ตัวรีสอร์ตสองชั้นที่หันหน้าออกสู่หมู่แมกไม้อันเขียวขจีทั้งน้อยใหญ่มีสายลำธารทอดยาวทิ้งตัวลงมาตามแนวไหล่เขาดูคดเคี้ยวไม่ต่างจากในภาพวาดแต่ต่างความรู้สึกสุดขั้วเพราะนี่คือภาพจริงที่ถูกถ่ายทอดโดยธรรมชาติอันงดงาม
เรือนไม้สีโอ๊คสามหลังเชื่อมต่อกันด้วยทางเดินปูด้วยหินก้อนใหญ่ดอกไม้สีสดนานาพรรณแข่งกันอวดช่อไสว คลื่นดอกไม้ทำงานเป็ระลอกเมื่อสายลมพัดผ่านวูบแล้ววูบเล่าดูเย็นตาสบายใจจนทำให้กองฟางเกือบลืมเื่ที่กำลังหม่นเศร้าได้หมด
“สวยจังเลย”เธอหลุดปากออกมาหลังจากนั่งเงียบนานนับชั่วโมง จะพูดให้ถูกก็คือั้แ่นั่งรถมาจากกรุงเทพฯเธอพูดเพียงชั่วโมงละคำเท่านั้นเอง โดยอ้างกับหวานที่คอยชวนคุยไม่หยุดปากว่า..เมารถ
ใบหน้ามนยื่นไปจนเกือบชิดกระจก
“อยากได้สักดอกไหมฟาง เดี๋ยวพี่ลงไปเก็บให้”วิทยาเสนอแต่อีกฝ่ายกลับไม่สนอง
“อย่าเลยค่ะพี่ เ้าของเขาจะว่าเอา อีกอย่างให้มันสวยอยู่กับต้นอย่างนั้นล่ะดีแล้วเด็ดมาแป๊บเดียวก็เหี่ยว เสียดายค่ะ” หวานยิ้มกริ่ม ทำตามีเลศนัยพิลึก
“ยัยฟางไม่อยากได้ งั้นให้หวานก็ได้พี่วิทย์” วิทยาเหยียดปาก
“ไปเก็บเองสิ”
อ้าว!
“ใจร้าย ลำเอียง นิสัยไม่ดี ทีกับยัยฟางละก็..พี่จะเก็บให้”นั่นคือคำต่อว่าพร้อมใบหน้าแสนงอนที่บัดนี้เ้าหล่อนทิ้งตัวพิงเบาะด้านหลังดังตึง วิทยาเหล่
“รู้หรอกน่าเพราะอะไร หิวแล้วซิ ถึงอยากเขมือบดอกไม้ไปพลางๆ ก่อน”
“พี่วิทย์!”
“ไม่ต้องมาทำตาเหลือก โน้น..ถึงแล้ว สวรรยารีสอร์ต”เขารีบตัดบทด้วยนึกรำคาญแม่น้องสาวเ้าคารมมันช่วยดึงทุกสายตาให้ไปสนใจกับป้ายไม้แผ่นใหญ่ที่มีดอกไม้สีเหลืองเล็กๆเลื้อยเป็กรอบรอบข้อความอันเป็ชื่อสถานที่
“สวรรยารีสอร์ต” กองฟางพึมพำเบาๆ กับตัวเองแล้วปล่อยรอยยิ้มให้จางลงไปพร้อมจังหวะชะลอรถกระทั่งจอดสนิท
ด้านหน้าตรงบันไดทางขึ้นตัวเรือนแลเห็นกระปุกซึ่งล่วงหน้ามาถึงก่อนเกือบชั่วโมงยืนเด่นเป็สง่าราศีแต่ไกลจนสามารถจัดอันดับหล่อนไว้ในตำแหน่งคนสวยในที่มืด ได้อย่างสบาย เพราะการเดินทางที่ไม่รีบเร่งจนเกินไปเน้นความปลอดภัยเป็หลัก กว่าจะถึงปลายทางจึงกินเวลาเข้าไปเกือบสี่ทุ่ม
“ทางนี้เลย ทางนี้ ยินดีต้อนรับสู่สวรรยารีสอร์ตค่า~~ทุกคนจุดที่เราต้องเข้าพักนี้เรียกว่าสวรรยาฮาเล ข้างๆ ทางด้านขวามือที่เห็นคือสวรรยาวิลล่าและทางด้านซ้ายคือสวรรยาราเซีย”เมื่อทิ้ง่ให้ทุกคนได้สำรวจตาม จึงพูดต่อ “เดี๋ยวพวกเราเข้าไปพักผ่อนเอาแรงกันก่อนแล้วพรุ่งนี้ค่อยเจอกันตอนเช้า ใครอยากดูพระอาทิตย์ขึ้นให้ตื่นก่อนตี 5 นะจ๊ะแต่ถ้าใครตื่นไม่ไหวโน่นเลย 8 โมง 9 โมงตามอัธยาศัยไม่ว่ากัน” กระปุกหันไปกำชับพนักงานหนุ่มสาวคู่หนึ่ง
“ดูแลคุณๆ ให้ดีล่ะ ขาดเหลืออะไรรีบมาบอกฉันนะ”คนฟังต่างพร้อมใจกันน้อมรับ แล้วกุลีกุจอนำกระเป๋าขึ้นรถเข็นที่เตรียมรอไว้
ก่อนแยกย้ายกันเข้าห้องพักเขตแดนเดินเข้ามาถามกลุ่มสาวๆด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“พรุ่งนี้ใครสนใจจะดูพระอาทิตย์ขึ้นบ้างล่ะเดี๋ยวพี่นำทีมเอง” เมื่อหนุ่มหล่อออกปากชวนทั้งทีสาวไหนจะกล้าปฏิเสธ! ต่างกรูเข้าไปรุมทึ้งในพริบตา
“ไปสิคะพี่แดน”
“ว่าแต่คนชวนอย่าเผลอนอนเพลินจนลืมละกันค่ะ”
“นั่นสิ! ไม่งั้นตามไปบุกถึงห้องจริงๆ ด้วย” หวานเท้าเอวฉับเมื่อเสียงวี๊ดว๊ายกระตู้วู้ของเหล่าเพื่อนฝูงทำหนวกหูเคยคลั่งรุ่นพี่ที่หล่อระดับพระเอกหนังเกาหลีกันอย่างไรก็ยังคลั่งอยู่อย่างนั้นไม่เลิก
ให้ตายสิ!
หวานเหลือบตาเลยไปอีกนิดเพื่อมองกองฟางที่กำลังยืนอมยิ้มอยู่ห่างๆใกล้กับไมยนาซึ่งรายนั้นยิ้มกว้างเชียวแหละ เพราะต่อให้มีสาวๆมากมายมารุมเขตแดนอีกเป็โขยงก็คงไม่รู้สึกสะทกสะท้านเพราะท้ายที่สุดแล้ว..เขาคงไม่มองใครนอกจากเธอ
“พี่วิทย์ว่าไงสนใจไปป่ะ”
“แน่นอนอยู่แล้ว”หวานแกล้งหยอดตาขวางรู้ทัน เห็นคนสวยๆ เข้าหน่อยเป็ไม่ได้
“งั้นพี่แดนคะหวานฝากพี่ชายด้วยนะ รายนี้รับรองว่าพอหลับแล้วจะกลายร่างเป็ท่อนไม้ทันทีไม่ส่งเสียงรบกวนให้พี่ต้องรำคาญแน่นอนค่ะ” ท่อนแขนถูกหยิกหมับทันควัน
“โอ๊ยยย! เจ็บนะ”
“พูดอย่างกับเราเคยนอนกับพี่งั้นแหละ”
“แหม! ถึงไม่เคยก็พอรู้น่ะ” วิทยาทำหน้างง
“ก็บ่อยไปที่พี่ชอบอาศัยโซฟาห้องรับแขกเป็ที่ซุกหัวนอนล้มตัวลงท่าไหนก็อยู่ท่านั้นจนเช้า ไม่รู้ว่าเหนื่อยจัดมาจากไหน” คำหยอกกันระหว่างพี่น้องทำให้กองฟางนึกถึงใครบางคน..เป็หนึ่ง
เธอเคยขลุกอยู่ในห้องนอนของเขาถึงสองหนและหนึ่งในนั้นอยู่ยันเช้าเลย
เฮ้อ! ป่านนี้นายนั่นคงเลิกบ้าไปแล้ว
มืออุ่นๆ วางลงบนศีรษะของคนที่กำลังใช้ความคิดภาพใบหน้าที่สะท้อนผ่านดวงตาโตกลมค่อยๆเลือนหายแล้วถูกแทนที่ด้วยใบหน้าของคนในความจริง เพราะความที่คนทั้งสองเป็รุ่นพี่รุ่นน้องที่สนิทสนมกันที่สุดกิริยาเอ็นดูแบบถึงเนื้อถึงตัวเช่นนี้จึงดูไม่แปลกในสายตาคนอื่น
“เจอกันพรุ่งนี้นะฟาง”
“ค่ะพี่แดน” ชายหนุ่มยิ้มตอบก่อนหันมาทางหวาน
“ฝากนายตำรวจไว้กับโจรกระจอกอย่างพี่ได้ไงฮะหวานจริงไหมครับคุณวิทย์” แม้เขตแดนจะเพิ่งเคยพบหน้าวิทยาเป็ครั้งแรกแต่เขาก็จำได้ดีว่าหวานมีพี่ชายเป็หนุ่มในเครื่องแบบ
วิทยาเพียงแค่ฉีกยิ้มแทนคำตอบจนเห็นฟันขาวเรียงสวยหวานคว้ามือกองฟางเดินนำ
“งั้นเราไปนอนกันเถอะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้ามืด ดูสิ! ตาโหลเชียว” แล้วหันมาโบกไม้โบกมือให้ทุกคน
“ไปล่ะนะคะ”
ไมยนาโบกมือรับแล้วเดินตามกระปุกไปติดๆส่วนคนอื่นๆ ก็พากันทยอยแยกย้าย ส่งผลให้สองหนุ่มอยู่รั้งท้ายเพื่อรอส่งบรรดาหญิงสาวให้เข้าห้องเสียก่อน
จากนั้นวิทยาจึงเริ่มขยับตัว
“ไปพ่อหัวหน้าแก๊งพรุ่งนี้มีภารกิจแต่เช้า”แล้วสรุปคำสั้นตามแบบฉบับเ้าพนักงานผู้เคร่งครัดในหน้าที่และนั่นก็ทำให้เขตแดนนึกหวาดๆเพราะหากตัวเองขัดขืนหรือฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม..อาจถูกใส่กุญแจมือเอาง่ายๆ
อากาศยามเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้นเย็นสบายด้วยมีสายลมพัดเอื่อยผ่านช่องหน้าต่างบานกว้างเรียกร่างเล็กๆที่กำลังยืนเอามือเท้ากับขอบหน้าต่างต้องเปลี่ยนใจเดินออกจากห้องไปหันมองคนที่นอนนิ่งอุตุแวบหนึ่งอย่างโล่งอกเมื่อการเคลื่อนตัวของเธอไม่ได้รบกวนใคร
บานประตูถูกปิดลงอย่างเบามืออันที่จริงตอนนี้ก็เพิ่งตี 4 กว่าๆ เท่านั้นเอง
เมื่อคืนเธอเพียงแค่หลับตาแต่ไม่ได้หลับใจมันไม่สงบพอจะทำอย่างนั้นได้นี่นา เป็ห่วงยายห่างน้าและอีกคนคือต้นไผ่แม้ตระหนักดีว่าทุกคนอยู่ในที่ปลอดภัย
หยาดน้ำใสๆพลันร่วงลงอาบแก้ม หญิงสาวรีบปาดมันทิ้งเพราะไม่รู้ว่ามันไหลออกมาได้ยังไงทั้งที่เธอตั้งใจไว้แล้วว่าจะเข้มแข็งและมีสติให้มากที่สุด
“นอนไม่หลับเหรอ” เสียงทุ้มแน่นทำลายความคิดฟุ้งซ่านของกองฟางให้ดับลง
“พี่วิทย์” คนมาใหม่ถอนหายใจเมื่อบนใบหน้าเล็กๆ ยังคงหลงเหลือรอยเปียกชื้นให้เห็น
“ไม่สบายใจเื่น้องชายล่ะซิ” เท่านั้นเธอจึงได้เบือนหน้าไปอีกทางเพื่อเกลี่ยผิวแก้มอย่างรวดเร็ว
“นอกจากคนของคุณวันชัยยังมีคนของพี่อีกส่วนหนึ่งคอยติดตามและเฝ้าดูเื่นี้อยู่ตลอดฟางสบายใจได้” เธอหันกลับมามองคนตรงหน้าด้วยแววตาตื้นตัน
“ขอบคุณค่ะพี่” มือหนายกเอื้อมคลอนศีรษะเล็กๆ จนโยกไปมา
“ที่ทำไปส่วนหนึ่งเพราะหน้าที่นอกนั้น..”
“อะไรคะ?” เธอยื่นหน้ามาเบิกตากลมด้วยความอยากรู้จนอีกฝ่ายอดเบิกตาตอบกลับไม่ได้
“เพื่อรอยยิ้มอันสดใสของฟางน่ะสิ” คำเย้าเหมือนมนต์คาถาเรียกสิ่งที่้าได้จริงหญิงสาวหัวเราะร่วน
“จริงนะ เราน่ะยิ้มสวยออกพี่ยังเคยบอกกับหวานั้แ่ตอนที่ได้เจอกับฟางครั้งแรกเลยว่า..เพื่อนของหวานคนนี้น่ะหน้าสวยยิ้มสวย” ร่างเล็กๆ สั่นสะท้านไปทั้งตัวจนต้องยกมือขึ้นกอดอกไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร คำชม..หรือ..ลมหนาว กันแน่
วิทยาปลดเสื้อคลุมตัวนอกออกตามสไตล์พระเอกหนังทั่วไปในความคิดของเธอแต่ที่เกินคาดกว่านั้นก็คือคุณพี่แกเล่นโยนมาให้ท่วมหัวเลยนี่สิ
“สมกับเป็เพื่อนยัยหวานจริงๆ ออกมาข้างนอกทั้งที่ยังใส่ชุดนอนตัวเดียวกลางป่ากลางเขาอย่างนี้ไม่มีชายในฝันตามมาคลุมเสื้อทำซึ้งให้หรอก” คำค่อนแคะทำให้ได้แววตาค้อนปะหลำปะเหลือกไม่ผิดกับน้องสาวเขาเลยทีเดียว
“พี่วิทย์หนิทำเสียบรรยากาศหมด” คราวนี้ศีรษะเล็กๆจึงได้โยนไปไกลกว่าเดิมตามแรงผลัก
“ตื่นได้แล้ว ละเมอเพ้อพกอยู่ได้”
“โหย! มากันเร็วจัง”อีกเสียงที่ค่อนข้างแหลมดังขึ้นทางด้านหลังให้คนทั้งสองได้หันขวับ
“พี่ปุ๊ก พี่แดน”
“นอนไม่หลับกันหรือไงคะเนี่ย”
แน่ะทำแซว
“หลับดีครับ หลับสบายซะด้วยถ้าไม่ติดว่าเมื่อวานมีคนบอกไว้..อยากดูพระอาทิตย์ขึ้นให้ตื่นก่อนตี 5” กระปุกทำหน้าฝืดขึ้นมาทันที เพราะต้องตกเป็จำเลยกะทันหัน
เขตแดนมองคนตั้งข้อหากลายๆให้คนอื่นได้แต่เช้าอย่างนึกขัน การเที่ยวเชียงใหม่คราวนี้มีอะไรให้สนุกกว่าที่คิดตั้งเยอะหากแต่แววตาเ้าเสน่ห์พลันเจื่อนลงเล็กน้อยเมื่อเหลือบไปเห็นเสื้อตัวโคล่งที่คลุมคนร่างเล็กจนแทบมิด
คงเป็ของใครไปไม่ได้นอกจาก..สายตาคมกริบตวัดมองหนุ่มนอกเครื่องแบบแวบหนึ่งแล้วกลับคืนมายังคนตรงหน้า
“ฟางยังไม่ได้เปลี่ยนชุดเลยอย่าบอกนะว่าจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นทั้งชุดนอนแบบนี้”เ้าหล่อนหัวเราะแหะ ยกมือเกาหัวแกรกๆทั้งที่มือสองข้างไม่อาจโผล่พ้นออกมาจากปลายแขนเสื้อ
เขตแดนคว้าไหล่คนตัวเล็ก ปลดเสื้อคลุมออก
“ไป..ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าซะ แล้วปลุกหวานมาด้วย อย่าช้าล่ะ” วิทยาแทบไม่ละสายตาจากทั้งคู่เช่นกัน รู้สึกตงิดๆอย่างบอกไม่ถูกว่าไอ้หนุ่มคนนี้ชักจะยังไงๆ อยู่เห็นหวานแหววกับแม่ดาราสาวไม่ยอมห่าง แต่ก็คอยหวงก้างคนโน้นคนนี้ไปเรื่อย
แปลก
“แล้วเมย์ล่ะครับ ทำไมคุณปุ๊กไม่ชวนออกมาด้วยกัน”วิทยาแกล้งถามให้คนหนุ่มกว่าเพียงไม่กี่ปีได้มองตาค้าง
“เดี๋ยวคงตามมาล่ะค่ะ อย่าลืมสิว่าคนสวยน่ะต้องดูแลตัวเองมากกว่าคนอื่นๆนิดนึง” นั่นหมายความว่าไมยนาตื่นแล้ว
“งั้นผมตามไปปลุกคนที่เหลือดีกว่า ขอเสื้อด้วยคร้าบบบ นั่นน่ะของผม” เขตแดนแทบไม่ต้องยื่นให้เมื่อลำแขนยาวตวัดพรึ้บเดียวโฉบเอาไปเฉยกระปุกร้องท้วงตามหลัง
“รอด้วยค่ะคุณพี่วิทย์ ปุ๊กไปด้วย”
บัดนี้สิบชีวิตผู้ครื้นเครงและตื่นเต้นกับธรรมชาติจนเสียงดังแซงหน้าสรรพสัตว์ที่ร้องระงมรับวันใหม่บริเวณระเบียงกว้างชั้น 3 ของสวรรยาวิลลา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสวรรยาฮาเลเท่าไหร่นักโดยกระปุกอ้างว่าที่นี่คือจุดชมวิวใหญ่อีกทั้งสะดวกสบายเพราะมีพื้นที่รับรองแขกกว้างขวางและมีอาหารให้เลือกหลากหลายด้านล่างมีร้านจำหน่ายของที่ระลึกมากมาย ไม่ว่าจะเป็ผ้าทอพื้นเมือง รองเท้ากระเป๋าจักสานเครื่องประดับที่ทำจากวัตถุดิบทางธรรมชาติอันเป็งานฝีมือของคนในท้องถิ่น
กองฟางคุยโทรศัพท์กับคุณลุงเพื่อไถ่ถามทุกข์สุขกันได้ไม่เท่าไหร่อารยาก็โทร.เข้ามาจ่อรอคิว
“ขอโทษค่ะพี่อัน เมื่อกี้ติดสายคุณลุงอยู่น่ะค่ะ ตอนนี้พี่อันอยู่ไหนแล้วคะ”
“เดินกินธรรมชาติอยู่ข้างนอกที่พักน่ะสิจ๊ะกว่าจะลากพ่อคุณชายออกมาได้แทบแย่ นี่ก็ร่ำร่ำว่าขอตัวไปห้องน้ำ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นนะก็เข้ามาเกือบชั่วโมง” พ่อคุณชาย ที่อารยาพูดถึงทำกองฟางหน้าเสีย ตกลงนายนั่นตามจริงๆหรือเนี่ย
“พี่อันพักที่ไหนของเชียงใหม่คะ” กองฟางปลดผ้าพันคอด้วยรู้สึกร้อนขึ้นมาเฉยๆคนไม่ทันระวังเพราะกลัวโทรศัพท์มือถือจะหลุดมือมากกว่าสิ่งอื่นใด เผลอปล่อยผ้าพันคอร่วงลงพื้น
ตอนนั้นเองที่สายลมวูบใหญ่พัดเอาผ้าของเธอกลิ้งไปจนตกจากระเบียง
“สวรรยาวิลล่า” คนที่ควรตั้งใจฟังคำตอบจึงมัวแต่ใ “อุ๊ยพี่อัน! เดี๋ยวฟางโทร.กลับนะคะ” เ้าหล่อนกดปิดสัญญาณมือถือแล้วรีบชะโงกหน้าลงดูแวบหนึ่งพร้อมกับเริ่มออกวิ่ง
3 ชั้นก็บ่ยั่นแล้วงานนี้ เพราะผ้าพันคอผืนนั้นเธอได้เป็ของขวัญวันเกิดเมื่อสองปีก่อนจากพี่อันนั่นแหละ
“เร็วเข้ายัยฟาง” เร่งตัวเองยิกๆเท่าที่วิ่งหน้าตั้งอยู่นี่ก็แทบไม่นับขั้นกันแล้ว
ทันใดนั้น!สิ่งที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น
เท้าสองข้างของเธอไถลพรืดลงมารวดเดียว
“ว๊ายยยยยย!”หลังจากคว้าอะไรเพื่อรั้งตัวเองไม่ได้สักอย่างนอกจากส่วนปลายของไม้ประดับที่ทิ้งตัวระย้าหล่นจากกระถางตรงฝาผนังเชื่อเถอะว่าก้นกบยันข้อพับคงหักงอไม่เหลือชิ้นดี โชคร้ายหน่อยคงได้นอนโรงพยาบาลเป็อาทิตย์
“เอ๊ะ!” หญิงสาวชะงัก
ตกจากบันไดตั้งหลายขั้นไม่ยักจะรู้สึกเจ็บเนื้อเจ็บตัวตรงไหน
“ตกมาจริงหรือว่าฝันไป ฉันต้องฝันไปแน่ๆ”
“ฝันเฝินที่ไหน หล่นลงมานั่งทับคนอื่นอยู่เนี่ย”
ห๊า!
กองฟางชะงักอีกรอบเมื่อมีคนแหกปากสวนขึ้น
โถคุณพระช่วย! เกิดเป็ น.ส.กองฟาง กุลมาศ ก็ดีอย่างนี้เองหนอจะเจ็บตัวทั้งทียังอุตส่าห์มีผู้อุปถัมภ์ค้ำจุนมิให้บอบช้ำสักจ้ำ
เสียงร้องลั่นประสานเสียงโครมครามเมื่อครู่ดึงความสนใจจากคนบนชั้น3 ให้ลงมาดู หวานถึงกับตบอกฝางกับภาพที่เห็น
“ตายแล้วยัยฟาง! เป็อะไรหรือเปล่า” นี่เป็อีกคนที่แถบจะถลาตกบันไดตามลงมา
“ไม่เป็ไร”
“ไม่เป็ไรก็ลุกได้แล้ว ฉันหนักนะ!” หวานมองคนเป็เบาะรองก้นให้เพื่อนรักอย่างตกตะลึง
หล่อชะมัด
กองฟางลุกพรวดออกจากตัวพระเอกหมาดๆในสายตาคนอื่นที่เข้าใจว่าเขาช่วยรับเธอไว้จนตัวเองต้องคลุกฝุ่นอยู่กับพื้น
“น้ำใจน่ะมีไหม”เป็หนึ่งตวาดลั่นพร้อมยื่นมือข้างหนึ่งหมายว่าให้ช่วยดึง อีกฝ่ายมองซากพลูด่างในมือตัวเองที่ยังกำไว้แน่นสลับกับมือของเขาหากเป็คนอื่นเธอคงรีบขอโทษขอโพยแล้วกุลีกุจอช่วยไปแล้ว
“ใครใช้ให้นายมายืนรอรับฉันล่ะ”
หวานถึงกับอึ้งเมื่อคนเป็เพื่อนทำไร้น้ำใจกับคนหน้าตาดี
“งั้นฉันช่วยเองค่ะ”พลันหันขวับมาขึงตาเขียวใส่เพื่อน “เธอหนิยังไงนะ คุณเขาอุตส่าห์ช่วยไว้แท้ๆจะขอบคุณสักคำก็ไม่มี” ส่งผลให้เป็หนึ่งได้ทีเชิดหน้าเย้ยมีคนทำหน้าที่ต่อว่าแทนเห็นๆ ไม่ต้องออกแรงให้เมื่อยปาก
กองฟางนิ่วหน้าเข้าไปปัดมือหวานที่กำลังยื้อคนตัวโตให้ลุกยืนให้ต้องก้นจ้ำเบ้าไปกับพื้นอีกรอบ
“โอ๊ย! ทำอะไรน่ะยัยเจ๋อ ฉันเจ็บนะ” เธอจิกตาใส่คนโอดครวญพร้อมหันไปกำหลาบคนเป็เพื่อน
“ไม่ต้องไปช่วยเขาหรอก นายคนนี้เขาช่วยตัวเองได้ หัวแข็งออกจะตาย”
หวานเหมือนถูกกระทุ้งความทรงจำกับถ้อยคำคุ้นคล้ายคำแทนตัวเพื่อนรักที่คนเป็เพื่อนเคยบ่นให้ฟังอยู่บ่อยๆ..ใครนะชอบเรียกยัยฟางว่า..ยัยเจ๋อ
“ลุกขึ้นมาเลยนายหนึ่ง แค่หล่นจากบันไดไม่กี่ขั้น ทำสำออยอยู่ได้”
นั่นไง! ชัดเลย
“นะ..นี่..นายหนึ่ง เป็หนึ่ง วรากรณ์ที่เป็หลานชายคุณลุงกับคุณป้ามหาภัย..เอ้ย!..” หวานชะงักคำอย่างลืมตัว “กับคุณป้านรีของเธอน่ะเหรอ”
“ใช่ เขาล่ะ” หวานและเพื่อนๆ แทบไม่เชื่อสายตา มหกรรมรวมพลคนหล่อแห่งประเทศไทยจัดขึ้นที่นี่นี่เอง
“เกิดอะไรขึ้นน่ะหนึ่ง อ้าว! ฟาง” อารยาเข้ามาสมทบด้วยหน้าตาเหลอหลาอย่างคนลำดับเหตุการณ์ไม่ถูก
“พี่อันมาได้ยังไงคะเนี่ย”กองฟางถามแต่อีกฝ่ายส่งสายตาตอบกลับมาว่า..เื่นั้นน่ะช่างเถอะช่วยคนที่พื้นก่อนดีกว่า
“เป็อะไรมากไหม เอ้า! สาวๆ ช่วยกันหน่อยเร็ว” แต่ยังไม่ทันได้ถึงมือสาววิทยาและเขตแดนก็ปราดเข้ามาช่วยดึงเป็หนึ่งให้ลุกขึ้น
“คงจุก” วิทยาสรุปอาการจากการงอก่องอขิงของคนเจ็บกองฟางเริ่มไม่สบายใจ..ก็เมื่อกี้ว่าเขาไว้เยอะแถมยังทำตัวเป็คนไร้น้ำใจจริงๆ
“นี่นายเจ็บจริงๆ เหรอ”
“ต้องรอให้ฉันตายไปต่อหน้าก่อนหรือไงถึงจะเชื่อ”
“ขอโทษ แล้วเจ็บตรงไหนอีกหรือเปล่า” เป็หนึ่งสะบัดมือข้างที่รู้สึกเสียวแปลบๆมันทำให้เขาต้องกัดฟันแน่นแล้วใช้อีกมือกำนวดเบาๆ
“ข้อมือคงเคล็ด ไม่ถึงกับหักเพราะถ้าหักคงนั่งไม่ติดละ” ผู้กองหนุ่มวินิจฉัยตามสภาพที่เห็น กองฟางรีบหันไปปรึกษา
“พาเขาไปหาหมอดีไหมคะ ไม่รู้ว่าโรงพยาบาลอยู่ไกลจากนี่ไหม”
“ไปห้องพยาบาลด้านในก่อนดีกว่า ที่นี่มีหมอประจำอยู่” กระปุกแนะนำ ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยวิทยากับเขตแดนจึงได้ทำหน้าที่หิ้วคนเจ็บเข้าด้านใน
หลังจากทุกอย่างคลี่คลายไปในทางที่ดีหมอประจำรีสอร์ตตรวจอาการเป็หนึ่งอย่างคร่าวๆแล้วบอกว่าไม่เป็อะไรมากนอกจากข้อมือข้างขวาส้นเท่านั้น กองฟางดูจะเป็คนที่โล่งใจมากที่สุดเพราะเธอเป็ต้นเหตุของเื่นี้
เป็หนึ่งและอารยาถือเป็บุคคลนอกรายการทัวร์ที่เข้ามาช่วยเพิ่มสีสันให้กับการเที่ยวครั้งนี้โดยเฉพาะกับกลุ่มเพื่อนสาว
“คู่กัดั้แ่เด็กคนนี้ของแกหล่อไม่ใช่เล่นเลยนะแล้วเป็ไงมาไงเขาถึงได้ตามแกมาถึงนี่”หนึ่งในเพื่อนสาวของกองฟางเปิดประเด็นได้น่าสนใจเป็อย่างยิ่งเพราะทุกชีวิตพากันหูผึ่งรอฟัง
คนถูกถามทำหน้าสุดเซ็ง
“เขาไม่ได้ตามฉันมา เขามากับพี่อันต่างหาก”
“แล้วพี่วิทย์ล่ะ พี่วิทย์ของยัยหวานตามใครมา”แทนที่ทุกสายตาจะไปรวมอยู่ที่หวานกลับยังจ้องเขม็งอยู่ที่เดิมร้อนถึงคนหวงพี่ชายต้องรีบแหวใส่
“ก็ตามฉันมาไง น้องสาวมาทั้งคน พี่ชายจะไม่มาด้วยได้ไง” เพื่อนๆ พากันโบกนิ้วส่ายหน้า
“โถ โถ โถ! ยัยหวานเพื่อนเรา ช่างสำคัญตัวผิดเสียจริง”
“เื่บางเื่มันยากเกินจะเข้าใจ”
“ใช่ อย่างเช่นนิทานเื่นี้สอนให้รู้ว่าคนเนื้อหอมที่แท้จริงมิใช่จะต้องเป็ดาราเสมอไป” เพราะขนาดเมย์ไมยนา ร่วมก๊วนมาด้วยทั้งคน แต่กลับไม่ค่อยได้รับความสนใจจากหนุ่มๆ เท่าไหร่นักทำให้อดเปรียบเทียบไม่ได้
“พวกแกนี่พูดจาไม่เข้าเื่ใหญ่ละ มา! ฉันจะสรุปให้ฟังพี่วิทย์น่ะมากับยัยหวาน พี่แดนมากับเมย์ โอเค้? สองข้อนี้เลิกสงสัยไปได้ส่วนนายหนึ่งนั่นเขาก็มากับพี่อันของฉัน ข้อนี้ยิ่งไม่ต้องสงสัยใหญ่เลย คราวนี้กระจ่างกันหรือยัง”
“เอ้าๆ เข้าใจก็เข้าใจแม่คนถ่อมตัว อย่ามีใครโผล่มาให้เซอร์ไพร์สอีกล่ะไม่งั้นแกเสร็จพวกฉันแน่..จะไม่ให้แก้ตัวกันเลยทีเดียว” กองฟางฟังแล้วอยากจะบ้าตายแต่ก็นั่นล่ะ..ใคร๊จะมาอีก ไม่มีทางซะล่ะ
อาหารมื้อเที่ยงดำเนินไปท่ามกลางความเอร็ดอร่อยด้วยเ้าของรีสอร์ตลงทุนจ้างเชฟฝีมือดีระดับประจำโรงแรมห้าดาวมาคอยทำอาหารหลากสไตล์ไว้บริการลูกค้า
ปริมาณคนที่เพิ่มขึ้นจากการมาสมทบของเป็หนึ่งและอารยาทำให้ได้รับการตอบรับดีเพราะแต่แรกที่คาดว่าจะมีชายหนุ่มเพียงคนเดียวคือเขตแดน ตอนนี้เพิ่มมาอีกสอง คือวิทยา และเป็หนึ่ง ยิ่งทำให้หัวใจสาวๆ อบอุ่นขึ้นเป็กองยามอยู่ไกลบ้านอย่างนี้
กองฟางสะดุ้งตัวขึ้นนิดนึงเมื่อหวนนึกถึงบางสิ่ง..ผ้าพันคอ
“จะไปไหนฟาง”อารยาถามเมื่อเห็นเ้าหล่อนทำท่าจะลุกจากเก้าอี้
“ไปห้องน้ำค่ะพี่ ไปด้วยกันไหม”ดีนะที่พี่อันของเธอส่ายหน้าปฏิเสธ มันทำให้เป็หนึ่งซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆปรายตาขวางใส่เมื่อเหลือบเห็นสีหน้าผ่อนคลายคล้ายมีบางอย่างปิดบัง
“ฝากดูแลเขาก่อนนะคะพี่อัน เดี๋ยวกลับมา”
“จ้ะ ไปเถอะ”
“ฉันไปด้วย” หวานอาสาตามติดกองฟางจะเอ่ยขัดก็ไม่ได้เพราะ ‘นายนั่น’ ยังคงจ้องอยู่
“ไปสิ! เร็ว”
วิทยายังคงเป็คนช่างสังเกตสังกาตามนิสัยผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อดส่ายหน้าให้กับคนหนุ่มผู้มาใหม่เช่นเดียวกับคนหนุ่มผู้ร่วมการเดินทางมาแต่แรกไม่ได้ก็ควงคู่มากับสาวเ้าเสน่ห์ผู้มีอัธยาศัยดีเป็เลิศแต่กลับไปใส่ใจอีกคนด้วยการแสดงออกว่า..ดุ ขวาง
แปลกอีกคนละ
กองฟางดึงมือหวานผ่านหน้าห้องน้ำหญิงไปอย่างไม่แยแสคนถูกดึงทึ้งให้ตามไปเลยได้แต่งงเป็ไก่ตาแตก
“เอ้ย! ฟาง เลยห้องน้ำแล้วแก”
“เออ! รู้น่ะ”
“อ้าว! นี่แกไม่ได้จะไปห้องน้ำหรอกเหรอเนี่ย”
“เปล่า” กองฟางหยุดเมื่อรู้ดีว่าอีกฝ่ายคงซักไม่เลิกหากไม่ได้คำอธิบายที่ดี
“ฉันทำผ้าพันคอหล่นเมื่อเช้า นี่ล่ะสาเหตุที่ทำให้ฉันต้องรีบวิ่งลงมาจนสะดุดขาตัวเองล้มทับนายหนึ่ง”
“เอ้า! แล้วเมื่อกี้ทำไมไม่บอกไปอย่างที่แกบอกฉันล่ะ”
“บอกได้ไงวะ ก็ผ้าพันคอผืนนั้นพี่อันเขาเป็คนซื้อให้ฉันถ้าบอกว่าทำหายก็เสียน้ำใจแย่น่ะสิ” หวานพยักหน้าหงึกหงัก
“ไปเร็ว ช่วยฉันหาเลย”
สองชีวิตช่วยกันหาของจนเหงื่อผุดพราวทั่วใบหน้าอากาศทางเหนือของประเทศใน่กลางวันก็ร้อนมิใช่เล่นหวานเริ่มออกอาการเพลียแดดให้เห็น
“คงไม่เจอแล้วแหละสงสัยมีคนหยิบไปแน่เลย” กองฟางเป่าลมออกปากแม้จะไม่เห็นด้วยกับคำสรุปนั้นแต่ก็หย่อนตัวลงนั่งใกล้ๆ กันอย่างเหนื่อยอ่อน
“ทำไงดีล่ะ”
“เอางี้ละกันเดี๋ยวเราลองไปถามที่ประชาสัมพันธ์ดูก่อน เผื่อบางทีพนักงานเขาเก็บได้”
“เออใช่” กองฟางเหมือนเห็นแสงสว่างนอกเหนือจากดวงตะวันเบื้องบน
“เอ้า! รอฉันด้วยสิยัยฟาง” หวานตะเกียกตะกายลุกตามแม่เ้าประคุณเล่นทิ้งกันไปเฉย
“ขอโทษค่ะ คือเมื่อเช้าฉันทำผ้าพันคอหล่นไว้ไม่ทราบมีใครเก็บได้บ้างไหมคะ”
“ไม่มีนี่คะแล้วผ้าพันคอคุณสีอะไรคะเผื่อมีใครมาฝากไว้จะได้บอกคุณ”
“สีฟ้าค่ะ ถ้ามีคนมาฝากไว้ติดต่อฉันได้ที่สวรรยาฮาเลห้อง 211 นะคะ ดิฉันชื่อกองฟางค่ะ”บริกรสาวเหนือคนหนึ่งที่ก้มๆ เงยๆ อยู่ใต้เคาน์เตอร์รีบโผล่หน้าขึ้นมา
“ใจ้ผ้าพันคอที่หล่นมาจากชั้นบนหรือเปล่าเ้า”
“ใช่ค่ะ”
“มีป้อชายคนหนึ่งเก็บได้”
“คนไหนคะ?”
“บ่ฮู้เ้านึกว่าเป็ของแฟนเปิ้ลซะอีก เห็นยืนนิ่งเหมือนรอไผจะลงมาแต่แล้วก็เปลี่ยนใจ๋เดินไปเฉย” กองฟางแทบหมดแรง จบกันคราวนี้คนที่เก็บได้ก็ช่างกระไร ไม่ใช่ของตัวสักหน่อยทำไมยังเอาไป
“ว่าไงฟาง เจอไหม?” หวานตามมาถามให้กองฟางยิ่งช้ำใจ
“ไม่เจอน่ะสิ ใครก็ไม่รู้เอาไปแล้วทั้งที่ไม่ใช่ของของตัวเอง..นิสัยไม่ดี”