จอมยุทธแม่ลูกอ่อน

    ตอนที่ 30 . หมดเวลาแล้ว



          เป็นเวลากว่าสามวันในที่สุดเทียนเปาก็สามารถฝึกปราณเยือกเย็นสำเร็จ    ถึงแม้ว่าจะลำบากซักหน่อยก็ตามที่แต่นางก็ทำได้และทำออกมาได้ดีเสียด้วย   นั้นเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความพร้อมของนางสำหรับขั้นต่อไปที่รออยู่นั้นก็คือการเรียนวิชาฝ่ามือน้ำแข็งอย่างเต็มตัว


          เอ้อหนานในค่ำคืนนี้กำลังเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับสอนเทียนเปาในเช้าวันรุ่งขึ้น และเมื่อจัดเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยเอ้อหนานใช้เวลาที่เหลือกับการทำสมาธิเหมือนอย่างเคย สิ่งที่เขาจะทำคือการไต่ระดับจิตของตนอย่างที่เคยทำเพราะเป็นสิ่งที่เขามักจะชอบ


          การทำเช่นนี้เขามักจะเห็นภาพหลายๆอย่าง  ทั้งที่เกิดแล้ว  ทั้งที่ยังไม่เกิด  และที่กำลังจะเกิด เป็นสิ่งที่คอยวนเวียนทุกครั้งเวลาที่เอ้อหนานเริ่มไต่ระดับจิต   และในครั้งนี้ดูเหมือนมันจะเป็นอีกหนหนึ่งเมื่อเอ้อหนานเห็นภาพอะไรบางอย่างที่กำลังปรากฏ


          ภาพของชายผู้หนึ่งในชุดคลุมท่าทางเหมือนบัณฑิต   ทว่าในมือกลับถือกระบี่ที่อาบไปด้วยเลือดจนหยดลงพื้นดินและเมื่อภาพค่อยๆกว้างขึ้นเอ้อหนานเห็นร่างไร้วิญญาณของใครก็ไม่รู้นอนจมกองเลือดอยู่นับหลายร้อยร่าง


          แต่สิ่งที่ทำให้เอ้อหนานต้องชะงักไปก็คือหนึ่งในนั้นคือร่างของหลินเอ๋อที่นอนจมกองเลือดและที่ท้องของนางมีกระบี่ของนางเองเสียบอยู่   ก่อนที่ชายผู้นั้นจะค่อยๆหันใบหน้ามาและก็ทำให้เอ้อหนานต้องตกตรึงเมื่อพบว่าชายผู้นั้นคือน้องชายคนรองของฉางเฟย

    “ฉางเยี่ย...”


         เสียงของเอ้อหนานกล่าวขึ้น และเจ้าของชื่อก็กำลังมองมายังเขาราวกับว่าอีกฝ่ายเห็นเขายืนอยู่ตรงนั้น ฉางเยี่ยยกกระบี่ในมือขึ้นชี้มายังเอ้อหนานก่อนจะแสยะยิ้มออกมา


    ‘เจ้าคิดว่าจะพานางหนีพ้นเงื้อมมือของข้าไปได้อย่างนั้นเหรอ   ไม่มีทาง ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ที่ไหนและรู้ว่านางอยู่กับเจ้าด้วย’


          อีกฝ่ายค่อยๆสาวเท้าเดินข้ามผ่านร่างไร้วิญญาณมาเรื่อยๆโดยไม่สนใจ ปลายกระบี่ยังคงชี้มายังเอ้อหนานที่มองเขาอยู่และถึงแม้เอ้อหนานจะไม่ได้เกรงกลัวอีกฝ่ายแต่ก็มีความกังวลปรากฏขึ้นมา


    ‘นางจะต้องชดใช้ในสิ่งที่ได้กระทำต่อพี่ข้า’

    “พี่ของเจ้าเป็นผู้เริ่มเรื่องราวนี้เอง   ไม่ใช่นาง”เอ้อหนานตอบกลับพร้อมขยับตัวตรงเข้าไปหาอีกฝ่ายเช่นกัน

    ‘คิดว่าเจ้าช่วยนางได้งั้นสิ คิดผิดแล้วเจ้าเด็กรับใช้เจ้าไม่มีทางช่วยนางได้ ไม่ว่าจะพาหนีไปยังแห่งหนใดข้าก็จะตามจนเจอ  ไม่ว่าหุบเขาลูกใด  สำนักไหน หรือแม้แต่บ้านหลังใด จะไม่มีที่ให้พวกเจ้าได้หลบซ้อน’

    “หึ!”


            ทว่าเสียงที่ส่งผ่านลำคอของเอ้อหนานกลับทำให้อีกฝ่ายต้องชะงักเพียงแต่เท่านั้น เอ้อหนานหยุดเข้าหาอีกฝ่ายก่อนจะยกมือขึ้นชี้ไปยังฉางเยี่ย

    “เจ้าต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายหนี”

    ‘หมายความว่ายังไง’

    “ฟ้าลิขิตแล้ว เส้นทางเดินของนางตั้งแต่เกิดเพียงแค่นางต้องรอเวลา แต่พี่ของเจ้ากลับเข้ามาและทำให้เวลานั้นมันสั้นลง  ในตอนนี้นางใกล้ที่จะได้เป็นในสิ่งที่สวรรค์กำหนดเอาไว้และเมื่อถึงตอนนั้น  คนที่จะต้องหนีและซ้อนตัวก็คือเจ้า”


            ฉางเยี่ยมองเอ้อหนานครู่หนึ่งก่อนจะปรากฏสีหน้าเหมือนกำลังคิดอะไรออก เขายกกระบี่ที่อาบไปด้วยเลือดแดงฉานขึ้นมาแล้วมองมันสลับกับเอ้อหนาน


    ‘แต่หากข้ากำจัดนางทิ้งเสียตอนนี้ ตอนที่นางยังไม่พร้อม ชะตาของนางที่จะได้เป็นอย่างที่เจ้าว่าก็เป็นเพียงมโนภาพเท่านั้น’


            สิ้นเสียงฉางเยี่ยตวัดดาบฟาดฟันใส่เอ้อหนานทันทีโดยที่อีกฝ่ายไม่หลบ  ภาพในจิตนั้นสลายหายไปทันที่  กลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริงเอ้อหนานรู้ได้เลยว่า ฉางเยี่ยกำลังจะมาและพวกเขาอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว


           ไม่แม้แต่จะรีรอเอ้อหนานไปหาหลินเอ๋อซึ่งกำลังหลับพักผ่อนอยู่ภายในจวนของนาง การมาของชายหนุ่มทำให้ทั้งจวนต้องตื่นขึ้นมาทันที

    “เก็บของ เราจะออกเดินทางเดี๋ยวนี้!”


           ไม่มีใครรู้ถึงต้นสายปลายเหตุ เอ่ยปากถามเอ้อหนานก็ยังคงไม่เปิดปากพูดเอาแต่เร่งออกเดินทางจนทำให้หลินเอ๋อต้องสงสัยเป็นอย่างมาก อีกฝ่ายเป็นอะไรหรือไปรู้อะไรมาทำไมถึงให้นางออกเดินทางในคืนนี้เลย


            แถมยังไม่ได้บอกกับใครเพียงแต่ทิ้งจดหมายเอาไว้ที่จวนพักเท่านั้น  ก่อนที่จะนั่งรถม้าออกจากหมู่บ้านที่ตีนเขาไปยังหนทางที่นางก็ไม่อาจรู้ได้ว่าปลายทางคือที่ใด

    “เอ้อหนาน เกิดอะไรขึ้นกันแน่ทำไมเราต้องออกเดินทางในยามค่ำเช่นนี้”เทียนเปาเป็นฝ่ายถาม

    “ตอนนี้พวกเจ้ายังไม่ต้องรู้อะไรมาก  รู้เพียงว่าเราจะต้องพาหลินเอ๋อแม่ของเจ้าไปรักษาตัวให้เร็วที่สุด”พูดถึงหลินเอ๋อมันทำให้เทียนเปาอดคิดไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับแม่ของนาง

     


          รถม้าเคลื่อนตัวลากยาวมาจนถึงเช้าตรู่ซึ่งคนบนรถหลับกันหมดยกเว้นเอ้อหนานที่เป็นคนควบคุม เขาไม่ได้กลัวว่าจะสู้ฉางเยี่ยไม่ได้หากแต่เขาเป็นกังวลว่าฉางเยี่ยอาจมีลูกไม้แปลกๆมาเพื่อจัดการหลินเอ๋อโดยเฉพาะ  และถ้าหากเป็นเช่นนั้นสิ่งที่เขาได้เห็นมันก็จะเป็นอย่างที่ฉางเยี่ยบอกคือเป็นแค่ภาพมโนเท่านั้น


          แสงสว่างจากดวงตะวันในยามเช้าสาดส่องปลุกให้คนบนรถต้องตื่นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ แล้วก็พบว่ารถม้ายังคงเคลื่อนตัวอยู่โดยไม่พักอีกทั้งคนที่ขับอยู่ก็ยังคงอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน

    “เราจะไปที่อุทยานใช่ไหมเอ้อหนาน”เป็นหลินเอ๋อที่ถามขึ้น

    “ใช่ ตอนนี้เรากำลังไปที่นั้น”อีกฝ่ายตอบกลับ  อยากจะถามอีกแต่ก็รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ตอบกลับมาแน่ๆจึงขอเงียบไว้ดีกว่าจนกว่าเอ้อหนานจะมีท่าทีที่ดีกว่านี้ 

     


    หุบเขาอีกา


            รถม้าเคลื่อนตัวช้าลงเนื่องจากอาการเหนื่อยอ่อนแรงจากการวิ่งเป็นระยะทางไกลโดยไม่ได้พัก อีกทั้งยังไม่ได้กินน้ำและหญ้าทำให้ม้าที่ลากรถต้องหยุดวิ่ง  เอ้อหนานจึงสั่งให้พวกมันค่อยๆพารถไปจอดใกล้กับริมน้ำเล็กๆพอจะใช้เป็นที่พักได้ในคืนนี้


            เมื่อจัดเตรียมของทุกอย่างเสร็จและให้อาหารม้าพร้อมให้พวกมันได้พัก เอ้อหนานมายังกองไฟที่ก่อเอาไว้โดยมีหลินเอ๋อและเทียนเปากำลังนั่งอยู่ หลินเฟยตัวน้อยหลับอยู่ภายในอ้อมอกของผู้เป็นแม่ไปแล้ว

    “เดินทางอีกสองวันก็จะถึงอุทยาน ในระหว่างนี้เราคงต้องมองหาที่พักที่ไม่ดึงดูดสายตาจากคนที่ผ่านไปมานัก”เอ้อหนานกล่าว

    “บอกได้หรือยังว่าเกิดอะไรขึ้น”หลินเอ๋อเป็นฝ่ายถาม

    “เจ้าอยากรู้เหรอ”นางพยักหน้าตอบทันที  เอ้อหนานหันมองเทียนเปาที่ตั้งใจจะฟังเต็มที่”เทียนเปา  วิชาฝ่ามือน้ำแข็งกระบวนท่าพื้นฐาน  ไปฝึกตรงนั้นใกล้ริมแม่น้ำ”พูดพร้อมชี้ไปยังโขดหินที่อย่างห่างไปไม่ไกลนัก  ทำเอาเด็กสาวต้องพองแก้มอย่างไม่พอใจแต่ก็ยอมไปตามคำสั่ง

    “เจ้าไม่รู้สินะว่าฉางเฟยมีน้องชาย”หลินเอ๋อส่ายหน้าทันที”เขามีชื่อว่าฉางเยี่ย และฉางเยี่ยผู้นี้แหละที่ร้ายกาจยิ่งกว่าใครๆในตระกูล  เขามีพลังในการหยั่งรู้ถึงแม้จะชั่วเวลาสั้นๆแต่ก็เป็นประโยชน์ การที่ข้าต้องพาเจ้าออกมาเพื่อไม่ให้สำนักหมู่ตึกต้องรับเคราะห์ อีกทั้งยังใช้พลังลบร่องรอยทุกอย่างตลอดเส้นทางที่เรามากัน มันช่วยได้ไม่มากแต่ก็พอจะถ่วงเวลาให้เจ้าได้รักษาตัว”

    “ทำไมล่ะ เขาต้องการจะล้างแค้นข้าอย่างนั้นเหรอ?”

    “ใช่ ตอนนี้หากเจ้ารักษาตัวทันฉางเยี่ยก็จะมาวุ่นวายเจ้าไม่ได้ แต่ถ้าเราไปไม่ทันและฉางเยี่ยมาเจอเราก่อนข้าเกรงว่าเจ้าอาจจะไม่รอด”หลินเอ๋อนิ่งไปหลังได้ยินอีกฝ่ายบอก

    “ตอนนี้เขารู้เกี่ยวกับพวกเรามากแค่ไหน?”หลินเอ๋อถามกลับ

    “ก็ไม่มากนัก”

    “แล้วพอจะมีวิธีอะไรบ้างไหมที่จะทำเพื่อถ่วงเวลาเขาให้ได้นานกว่าเดิม”คำถามอีกข้อของหลินเอ๋อทำให้เอ้อหนานหยุดและใช้ความคิด

    “ก็พอมีอยู่แต่ข้าไม่มั่นใจว่าจะใช้ได้ผลหรือเปล่า”

     


    .................................................


          อาชาสีทมิฬเงาตัวใหญ่ตะกายพื้นดินจนเป็นฝุ่นส่งร่างของมันให้มุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ที่อยู่บนหลังของมันคือร่างของบุตรคนรองของตระกูลฉางที่พึ่งจะสูญเสียบุตรคนโตไป  ในตอนนี้ฉางเยี่ยรู้แล้วว่าหลินเอ๋อออกจากสำนักหมู่ตึกไปแล้วและกำลังมุ่งหน้าไปที่ไหนซักแห่ง  หากแต่เขายังไม่สามารถรู้ได้ว่าจุดหมายของนางคือที่ไหน


          ฉางเยี่ยพึ่งได้รับข่าวเมื่อไม่นานว่าฉางเฟยถูกสังหารโดยกระบี่แปดดาราซึ่งเขาเองก็กำลังตามหามันอยู่แรมปีเช่นกัน เพราะรู้ถึงพลังอำนาจของมันเขาจึงอยากได้มาครอบครอง  แต่ไม่คิดว่ามันจะอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก ผู้หญิงที่พี่ชายตัวเองเคยรักและวางแผนจะสังหารนางที่แท้ก็คือผู้ครอบครองมันอยู่นี่เอง


           พอได้รับข่าวเขารีบกลับไปยังบ้านทันที  แน่นอนว่าคนอื่นๆในตระกูลก็ทราบข่าวนี้เช่นกันและเขาเป็นคนแรกที่ออกปากว่าจะล้างแค้นให้กับฉางเฟย  พร้อมกันนั้นยังสาบานกับตัวเองว่าจะต้องชิงเอากระบี่ของนางมาให้จงได้ นั้นคือเหตุผลที่เขายอมลงทุนออกตามล่านางด้วยตัวเอง

    ฉางเยี่ยควบม้ามาเป็นระยะทางไกลพอควรจากจุดที่เขารู้เกี่ยวกับนางเป็นหนสุดท้าย ล่วงเลยหุบเขาอีกามามีหมู่บ้านซึ่งเป็นสุดเขตุชายแดนและมันเป็นทางแยกไประหว่างสองแคว้นใหญ่ 


           เพื่อให้แน่ใจฉางเยี่ยเลือกที่จะพักที่หมู่บ้านแห่งนี้เพื่อสืบหาข่าวของหลินเอ๋อ  ตามหาร่องรอยว่านางอาจจะพักที่นี่และดูว่านางไปที่ไหนต่อ หากนางเดินทางคนเดียวมันเป็นเรื่องง่ายแต่นี่ไม่ ฉางเยี่ยยังพบอีกว่าคนที่ช่วยเหลือนางคือเอ้อหนานเจ้าเด็กรับใช้ที่เขามักจะพบบ่อยๆในก่อนหน้านี้ ไม่คิดว่าจะเป็นยอดยุทธเช่นกันแถมยังรู้ด้วยว่าเจ้าเอ้อหนานมีบางอย่างที่พิเศษเหมือนกับเขา 

    “เจ้าน่ะ”ฉางเยี่ยเอ่ยเรียกทหารที่ดูแลประตูข้ามแดนซึ่งเมื่อได้ยินจึงได้เดินมาหา ก่อนที่อีกฝ่ายจะโชว์ตราประจำตัวให้อีกฝ่ายจึงมีท่าทีหวาดกลัว

    “คุณชายมีอะไรหรือขอรับ”

    “ก่อนหน้านี้มีคนกลุ่มหนุ่ง  ชายหนึ่งหญิงสองและเด็กแรกเกิดอีกคนผ่านแชยแดนนี่หรือไม่”ถามพร้อมอธิบายรายละเอียด

    “ขอรับ เมื่อวานนี้เองขอรับมีรถม้ามาขอผ่านทาง ในรถมีคนอย่างที่คุณชายกล่าวถึงครบเลยขอรับ”

    “พวกมันไปทางไหน”

    “มุ่งหน้าไปยังแคว้นหลู่ขอรับดูท่าทางเร่งรีบมาก”เมื่อได้ความฉางเยี่ยจึงไล่ให้อีกฝ่ายกลับไปทำหน้าที่ก่อนจะกลับมายังม้าของตน  แต่พอเขาไตร่ตรองดูอีกทีมันจะง่ายเกินไปไหม หากพวกนั้นต้องการหนีใยต้องทิ้งร่องรอยไว้ให้เขาตามเจอ  อีกทั้งหลินเอ๋อเองยังบาดเจ็บภายในอยู่  หากนางต้องการจะฟื้นตัวจะต้องไปหาสถานที่รักษา


    แล้วมันคือที่ไหนกันล่ะ