ค่ายทหาร
ภายในกระโจมหลังใหญ่ เฉินเหิงเยว่แม่ทัพใหญ่กำลังนั่งอ่านรายงานของวันนี้อยู่ องครักษ์เงาที่เขาส่งไปสืบข่าวของเด็กสาวก็ได้กลับมารายงานข่าวพอดี
“คารวะท่านแม่ทัพ พะย่ะค่ะ”
“ใช้คำสามัญ........ว่ามา”
“ขอรับ ตามคำสั่งที่ท่านแม่ทัพได้ให้พวกกระหม่อนไปสืบมานั้น เด็กน้อยคนนั้นมีนามว่าเหลียงหนิงฮวา มีท่านปู่คือเหลียงหนิงเทียน ส่วนบิดามารดาคือ เหลียงหนิงหวงและเหลียงหนิงลี่ ทั้งสองมีบุตรด้วยกันสามคนคือเหลียงหนิงเซียนบุตรสาวคนโต เหลียงหนิงฮวาบุตนสาวคนรอง และเหลียงหนิงจินบุตรชายคนเล็กขอรับ”
“แต่ก่อนครอบครัวเหลียงนั้นมีฐานะยากจนมาก จนมาวันนึงที่บุตรสาวคนรองฟื้นจากการตกน้ำนางก็ดูเปลี่ยนไปและก็เป็นนางที่พาบิดาเข้าป่าไปพบกับเห็ดหลินจือแดง จากนั้นความเป็นอยู่ของครอบครัวนี้ก็ดีขึ้นอย่างทุกวันนี้ขอรับ”
“อืม แล้วประวัติอื่นๆละมีหรือไม่”
“รู้เพียงแค่ครอบครัวเหลียงนั้นไม่ใช่ชาวจิ้นหลิงขอรับแต่ย้ายมาอยู่เมื่อสิบปีที่แล้วขอรับ”
“ไปสืบมาให้ละเอียด ”
“ขอรับ.....เอ่อยังมีอีกเรื่องขอรับ เมื่อสองวันก่อนหนิงฮวาพร้อมทั้งบิดา พี่สาวและน้องชายได้ขึ้นเขาไปอีกครั้ง ขากลับพวกเขาพบเข้ากับโสมคนห้าต้นขอรับ”
“หืม......ช่างเป็คนคนที่ดวงดีจริงๆ แล้วพวกเขาทำอย่างไรต่อ”
“หนิงฮวาและปู่ของนางได้นำไปขายให้กับร้านขายยาเมฆาของท่านตาท่านแม่ทัพขอรับ แล้วท่านถงเฟิงก็ได้มอบหยกขาวให้กับแม่นางหนิงฮวาเพื่อเป็นของรับขวัญหลานสาวด้วยขอรับ”
“ถึงขนาดที่ทำให้ท่านตาของข้าเอ็นดูได้ขนาดนี้แสดงว่านางคงจะต้องมีความสามารถเป็นแน่ จับตาดูต่อไปแล้วก็คอยคุ้มกันพวกเขาด้วย”
“ขอรับ”
และเมื่อองครักษ์ออกไปแล้วเหิงเยว่ก็ได้จมอยู่ในห้วงแห่งความคิดของตนเองทันที
‘ช่างเป็นเด็กสาวที่น่าสนใจอยู่ทีเดียว แต่ทำไมเวลานึกถึงใบหน้าหวานสวยพร้อมกับดวงตากลมโตระที่ระยิบระยับคล้ายกับดวงดาวบนท้องฟ้าอยู่ตลอดเวลานั้น กลับทำให้เขาเกิดความรู้สึกบางอย่างที่เขาเองก็ไม่แน่ใจว่ามันเป็นความรุู้สึกแบบใดกันแน่ เขาเพียงแค่คิดว่าตนเองนั้นเพียงแค่สนใจในความสามารถของเด็กสาวคนนั้น แต่พอเวลาผ่านไปซักพักเขากลับมีความรู้สึกอีกอย่างขึ้นมาในใจลึกๆ หรือเป็นเพราะว่าช่วงนี้เขาจะพักผ่อนไม่เพียงพอกันนะ เลยทำให้ฟุ้งซ่านกันแน่’
เวลาผ่านไปซักพักใหญ่ๆ สหายทั้งสองของเขาก็เดินเข้ามาภายในกระโจมด้วยความเคยชิน เพราะพวกเขานั้นก็เข้าออกกระโจมนี้โดยไม่ต้องขออนุญาตหรือเอ่ยรายงานจากทหารรักษาความปลอดภัยข้างนอกแม้แต่นิดเดียว
“เหิงเยว่ เจ้าคิดสิ่งใดอยู่งั้นรึ พวกข้าเห็นเจ้าเอาแต่นั่งเหม่อลอยเช่นนั้นมาซักพักแล้ว”
“ไม่มี.....”
“เห้อ......เจ้าช่วยลดความเย็นชาลงบ้างจะได้หรือไม่ ข้าฟังแล้วช่างปวดใจยิ่งนัก”
หย่งหมิงเอ่ยกับสหายของตน พร้อมกับแสดงสีหน้าว่าเสียใจนักหนากับคำตอบที่ได้ สำหรับคนอื่นอาจจะมองดูแล้วช่างน่าสงสารแต่สำหรับบุรุษทั้งสองคนกลับมองว่าช่างดูเสแสร้งยิ่งนักจนเหวินซานต้องเอ่ยขึ้น
“เจ้าก็เลิกแสดงละครพวกนี้ซักทีเถิดข้ามองดูแล้วช่างน่ารำคาญลูกตายิ่งนัก”
“ใจร้าย......พวกเจ้านี้ใช่เป็นพวกคนใจหยาบยิ่งนักไม่รู้จักถนอมน้ำใจผู้อื่น ชิ”
“พวกเจ้ามีธุระอันใด ถ้าไม่มีก็ออกไปซะ น่ารำคาญ”
“วาจาของเจ้านี้ช่างทิ่มแทงคนฟังเสียจริงๆ พวกเข้าเพียงแค่จะมาถามเจ้าว่าวันมะรืนพวกข้าจะเดินทางไปเมืองเป่ยซาน เจ้าจะไปกับพวกเราด้วยหรือไม่”
“ใช่แล้วละอีกอย่างตอนนี้เราสามแคว้นก็ได้ทำสนธิสัญญาสงบศึกสิบปีกันแล้วตั้งแต่ที่พวกเราบชนะเมื่อสามปีที่แล้วดังนั้นตอนนี้บ้านเมืองก็สงบสุขขึ้นมาบ้างแล้วพวกเราก็คงไม่ต้องตึงเครียดกันมากก็ได้ พักผ่อนบ้าง”
“ก็ดีเหมือนกันข้าจะได้แวะไปคาราวะท่านตาซักหน่อย”
“ดียิ่ง งั้นอีกสองวันเราก็ออกเดินทางกันเลย พวกข้าไปก่อนก็แล้วกัน เจ้าก็ออกไปเดินสูดอากาศข้างนอกบ้างอย่ามัวแต่คลุกอยู่ในกระโจมเพียงอย่างเดียวเข้าใจหรือไม่”
“...........”
ไร้เสียงตอบรับจากชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าจนหย่งหมิงรู้สึกเบื่อหน่ายยิ่งนัก
“เห้อ......ช่างเถอะข้าขี้เกียจจะคุยกับเจ้าแล้วไปกันเถิดเหวินซาน”
“อืม.....”
แล้วชายหนุ่มทั้งสองก็พากันเดินออกไปจากกระโจมแห่งนี้ทันที จึงทำให้ภายในห้องเหลือเพียงแค่เจ้าของกระโจมที่ตอนนี้กำลังคิดสิ่งใดก็ไม่มีใครสุดจะรู้ได้
“เราคงจะได้พบกันอีกอย่างแน่นอน เหลียงหนิงฮวา หึ”