันและฉางเยี่ยมาเจอเราก่อนข้าเกรงว่าเจ้าอาจจะไม่รอด”หลินเอ๋อนิ่งไปหลังได้ยินอีกฝ่ายบอก
“ตอนนี้เขารู้เกี่ยวกับพวกเรามากแค่ไหน?”หลินเอ๋อถามกลับ
“ก็ไม่มากนัก”
“แล้วพอจะมีวิธีอะไรบ้างไหมที่จะทำเพื่อถ่วงเวลาเขาให้ได้นานกว่าเดิม”คำถามอีกข้อของหลินเอ๋อทำให้เอ้อหนานหยุดและใช้ความคิด
“ก็พอมีอยู่แต่ข้าไม่มั่นใจว่าจะใช้ได้ผลหรือเปล่า”
.................................................
อาชาสีทมิฬเงาตัวใหญ่ตะกายพื้นดินจนเป็นฝุ่นส่งร่างของมันให้มุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ที่อยู่บนหลังของมันคือร่างของบุตรคนรองของตระกูลฉางที่พึ่งจะสูญเสียบุตรคนโตไป ในตอนนี้ฉางเยี่ยรู้แล้วว่าหลินเอ๋อออกจากสำนักหมู่ตึกไปแล้วและกำลังมุ่งหน้าไปที่ไหนซักแห่ง หากแต่เขายังไม่สามารถรู้ได้ว่าจุดหมายของนางคือที่ไหน
ฉางเยี่ยพึ่งได้รับข่าวเมื่อไม่นานว่าฉางเฟยถูกสังหารโดยกระบี่แปดดาราซึ่งเขาเองก็กำลังตามหามันอยู่แรมปีเช่นกัน เพราะรู้ถึงพลังอำนาจของมันเขาจึงอยากได้มาครอบครอง แต่ไม่คิดว่ามันจะอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก ผู้หญิงที่พี่ชายตัวเองเคยรักและวางแผนจะสังหารนางที่แท้ก็คือผู้ครอบครองมันอยู่นี่เอง
พอได้รับข่าวเขารีบกลับไปยังบ้านทันที แน่นอนว่าคนอื่นๆในตระกูลก็ทราบข่าวนี้เช่นกันและเขาเป็นคนแรกที่ออกปากว่าจะล้างแค้นให้กับฉางเฟย พร้อมกันนั้นยังสาบานกับตัวเองว่าจะต้องชิงเอากระบี่ของนางมาให้จงได้ นั้นคือเหตุผลที่เขายอมลงทุนออกตามล่านางด้วยตัวเอง
ฉางเยี่ยควบม้ามาเป็นระยะทางไกลพอควรจากจุดที่เขารู้เกี่ยวกับนางเป็นหนสุดท้าย ล่วงเลยหุบเขาอีกามามีหมู่บ้านซึ่งเป็นสุดเขตุชายแดนและมันเป็นทางแยกไประหว่างสองแคว้นใหญ่
เพื่อให้แน่ใจฉางเยี่ยเลือกที่จะพักที่หมู่บ้านแห่งนี้เพื่อสืบหาข่าวของหลินเอ๋อ ตามหาร่องรอยว่านางอาจจะพักที่นี่และดูว่านางไปที่ไหนต่อ หากนางเดินทางคนเดียวมันเป็นเรื่องง่ายแต่นี่ไม่ ฉางเยี่ยยังพบอีกว่าคนที่ช่วยเหลือนางคือเอ้อหนานเจ้าเด็กรับใช้ที่เขามักจะพบบ่อยๆในก่อนหน้านี้ ไม่คิดว่าจะเป็นยอดยุทธเช่นกันแถมยังรู้ด้วยว่าเจ้าเอ้อหนานมีบางอย่างที่พิเศษเหมือนกับเขา
“เจ้าน่ะ”ฉางเยี่ยเอ่ยเรียกทหารที่ดูแลประตูข้ามแดนซึ่งเมื่อได้ยินจึงได้เดินมาหา ก่อนที่อีกฝ่ายจะโชว์ตราประจำตัวให้อีกฝ่ายจึงมีท่าทีหวาดกลัว
“คุณชายมีอะไรหรือขอรับ”
“ก่อนหน้านี้มีคนกลุ่มหนุ่ง ชายหนึ่งหญิงสองและเด็กแรกเกิดอีกคนผ่านแชยแดนนี่หรือไม่”ถามพร้อมอธิบายรายละเอียด
“ขอรับ เมื่อวานนี้เองขอรับมีรถม้ามาขอผ่านทาง ในรถมีคนอย่างที่คุณชายกล่าวถึงครบเลยขอรับ”
“พวกมันไปทางไหน”
“มุ่งหน้าไปยังแคว้นหลู่ขอรับดูท่าทางเร่งรีบมาก”เมื่อได้ความฉางเยี่ยจึงไล่ให้อีกฝ่ายกลับไปทำหน้าที่ก่อนจะกลับมายังม้าของตน แต่พอเขาไตร่ตรองดูอีกทีมันจะง่ายเกินไปไหม หากพวกนั้นต้องการหนีใยต้องทิ้งร่องรอยไว้ให้เขาตามเจอ อีกทั้งหลินเอ๋อเองยังบาดเจ็บภายในอยู่ หากนางต้องการจะฟื้นตัวจะต้องไปหาสถานที่รักษา
แล้วมันคือที่ไหนกันล่ะ