รถยุโรปขับเคลื่อนสี่ล้อทรงปราดเปรียวนำสมัยเลี้ยวผ่านหน้าตึกใหญ่อันประกอบด้วยเสากลมสีขาวด้านละสองคู่ดูคล้ายสถาปัตยกรรมโรมันตีโค้งเล็กน้อยรอบสระน้ำพุไปทางโรงรถ
คนหลังพวงมาลัยตั้งลำตรงเข้าซองอย่างชำนาญไม่นานเครื่องยนต์ก็ถูกดับลง
“นายหนึ่ง!” เสียงนั้นทำเ้าของรองเท้าคู่สีดำเงาวับที่เพิ่งแหย่ขาออกมาแค่ข้างเดียวต้องชะงักงัน“ลงมาคุยกันให้รู้เื่” กองฟางเน้นเสียงพร้อมๆ กับที่เป็หนึ่งย่นคิ้วเข้มๆ เข้าหากัน ไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายมายืนแหกปากอะไรตรงนี้
“มีอะไรด่วนหรือไง ถึงต้องมาดักรอ”ก็อาการปราดถึงตัวเขารวดเร็วปานสายฟ้าแลบคงเป็อย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากเ้าหล่อนจะมายืนรออยู่ก่อนแล้ว
กองฟางทำหน้าบูดสนิทเข้าใจว่าตัวเองกำลังถูกสันนิษฐานไปในทางลบ คิดว่าอย่างนั้นนะเพราะถึงยุคสมัยจะเปลี่ยนไปแต่ขนบธรรมเนียมอันดีในการวางตัวระหว่าง หญิงกับ ชาย สำหรับบ้านเมืองนี้ยังมีหลงเหลืออยู่บ้าง
เขาคงเลือกอยู่ชนกลุ่มน้อยด้วยไม่เห็นว่าเธอดี
“ทำไมเมื่อคืนนายไม่ปลุกฉัน!” คนฟังเผยแววตาขบขัน
“อย่าบอกนะว่าไอ้ที่ลงทุนยืนรอฉันจนขาแข็งเป็หินเนี่ย เื่นี้” คนตัวโตไม่เพียงพูดเปล่าก้มลงดูสัดส่วนให้เ้าหล่อนรีบะโถอยห่างแทบไม่ทัน
“นี่! น้อยๆ หน่อย ทะลึ่ง!” เท่านั้นเขาก็กลับมายืดตัวตรงดังเดิม
“อยากมองตาย”
“ไม่อยากก็ดี เพราะฉันก็ไม่้าให้นายมองเหมือนกัน เสียขา” ชายหนุ่มยกยิ้มมุมปากเ้าเล่ห์
“แค่มองขายังเรียกว่าเสียขา งั้นเมื่อคืนคงยิ่งกว่าเสียตัวสินะเพราะฉันทั้งจับทั้งอุ้ม เพิ่งรู้เหมือนกันว่าเธอน่ะตัวนิ่มดี” คนฟังตาถลนเหลือก โกรธจัดจนควันออกหู
“ไอ้บ้า! ไอ้คนบ้า”
“เอ้า! อยู่ดีๆ ก็มาด่ากัน”
“ก็แล้วนายมาอุ้มฉันทำไมเล่า!” เขายักไหล่ไม่รู้สึกถึงสาระสำคัญตรงไหน
“เห็นหลับ”
“คนมันง่วงต้องหลับเป็ธรรมดาอยู่แล้ว นายก็แค่ปลุก”
“ทำแล้ว แต่ไม่ตื่น”
“นายนี่มันแย่จริงๆ เลย แค่ปลุกฉันมันยากนักหรือไง ทำเป็ไม่มีปัญญาซะงั้น” คนตาคมหรี่ขวาง ชักเริ่มฟังไม่เข้าหูบ้างแล้ว
“ปัญญาฉันไม่ได้มีไว้สำหรับเื่ของเธอหรอกนะ แม่ฟางเน่าเ้าปัญหา”
“นายหนึ่ง!”
“อีกอย่างตอนนี้ฉันเหนื่อยแล้วก็หิวด้วย เื่รกสมองน่ะเอาไว้ก่อนได้ไหม” คนตัวเล็กรีบโดดคว้าแขนคนที่ทำท่าจะเอี้ยวตัวหลบไว้ทัน
“เดี๋ยว”
“อะไรอีก”
“จำไว้นะ ต่อไปนายแค่ปลุกถ้าฉันหลับ แล้วไม่ต้องอุ้มฉันไปไหนต่อไหนอีกเข้าใจไหม!” ชายหนุ่มถอนใจรำคาญ
เื่ไม่เป็เื่แท้ๆ
“โอเคๆ ตามนั้น โอยยยย์ทรงโปรด”เขาทำเสียงโล่งปานยกูเาออกจากอก ก่อนเดินอาดๆไปอย่างสง่างามให้คนเคืองจัดได้ลอบส่งค้อนตามหลัง
“คนบ้า!”
หลังจากแยกกับกองฟาง เป็หนึ่งก็รีบขึ้นไปพบวันชัยที่ห้องหนังสือบนตึกใหญ่ตามคำสั่งดีว่าการประชุมวันนี้ไม่ยืดเยื้ออย่างเคยด้วยเป็เพียงการนำเสนอรูปแบบบริษัทใหม่ในเครือซึ่งเขาต้องรับหน้าที่ผู้บริหารเต็มตัวยังไม่มีปัญหาให้ขบคิดมากนักจึงกลับบ้านได้เร็วกว่าปกติ
ชายหนุ่มรับถุงกระดาษเนื้อดีที่มีโลโก้บ่งบอกชัดว่าเป็ผลิตภัณฑ์ใด
“ช่วยเอาไปดูที”
“คุณลุงเปลี่ยนเครื่องใหม่หรือครับ” เขาย้อนถามขณะแกะดูของข้างใน
“เปล่า ของเดิมลุงยังดีอยู่”
นั่นสิ! โทรศัพท์สีหวานๆเหมาะสำหรับผู้หญิงอย่างนี้ คุณลุงคงไม่ได้ใช้เองแน่
“เมมเบอร์เราลงไปด้วยล่ะ”
“ครับ?”
“ทั้งของลุงและของเราน่ะ เมมลงไปด้วย” คนฟังขึงหน้าตึงพอจะรู้แล้วว่าของชิ้นนี้เป็ของใคร
“ซื้อของดีๆ แบบนี้ให้จะเคยตัวซะเปล่านะครับ”
“เขารู้ตัวเองน่ะ ไม่ต้องห่วงหรอก”
“ไม่พ้นคงอยากมีบ้าง ผู้หญิงก็อย่างนี้ ขยันอวดของแพง” วันชัยโบกมือขวางคำพูดพ่อคนช่างค่อนแคะไม่เข้าเื่
“หืม! เราก็พูดไป ฟางเขาไม่เคยขออะไรจากลุงสักอย่างอย่าว่าแต่ขอเล้ย ลุงซื้ออะไรให้ยังไม่ค่อยอยากรับ กว่าจะบังคับได้ก็เหนื่อยเต็มทน” คนฟังนิ่งเงียบ
ไม่ใช่เขาไม่รู้..ยัยนั่นไม่ใช่คนฟุ้งเฟื้ออย่างหญิงสาวทั่วไปที่มักหลงกับวัตถุนิยมจริงๆนั่นแหละ จำได้ว่าตอนที่คุณลุงจะซื้อรถเก๋งรุ่นเล็กไว้ให้ใช้ไปเรียนเ้าหล่อนยังค้านชนิดหัวชนฝา
“ไม่เอานะคะ ถึงซื้อให้ก็จะไม่ใช้ คงได้จอดให้ยายกับน้าปลูกผักชีแน่”
“เผื่อกลับบ้านมืดๆ ค่ำๆ จะได้สะดวกไงลูก”
“แหม! คุณลุง บ้านหนูน่ะย่านกลางกรุงนะคะดึกแค่ไหนคนก็ยังเยอะรถก็ยังแยะ”
สุดท้ายฝาชนจนหมดไม่เหลือ เลยขอเปลี่ยนเป็..
“ถ้าคุณลุงยืนยันจะให้จริงๆ หนูขอเป็จักรยานละกันค่ะ สะดวกสุด”
คนโง่ส่วนใหญ่จะมักน้อย
“อ่อ! แล้วเราก็อย่าลืมเมมเบอร์นี้ไว้ด้วยมีอะไรจะได้คุยกัน” เป็หนึ่งส่ายหน้ายิกคงคุยได้ไม่ถึงครึ่งนาทีเป็ต้องวางเพราะไม่เคยพูดกันดีๆ สักครั้งหรือบางทีการคุยแบบไม่ต้องเห็นหน้าอาจช่วยยืดระยะเวลาการเสวนาก็เป็ได้
“ครับ”
พรึบ!!
“อะไร?” กองฟางถามอย่างงงๆเมื่อยังไม่ทันได้หย่อนตัวลงนั่งเตรียมติวหนังสือต่อเป็วันที่สองดีถุงกระดาษก็ถูกร่อนมาตรงหน้า
“ดูเอาเองสิ ไม่มีตาหรือไง” คนถูกย้อนค้อนขวับ
“แล้วไม่มีปากหรือไง ถึงบอกไม่ได้”
“ไม่มี”
“เออ..แล้วไป ดูเองก็ได้ ไม่เห็นง้อเลย” เป็หนึ่งส่ายหน้าบทเ้าหล่อนจะไม่รวนก็ง่ายเหลือเกิน สงสัยอาหารมื้อเย็นผิดสำแดง
“นี่มันโทรศัพท์นี่”
“แล้วเห็นเป็อะไร”
“ก็เห็นเป็โทรศัพท์ แต่แปลกใจว่าเอามาให้ฉันทำไม”
“เธอนี่เจ๋อไม่เลิกนะ แล้วมันเอาไว้ใช้ทำอะไรเล่า”
“เอาไว้ปรับอุณภูมิแอร์...มั้ง” คนฟังเหล่
นั่นปะไร! นึกว่าจะไม่ย้อน
“งั้นก็ตามนั้น”
“โธ่! นายนี่ไม่ค่อยเลยนะว่าแต่นี่คงไม่ใช่ฝีมือนายล่ะสิ ต้องเป็คุณลุงแหงเลย” เขาหันมาพยักเพยิดใส่
“ว่าแล้ว อย่างนายไม่มีทางซื้อของพวกนี้ให้ฉันหร้อก”
“อยู่แล้ว” เขาชะงักคำก่อนหันมาจ้องเขม็ง แล้วพูดต่อ “เกิดซื้อมาให้ไม่ถูกใจมีหวังหูแตกตาย เพราะเดซิเบลเสียงเธอน่ะมันเกินมาตรฐานกำหนด”
“ชิ! ข้ออ้าง ไม่อยากเสียเงินละมากกว่า”
“สำหรับฉันเงินน่ะเื่เล็ก ขอให้ไม่มีเสียงบ่นกลับมานั่นแหละโอเคที่สุด ไม่เสียสุขภาพจิต”
“สรุปว่านายไม่ต้องซื้ออะไรให้ฉัน เท่านั้นก็จบ”
“หรือไม่อีกทีก็พาไปซื้อ จะได้จบเหมือนกัน”เธอคร้านจะโต้เถียงสิ่งใดให้เมื่อยขบ รู้ดีว่าคนตรงหน้าไม่เคยนึกอยากเสวนาด้วยแต่ที่ยอมทำให้ขนาดนี้คงเพราะเกรงใจคุณลุง
เกรงใจ มากกว่า สมัครใจ
“ฉันคงต้องเอาไปคืน” เสียงถอนหายใจหนักๆทำคนบ่นพึมพำต้องเงยหน้ามอง
“ก็มันแพง ไม่เหมาะกับฉัน”
“เธอนี่เื่มากจริง ใช้ๆ ไปเถอะ”
“หะ!” คนฟังแทบไม่เชื่อหูก็จะไม่ให้เธอแปลกใจได้ยังไง ปกติเห็นค้านเสียงแข็งจนหลายครั้งไม่อยากรับของใดๆจากคุณลุง เพราะนั่นเป็สิ่งเดียวที่สามารถลบข้อครหาจากคนในบ้านที่คอยดูถูกเธอสารพัดไม่เฉพาะ เขา หรือ ใคร แต่เป็ทุกคน
ก็เธอไม่ใช่นักรีดไถนี่นา
“ของมันซื้อมาแล้ว” ถึงเป็หนึ่งจะยืนยันอย่างนั้นแต่กองฟางก็ยังคงส่อแววฉงนแจ่มชัด โดยเฉพาะดวงตาคู่กลมโตที่เบิกกว้างไม่เลิก
“หรือเธอจะปล่อยให้ไร้ประโยชน์เฉยๆ มันเสียน้ำใจคนให้นะอีกอย่างคนรู้ค่าของเงินอย่างเธอคงใช้ของนี่คุ้ม ยิ่งไม่น่าเสียดายใหญ่” ถุงกระดาษถูกยัดใส่มือแกมบังคับ กองฟางหลุบตามองอย่างงงๆ
“งั้น..ฉันคงต้อง..ไปขอบคุณคุณลุง”
“ฮืมมมมม”
หญิงสาวก้มมองของในมืออีกครั้งด้วยสีหน้าเรียบเฉยนึกไม่ออกเหมือนกันว่าเธอควรดีใจหรือเสียใจกับของราคาแพงที่นับวันจะกลายเป็ปัจจัยที่ห้าที่หกในยุคปัจจุบันแล้วยังค่าใช้จ่ายอีกล่ะ
เฮ้อ!
“นี่แม่คุณ หยุดดีใจจนเนื้อเต้นได้แล้ว เมื่อวานอ่านถึงไหนละ ต่อเร็ว” คนถูกกล่าวหาเริ่มทำหน้าไม่ถูก ไม่รู้อีตานี่เพี้ยนด้วยอะไรทำเหตุถึงเห็นสีหน้าซังกะตายกลายเป็ระรื่นชื่นบานไปได้
ประสาท!
การเงียบปากหาใช่วิสัยของหญิงสาวที่เคยปฏิบัติต่อชายหนุ่มไม่หากคราวนี้ขอยกให้เพราะเห็นแก่หลายๆ ประการที่ผุดขึ้นในจิตใต้สำนึก อย่างแรกคือเห็นแก่คุณลุงญาติผู้ใหญ่เพียงคนเดียวที่หวังดีและคอยช่วยเหลือเธอกับครอบครัวมาตลอด อย่างที่สองคือเห็นแก่อนาคตเพราะนี่เป็การสอบครั้งสุดท้ายก่อนอำลาชีวิตวัยเรียนอันแสนประทับใจ
และลำดับสุดท้าย คือเห็นแก่ ‘บางคน’ ที่อุตส่าห์ทนถ่างตาและแหกปากยัดความรู้ใส่หัวเธอแบบไม่เต็มใจนี่แหละรอประเดี๋ยวเถอะนะนายหนึ่ง..แค่ห้าวันเท่านั้น เราก็จะไม่ต้องข้องเกี่ยวกันแล้ว
อย่าเพิ่งลงแดงตายซะก่อนล่ะ
เพราะนี่แค่วันที่ 2 ยังเหลืออีกตั้ง 3 วันพรุ่งนี้วันที่ 3 มะรืนก็วันที่..4 ...5
แค่เพียงเธอยอมสงบปากสงบคำดูเหมือนอะไรๆรอบตัวจะคล้อยตามไปด้วยหรือนี่ หรือนายนั่นยอมลดราวาศอกให้บ้างแล้วเหมือนกันมันถึงได้เงียบหูอย่างนี้
เงียบจัง..
ทำไมไม่ติวต่อ!
ท่ามกลางความพิศวงที่ตลบอบอวนอยู่ในหัวสมองเปลือกตาอ่อนบางก็ค่อยๆ คลี่เปิด
เ้าของขนตาเรียงเป็แพกระพริบถี่
ใช่แล้ว..ติวหนังสือ
กองฟางผงกหัวขึ้นมองทุกอย่างยังคงอยู่ในสภาพเดิมอย่างที่ควรจะเป็ในห้องนอนของเขาคนที่เธอมักเรียกจนติดปากว่า นายนั่นทายาทจอมวางมาดเพียงคนเดียวของตระกูลวรากรณ์
ม่านลูกไม้ลายบางถูกรวบเก็บเรียบร้อยรับแสงอรุณสีเหลืองอ่อนวันนี้ท้องฟ้าแจ่มใสไร้ที่ติเสียจริง
เอ๊ะ!
หญิงสาวเบิกตากว้างอย่างคนเพิ่งได้สติคืนมา
“นี่มันเช้าแล้วหนิ”
“ก็เช้าแล้วสิ คิดว่าตีสองหรือไง” เสียงห้วนจากคนที่กำลังผูกเนคไทสีเข้มอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ทำเธอตาค้างเหมือนกำลังได้ทัวร์นรกขุมสุดท้าย
“นายหนึ่ง!”
“ได้ยินแล้ว จะเรียกทำไมนักหนา อยู่ใกล้กันแค่นี้” เธอแทบอยากจะบ้าตายเขาทำหน้าเฉยสนิทเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งที่มีเธออยู่ในห้องนอนของเขาตลอดคืน
ต้องบ้าแน่
“ฉันบอกนายแล้วนี่ว่าให้ปลุก”
“ทำแล้ว” น้ำเสียงนั้นแฝงรอยขยาดลึก “เธอน่าจะรู้ตัวเองดีนะ ลองได้หลับแล้วก็เหมือนหลับเป็ตายขนาดฉันยังหมดปัญญา”
“แล้วนายก็ปล่อยฉันไว้อย่างนี้น่ะเหรอ”
“อ้าว! ก็เธอบอกเองว่าไม่ให้ฉันอุ้มเธอไปไหนต่อไหนอีกจำไม่ได้หรือไง” คนฟังชักเดือดจัด
ที่อย่างนี้ละย้อน
หญิงสาวอยากจะแว๊ดๆใส่หากไม่ติดว่ารู้สึกตัวหนักอึ้งชอบกลก็เล่นปล่อยให้นั่งฟุบหลับคาโต๊ะเตี้ยทั้งคืนแบบนี้ เส้นสายเลยพันกันยุ่งต่อให้อายุยังน้อยก็เถอะ..ร้อยทั้งร้อยแทบลุกไม่ขึ้นทุกราย
“โอ๊ย!” ร่างเล็กๆ ทิ้งตัวลงพื้นเมื่อพยายามลุกขึ้นยืน
“เป็อะไรอีกล่ะ”
“จะเป็ไรล่ะ ตะคริวกินน่ะสิ” เธอตวาดพลางค้อนแถมสายตาฟ้องชัดว่าอยากฉีกร่างคนตรงหน้าเป็ชิ้นๆ หากทำได้มีอย่างหรือปล่อยให้คนทั้งคนต้องทรมานสังขารนั่งหลับทั้งที่วิธีอื่นก็มีหากเธอปลุกยากจริงๆ
เฮ้อ! ข้อนี้เท่านั้นที่ยอมรับผิดพอหัวถึงหมอนหรืออยากนอนขึ้นมาเมื่อไหร่ เป็ต้องหลับลึกทุกที
คนทุลักทุเลกับการทรงตัวพลันลุกพรวดตามแรงมือ
“เวทนาลูกนกลูกกา”
“ฉันไม่ใช่ลูกนกลูกกานะยะ ไอ้คนบ้า!”เ้าหล่อนแผดเสียงให้คนตัวโตอุดหูแทบไม่ทัน
“นั่นสิ ลืมไปว่าเป็ยัยเจ๋อต่างหาก” แขนเล็กๆสะบัดพรวดพ้นมือกาว
“เออ! นายมันก็สมองลิง ผูกทำไมเทคไทน่ะมันต้องเถาวัลย์ถึงจะเหมาะ”
“หุบปากไปเลย ไม่งั้นฉันจะเอาพันคอเธอนี่แหละ ตื่นมาก็หาเื่แต่เช้าทำตัวให้น่าช่วยจริงๆ ให้ตายสิ!”
“อ๋อ! ลำเลิกบุญคุณเรอะ...”
“XXX”
“XXX”
วันชัยกุมขยับแน่น เพราะระยะทางจากชั้นบนลงมาถึงชั้นล่างก็มิใช่ใกล้ๆแต่ทำไม๊เสียงถึงดังลั่นขนาดนี้
“เด็กคู่นี้นี่ทะเลาะกันแต่เช้า”