หยวนซื่อเจี๋ย ก้าวขึ้นสู่เวทีท่ามกลางเสียงเชียร์ที่ดุดันของเหล่าทหารและชาวยุทธ์สายบู๊ ร่างสูงโปร่งแต่กำยำของเขาสวมชุดเกราะเบาที่ขับเน้นมัดกล้ามเนื้อ บนบ่าแบก "ง้าว" ยาวแปดศอกซึ่งเป็นอาวุธสังหารหลักบนหลังม้า ตัวใบง้าวสะท้อนแสงแดดเป็นประกายเย็นเยียบ ฝั่งตรงข้ามคือศิษย์เอกจากสำนักดาบคลั่ง ที่รวบรวมปราณสีแดงฉานจนดูคล้ายโลหะที่กำลังลุกไหม้
"เริ่มได้!"
สิ้นเสียงกรรมการ ศิษย์สำนักดาบคลั่งระเบิดพลังพุ่งเข้าใส่ดุจพายุบุแคม ดาบใหญ่ฟันฟาดลงมาด้วยท่วงท่าที่เน้นการทำลายล้างหวังเผด็จศึกในดาบเดียว ทว่าหยวนซื่อเจี๋ยกลับเพียงแค่แค่นยิ้ม เขาไม่ได้ขยับง้าวที่บ่าด้วยซ้ำ แต่กลับก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างมั่นคงราวกับขุนเขา
เคร้ง!!!
เสียงปะทะสนั่นหวั่นไหวจนหูอื้ออึง แต่ภาพที่ปรากฏกลับทำให้ผู้ชมต้องขยี้ตา หยวนซื่อเจี๋ยใช้เพียงมือซ้ายที่สวมถุงมือเหล็ก คว้าจับใบดาบที่กำลังลุกไหม้ของคู่ต่อสู้ไว้ได้อย่างง่ายดาย ปราณสีทองแดงของเขาแผ่ออกมาปกคลุมฝ่ามือจนดูราวกับเป็นกรงเล็บพยัคฆ์ที่แข็งแกร่งเกินมนุษย์
"มีดีแค่ความคลั่ง... แต่ไร้ซึ่งวินัย" ซื่อเจี๋ยเอ่ยเสียงเย็น ก่อนจะออกแรงบีบจนใบดาบเล่มนั้นร้าวราน เขาใช้ด้ามง้าวที่ทำจากไม้เนื้อแข็งพันเหล็กกระแทกเข้าที่ยอดอกคู่ต่อสู้เพียงครั้งเดียว ตูม! ร่างของศิษย์สำนักดาบคลั่งกระเด็นตกเวทีไปพร้อมกับกระอักเลือดคำโต
หยวนซื่อเจี๋ยไม่ได้มองตามร่างนั้นไปแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่ปัดฝุ่นที่บ่าพลางเปรยขึ้นให้ได้ยินกันทั่วพลับพลา "คนอ่อนแอที่พึ่งพาแต่บ้าดีเดือด ไม่ต่างอะไรกับเดรัจฉานในสนามรบ... เสียเวลาข้าจริงๆ"
เมื่อถึงคิวของ อวิ๋น บรรยากาศรอบสนามไม่ได้ดูแคลนเขาเหมือนช่วงแรกอีกต่อไป หลังจากที่เขาเอาชนะคนของตระกูลหยวนมาได้อย่างขาดลอยในรอบก่อน ผู้คนต่างเริ่มจับจ้องชายหนุ่มผู้ไร้ลมปราณคนนี้ด้วยความสงสัยและคาดหวังว่าเขาจะมีความลับอะไรซ่อนไว้อีก
ฝั่งตรงข้ามคือ ศิษย์เอกสำนักวายุ ผู้เก่งกาจด้านวิชาเตะและการเคลื่อนที่ เขาก้าวขึ้นเวทีพลางจ้องมองอวิ๋นด้วยสายตาพิจารณา "ข้าดูเจ้าสู้ในรอบก่อน กระบวนท่าของเจ้าดูตรงไปตรงมา ไร้การหลอกล่อ... สำหรับข้า นั่นมันอ่านง่ายเกินไป!" เขาประกาศก้อง พลางตั้งท่าเตรียมเตะ
"เริ่มได้!"
ทันทีที่สิ้นเสียง ศิษย์สำนักวายุเคลื่อนที่ประดุจพายุหมุน วนรอบกายอวิ๋นด้วยความเร็วสูงจนเกิดเป็นเงาซ้อน ทว่า อวิ๋นกลับยืนนิ่งสนิท เขาไม่ได้พยายามวิ่งตามเงาที่มองไม่ทัน แต่กลับยืนตั้งมั่นอยู่ในจุดเดียวเพื่อเป็นฝ่ายตั้งรับ
ปึก! ปึก! ปึก!
ลูกเตะที่แฝงปราณวายุพุ่งเข้าใส่ไหล่และสีข้างของอวิ๋นอย่างต่อเนื่อง อวิ๋นทำเพียงยกแขนขึ้นป้องกันและบิดตัวหลบหลีกเพียงเล็กน้อยเพื่อลดแรงปะทะ เขาอดทนรับความเจ็บปวดซ้ำๆ เพื่อรอจังหวะเพียงเสี้ยววินาที... ในจังหวะที่ศิษย์สำนักวายุหมุนตัวเตะสูงหวังปิดเกม อวิ๋นพุ่งตัวสวนเข้าไปในรัศมีวงเตะอย่างแม่นยำ หมัดขวาชกเข้าที่ข้างลำตัวของคู่ต่อสู้อย่างจัง!
"อึก!" แรงกระแทกจากกล้ามเนื้อที่ฝึกมาอย่างหนักหน่วงทำเอาปราณวายุที่กำลังหมุนวนปั่นป่วนจนขาดช่วง อวิ๋นไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ เขาตามด้วยการเตะตัดล่างเข้าที่หน้าแข้งอย่างหนักแน่น จนศิษย์สำนักวายุเสียหลักต้องรีบกระโดดถอยฉากไปไกลหลายช่วงตัวเพื่อตั้งหลัก
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องแปลกใจคือ อวิ๋นไม่ได้ตามไป เขายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมในท่าเดิม ราวกับเป็นขุนเขาที่ไม่หวั่นไหวต่อสายลม
บนพลับพลาประทับ
"ท่านอาเกา... เหตุใดศิษย์เอกสำนักวายุถึงดูลังเลเช่นนั้น? ทั้งที่อวิ๋นก็ไม่ได้ตามเข้าไปซ้ำ" องค์ชายรองตรัสถามขณะจ้องมองร่างที่ขยับถอยห่างไปไกลของนักยุทธ์บนเวที
"ทูลองค์ชาย... ที่เขายังไม่กล้าบุ่มบ่าม เพราะในช่วงเสี้ยววินาทีเมื่อครู่ เด็กหนุ่มไร้ปราณคนนั้นฉวยโอกาสโจมตีเข้าจุดสำคัญถึงสองจุดพร้อมกัน" องครักษ์เกาอธิบายด้วยสายตาคมกริบ "หนึ่งคือข้างลำตัว และสองคือหน้าแข้งที่โดนเตะตัดล่าง สำหรับสำนักวายุที่พึ่งพาเพลงเตะและวิชาย่างก้าว จุดที่ถูกโจมตีนั้นเปรียบเสมือนหัวใจหลัก หากเขายังไม่ระวังแล้วถูกโจมตีซ้ำที่เดิมอีก เขาอาจสูญเสีย 'อาวุธ' ที่สำคัญที่สุดไป ไม่ว่าจะเป็นพลังทำลายของลูกเตะหรือความคล่องตัวที่เป็นจุดแข็ง"
องค์ชายรองพยักพระพักตร์อย่างเข้าใจ "เช่นนั้นอวิ๋นเองก็จงใจหยุดเพื่อกดดันให้ศัตรูเสียขวัญด้วยใช่หรือไม่?"
"ส่วนหนึ่งพะยะค่ะ แต่อีกส่วน... กระหม่อมมองว่าอวิ๋นเองก็ 'ทำไม่ได้' มากกว่า" องครักษ์เกาเปรยเสียงเรียบ "อย่างไรเสีย มนุษย์ที่ไร้ลมปราณย่อมเป็นการยากที่จะเคลื่อนที่ตามติดนักยุทธ์ที่ใช้วิชาย่างก้าวชั้นสูงได้ทัน การเลือกยืนหยัดตั้งมั่นอยู่ในจุดเดิมจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ เพื่อรักษาความมั่นคงของร่างกายไว้"
องครักษ์เกาหยุดเว้นวรรคครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจแผ่วเบา "วิธีนี้ใช้ได้ผลดีในระดับนี้... แต่คงใช้ไม่ได้ในการต่อสู้ระดับที่สูงกว่านี้พะยะค่ะ โดยเฉพาะหากต้องเผชิญหน้ากับ 'ระดับปราณพิสุทธิ์' ซึ่งลมปราณจะหลอมรวมเข้ากับเส้นเอ็นและกระดูกจนแข็งแกร่งและบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น พลังโจมตีจะรุนแรงและเป็นวงกว้างจนยากจะเข้าใกล้ อีกทั้งยังสามารถส่งผ่านปราณสู่ศาสตราวุธเพื่อจู่โจมจากระยะไกลได้ หากคู่ต่อสู้ไม่บุกเข้ามาปะทะโดยตรงแต่เลือกใช้ปราณพิสุทธิ์ถล่มจากที่ไกลๆ... เด็กหนุ่มคนนั้นคงยากจะรับมือ"
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ศิษย์สำนักวายุเริ่มจดๆ จ้องๆ เขาไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้าหาเพราะเกรงกลัวหมัดที่หนักหน่วงนั้น ทว่าความเงียบในสนามกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงโห่ร้องกดดันจากผู้ชม "เข้าสิวะ! มัวแต่กลัวอะไรคนไม่มีลมปราณ!" เสียงตะโกนด่าทอดังระงมจนศิษย์สำนักวายุเริ่มหน้าถอดสี เขาเป็นถึงศิษย์เอกแต่กลับถูกกดดันจนเสียสมาธิ สุดท้ายเมื่อทนแรงกดดันไม่ไหว เขาจึงตัดสินใจพุ่งเข้าไปโจมตีอีกครั้ง คราวนี้เขาเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น รวบรวมปราณวายุไว้ที่ปลายเท้าจนหนาแน่น
ทว่าทันทีที่เขาเข้าสู่ระยะจู่โจม อวิ๋นกลับเป็นฝ่ายพุ่งชาร์ทสวนเข้ามาเสียเอง!
มันเป็นความเร็วจากพลังกายล้วนๆ ที่ไม่มีใครคาดคิด อวิ๋นชกหมัดขวาเข้าที่ข้างลำตัวจุดเดิมกับที่เคยต่อยไว้ มันไม่ใช่หมัดที่อัดแน่นด้วยพลังลึกลับ แต่มันคือหมัดที่แฝงด้วยน้ำหนักตัวทั้งหมดและการบิดเอวที่สมบูรณ์แบบ อวิ๋นไม่ได้ชกไปที่กล้ามเนื้อ แต่เขาชกทะลุลงไปที่ช่องว่างระหว่างซี่โครง... จุดที่แม้แต่ลมปราณก็ยังปกป้องได้ยาก
ศิษย์สำนักวายุถึงกับหน้าเขียวคล้ำด้วยความจุกอก แม้เขาพยายามจะฝืนถอยหลังเพื่อตั้งหลัก แต่อวิ๋นกลับไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้หายใจ เขาพุ่งตามติดประดุจเงาตามตัว และซัดหมัดเข้าที่ข้างลำตัวบริเวณเดิมเป็นครั้งที่สามซ้ำลงไปอย่างโหดเหี้ยม! ร่างของศิษย์สำนักวายุตาเหลือกค้าง ปราณในร่างพังทลายจนไม่สามารถประคองสติได้อีกต่อไป เขาทรุดฮวบลงกับพื้นเวทีในสภาพที่สำลักลมหายใจออกมาอย่างทรมาน
ทั้งสนามตกอยู่ในความเงียบครู่หนึ่ง ก่อนที่เสียงอื้ออึงจะดังขึ้น ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหวของอวิ๋นในวันนี้ทำให้ชื่อของเขาถูกจารึกไว้ในฐานะตัวอันตรายของสายพยัคฆ์อย่างแท้จริง
อวิ๋นเช็ดเลือดที่มุมปากเล็กน้อยพลางเดินลงจากเวทีช้าๆ ในขณะที่เขาเดินผ่านทางเดินนักยุทธ์ หยวนซื่อเจี๋ย แรงกดดันจากร่างกำยำของซื่อเจี๋ยรุนแรงจนอากาศรอบตัวคล้ายจะหนักอึ้ง ง้าวยาวบนบ่าของเขาสั่นสะเทือนเบาๆ ราวกับมันกำลังตอบสนองต่อกลิ่นอายคาวเลือดจากแผลของอวิ๋น
ซื่อเจี๋ยไม่ได้พูดอะไร แต่ในแววตาที่เคยมองผ่านๆ บัดนี้กลับมีความ "รำคาญใจ" แฝงอยู่อย่างเข้มข้น เขารู้สึกขัดใจที่ปลายนิ้วง้าวอันทรงเกียรติของเขาต้องถูกลดตัวลงมาเปื้อนเลือดของคนชั้นต่ำที่ไม่มีแม้แต่กระแสปราณ สำหรับแม่ทัพหนุ่มที่เติบโตมาในตระกูลที่บูชาความแข็งแกร่งของลมปราณเป็นสรณะ การต้องลดตัวลงไปสู้กับคนไร้ค่าเช่นนี้ในรอบถัดไป ไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้น แต่มันคือ "รอยด่างพร้อย" ในเส้นทางสู่แชมป์ของเขา
เขากัดฟันจนกรามขึ้นนูน เมื่อเห็นว่าอวิ๋นไม่ได้แสดงท่าทีหวาดเกรงในพลังกดดันที่เขามุ่งเป้าจู่โจมจิตใจแม้แต่น้อย ความเงียบของอวิ๋นไม่ได้ดูเหมือนความขลาดกลัว แต่มันคือความ "เมินเฉย" ที่ตบหน้าศักดิ์ศรีของคนตระกูลหยวนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าการก่นด่า
"เจ้า..." ซื่อเจี๋ยเปรยออกมาคำเดียวด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อยจากความหงุดหงิด ก่อนจะหุบปากฉับเมื่อเห็นสายตาที่เรียบเฉยทว่าไร้ความกลัวของอวิ๋น
อวิ๋นเดินผ่านไปโดยไม่สบตา ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายของความเด็ดเดี่ยว