วันถัดมาเมื่อพระอาทิตย์ค่อนมาทางตะวันตกม้าเทียมเกวียนที่อยู่ร่วมงานบ้านสกุลเส้าเฟย เดินทางกลับมายังค่ายทหารโดยสวัสดิภาพบนยานพาหนะติดหลังผ้าใบคลุมมิดชิด มีผู้โดยสารชายโฉดจำนวนสี่รายด้วยกันประกอบไปด้วยอาฟู่ เพื่อนอาฟู่ โจวซื่อไห่ และเ้าบ่าวป้ายแดงแม่ทัพใหญ่ผู้มีหน้าตาอมทุกข์อมโศกเอาแต่นั่งเป็ใบ้
ถึงที่หมายมนัสพุ่งพรวดลงจากเกวียนตรงมาที่โรงอาหารแล้วเริ่มสวาปามอย่างดุเดือด สร้างความประหลาดใจต่อทหารรับใช้ทุกรายปรกติท่านแม่ทัพกินหมั่นโถวไม่เกินสองลูก ทำไมวันนี้ถึงได้ซัดเอาๆ เสียจนหมดถาดพวกเขาเ่าั้จับตัวเป็กลุ่มก้อนเริ่มต้นนินทา คนโดนนินทาหันมาเห็นเข้าจิตหลอนทันทีนิสัยช่างเหมือนเพื่อนบ้านแสนดีที่บางกอกเลย
อิ่มหนำสำราญหน้าตาสดใสกว่าเดิมมนัสเปลี่ยนมาสวมเครื่องแบบสีกรมท่าครั้งแรก รู้สึกแปลกๆ แต่สบายอกสบายใจมากขึ้นเขาคือทหารกล้าไม่ว่าจะอยู่บนโลกใบไหน มีหน้าที่ความรับผิดชอบเหมือนกันทุกอย่างคือการปกป้องประชาชนให้พ้นภัย รักษาดินแดนอธิปไตยของประเทศเขตแคว้น และพัฒนากำลังพลให้เข้มแข็งกล้าหาญเมื่อเห็นทหารกำลังฝึกฝนท่าทางแข็งขัน จึงอดไม่ได้ที่จะแวะมาเยี่ยมชมถึงริมสนามเ้าตัวมองซ้ายมองขวาก่อนตัดสินใจกวักมือเรียกอาฟู่
“ทหารในค่ายเหลืออยู่กี่นาย”
“ประมาณห้าร้อยขอรับนอนรักษาตัวอยู่ที่บ้านเกือบสองร้อย หมุนเวียนไปประจำที่กำแพงหนึ่งร้อย อยู่ในค่ายทหารสองร้อยกว่านายมีนายกองแค่คนเดียว หัวหน้าหมู่กับรองแม่ทัพยังไม่มี”
“ทหารป่วยจะกลับค่ายเมื่อไหร่”
“เื่นี้ข้าไม่แน่ใจ” ผู้โดนสอบถามทำท่าครุ่นคิด “แต่นายกองให้ทำอาหารเพิ่มั้แ่อาทิตย์หน้า”
“แล้วทหารรับใช้มีกี่คน”
“นับโจวซื่อไห่ด้วยเท่ากับสิบสามแต่เขาไม่ได้อยู่ประจำไม่มีเงินเดือน”
“ขอบใจเ้ามากไปทำงานเถอะ”
หนุ่มคิ้วบางทำท่าคำนับก่อนเดินจากไปมนัสมองตามรู้สึกดีใจที่มีอาฟู่อยู่ใกล้ตัว หมอนี่เป็คนกล้าพูดถามอะไรตอบหมดไม่เคยสงสัยหรือขี้ระแวงเหมือนกับนายกองไม่เคยมองค้อนหรือทำปากแข็งเหมือนโจวซื่อไห่ เขาไม่ต้องโกหกว่าความจำเสื่อมด้วยซ้ำฉะนั้นถ้าสงสัยเื่ไหนอาฟู่คือทางเลือกอันดับหนึ่ง
เนื่องจากเป็่กลางวันแสงแดดค่อนข้างจัดทหารหลายนายเริ่มหมดเรี่ยวแรงหน้าซีดเซียว นายกองเพ้งต้องคอยโวยวายตลอดเวลาหัวล้านไข่ดาวสะท้อนแสงแดดแสบตาไปหมด มีแค่มนัสคนเดียวรู้สึกหนาวสั่นนิดหน่อยไม่เห็นเกล็ดหิมะบนพื้นอากาศควรอบอุ่นกว่านี้ั้แ่มาอยู่ที่นี่ไม่เคยเหงื่อออกสักหยด แม้กระทั่งเมื่อเช้าตอนที่เขา…ตอนที่เขา
ทันใดนั้นเองคนขี้หนาวพาลหมดเรี่ยวแรงนั่งถอนหายใจสีหน้าท้อแท้อยู่ใต้ต้นท้อ เวลาเดียวกันการฝึกซ้อมถึงเวลาหยุดพักนายกองเพ้งเลิกล้งเล้งเสียงดังเป็การชั่วคราว เพื่อเดินแยกตัวออกมาพบเ้านายตามลำพัง
“ท่านมาที่นี่ทำไมท่านเพิ่งแต่งงานไม่ใช่หรือ” เสียงนายกองเดินทางมาถึงก่อนตัวน้ำเสียงออกมาทางตำหนิเล็กน้อย
“ข้าเพิ่งแต่งงานแล้วยังไงหรือ”
“ธรรมเนียมแคว้นเสียมสืบสานหลายร้อยปีท่านต้องหยุดงานอยู่แต่ในบ้านสามวัน”
“สามวัน!” เ้าของคำพูดทำหน้าฉงน “ให้ข้าทำอะไรตั้งสามวัน”
“ถามได้…ผลิตทายาทร่วมกับภรรยาสิท่าน”
ได้ยินคำตอบมนัสนึกคำพูดไม่ออกแอบคิดในใจนี่เราโดนต้มหมูหรือเปล่า บังเอิญเห็นใบหน้านายกองค่อนข้างจริงจังแกเป็คนหัวโบราณยึดมั่นจารีตประเพณีเื่หยุดงานสามวันคงเป็เื่จริงไม่อิงนิยาย เหตุผลประกอบก็มีน้ำหนักน่าเชื่อถือโชคร้ายตัวเองทำตามจารีตประเพณีไม่ได้ และด้วยเหตุผลนี้เขาจึงรีบเผ่นมาอยู่ที่นี่
“ข้าไม่สนใจหรอกการดูแลทหารสำคัญกว่า” มนัสชิงปฏิเสธเสียงสั่น
“เื่ผู้สืบทายาทก็สำคัญนะท่าน” ชายวัยกลางคนให้เหตุผล “เราเป็แคว้นเล็กมักโดนแคว้นใหญ่รังแกแต่ผู้ชายมีน้อยกว่าเดิมผู้หญิงมีมากขึ้น ถ้าเป็แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ จะลำบาก ท่านยังหนุ่มยังแน่นควรมีบุตรสักห้าหกคน”
“ห้าหกคน!” แม่ทัพหนุ่มสะดุ้งทันควัน “ไม่เยอะไปหน่อยหรือ”
“ห้าหกคนกำลังดีมากกว่านั้นข้าเกรงคุณหนูเลี้ยงไม่ไหว”
เ้าบ่าวป้ายแดงอับจนปัญญาที่จะโต้ตอบให้เขามีลูกกับหลินเส้าเฟยห้าหกคน วันๆ คงไม่ทำอะไรนอกจากอยู่บนเตียง ในใจแอบคิดตัวเองไม่มีปัญหาหรอกปัญหาอยู่ที่ฝ่ายสาวซึ่งเป็คนคลอดบุตรดูแลบุตร เธอจะต้องลำบากลำบนไปตลอดทั้งชีวิตคิดได้ดังนั้นจึงเริ่มขยับปากเพื่อปฏิเสธ บังเอิญนายกองเพ้งชิงลงมือตัดหน้าเสียก่อน
“เย็นนี้ท่านควรกลับไปนอนบ้านอยู่ในห้องนอนกับคุณหนูให้ครบสามวัน ข้าวปลาอาหารเดี๋ยวพวกคนใช้จัดหามาให้ไว้ครบกำหนดค่อยกลับมาทำงานที่นี่ ทหารพวกนี้ไม่อาจหนีท่านไปที่ไหน”
“แต่ข้าละทิ้งหน้าที่ไม่ได้ทหารหวางซื่อต้องแข็งแกร่งให้เร็วที่สุด”
“ท่านไม่เข้าใจ” คนสูงวัยกว่าส่ายหัวเบาๆ “ข้าเป็นายกองสอนกฎระเบียบต่างๆได้ สอนยุทธวิธีการสู้รบได้ แต่สอนให้ทหารเก่งกว่าเดิมไม่ได้ ขืนส่งเข้าสนามรบมีหวังได้ตายหมดข้าไม่ใช่ครูฝึกฝีมือเก่งกล้าท่านเองก็รู้”
“ปรกติใครเป็ผู้ฝึกสอน”
“ทหารปาซา”
“แต่พวกเขาตายหมดทุกคน” ขณะพูดมนัสทำหน้าท้อแท้
“ท่านเข้าใจถูกต้องแล้วระหว่างรอครูฝึกคนใหม่จากเมืองหลวง ท่านควรทำหน้าที่สามีที่ดีไม่ใช่แม่ทัพ”
“ไว้ข้าจะคิดอีกที”
มนัสรับปากชุ่ยๆไปก่อนเป็การตัดบท สีหน้าแววตาแสดงอาการไม่น่าเชื่อถือ คู่สนทนาเห็นเข้าแสดงสีหน้าไม่ไว้ใจบังเอิญตัวเองตำแหน่งต่ำกว่าไม่กล้าโต้เถียง จึงเดินจากมาพร้อมกับบ่นอุบตลอดทาง ถ้าภรรยาตัวเองสวยน่ารักเหมือนคุณหนูจะตั้งใจทำหน้าที่สำคัญจนสิ้นลมปราณ ไม่มานั่งมองต้นไม้ใบหญ้าแบบใครบางคน การกระทำของนายกองอยู่ในสายตามนัสเมื่อโจวซื่อไห่ตามมาสมทบแบบเงียบๆ เขารีบเปิดปากสอบถามด้วยความข้องใจ
“เ้าได้ยินคำพูดนายกองหรือเปล่า”
“ข้าได้ยินทั้งหมด”
“เขาเห็นข้าเป็คนไม่ดีใช่ไหม” เ้าของคำถามแอบถอนหายใจ
“คงเป็เช่นนั้น”
“แล้วเ้าละ…เห็นข้าเป็คนยังไง”
“ข้าคิดอย่างไรไม่สำคัญท่านควรใส่ใจแค่ความคิดคุณหนู”
เด็กหนุ่มหน้าหล่อมีคำพูดหล่อกว่าใบหน้ามนัสได้ยินอยากะโจูบซอกคอสักฟอด ั้แ่รู้จักกันจนถึงตอนนี้แปดวันพอดีนี่คือครั้งแรกที่โจวซื่อไห่พูดจาเข้าหู ผู้ที่สมควรให้ความใส่ใจมีเพียงรายเดียวเธอชื่อหลินเส้าเฟยลูกสาวท่านแม่ทัพลู่ หญิงสาวที่นอนเบียดกันบนเตียงเดียวกันและจะได้นอนเบียดกันทุกค่ำคืนไปอีกแสนนาน
โจวซื่อไห่…ที่ข้ารีบเผ่นมาอยู่ค่ายทหาร ก็เพราะใส่ใจคุณหนูของเ้าจงรู้ไว้ด้วย
เมื่อการฝึกซ้อมประจำวันสิ้นสุดลงมนัสนำข้าวของมาเก็บในห้องทำงาน แล้วให้อาฟู่กับเพื่อนช่วยกันจัดห้องนี้ใหม่ โดยนำฉากไม้มาตั้งบดบังใช้เป็ห้องนอนแยกต่างหากจากที่นอนคนรับใช้จมูกโด่ง ซึ่งอยู่ติดประตูลมหนาวพัดทะลุเข้ามาได้อาฟู่อยากนำเตียงนอนมาให้แต่เขาปฏิเสธ นอนบนพื้นไม้พร้อมกับผ้านวมอบอุ่นมากกว่า
บนโต๊ะทำงานมีเอกสารจำนวนหนึ่งรวมทั้งในลังไม้ขนาดใหญ่อีกสามสี่ลัง อันเป็มรดกตกทอดจากท่านแม่ทัพลู่มนัสอ่านเอกสารราชการแคว้นเสียมได้ ภาษาอาจดูแปลกตาเพราะเขียนตามแนวยาว แต่เมื่อนำตัวอักษรมารวมกันตามแนวขวางกลับกลายเป็คำศัพท์ทั่วไปเหมือนทุกภาษา ถ้าไล่อ่านเอกสารในห้องนี้ทั้งหมดจะได้ข้อมูลมากเพียงพอสำหรับทำงาน เพียงแต่ตอนนี้ยังรู้สึกเพลียไม่อยากปวดหัว อยากออกไปชมนกชมไม้ให้สบายใจเสียก่อน
การออกไปชมนกชมไม้จำเป็ต้องใช้ม้าอาฟู่ช่วยเป็ธุระเื่นี้ด้วยความเต็มใจโดยช่วยจัดเตรียมม้าคู่ใจตัวโปรดให้ท่านแม่ทัพบังเอิญท่านแม่ทัพเห็นม้าแล้วพลันประหลาดใจ ในค่ายทหารมีม้ามากมายทำไมต้องเป็ตัวนี้
“ให้ข้าขี่มันจริงๆหรือ” คนถามมีสีหน้าไม่มั่นใจ
“ขอรับ…จุ่ยโก้ฉลาดคุ้นเคยเส้นทาง พาท่านกลับบ้านหรือค่ายทหารก็ได้”
“พาเข้ารกเข้าพงละไม่ว่า”
“เข้ารกเข้าพง…ท่านแม่ทัพพูดถึงสิ่งใด” พ่อหนุ่มคิ้วบางทำหน้าสงสัย
“เปล่า…ข้าไม่ได้พูดอะไร เ้าไปทำงานต่อเถอะ”
มนัสเป็ทหารม้าคุ้นเคยกับม้ามานานเห็นแวบเดียวรู้ทันทีม้าตัวนี้ค่อนข้างเชื่อง ไม่ขี้ใทำตามคำสั่งผู้ขี่ได้อย่างดีเพียงแต่อายุมากจนฟันเหลืองอ๋อยหินปูนเกาะ ใช้เดินทางไกลอาจไม่เหมาะสมสักเท่าไรแต่เมืองเจียวหาวกับกำแพงอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ม้าแก่ตัวนี้เหมาะกับเขามากกว่าม้าหนุ่มลำพอง ซึ่งทั้งดิ้นทั้งพยศอาจพลัดตกลงมาคอหักตาย
มนัสโหนตัวขึ้นมานั่งคร่อมจุ่ยโก้ใช้เวลาปรับตัวเข้าหากันครู่เดียว เพียงเท่านี้ทั้งคนและม้าก็พร้อมออกเดินทางผู้ติดตามมีเพียงโจวซื่อไห่เ้าประจำ หมอนี่ขี่ม้าสีน้ำตาลเข้มขาดำค่อนข้างคะนองคนขี่ต้องออกแรงควบคุมมากกว่าม้าทั่วไป เมื่อม้าสองตัวย่างสามขุมผ่านเรือนนอนทหารนายกองเพ้งเห็นเข้ารีบจ้ำพรวดมาดักหน้า
“ท่านแม่ทัพ…ท่านจะไปไหนหรือ”
“ข้าอยากออกสำรวจพื้นที่ท่านมีอะไรหรือเปล่า”
“ข้าว่าเย็นนี้ท่านควรกลับบ้านสามีขยันผลิตทายาทคุณหนูคงดีใจ”
“ผลิตทายาทอีกแล้ว” คนบนม้าสีหน้าระอาใจ “ท่านพูดอ้อมๆ บ้างก็ได้”
ก่อนนายกองเอ่ยถามว่าอ้อมๆคืออะไร ม้าจุ่ยโก้พร้อมคนขี่หนีจากไปเสียก่อน มนัสรู้สึกคันหนังศีรษะขึ้นมาเล็กน้อยผมยาวมีประโยชน์ในการเผชิญความหนาวก็จริง แต่ใช้เวลาดูแลรักษาค่อนข้างนาน ไม่เหมาะกับคนี้เีชอบตัดผมสั้นอย่างเขาสายตาเหลือบมองผมยาวดกดำของโจวซื่อไห่ รู้สึกอิจฉาเล็กน้อยแต่ตัวเองไม่อาจทำตามได้หมอนี่ใช้เวลาอยู่กับหนังศีรษะวันละสองชั่วโมง ปีหนึ่งใช้เวลาเจ็ดร้อยสามสิบชั่วโมงเท่ากับสามสิบวันหรือหนึ่งเดือนเต็มพอดี
ผู้ชายแคว้นเสียมใช้เวลาหนึ่งเดือนต่อปีในการดูแลผมตัวเองให้นุ่มสลวยไม่แพ้ผู้หญิง
เพราะสาเหตุนี้หรือเปล่าถึงได้สู้รบแพ้เพื่อนบ้านอยู่ร่ำไป ถ้าทหารทุกคนตัดผมสั้นบางทีอาจดีกว่านี้ มนัสคิดในใจขณะเดินทางมาถึงสามแยกแม่ทัพหนุ่มบังคับให้ม้าตัวเองเลี้ยวซ้าย จุ่ยโก้ยอมทำตามคำสั่งแต่ม้าอีกตัวพยศนิดหน่อยโจวซื่อไห่ต้องออกแรงกระตุกบังเหียนหลายครั้ง กว่าม้าหนุ่มลำพองจะกลับมาเคียงข้างม้าแก่สูงวัย
ขณะควบม้ามนัสใช้สายตาสำรวจพื้นที่วันนี้ไร่ชาสองข้างทางเต็มไปด้วยคนงาน กำลังทำหน้าที่ตัวเองท่าทางแข็งขันเขาเพิ่งรู้ว่าเมืองเจียงหาวปลูกชาเป็ล่ำเป็สัน แต่ยังไม่รู้ว่าภรรยาหน้าเหมือนลูกสาวเพื่อนแม่มีไร่ชาสองูเาตามคำกล่าวอ้างหรือไม่ เมื่อทั้งคู่เดินทางผ่านป่าละเมาะข้างทางคนขี่ม้านำขบวนเหลียวมองเ้าของคำกล่าวอ้าง
“ทำไมเ้าไม่รับเงินเดือน”
“ข้าไม่้า” โจวซื่อไห่ตอบกลับโดยไม่สบตา
“เ้าไม่้าเงินแล้วเ้า้าสิ่งใด”
“ไม่มีสิ่งใดที่ข้า้า”
“ไม่มีสิ่งใดที่ข้า้า” มนัสทำปากพะงาบๆ เป็การล้อเลียน คิดในใจอะไรจะพระเอกปานนี้ “เออนี่โจวซื่อไห่…ข้าว่าจะถามตั้งนานแล้ว เมื่อคืนก่อนเ้าหนีไปนอนบ้านใครข้าเดินมาตามที่ห้องแต่ไม่เจอตัว”
“ข้านอนกับอาฟู่”
คำตอบสั้นๆมาจากเด็กหนุ่มอายุยี่สิบเต็ม มนัสคันปากยิกๆ แต่ไม่อยากโต้เถียง โจวซื่อไห่สนิทกับคนในบ้านสกุลเส้าเฟยพอรู้ว่าเขาต้องอยู่กับเ้าสาวตลอดทั้งคืน คุณพี่อาจหนีไปนอนกับใครสักคนที่รู้จักกัน
ว่าแต่หมอนี่มีเพื่อนด้วยหรือในเมื่อวันๆ เอาแต่นั่งส่องกระจกเช้ายันเย็นประหนึ่งนกหงส์หยกที่ตัวเองเคยเลี้ยงสมัยเด็ก ตัวที่ยายการะเกดขโมยไปปล่อยในวัดแต่ไม่ยอมบินจากไปจนถูกแมวตะปบ แม่คุณร้องไห้งอแงกลับมาโวยวายลั่นบ้าน เ้าของนกหงส์หยกกลับกลายเป็คนผิดส่วนเธอซึ่งเป็ผู้หญิงถูกต้องเสมอ ผู้หญิง…ผู้หญิง เอ…หรือว่าโจวซื่อไห่มัน
ทันใดนั้นเองมนัสเกิดระลึกชาติได้ก่อนม้าเทียมเกวียนเดินทางมาที่ค่ายทหาร พ่อเทพบุตรวิ่งหน้าตาตื่นตามมาสมทบ บอกว่าตัวเองอยู่ที่ไร่ชาไม่ได้ยินเสียงอาฟู่มีดอกหญ้าติดบนเสื้อผ้าคงเป็เื่จริง ถ้าเขาไม่บังเอิญพบเห็นสิ่งผิดปรกติ ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเดินมาส่งพร้อมคนอื่นเสื้อผ้าเธอมีดอกหญ้าติดอยู่เช่นกัน หรือว่าสองคนนี้…สองคนนี้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง
“ข้ามีเื่อยากเล่าให้ฟัง” จู่ๆ ความคิดชั่วๆ ก็พลันโลดแล่นมนัสเพ่งมองคนรับใช้ด้วยแววตาเปื้อนรอยยิ้ม “ตอนเช้าข้าอยู่ในห้องกับภรรยากำลังเข้าพระเข้านางถึงตอนสำคัญ ดันมีคนเปิดประตูเดินเข้ามาบ้าชะมัด”
“ใครหรือท่าน” ปลาจมูกโด่งฮุบเหยื่อทันควัน
“เป็สาววัยรุ่นตาสวยคิ้วหนาหน้าบึ้งคนรับใช้ไปไหนมาไหนกับคุณหนูของเ้า รู้สึกว่าจะชื่อ…ชื่อแม่นางสางข้างหัว”
“นางชื่อเง็กลู่กังเป็สาวใช้ไม่ใช่คนรับใช้”
เห็นโจวซื่อไห่ทำหน้าหงิกโดยไม่ปิดบังมนัสพยายามสะกดเสียงหัวเราะไว้ในใจ เด็กเอ๋ยเด็กน้อย…ความรู้เ้ายังด้อยเร่งศึกษา ข้าจะสอนความโหดร้ายของโลกใบนี้ให้เ้าเองเริ่มต้นบทแรกด้วยวิธีรับมือเื่ของหัวใจ
“เ้ารู้หรือไม่…ตอนเง็กลู่กังเข้ามาส่งอาหารในห้อง ทั้งข้าและคุณหนูของเ้าเปลือยกายล่อนจ้อนกำลังผลิตทายาทร่วมกันหน้ากระจกเงา ถ้านางเอาไปพูดต่อข้ากับคุณหนูของเ้าไม่แย่หรอกหรือเ้าคิดว่าข้าสมควรแก้ไขอย่างไร”
ตอนนี้มนัสเริ่มเข้าใจสำนวนวิธีพูดเริ่มชำนาญคำศัพท์มากกว่าเดิม และเริ่มใส่ไฟได้อย่างเนียนกริบหาตัวจับยาก คำถามที่เขาเอื้อนเอ่ยไม่ได้รับคำตอบโจวซื่อไห่ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว ไม่ทันรู้ตัวว่าตัวเองกำลังโดนซ้อนแผน
“ข้านึกออกแล้ว” เ้าของม้าจุ่ยโก้ยิ้มโชว์เหงือก “วิธีแก้ไขที่ดีที่สุดก็คือข้าจะสู่ขอเง็กลู่กังเป็ภรรยา”
“ไม่ได้!” เ้าของม้าลำพองตวาดลั่น “ท่านมีภรรยาคนที่สองไม่ได้”
“เ้าพูดเองนะว่าภรรยาคนที่สองหมายความว่าตามกฎหมายข้าทำได้”
“ท่านทำไม่ได้ถ้าคุณหนูไม่อนุญาต!” โจวซื่อไห่แสดงอาการร้อนรนเป็ครั้งแรก
“คุณหนูต้องอนุญาตก่อนใช่ไหม” มนัสจิกตามองแอบมีรอยยิ้ม คู่ต่อสู้ของเขาเปิดช่องใหญ่เบ้อเริ่ม “ถ้าอย่างนั้นเย็นนี้เรารีบกลับบ้าน ข้าจะกล่อมคุณหนูของเ้าอย่างสุดฝีมือเสียงดังกุบกับๆ ทั้งคืนเ้ามาแอบฟังได้”
“ลามก!” ผู้เป็บ่าวโกรธจัดจนหน้าแดงหูแดง “เง็กลู่กังไม่มีวันแต่งงานกับคนอย่างท่าน”
“คนอย่างข้านี่ท่านแม่ทัพเชียวนะเ้าคิดว่าเง็กลู่กังจะกล้าปฏิเสธ เพื่อแต่งงานกับคนอย่างเ้าอย่างนั้นหรือ เอ…รู้สึกว่าเ้า…เ้าจะรู้ใจนางเป็พิเศษถ้าเ้ารักนางอยากได้นางเป็ภรรยา บอกมาคำเดียวข้ายอมหลีกทางทันที”
หลังจากตบมุกโหดมันฮาใส่คนรับใช้จนโจวซื่อไห่ถึงกับจุกโต้เถียงไม่ออก มนัสทนไม่ไหวรีบควบจุ่ยโก้ออกวิ่งนำหน้าเพื่อปล่อยเสียงฮาเสียงหัวเราะให้สาแก่ใจ เด็กหนุ่มอายุยี่สิบอย่างพ่อเทพบุตร มักแอบหลงรักลูกสาวบ้านโน้นบ้านนี้ไม่วายเว้นเง็กลู่กังน่ารักทั้งตัวมีน้ำมีนวล เธอดูแตกต่างจากสาวใช้รายอื่นในบ้าน ไม่แปลกใจสักนิดที่หมอนี่จะมาก้อร่อก้อติก
ขณะที่มนัสสนุกสนานเฮฮาอยู่นั้นคนรับใช้ส่วนตัวซึ่งมีอาการโมโหฉุนเฉียว ควบม้าตัวเองไล่ตามหลังกระทั่งทันกันในใจเด็กหนุ่มกำลังร้อนรุ่มดั่งโดนไฟเผา ทั้งที่รู้ดีคุณหนูไม่มีวันยอมให้เกิดขึ้นทั้งที่รู้ดีเง็กลู่กังไม่มีวันแต่งงานด้วย แต่เขากลับโมโหเืขึ้นหน้ากะทันหันโมโหเสียจนอยากล้างแค้นคืนเดี๋ยวนี้ ผู้ชายจมูกโด่งเริ่มคิดแผนการโต้ตอบในใจ
อีกห้าสิบเมตรถึงสามแยกไปเมืองเจียงหาวตรงนั้นมีร้านขายชาสาวตาโตหน้าอกใหญ่ ถ้านางเข้ามาขายชาแบบวันนั้นอีกล่ะก็เขาจะเก็บเื่นี้ไปฟ้องคุณหนูหลินเส้าเฟย ความ้าเด็กหนุ่มอายุยี่สิบพลันเลือนสลายวันนี้แม่ค้าคนงามไม่ได้มาขายใบชา มีแค่เพิงหมาแหงนเปล่าๆ กับยาจกคนหนึ่งสวมเสื้อผ้าสกปรกนอนตัวสั่นอยู่ภายในร้าน
ทันใดนั้นเองผู้มีตำแหน่งท่านแม่ทัพบังคับม้าจุ่ยโก้ตรงมาที่เพิงหมาแหงน แล้วโผเข้ากอดยาจกร่างกายสกปรกทั้งตัวโจวซื่อไห่รีบวิ่งตามหลังสีหน้างุนงง เขาได้ยินคำพูดเบาๆ ว่า ‘จ่าสะอาด’ และได้พบเจอเื่สุดเหลือเชื่อราวปาฏิหาริย์
ก่อนออกจากค่ายเ้านายตัวเองถอดเครื่องแบบทหารแล้วสวมเสื้อคลุมเนื้อหนาของคุณหนูหลิน ทว่าตอนนี้เขากลับถอดเสื้อมอบให้ยาจก เสื้อราคาแพงมากภรรยาตัวเองเพิ่งมอบให้ไม่เข้าใจสักนิดผู้ชายคนนี้คิดอะไรในใจ และไม่เข้าใจยิ่งกว่าเมื่อได้ยินคำสั่งการบอกให้เขารีบนำน้ำสะอาดมาทั้งหมด น้ำเสียงดุดันทรงพลังจนตัวเองลนลานทำตาม
ผู้เป็เ้านายใช้สองมือประคองยาจกขณะบรรจงเช็ดใบหน้าคนป่วยนอนพื้น พร้อมส่งกำลังใจด้วยการจับมือตลอดเวลามีการพูดคุยเล็กน้อยแต่ตัวเองไม่ได้ยิน โจวซื่อไห่ซึ่งปรกติไม่ใช่คนขี้สงสัยยังอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกมาตรงๆ
“ท่านรู้จักยาจกคนนี้ด้วยหรือ” แววตาคนถามเต็มไปด้วยความขุ่นข้อง
“เขาเป็ครูฝึกทหารหวางซื่อคนใหม่”
ได้ยินคำตอบโจวซื่อไห่ถึงกับสะอึกบังเอิญมีสิ่งน่าแปลกใจยิ่งกว่าคำตอบ ั้แ่ผู้ชายคนนี้ฟื้นขึ้นมาจากความตายนี่คือครั้งแรกที่เขาส่งรอยยิ้มจริงใจไม่เสแสร้ง แววตาที่เคยหมองหม่นพลันเปล่งประกายระยิบระยับ
ยาจกคนนี้เป็ใคร? เกิดอะไรขึ้นกับเขาคนนี้? เด็กหนุ่มอายุยี่สิบปีไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น
-------------------------------
ปล.จ่าสะอาดตามมาช่วยมนัสแล้วว่าแต่โจวซื่อไห่เอ๋ย…เ้าทั้งเ้าชู้และขี้หึงไม่เบา