บทที่ 74ฉากหน้าอันงดงาม
ในที่สุดพวกเราก็มาถึงสโตนเฮเวนเมืองที่ตาลุงสเตอลิงนั้นไล่ตะเพิดพวกเรามา
ผมลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อพบว่ามันคือเมืองจริงๆเพราะตอนแรกแอบกังวลว่าจะเป็นค่ายกักกันอะไรทำนองนั้นเสียอีก
บรรยากาศภายในตัวเมืองให้ความรู้สึกราวกับหลุดเข้ามาอยู่ในยุคกลางอันเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาผู้คนมากมายเดินขวักไขว่ไปมาไม่ต่างจากเมืองสมัยใหม่
ทางเดินหินแกรนิตที่สึกกร่อนทอดผ่านบ้านเรือนโครงไม้และแผงลอยในตลาด
เสียงพ่อค้าแม่ค้าป่าวร้องโฆษณาสินค้าเคล้าไปกับกลิ่นเนื้อย่างและเสียงค้อนของช่างตีเหล็กที่ดังแว่วมาเป็นจังหวะทำให้ดูครึกครื้นอย่างมาก
และสิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือความหลากหลายของผู้คนในเมืองแห่งนี้ซึ่งมีทั้งอัศวินในชุดเกราะหนาหนัก พ่อมดในชุดคลุมยาวและชาวบ้านธรรมดาเดินปะปนกันไปหมดโดยเหนือศีรษะของทุกคนล้วนมีตัวอักษรของระบบลอยเด่นอยู่
หลังจากที่ผมไล่สายตามองอยู่นานในที่สุดผมก็โล่งใจเสียทีเมื่อได้เห็นตัวเลขเลเวลที่ไม่มีเครื่องหมายคำถามปรากฏขึ้น
ผมพบว่าชาวบ้านทั่วไปอย่างชาวนาหรือช่างไม้มีเลเวลเฉลี่ยไม่เกิน 10 เท่านั้นส่วนคนที่เป็นสายอาชีพต่อสู้จะมีเลเวลสูงขึ้นมามาก
จากที่สังเกตดูเลเวลสูงที่สุดเท่าที่หน้าต่างระบบของผมยังรายงานตัวเลขได้คือเลเวล 44ส่วนคนที่เก่งเกินกว่านั้นจะกลายเป็นเครื่องหมายคำถามทั้งหมด
ถ้าการวิเคราะห์ของผมถูกต้องระบบอินเตอร์เฟซนี้น่าจะแสดงเลเวลของคนอื่นได้สูงกว่าเลเวลปัจจุบันของตัวผมไม่เกิน20 เลเวลเท่านั้น
ในระหว่างที่ผมกำลังประเมินสิ่งรอบตัวเจ้าบิสกิตก็เริ่มก่อเรื่องทันทีมันเชิดจมูกสูดกลิ่นหอมฟุ้งพลางทำท่าจะพุ่งไปฉกของกินจากแผงลอยจนผมต้องรีบถลาเข้าไปคว้าตัวมันเอาไว้ทันที
ที่ผมรู้ทันว่ามันกำลังจะเล่นบทหัวขโมยไม่ใช่เพราะตาเห็นหรอกนะแต่เป็นเพราะผมสัมผัสได้ถึงคลื่นมานาที่ปะทุออกมาจากตัวมันต่างหาก
ตอนนี้รยางค์มานาของเจ้าบิสกิตอัปเกรดไปไกลแล้วมันสามารถปรับแต่งจนโปร่งแสงได้เลย ซึ่งหากไม่สังเกตให้ดีล่ะก็จะมองไม่เห็นเลยทีเดียว
อย่างที่ผมเคยเกริ่นไว้...บางทีจอมเวทหรือผู้ใช้มานาที่เก่งที่สุดในโลกใบนี้อาจไม่ใช่มนุษย์หรอกแต่อาจจะเป็นพวกมอนสเตอร์ หรือไม่ก็สัตว์เลี้ยงตัวแสบแบบเจ้าบิสกิตนี่แหละ!
ไม่นานนักฟินเนแกนก็นำทางพวกเราก้าวเข้ามาในอาคารหินเก่าแก่หลังหนึ่ง
เขาพาเราเดินผ่านโถงทางเดินที่มีภาพวาดทหารหน้าตาถมึงทึงแขวนเรียงรายจนกระทั่งมาถึงลานฝึกซ้อมชั่วคราวที่ดัดแปลงมาจากสวนหย่อม
ที่นั่นมีชายวัยกลางคนกำลังฝึกซ้อมกับชายหนุ่มที่แต่งกายเหมือนขุนนางพวกเขากำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด อยู่ภายในวงกลมศิลาเรืองแสงที่ดูแปลกประหลาดอย่างมาก
ความเร็วของดาบทั้งคู่ว่องไวมากจนเห็นเป็นเพียงเส้นสายพร่าเลือนฝ่าเท้าของพวกเขาร่ายรำไปบนพื้นดินอย่างพลิ้วไหวราวกับกำลังเต้นระบำ
ชายวัยกลางคนดูจะจงใจออมมือผ่อนความเร็วลงขณะโจมตีในขณะที่ขุนนางหนุ่มกลับแสดงความดุดันออกมาอย่างเห็นได้ชัด
แม้ผมจะไม่ได้เปิดใช้ทักษะตรวจจับมานาตรงๆแต่กระแสมานาอันทรงพลังที่แผ่ซ่านออกมาก็ทำให้สัมผัสได้ถึงความห่างชั้นแล้ว
เมื่อทั้งคู่หยุดมือลงวงกลมศิลาก็พลันดับแสงลงตามไปด้วย
ผมมองศิลาเหล่านั้นพลางขมวดคิ้วด้วยความสนใจมันคงเป็นอุปกรณ์เวทมนตร์เหมือนในหนังแฟนตาซีแน่ๆ ใจจริงผมอยากรู้หลักการทำงานของมันชะมัดแต่ก็ต้องยับยั้งชั่งใจ ไม่กล้าปลดปล่อยมานาออกไปสำรวจ
ฟินเนแกนน้อมตัวลงคำนับชายวัยกลางคนอย่างนอบน้อมเมื่อเห็นดังนั้นผมจึงรีบก้มตัวทำตามในองศาเดียวกัน
[อัศวินอัสนีคำรณ - เลเวล ???]
ทว่าทันทีที่ผมก้มคำนับกลับมีเสียงหัวเราะเยาะดังมาจากขุนนางหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ
[นักดาบวายุ - เลเวล ???]
“ท่านเวอร์โก้คนเหล่านี้เป็นแค่ผู้พลัดถิ่นน่ะครับ เลยยังไม่รู้ธรรมเนียมปฏิบัติของเรา”
ฟินเนแกนรีบเอ่ยชี้แจงอย่างนอบน้อม
“ผู้พลัดถิ่นงั้นหรือ มิน่าล่ะ...แต่การทำอะไรที่ไม่รู้กาลเทศะเนี่ย มันช่างตลกสิ้นดี”
ชายที่ชื่อเวอร์โก้กล่าวพลางยกยิ้มใบหน้าของเขาจัดว่าหล่อเหลาเอาการเส้นผมสีบลอนด์สว่างยิ่งขับให้เขาดูสูงศักดิ์สมเป็นชนชั้นสูง
“เอาเถอะการพยายามเรียนรู้ตามธรรมเนียมก็ถือว่าน่าชื่นชมไม่น้อย”
อัศวินอัสนีคำรณเอ่ยขัดขึ้นก่อนจะหันมาจับจ้องที่ผม
“ท่าคำนับเมื่อครู่มันเป็นธรรมเนียมระหว่างหัวหน้ากับผู้ใต้บังคับบัญชาแต่สำหรับคนที่มีเลเวลและสถานะต่ำต้อยอย่างเจ้า... จะต้องก้มตัวลงให้ต่ำกว่านี้พร้อมกับใช้มือข้างหนึ่งทาบไว้ที่อก”
“ขออภัยด้วยครับ”
ผมกล่าวพลางจัดท่าทางทำตามที่เขาบอกทันที
เมื่อเห็นท่าเคารพที่ถูกต้องของผมอัศวินอาวุโสก็พยักหน้ารับด้วยความพึงพอใจ
“พาพวกเขาไปหาเฮนรี่เพื่อทดสอบศักยภาพซะแล้วหลังจากนั้นก็ให้เฮนรี่จัดการตามความเหมาะสม”
“รับทราบครับท่าน”
ฟินเนแกนตอบรับคำสั่งอย่างนอบน้อม
“เดี๋ยวข้าไปช่วยด้วยคนแล้วกัน”
เวอร์โก้เอ่ยแทรกขึ้นพลางส่งยิ้มหวานให้อย่างเป็นมิตรทว่าในสายตาของผม รอยยิ้มนั้นกลับแฝงไปด้วยความรู้สึกไม่น่าไว้วางใจบางอย่าง
ราวกับหมอนี่จะจงใจใช้ใบหน้าอันหล่อเหลาและท่าทีเป็นมิตรซ่อนเร้นตัวตนที่แท้จริงเอาไว้
หลังจากออกจากลานฝึกซ้อม ฟินเนแกน และเวอร์โก้ก็เดินนำพวกเรากลับเข้าสู่ท้องถนนของเมืองขุนนางหนุ่มขยับไปเดินเคียงข้างฟินเนแกนพลางชวนพูดคุยอย่างเป็นกันเองพร้อมรอยยิ้มประดับหน้า
ฟินเนแกนที่เคยเงียบขรึมและเฉยชามาตลอดทางกลับยอมเอ่ยปากพูดคุยตอบโต้อย่างลื่นไหลโดยยังคงความสุภาพนอบน้อมเอาไว้ในทุกถ้อยคำ
ผมมองรอยยิ้มและการกระทำที่ดูเป็นมิตรเกินพอดีของเขาแล้วก็ต้องลอบขมวดคิ้ว
บอกตามตรงว่ามันดูเสแสร้งสิ้นดีแต่คงเป็นเพราะฐานะอันสูงส่ง และอำนาจของเจ้าตัวล่ะมั้งผู้คนรอบข้างถึงไม่มีใครกล้าปริปากพูด หรือแสดงความเคลือบแคลงออกมา
ในระหว่างที่ผมกำลังลอบสังเกตพฤติกรรมของเวอร์โก้สายตาคู่นั้นก็ตวัดหันมาสบกับผมเข้าพอดี
เขาแสร้งตบไหล่ฟินเนแกนอย่างเป็นกันเองรอบหนึ่งก่อนจะจงใจผ่อนฝีเท้าช้าลงจนขยับมาเดินเคียงข้างผม
ขุนนางหนุ่มเหยียดยิ้มกว้างพลางวาดแขนขึ้นมากอดคอผมไว้คล้ายสนิทสนมทว่าน้ำหนักแขนที่กดลงมากลับหนักอึ้งจนน่าอึดอัด
“ไงไอ้ด้วน... รสชาติมันเป็นยังไงบ้างล่ะ?”
ผมทำสีหน้างุนงง
“อะไรนะครับ?”
เขาหัวเราะร่วนด้วยใบหน้าสดใส
“ก็รสชาติการเลียแข้งเลียขาไอ้แก่นั่นไง”
ฉับพลันนั้นรอยยิ้มอารมณ์ดีของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียมกระหายเลือด เวอร์โก้โน้มตัวลงมากระซิบข้างหูเสียงของเขาแผ่วเบาทว่าเย็นเยือกจนชวนให้เสียวสันหลัง
"ฉันล่ะเกลียดขี้หน้าคนประเภทแกจริงๆสัตว์ชั้นต่ำที่คิดว่าตัวเองฉลาด แสร้งทำเป็นหัวอ่อนนอบน้อมไร้พิษสง แต่ใจจริงกำลังคอยชำเลืองมองหาจังหวะแว้งกัดอยู่ตลอดเวลา"
เขาละมือมาตบไหล่ผมแสร้งทำเป็นหยอกล้อ
"แววตาของแกมันเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานคนอย่างแกคงไม่ลังเลเลยสักนิดที่จะเหยียบหัวใครก็ตามเพื่อปีนป่ายขึ้นไปให้สูงขึ้น"
ฝ่ามือของเวอร์โก้ที่วางอยู่บนหัวไหล่ซ้ายของผมเริ่มออกแรงบีบเค้นลงมา พละกำลังมหาศาลของผู้มีเลเวลสูงกว่าบดขยี้ลงมาจนผมสัมผัสได้ถึงกระดูกภายในที่กำลังปริร้าว
เม็ดเหงื่อผุดซึมเต็มหน้าผากด้วยความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นทว่าผมกลับต้องสะกดกลั้นเอาไว้ไม่ให้เปิดใช้งานทักษะสมาธิเพื่อต่อต้านความเจ็บปวดนั้น
หากผมเผลอใช้ทักษะออกไปตัวตนทั้งหมดคงถูกไอ้หมอนี่มองทะลุปรุโปร่งแน่
"ขออภัยด้วยครับ...นายท่าน..."
ผมเค้นเสียงสั่นเครือตอบกลับไปบีบคั้นน้ำเสียงให้ดูหวาดกลัว สมบทบาทชนชั้นต่ำผู้ไร้ทางสู้ให้เนียนตาที่สุด
เวอร์โก้หัวเราะลั่นพลางคลายแรงบีบเขาเปลี่ยนมาตบหลังผม สองสามทีราวกับทักทายมิตรสหาย
"ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งต่อหน้าข้าหรอกแกมันก็เป็นสัตว์ประเภทเดียวกับข้านั่นแหละ แค่สบตาแวบเดียว...ข้าก็อ่านแกทะลุปรุโปร่งแล้ว"
เขายกยิ้มขึ้นมาอีกครั้งทว่ารอยยิ้มคราวนี้กลับเยือกเย็นจนน่าขนลุกน้ำเสียงของเขาแหบต่ำลงทว่าแฝงไปด้วยความโหดเหี้ยมเด็ดขาดที่ไม่อาจปิดซ่อนได้
“และเพราะแกเป็นสัตว์ประเภทนั้นแหละ...มันถึงได้มีค่าพอที่จะทำให้ฉันลงมือฆ่าแกกับมือ!”
พูดจบขุนนางหนุ่มผมบลอนด์ก็ผละตัวออกไปทันที
เขาเดินทอดน่องกลับไปพูดคุยหยอกล้อกับฟินเนแกนอย่างสนุกสนานแถมยังหันไปโปรยรอยยิ้มเป็นมิตรให้พวกชาวบ้านตามริมทางได้อย่างเป็นธรรมชาติจนน่าขนลุก
แต่น่าแปลก...ทั้งที่เพิ่งโดนข่มขู่เอาชีวิตมาหยกๆ แต่ผมกลับไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเลยสักนิดกลับกัน มันทำให้ผมรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูกเสียด้วยซ้ำ
หากพูดกันตามตรงนับตั้งแต่ย่างก้าวเข้าสู่ชั้นที่สองทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวมันดูอ่อนโยนและนุ่มนวลจนน่ากังขา
ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมอันสวยงามตระการตาหรือแม้แต่ผู้คนที่แสดงความใจดีออกมาอย่างน่าประหลาด
ต่อให้พวกเราทำเรื่องผิดพลาดล่วงเกินไปสิ่งที่ได้รับกลับมาก็มีเพียงแค่การลงโทษสั่งสอนเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นสำหรับคนอื่นมันอาจดูเป็นเรื่องดี แต่สำหรับผมภาพลวงตาพรรค์นั้นไม่ได้ให้ความรู้สึกปลอดภัยเลยสักนิด
มันให้ความรู้สึกหวาดระแวงเหมือนกำลังเดินอยู่ท่ามกลางฝูงชนที่ซ่อนมีดคมกริบไว้ข้างหลังและพร้อมจะจ้วงแทงเข้ามาทันที ที่พวกเราเผลอ
การโดนคุกคามอย่างป่าเถื่อนจากไอ้ขุนนางโรคจิตเมื่อครู่มันยังให้ความรู้สึกที่ตรงไปตรงมา และจับต้องได้มากกว่าเยอะ
ตอนนี้พวกเราก็กำลังติดอยู่ในบทฝึกสอนระดับนรกและไม่มีทางที่ระบบเฮงซวยนี้จะหยิบยื่นความเมตตามาให้พวกเราฟรีๆ หรอก
สำหรับผมฉากหน้าที่งดงามของดินแดนแห่งนี้แท้จริงแล้วมันกำลังซ่อนความวิปริตเอาไว้ต่างหาก!