ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นคิดไม่ถึงว่าบุตรชายจะมารับด้วยตนเอง ใบหน้าจึงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม พลางมองขึ้นลงสำรวจเขารอบหนึ่ง น้ำเสียงปรากฏความปลงอนิจจังอยู่บ้าง“เ้าใหญ่ ดูเ้าผอมลงไม่น้อยเลย”
เสิ่นจื้ออวิ๋นคารวะ แล้วกล่าวว่า “ท่านแม่ต้องลำบากเดินทางเพราะข้า ข้าเป็ลูกอกตัญญูนักทำให้ท่านต้องเหนื่อย”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นโบกมือ “ไม่เป็อะไร เ้าเป็คนมีตำแหน่งหน้าที่ ย่อมไม่อาจไปไหนได้ตามใจ”
จากนั้นหลี่หมัวมัวก็พาทุกคนมาคารวะทักทายเสิ่นจื้ออวิ๋น
เสิ่นจื้ออวิ๋นสะบัดมือ “ลุกขึ้นเถิด”
ปีนี้เสิ่นจื้ออวิ๋นอายุสามสิบเจ็ดปีแล้ว สูงเจ็ดฉื่อ[1]กว่าสวมพัสตราภรณ์สีเขียวเข้ม เพียงเห็นก็ทราบว่าทำมาจากวัสดุชั้นดีใบหน้าขาวนวลสะอาดสะอ้าน องคาพยพประณีตเหมาะสม ไว้หนวดสั้นๆดวงตาทั้งสองสดใสทรงพลัง ใบหน้าอวบอิ่มเชิดขึ้นเล็กน้อย มุมปากคลี่ยิ้มพร้อมมองทุกคนด้วยสีหน้าอ่อนโยน
ต่อมาฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นก็กุมมือเขากล่าวว่า “เ้ามีงานมากมายรอข้าอยู่ที่จวนก็พอแล้ว เหตุใดต้องลำบากมาด้วยตนเองเช่นนี้ล่ะพวกเ้าอยู่ที่ไหลโจวคุ้นชินแล้วหรือไม่ ที่บ้านเป็อย่างไรบ้าง ลูกๆสบายดีหรือไม่”
เสิ่นจื้ออวิ๋นพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม เอ่ยปลอบโยนให้นางวางใจ“ที่บ้านสุขสบายดีทุกอย่างขอรับ ท่านแม่ไม่ต้องเป็ห่วง…”ขณะกล่าวสายตาของเขาก็หยุดอยู่ที่ร่างของดรุณีน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มซึ่งยืนห่างออกไปหลายก้าว
ดรุณีน้อยนางนั้นสวมใส่ชุดกระโปรงสีเขียวทึบ หน้าตางดงามเพียงแต่รูปร่างผอมบางดูอ่อนแอไปบ้างก้มหน้าก้มตาอยู่ตลอดไม่พูดไม่จา เขาเดาว่าคนผู้นี้คงเป็เสิ่นเย่ว์เฉินบุตรสาวคนโตของตนเป็แน่
ไม่ได้พบกันหลายปีเสิ่นจื้ออวิ๋นยังคงไร้ซึ่งความประทับใจต่อบุตรสาวผู้นี้อย่างสิ้นเชิงวันนี้เมื่อเห็นใบหน้างดงามของนางหว่างคิ้วยังดูคล้ายตนอยู่หลายส่วนจึงอดใจกระตุกไม่ได้
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นสังเกตเห็นสายตาของเขาจึงหันกลับมาเดินจูงมือเสิ่นเย่ว์เฉินก้าวไปด้านหน้ายิ้มพลางกล่าวว่า “เด็กโง่ มัวยืนทำอะไรอยู่ รีบมาคารวะบิดาเ้าสิ”
เสิ่นเย่ว์เฉินใบหน้าแดงระเรื่อ รีบสืบเท้าขึ้นหน้าหนึ่งก้าวคารวะเสิ่นจื้ออวิ๋นอย่างนอบน้อม “ลูกคารวะท่านพ่อเ้าค่ะ”
เสิ่นจื้ออวิ๋นได้ยินคำว่า ‘ท่านพ่อ’ ใบหน้าพลันชะงักไปเล็กน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงเจือความทอดถอนใจอยู่หลายส่วน “เวลาผ่านไปเร็วยิ่งนักเ้าเติบโตเป็สตรีเต็มตัวแล้ว!”
เสิ่นเย่ว์เฉินได้ยินดังนั้นขนตาหนาพลันหลุบลงเล็กน้อยเพื่อปกปิดประกายเย็นเยียบในดวงตา ริมฝีปากเหยียดขึ้นทันทีท่าทางคล้ายระบายยิ้มออกมาจางๆ
เสิ่นจื้ออวิ๋นเป็ห่วงมารดาที่เหน็ดเหนื่อยเพราะนั่งรถม้ามาตลอดทางกลัวว่าร่างกายจะรับไม่ไหวจึงรีบกำชับให้ขบวนผู้ติดตามคุ้มครองพวกนางไปส่งที่จวนเพื่อพักผ่อน
เสิ่นจื้ออวิ๋นนั่งรถม้าคันเดียวกับฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น ระหว่างทางพูดคุยสนทนาเื่ทั่วไปที่ไม่สำคัญนักส่วนเสิ่นเย่ว์เฉินนั่งรถม้าคันเดียวกับหลี่หมัวมัวแม้สีหน้าดูปกติแต่ในใจกลับตื่นตัวอยู่ตลอด ระมัดระวังจนไม่อาจสงบใจได้
นั่งรถม้าจากเมืองท่าถึงจวนของเสิ่นจื้ออวิ๋นใช้เวลาเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยามจวนของเสิ่นจื้ออวิ๋นตั้งอยู่บริเวณตะวันตกของไหลโจว เป็เรือนสี่ประสานตั้งอยู่ในทิศเหนือหันหน้าสู่ทิศใต้เนื่องจากเป็ที่พักอาศัยของผู้ดำรงตำแหน่งเ้าเมืองไหลโจวจึงดูเก่าไปบ้างทันทีเสิ่นจื้ออวิ๋นขึ้นรับตำแหน่งสิ่งแรกที่เขาทำก็คือปรับปรุงเรือนเก่าแห่งนี้ให้ดูสมกับเป็บ้านของขุนนางมากขึ้น
ไม่ผิดจากที่คาด ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเพิ่งเหยียบเข้ามาในจวนที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ก็เอ่ยถามทันที“ปรับปรุงเรือนแห่งนี้คงใช้เงินไม่น้อยเลยกระมัง”
เสิ่นจื้ออวิ๋นทราบว่านางเป็ห่วงตนจึงรีบตอบไป“ความจริงก็ใช้เงินไม่มากเท่าไหร่ขอรับ ตอนนี้ลูกเป็ขุนนางขั้นสี่แล้วต้องไปมาหาสู่กับผู้อื่น สิ่งที่ควรเชิดหน้าชูตาย่อมต้องมี”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นได้ยินดังนั้นก็ใคร่ครวญครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อไป“ข้าไม่เข้าใจเื่ราชการ เ้าตัดสินใจเองก็ดีแล้ว”
เบี้ยหวัดรายปีของเสิ่นจื้ออวิ๋นไม่ถึงหนึ่งร้อยตำลึงแต่ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงเรือนอย่างน้อยก็พันตำลึงไปแล้วการใช้จ่ายเงินก้อนโตเช่นนี้ย่อมควักมาจากบ้านเดิมของเหยาซื่อที่มั่งคั่งร่ำรวยอย่างไม่ต้องสงสัย
เสิ่นจื้ออวิ๋นเพิ่งประคองฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเข้าประตูไป ก็พบสตรีกลุ่มหนึ่งยืนเรียงแถวอยู่บริเวณทางเดินแต่ละคนสวมชุดสีสันสดใส ใส่เครื่องประดับเต็มศีรษะ งดงามเพริศพริ้งกลิ่นแป้งหอมโชยเข้าจมูก
สตรีที่ยืนอยู่หน้าสุดสวมใส่ชุดเจี๋ยอี[2]คอตั้งทำจากผ้าไป๋หลิง[3]เสื้อคลุมแขนยาวตัวนอกทำจากผ้าจวงหัว[4]สีแดงอ่อนลายดอกบัวรูปร่างเพรียวบาง ใบหน้างดงามกระจ่างใส ดูแล้วอายุสามสิบต้นๆ รูปโฉมปานกลางไม่นับว่างามเพริศพริ้งเหนือคน แต่มีบุคลิกสง่างาม
เหยาซื่อเห็นฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นก็รีบเดินเข้ามาต้อนรับพร้อมน้ำตายอบกายคารวะพลางกล่าว “สะใภ้คารวะฮูหยินผู้เฒ่าเ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเห็นท่าทางดุจดอกสาลี่ต้องพิรุณของนางก็ขมวดคิ้วเบาๆ“อยู่ดีๆ เหตุใดจึงร้องไห้ด้วย ไม่กลัวลูกๆ เห็นแล้วขบขันบ้างหรือ”
ขณะเหยาซื่อคารวะ เหล่าสตรีด้านหลังก็พากันคารวะตาม พริบตาเดียวบรรยากาศก็ครึกครื้นขึ้นมาก
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นยิ้มบาง บอกให้พวกนางทุกคนลุกขึ้น ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นพบบุตรชายและสะใภ้แล้วย่อมรู้สึกสนิทสนมอบอุ่นไม่ทันไรก็ปล่อยเสิ่นเย่ว์เฉินไว้ข้างๆ แล้วจดจ่ออยู่กับการพูดคุยกับพวกเขา
เสิ่นเย่ว์เฉินถือโอกาสนี้ปรายตามองทุกคนที่อยู่เบื้องหน้าอย่างเร็วรี่ดวงตากวาดมองใบหน้าพวกนางอย่างว่องไว จากนั้นก็รีบหลุบสายตาลงไม่อยากให้ผู้ใดพบเห็น
เหยาซื่อใช้ผ้าเช็ดหน้าซับหน้า แย้มยิ้มแจ่มใส ทว่าดวงตากลับเบนมองไปยังเสิ่นเย่ว์เฉินที่อยู่ข้างฮูหยินผู้เฒ่า
เสิ่นเย่ว์เฉินครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนสืบเท้าขึ้นหน้าคารวะรู้สึกราวกับมีน้ำหนักพันจินถ่วงอยู่ที่เท้าก็มิปาน “เย่ว์เฉินคารวะท่านแม่เ้าค่ะ”นางเอ่ยคำว่า ‘ท่านแม่’ ได้ฝืนใจยิ่งนัก แต่เสิ่นเย่ว์เฉินรู้ว่าตอนนี้ตนไม่มีทางเลือก
เหยาซื่อสำรวจเสิ่นเย่ว์เฉินอย่างละเอียด พบว่าดวงหน้าของนางใหญ่เพียงฝ่ามือดวงตาคู่นั้นดำขลับดุจน้ำหมึก ท่าทางงดงามอ่อนช้อยคล้ายเสิ่นจื้ออวิ๋นผู้เป็สามีมากจริงๆ
เหยาซื่อเข้ามาประคองนาง กุมมือเย็นๆ ของนางเอาไว้ กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“มาแล้วก็ดี ข้ากับนายท่านตั้งตารอเ้าอยู่ตลอด” ขณะกล่าวก็ยื่นมือออกไปจับแขนฮูหยินผู้เฒ่าพร้อมกุมมือเล็กๆ ของเสิ่นเย่ว์เฉิน กล่าวเจือรอยยิ้มว่า“พวกเราเข้าไปคุยกันข้างในเถิด” กล่าวจบก็เข้าไปยังเรือนหลักพร้อมฮูหยินผู้เฒ่าและเสิ่นเย่ว์เฉิน
ครั้นเดินถึงประตูเรือนหลักก็พบว่าด้านนอกมีสาวใช้รุ่นเยาว์สวมพัสตราภรณ์สีเขียวมวยผมทรงซาลาเปายืนอยู่ด้านนอกหลายคนพวกนางคารวะพลางเลิกผ้าม่านให้เหล่าเ้านายเข้าไป
เมื่อเข้าไปในเรือน ทุกคนก็เริ่มคารวะถามไถ่กันอย่างเป็ทางการ เสิ่นเย่ว์เฉินต้องรู้จัก‘ท่านย่า’ ‘ท่านพ่อ’ ‘ท่านแม่’ ‘น้องชาย’‘น้องหญิงรอง’ ‘น้องหญิงสาม’ ‘น้องหญิงสี่’ ‘น้องหญิงห้า’ในอึดใจเดียว ทำให้นางปวดเศียรเวียนเกล้าเป็เท่าทวี
พวกเขาคือญาติของนาง และยังเป็คนแปลกหน้า
คุณหนูรองตระกูลเสิ่นนามเสิ่นเย่ว์ฉานนั่งอิงแอบเหยาซื่อผู้เป็มารดาใบหน้าอวบอิ่มดุจจันทร์เต็มดวง รูปโฉมงดงาม เมื่อเงยหน้ามองเสิ่นเย่ว์เฉิน ั์ตาพลันเกิดประกายหยามเหยียดทว่ายังคงลุกขึ้นยืนพร้อมร้องเรียกด้วยใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้มว่า “พี่หญิงใหญ่”
นางรูปโฉมงดงามน้ำเสียงไพเราะ ทั้งยังรู้ความและรู้จักพูด นางเข้าไปกุมมือเสิ่นเย่ว์เฉินแล้วกล่าวชื่นชมว่า“พี่สาวงามจริงๆ เ้าค่ะ”
สถานการณ์ของเสิ่นเย่ว์ฉานไม่เหมือนกับเสิ่นเย่ว์เฉินนางเป็เด็กที่พ่อแม่เลี้ยงดูอย่างประคบประหงมประดุจเดือนและดาว สิ่งที่เสิ่นเย่ว์เฉินไม่มีนางล้วนมีทั้งสิ้นดังนั้นหากมองเพียงรูปโฉมกิริยานางดูเหมือนบุตรสาวคนโตที่เกิดจากภรรยาเอกของตระกูลเสิ่นมากกว่าเสิ่นเย่ว์เฉินเสียอีก
เสิ่นเย่ว์ฉานมองสำรวจเสิ่นเย่ว์เฉินด้วยสายตาเ็าคิดว่าอีกฝ่ายก็เท่านี้เอง ทั่วทั้งร่างมีลักษณะของบุตรสาวขุนนางที่ไหนกัน
ได้ยินว่านางเติบโตในอาราม คิดดูแล้วคงไม่เคยเห็นโลกกระมัง
[1] ฉื่อ คือ หน่วยวัดความยาวของจีน 1 ฉื่อยาวประมาณ33 เิเ
[2] ชุดเจี๋ยอี คือ เสื้อผ่ากลางติดกระดุม ไม่มีบุนวมตรงกลาง
[3] ผ้าไป๋หลิง คือ ผ้าชนิดหนึ่งมีลักษณะคล้ายผ้าไหม
[4] ผ้าจวงหัว คือ ผ้าทอจากหนานจิงที่มีความซับซ้อน มีประวัติยาวนานกว่าห้าพันปี