ในขณะที่เฟยหรงกำลังดีใจราวกับคนบ้าอยู่นั้นประตูห้องของเขาพลันเปิดออกและมีชายวัยกลางคนร่างกำยำเดินเข้ามาด้านในพร้อมกับเหล่าคนรับใช้อีกสองสามคน เขาคือเฟยหงเป็ปู่แท้ๆของเฟยหรงและเป็ผู้นำตระกูลเฟย ั้แ่จำความได้เฟยหรงก็มีท่านปู่คนนี้ค่อยดูแลอยู่ตลอดไม่ขาดตกบกพร่องส่วนบิดามารดาเขาไม่เคยเห็นหน้าเห็นตาเลยแม้แต่น้อย
"หรงหรงน้อยของปู่เป็อย่างไรบ้าง ไม่ต้องกังวลปู่ได้ให้คนไปจัดการนักเลงพวกนั้นจนหมดแล้ว"เขากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงห่วงใยพร้อมยกมือขึ้นรูปศรีษะของหลานชายหัวแก้วหัวแหวนอย่างอ่อนโยน เฟยหรงเมื่อััได้จึงยกยิ้วแล้วกล่าวว่า
"ท่านปู่ไม่ต้องกังวลขอรับมีเพียงรอยฟกช้ำเท่านั้น ข้าไม่ได้าเ็ภายในแต่อย่างใด"เฟยหงเมื่อเห็นดังนั้นพลันยกยิ้มหลานชายคนนี้แม้จะไม่ได้มีพร์ในการฝึกตนแต่ก็เป็เด็กดีและเชื่อฟังเขา และนี่คือสิ่งที่ทำให้เฟยหงอดที่จะเอ็นดูเด็กคนนี้ไม่ได้
"ดีแล้วเช่นนั้นก็หลานก็พักผ่อนเสีย ปู่ไม่กวนเ้าแล้ว"เฟยหงกล่าวออกมาเช่นนั้นแล้วเดินออกไปทิ้งไว้เพียงคนรับใช้สองคนที่เป็คนสนิทและดีกับเขา
"เฟยหลิน เฟยเหลี่ยง เ้าช่วยอะไรข้าหน่อยได้หรือไม่"เฟยหรงกล่าวถาม ทั้งเฟยหลิน และเฟยเหลี่ยงพลันกล่าวตอบอย่างนอบน้อมว่า "ได้อย่างแน่นอนขอรับ นายน้อยจะให้ช่วยอะไรหรือขอรับ"
เฟยหรงแย้มยิ้มหยิบถุงเงินที่เขาสะสมเอาไว้และมอบให้ทั้งสองก่อนจะกล่าว "ข้า้าเือสูรประเภทงูระดับสิบชนิดส่วนระดับเอาเป็ระดับหนึ่งหรือไม่ก็ระดับสองก็ได้"
สองพี่น้องเฟยหลินและเฟยเลี่ยงเมื่อได้ยินก็ใไม่น้อย เขาไม่รู้ว่านายน้อยจะเอาเือสูรประเภทงูไปทำอะไรมากมายถึงเพียงนั้นแต่ก็ไม่ได้กล่าวถามอะไรเนื่องจากมันไม่ใช่ธุระอะไรของพวกเขา ดังนั้นทั้งสองจึงทำความเคารพอย่างน้อมน้อมและเดินออกจากห้องไปในทันที
"ก่อนที่จะจุติเสียงนั่นบอกว่ามีเคล็ดวิชาอยู่ในหอหอยแก้วนั่นสินะ ดูเหมือนว่ามันจะอยู่ในห้วงวิญญานของข้าเข้าไปดูเสียหน่อยแล้วกันบางทีอาจจะมีวิชาเหมาะๆ"เฟยหรงบ่นพึมพำพร้อมทั้งหลับชักนำวิญญานเข้าสู่ห้วงจิตในทันที และแน่นอนว่ามันสำเร็จอย่างง่ายดายเนื่องจากชาติก่อนนั้นเขาเป็ถึงเทพาเพียงแค่ชักนำวิญญานเขาย่อมทำได้อยู่แล้ว
เมื่อเข้าสู่ห้วงจิตเฟยหรงลืมตาขึ้นด้านหน้าของเขาคือหอคอยแก้วเก้าชั้นขนาดใหญ่ที่มีัพันไว้รอบตัวหอหอยกำลังเปล่งแสงประกายสดใส เฟยหรงไม่รอช้ารีบเข้าไปในทันใด ด้านในหอคอยนั้นว่างเปล่ามากมีเพียงโต๊ะหยกอยู่ตรงกลางเท่านั้นเฟยหรงเดินตรงไปหามันในทันทีพร้อมมองไปที่เบื้องหน้าของเขาซึ่งมีหยกสี่ชิ้นวางเอาไว้อยู่พร้อมมีอักษรกำกับ
"เคล็ดวิชากายาัเทวะ ทักษะกระบี่เทพัสยบ์ ท่าร่างัเหินเวหา สุดท้ายคือทักษะบ่มเพาะเทพันิรันทร์กาล ชื่อแต่ละทักษะล้วนเกี่ยวข้องกับัแถมยังดูยิ่งใหญ่และหยิ่งผยองแต่ข้าก็ชอบมัน ไหนดูสิว่าเป็ทักษะระดับอะไรบ้าง"เฟยหรงกล่าวพร้อมกับยกหยกแต่ละชิ้นพร้อมทั้งลองทำความเข้าใจแต่ละทักษะดู และเนื่องจากในชาติก่อนเขาเป็อัจฉริยะทางด้านเคล็ดวิชาอยู่แล้วหลังจากทำความเข้าใจได้สักพักแววตาของเขาก็ปรากฏความตกตะลึงออกมาอย่างช่วยไม่ได้
"บะ บ้าน่าทักษะบ่มเพาะระดับมหาวิถีเทวะ ส่วนทักษะอีกสามอย่างล้วนเป็ระดับ์ นี่มันเกินไปแล้ว ข้าคงต้องขอบคุณโชคชะตาของข้าสินะที่ทำให้ได้พบกับเ้าหอคอยนี้!! "เฟยหรงใจเต้นโครมคราม ระดับของทักาะนั้นแบ่งออกเป็ เหลือง ม่วง ดำ ปฐี นภา ์ นิพพาน เทวะ วิถีเทวะ และมหาวิถีเทวะ ซึ่งในชีวิตก่อนของเขาลำพังแค่ระดับ์ก็หายากอยู่แล้ว แต่ในเวลานี้เขากลับมีวิชาระดับ์ถึงสามวิชาด้วยกันแถมยังมีทักษะบ่มเพาะระดับมหาวิถีเทวะอีก เมื่อเขาเปิดเส้นลมปราณและปลดผนึกกายาศักดิ์สิทธิ์ของเขาเมื่อใดเฟยหรงมั่นใจมากว่าตบะของเขาจะต้องพุ่งทยานอย่างน่ากลัวแน่นอน และเมื่อถึงเวลานั้นเขาจะได้สิ่งที่เขา้า ท่องเที่ยวไปตามโลกกว้างมองหาความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆที่ไม่ได้มีเพียงสนามรบเช่นชีวิตก่อน
เวลาผ่านไปสองชั่วยามในที่สุดเฟยหลินกับเฟยเหลี่ยงก็กลับเข้ามาพร้อมกับมอบกระเป๋ามิติให้ เฟยหรงรับไว้ก่อนจะเปิดดูด้านในเขาพบขวดหยกจำนวนสิบขวดที่บรรจุเืของสัตว์อสูรประเภทงูเอาไว้ แน่นอนว่าเฟยหรงกล่าวขอบคุณทั้งสองแล้วขอให้พวกเขาออกไปก่อนซึ่งพวกเขาก็ทำตามแต่โดยดี เฟยหรงเมื่อเห็นว่าประตูห้องปิดลงก็ยกยิ้มเขาเดินไปล็อกประตูและตรงเข้าไปยังห้องชำระร่างกายของเขาอย่างรวดเร็วพร้อมเทเืของสัตว์อสูรลงไปจนครบสิบชนิดก่อนจะถอดเสื้อผ้าและเดินลงไปแช่ทั้งอย่างนั้น
"เืนี้มีทั้งพลังหยางและพิษ หากข้าไม่มีกายาัะละก็คงได้ปวดแสบปวดร้อนจนและเกิดแผลน่าสยดสยองน่าดู"เขากล่าวจบก็พลันหลับตาลงเริ่มพยายามไหลเวียนพลังหยางจากเือสูรงูเข้าไปทะลุทะลวงเส้นลมปราณในทันทีในขณะที่ร่างกายเองก็กำลังทนกับทั้งความร้อนและพิษที่อยู่ในเื
สี่ชั่วยามต่อมาร่างกายของเฟยหรงก็พลันเปลี่ยนไป และมีเงาของเกล็ดัเกิดขึ้นบนตัวของเขาพร้อมทั้งสองแสงทีทองแดงออกมาแสดงให้เห็นว่าเขาได้ปลดผนึกกายาเทพัะเป็ที่เรียบร้อย
"ตูม!x5"
ในร่างกายของชายหนุ่มพลันเกิดะเิออกมาอย่างต่อเนื่องห้าครั้งห้าครา ชายหนุ่มลืมตาพร้อมยกยิ้มนั่นเป็สัญญานบ่งบอกว่าตบะของเขานั้นได้พุ่งทะลวงไปถึงแรกเริ่มขั้นที่ 7 และนับได้ว่าเขาเป็อัจฉริยะในหนึ่งในตระกูลเลยก็ว่าได้
"ในที่สุดก็สำเร็จเส้นลมปราณเปิดออกแล้ว แถมกายาเทพัะก็ได้มาถึงขั้นที่หนึ่ง กายัทองแดงแล้ว แถมสมุนไพรหรือเม็ดยาที่ท่านปู่เอามาบำรุงให้ข้ามันยังช่วยเพิ่มตระให้ข้าถึงห้าขั้น"เฟยหรงกล่าวออกมาเช่นนั้น เขาในตอนนี้รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกในเวลานี้ร่างกายที่ผอมแห้งกลับดูมีเนื้อมีหนังขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแต่ก็ไม่ได้มีเยอะจนเกินไป ถึงแม้ไม่ได้หล่อเหลามากมายแต่ก็นับว่าโดดเด่นมากทีเดียว
"ปัญหาต่อไปคือการพัฒนากายศักดิ์สิทธิ์สินะ ตามตำราโบราณกายาเทพัะมีอยู่ห้าขึ้นด้วยกันคือ กายัทองแดง กายัเงิน กายัทอง กายั์ และกายเทพั หาก้าพัฒนาละก็จะต้องใช้เืของอสูรประเภทงูจำนวนมากทีเดียว กายัทองแดงใช้เือสูรงูระดับหนึ่งถึงระดับสองสิบชนิด กายัเงินใช้เือสูรประเภทงูระดับสามถึงระดับสี่ยี่สิบชนิด กายัทองใช้อสูรประเภทงูจำนวนระดับห้าถึงระดับเจ็ดห้าสิบชนิด กายั์ใช้อสูรประเภทงูระดับแปดถึงระดับเก้าจำนวนร้อยชนิด และที่หนักหนาที่สุดกายเทพัจำเป็ต้องแช่เืของัเท่านั้น"
"เห้อ แค่คิดข้าก็รู้สึกท้อแล้วกว่าจะปลดกายศักดิ์สิทธิ์ได้แต่ละขั้นข้าคงได้ไปถึงระดับราชันเทวะแล้วละมั้ง"เฟยหรงบุ้ยปากบ่นออกมา ลำพังแค่โลหิตงูระดับห้าถึงระดับห้ากับระดับหกยังพอหาได้ในทวีปนี้แม้มันจะหายากก็ตามเพราะอสูรระดับหกมันเทียบเท่ากับมนุษย์ที่อยู่ในขั้นราชันซึ่งมันเป็จุดสูงสุดของทวีปนี้ในความทรงจำของเขาระดับราชันในเมืองนี้มีแค่เ้าเมืองที่มีนามว่าเทียนหยางเท่านั้น
"เหอะๆช่างเถอะๆเอาไว้ค่อยคิดตอนที่ถึงเวลาก็แล้วกัน ข้าขอไปสูดอากาศภายนอกเสียหน่อย"เฟยหรงกล่าวออกมาเช่นนั้น เขาก็พลันใช้ออกด้วยเคล็ดวิชาซ่อนเงาจันทร์ในทันทีและวิชานี้เป็วิชาที่จะให้เขาให้ปกปิดตัวตนหรือแม้แต่ฐานการบ่มเพาะของตนเองได้และเป็วิชาที่เขาใช้เมื่อชาติที่แล้ว และที่เขานำมันมาใช้ก็เพราะหากคนอื่นรู้ว่าตัวเขาอยู่ดีๆพลังก็พุ่งพรวดพราดขึ้นมาเขาจะต้องตอบคำถามที่น่ารำคาญมากมายจากบรรดารุ่นเยาว์และผู้าุโต่างๆซึ่งเขาคร้านที่จะตอบเพราะว่ามันน่ารำคาญ