พอเห็นเจียงตั่วหน้าแดงระเรื่อชัดเจนหมิงจูก็หัวเราะคิกคัก ทำไมผู้ชายคนนี้แกล้งง่ายขนาดนี้!
“ไม่ใช่ขอให้กินเต้าหู้ฉันเสียหน่อย แต่ให้กินเต้าหู้ที่ฉันทำคุณคิดอะไรอยู่คะเนี่ย”
เจียงตั่วกำลังจะพูดอะไรบางอย่างแต่เมื่ออ้าปาก หมิงจูก็ยัดเต้าหู้เข้าปากเขาไปหนึ่งคำ
หลังจากเขากินมันไปแล้วคิ้วของเขาก็คลายออกจากกัน
หมิงจูจ้องเขาตาไม่กะพริบแล้วถามว่า“เป็นยังไงบ้าง?”
เจียงตั่วพยักหน้าพร้อมสรุปสั้นๆ สามคำว่า “อร่อยมาก!”
เป็นคำตอบที่เดาได้ไม่ยากหมิงจูยิ้มร่าแล้วพูดว่า “ถ้างั้นต้องขายได้ราคาดีแน่เลยไปกันเถอะ!”
ถนนหนทางในชนบทนั้นไม่สะดวกเต้าหู้ก็ไม่ทนต่อการกระแทก เจียงตั่วจึงมัดผ้าห่มไว้ที่เบาะหลังจักรยานและมัดไม้ท่อนหนาสองอันพาดเฉียงทั้งสองข้างของจักรยานเพื่อเป็นโครงรองรับเต้าหู้ไว้
หมิงจูมองดูพลางชื่นชมในใจว่าเขาสามารถคิดวิธีป้องกันการสั่นสะเทือนแบบนี้ได้ผู้กองเจียงฉลาดใช้ได้เลยนะ!
หลังจากมัดเต้าหู้เสร็จเจียงตั่วก็มัดไม้กระดานอันหนึ่งไว้ที่คานด้านหน้า
เขานั่งคร่อมอยู่บนเบาะจักรยานเสียงของเขาแฝงไปด้วยความรู้สึกประหม่า “คุณต้องนั่งข้างหน้านะ”
หมิงจูหัวเราะเบาๆนั่งข้างหน้าก็นั่งข้างหน้าสิ เขาจะหน้าแดงทำไม?
ผู้ชายที่บริสุทธิ์และละเอียดอ่อนแบบนี้อย่าว่าแต่ในยุคหลังเลย แม้แต่ในยุคนี้ก็หายากไม่ใช่หรือ?
สิบห้านาทีต่อมาเจียงตั่วก็พาเธอมาถึงในเขตตลาด
เขายกเต้าหู้ไปวางบนที่เก็บสัมภาระของรถประจำทางและแอบให้เงินคนขับรถเพิ่มหนึ่งเฟิน โดยหวังว่าเมื่อไปถึงตัวเมืองแล้วคนขับรถจะช่วยหมิงจูยกข้าวของลงมา
แน่นอนว่าคนขับรถยินดีตกลงทันที!
หลังจากนั้นเจียงตั่วก็กำชับหมิงจูอีกครั้งว่า “ขึ้นรถเที่ยวหกโมงเย็นนะอย่าพลาดล่ะ เดี๋ยวฉันจะมารับ”
หมิงจูพยักหน้าบอกให้เขารีบกลับไปทำงานเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วงเธอ
รอจนกระทั่งรถประจำทางขับเคลื่อนออกไปช้าๆเจียงตั่วจึงหมุนจักรยานกลับทิศทางแล้วจากไป
แต่เขาไม่ได้กลับหมู่บ้านทว่าไปที่สำนักงานในเขตตลาด ซึ่งเป็นที่เดียวที่มีโทรศัพท์
เขาเข้าไปลงทะเบียนแล้วกดหมายเลขที่คุ้นเคยจากนั้นก็เปิดปากพูดก่อน “คุณลุงครับ ผมเจียงตั่วมีเรื่องส่วนตัวอยากขอความช่วยเหลือครับ”
ที่ปลายสายฟางซูหวายหัวเราะเบาๆ “หายากจริงเชียวหลานชายของฉันไม่ค่อยติดต่อมาเป็นการส่วนตัว พูดมาสิว่ามีเรื่องอะไร”
“ภรรยาของผม หมิงจู ตอนนี้เธอเข้าไปในตัวเมืองครับเธออยากขายเต้าหู้ที่ทำเองผมอยากให้คุณลุงช่วยหาคนมาจัดการเรื่องช่องทางขายให้เธอแบบลับๆ หน่อยครับ”
ฟางซูหวายค่อนข้างประหลาดใจทีเดียวเจียงตั่วไม่เพียงแต่แต่งงานกับสาวชาวบ้านที่ชื่อหมิงจูเท่านั้นแต่ตอนนี้ยังคิดจะใช้ความสัมพันธ์นี้เพื่อขอให้ช่วยดูแลเธอด้วย...
เมื่อฟางซูหวายไม่ตอบรับเจียงตั่วก็กล่าวเสริมว่า “คุณลุงไม่ต้องห่วงเลยครับเต้าหู้ที่เธอทำไม่มีใครในเมืองเทียบฝีมือได้ เธอจะไม่ทำให้คุณลุงเสียหน้าแน่นอน”
โอ้โฮ!เจียงตั่วไม่เคยพูดจาโอ้อวดเช่นนี้มาก่อนเลย แต่ตอนนี้กลับ...
นี่เป็นเพราะรักน้องหมาห่วงใยเจ้าของตกหลุมรักสาวชาวบ้านคนนั้นจนหมดใจแล้วใช่ไหม?
แต่ฟางซูหวายจำได้ว่าเมื่อสองวันก่อนตอนที่เขาโทรศัพท์ไปแจ้งที่บ้านสกุลเจียงเพื่อส่งข่าวเรื่องการแต่งงานของเจียงตั่วเสียงคัดค้านจากทางบ้านสกุลเจียงก็มีมาก...
“เสี่ยวตั่วครอบครัวของนายคัดค้านหลังจากรู้เรื่องที่นายแต่งงานโดยไม่ได้รับอนุญาตฉันอาจช่วยนายยับยั้งไว้ได้ชั่วคราวแต่เรื่องนี้นายต้องกลับมาอธิบายให้ได้ไม่ช้าก็เร็ว แล้วก็เรื่องคุณหมอหนิงอีก...”
“คุณลุงครับ” เจียงตั่วขัดคำพูดของฟางซูหวายเสียงของเขาหนักแน่น “ที่คุณลุงพูดกับผมตอนนี้เป็นคนละเรื่องกันครับ”
ได้ยินว่าเจียงตั่วไม่ต้องการพูดเรื่องทางบ้านฟางซูหวายก็จนปัญญา ไอ้เด็กดื้อที่ไม่รู้จักมารยาทคนนี้มันเหมือนใครกัน?
“ได้ ได้ ฉันจะหาคนไปดูแลภรรยาตัวน้อยของนายให้นะนายก็รอจนกว่าภารกิจจะเสร็จแล้วกลับมาเผชิญหน้ากับหายนะได้เลย!”
หลังจากฟางซูหวายพูดจบเขาก็วางสายไปทันที เจียงตั่วยังคงยืนอยู่ที่เดิมด้วยสายตาที่เย็นชา...
ครึ่งชั่วโมงต่อมาหมิงจูกำลังจะลงจากรถ คนขับรถก็ช่วยยกของลงให้เธออย่างกระตือรือร้น
เธอมองดูโครงเต้าหู้คิดว่าด้วยร่างกายที่บอบบางของเธอตอนนี้ อาจจะยกไม่ไหว
หมิงจูกำลังคิดว่าจะให้เงินเล็กน้อยกับช่างในบริเวณใกล้เคียงเพื่อช่วยยกดีหรือไม่ทันใดนั้นชายคนหนึ่งที่สวมชุดสีน้ำเงินกรมท่า ถือกระเป๋าเอกสารเก่าๆก็เดินตรงมาหาเธอ
ชายคนนั้นมีเป้าหมายที่ชัดเจนสายตาคู่นั้นจับจ้องตรงไปที่โครงเต้าหู้ตรงหน้าหมิงจู“แม่หนู เข้ามาในเมืองเพื่อขายเต้าหู้หรือ?”
หมิงจูตกตะลึงนี่ซวยขนาดนี้เลย เพิ่งลงจากรถก็เจอคนมาตรวจสอบเลยเหรอ?
เธอรีบอธิบายทันที“นี่เป็นผลิตภัณฑ์จากสวนที่ฉันผลิตเองค่ะนโยบายอนุญาตให้นำออกมาแลกเป็นเงินได้”
เมื่อเห็นท่าทางระแวดระวังของหมิงจูชายคนนั้นก็ยิ้มแล้วพูดว่า “คุณอย่าเพิ่งเข้าใจผิดผมเป็นสมาชิกสหกรณ์ร้านค้าอำเภอจินที่รับผิดชอบการจัดซื้อตอนนี้กำลังจะขึ้นรถไปรับซื้อของจากชนบทพอดี... เต้าหู้ของคุณรสชาติเป็นยังไงบ้าง?”
สีหน้าของหมิงจูเปลี่ยนไปอีกหลายครั้งเอ๊ะ! นี่เทพเจ้าองค์ไหนสำแดงฤทธิ์ ทำให้เธอโชคดีอีกแล้วล่ะเนี่ย?
“เต้าหู้ของฉันรสชาติไม่เหมือนใครเลยค่ะ คุณจะหาซื้อที่อื่นไม่ได้แน่ มาค่ะลองชิมก่อนได้เลย!” เธอพูดพลางดึงชายผ้าโปร่งมุมเล็กๆ ออกแล้วใช้มีดเล็กๆ ที่นำมาด้วยปาดเต้าหู้ชิ้นเล็กๆ ยื่นให้คู่สนทนา
เจ้าหน้าที่คนนั้นไม่เกรงใจชิมไปหนึ่งคำ ทันใดนั้นดวงตาทั้งคู่ก็เบิกกว้าง!
เดิมทีเขาเหนื่อยล้ามาทั้งวันแถมยังต้องออกมาช่วยคนอื่นทำ ‘ภารกิจ’ แต่ไม่คิดว่าเต้าหู้เพียงคำเดียวจะทำให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันทีราวกับว่าอวัยวะภายในเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงาน และมีกำลังใจดีขึ้นมาก
เขาไม่เคยกินเต้าหู้ที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนในชีวิตมันหอมยิ่งกว่าเนื้อเสียอีก และยังช่วยเพิ่มพลังงานด้วย!
เจ้าหน้าที่คนนั้นจ้องมองเต้าหู้แล้วกลืนน้ำลายลงคอ “อร่อยจริงด้วย...ทั้งหมดนี่ผมรับซื้อเอง คุณขายยังไง?”
“หนึ่งเหมา [*] ห้าเฟินต่อชั่ง [**] ทั้งหมดสี่สิบชั่ง รวมเป็นหกหยวนค่ะ”
“อะไรนะ? หนึ่งเหมาห้าเฟินเหรอ? นี่มันแพงเกินไปแล้ว! เต้าหู้ของสหกรณ์ร้านค้าเราขายแค่แปดเฟินต่อชั่งของคุณตั้งสองเท่า ใครจะกล้าซื้อกันเล่า! แม้แต่ซื้อไปสหกรณ์ร้านค้าของเราก็ขายไม่ออก...”
หมิงจูรู้ดีว่าต้องมีคนพูดแบบนี้เธอยิ้มเล็กน้อย “นั่นก็แค่พิสูจน์ว่าพวกคุณขายไม่เป็นคุณเองก็ชิมแล้วสัมผัสได้ว่าเต้าหู้ของฉันไม่เหมือนใครน้ำที่ฉันใช้บดถั่วเหลืองเป็นสูตรพิเศษ ต้นทุนแพงกว่าถั่วเหลืองมากและที่สำคัญคือเต้าหู้ที่ทำออกมาเป็นเต้าหู้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างแท้จริงกินแล้วบำรุงสมอง ต้านความเหนื่อยล้า และเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ด้วย!”
เจ้าหน้าที่คนนั้นตกตะลึงจริงเหรอ?มันวิเศษขนาดนั้นเลยเหรอ?
“ไม่ว่าใครที่ได้ลิ้มลองจะต้องติดใจแน่นอนค่ะ ได้รสชาติดีกว่าเนื้อเสียอีก!ฉันคนเดียวทำได้จำกัด วันหนึ่งทำได้เท่านี้แหละคุณไม่ต้องกังวลว่าจะขายไม่ได้แม้แต่หนึ่งเหมาแปดเฟิน เพราะถึงแม้จะขายสองเหมาก็ขายได้สบายๆ เลยค่ะ...ถ้าคุณไม่รับซื้อ ฉันก็ขายปลีกได้ค่ะ คุณจะรับไหมคะ?ถ้าไม่รับ ฉันจะไปแล้วนะ...”
เจ้าหน้าที่คนนั้นเห็นหมิงจูกำลังก้มลงจะแบกโครงเต้าหู้เดินจากไปเขารู้สึกถึงความหอมหวานที่ยังติดอยู่ที่ปลายลิ้นและรู้ว่าที่หมิงจูพูดมาเป็นความจริงเต้าหู้ชนิดนี้เมื่อได้ลิ้มลองแล้วจะต้องติดใจเพราะเขาเองก็แทบจะอดใจไม่ไหวที่จะได้กินคำที่สอง!
ไม่ต้องพูดถึงว่าเขามีภารกิจที่ต้องทำแม้ว่าจะไม่มีภารกิจ เต้าหู้นี้ก็เป็นของวิเศษที่ไม่ควรพลาดเลย!
“ได้สิได้ เต้าหู้ของคุณทั้งหมดนี่ผมเอาหมด!”
เขาจะเอาไปที่สหกรณ์ร้านค้าเพื่อลองขายดูถ้าคนอื่นบ่นว่าแพงจริงจนขายไม่ออก เขาก็จะยอมรับ แล้วเก็บไว้บริโภคเอง!
สุดท้ายเจ้าหน้าที่คนนั้นก็จ่ายเงินแล้วจากไปพร้อมกับเต้าหู้หมิงจูกำเงินหกหยวนที่ได้มาอย่างตื่นเต้น!
ถั่วเหลืองสิบชั่งใช้ต้นทุนเพียงหนึ่งหยวนห้าเหมาเท่านั้นเธอได้กำไรตั้งสี่หยวนห้าเหมา!
ต่อไปถ้ามาสักครั้งสองครั้งต่อเดือนหักค่าใช้จ่ายจิปาถะแล้ว เธอก็ยังเหลือกำไรอย่างน้อยหลายสิบหยวนต่อเดือน!
ในยุคนี้ถือว่าเป็นรายได้ที่มากพอสมควรแล้ว!
เส้นทางสู่ความร่ำรวยกำลังโบกมือเรียกเธออย่างกระตือรือร้นเลยทีเดียว...
อีกด้านหนึ่งเจียงตั่วที่กลับไปทำงาน กลับรู้สึกใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแทบจะตลอดเวลาเขาคิดว่าหมิงจูเพิ่งเคยค้าขายในตัวเมืองเป็นครั้งแรกจึงรู้สึกเป็นห่วงมากพอถึงเวลาหกโมงเย็น เขาจึงรีบปั่นจักรยานไปที่เขตตลาด
รออยู่กว่าครึ่งชั่วโมงรถประจำทางที่กลับมาจากตัวเมืองก็โยกเยกมาจอดที่จุดบริการและหมิงจูเป็นคนแรกที่กระโดดลงจากรถ เจียงตั่วเห็นร่างที่คุ้นเคยนั้นก้อนหินขนาดใหญ่ที่กดทับใจเขาทั้งบ่ายก็หายไป
หมิงจูยืนอยู่ข้างประตูรถเห็นเจียงตั่วเข้าพอดี เธอโบกมือให้เขา ยิ้มอย่างสดใส“พี่คะ มาตรงนี้เร็วเข้าสิ!”
คนอื่นๆที่กำลังลงจากรถได้ยินคำเรียกนั้น พากันเหลือบมองสำรวจทั้งสองคน...
เป็นพี่น้องกันหรือ?ดูไม่เหมือนเลย!
ใบหน้าคมคายของเจียงตั่วปรากฏรอยแดงจางๆ ชัดเจน เขารีบเดินเข้าไปใกล้หมิงจู พร้อมกับเหลือบมองไปรอบๆแล้วลดเสียงลง “ทำไมถึงเรียกมั่วซั่วอีกแล้ว!”
หญิงสาวตรงหน้ากลับแลบลิ้นเล็กใส่เขาแล้วกระซิบเสียงหวานนุ่มนวลใกล้ๆ “นี่ไม่ใช่ว่าอยากเอาอกเอาใจพี่หรอกเหรอ?ฉันซื้อของมาเยอะแยะเลยแต่ยกไม่ไหว พี่ขาช่วยหน่อยสิคะ~”
คำพูดสุดท้ายนั้นทั้งน้ำเสียงและท่าทาง ทำให้เจียงตั่วแข็งทื่ออยู่กับที่ท้องน้อยของเขาร้อนผ่าวไหววูบขึ้นมาทันใด…
เชิงอรรถ
[*]เหมา เป็นค่าเงินของจีน 10 เหมา เท่ากับ 1หยวน
[**]ชั่ง หรือจิน ค่าน้ำหนักของจีน 1 ชั่งเท่ากับ 500กรัม หรือ 0.5 กิโลกรัม