หลังจากนั้นสามวัน ตู้เซ่าฝู่ที่กำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ถูกลุงใหญ่เรียกไปที่โถงใหญ่
ที่แท้เยี่ยเป่าหลินเยี่ยจื่อจิน ไป๋ซวี่หรู ไป๋ไฉ่อีและคนอื่นๆ มาหา แม้กระทั่งเยี่ยกวังและไป๋เหว่ยเองก็มาด้วย
มีเพียงแต่ผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณทั้งสองคนนี้แสดงท่าทางอ่อนน้อมและเกรงใจเมื่ออยู่ต่อหน้าตู้เซ่าฝู่ด้วยทุกคนไม่รอช้าเข้าเรื่องทันที
“อะไรนะ ให้ข้าเป็นเจ้าเมือง?”
เมื่อตู้เซ่าฝู่ได้ยินความคิดของทุกคนก็ตะลึงจนตาโตอ้าปากค้างจากนั้นรีบส่ายศีรษะอย่างไม่ลังเล กล่าวว่า “พวกท่านไปหาคนอื่นเถิดข้ารับตำแหน่งนี้ไว้ไม่ไหว”
จากนั้นไม่ว่าเยี่ยเป่าหลินกับเยี่ยกวังจะโน้มน้าวอย่างไรตู้เซ่าฝู่ก็ยังไม่สนใจอยู่ดี
สุดท้ายแล้วเมื่อทุกคนชัดเจนดีแล้วว่าตู้เซ่าฝู่ไม่อยากเป็นเจ้าเมืองจริงๆเยี่ยจื่อจินก็คิดอีกวิธีหนึ่งขึ้นมา คือให้เยี่ยเป่าหลินบิดาของตนเป็นเจ้าเมืองของเมืองสือเฉิงต่อไปและให้ตู้เซ่าฝู่เป็นรองเจ้าเมือง แค่รับชื่อตำแหน่งนี้ไว้ ปกติก็ไม่ต้องทำอะไรมากแค่ใส่ชื่อไว้เฉยๆ
จากนั้นสุดยอดสามสกุลก็ปรึกษาหารือกันเรื่องธุระเมืองตู้เซ่าฝู่ได้แต่นั่งฟังอย่างเหม่อลอยเบื่อๆ
จากการประชุมทำให้ตู้เซ่าฝู่รู้ว่าบ้านเมืองกลับมาฟื้นฟูดั่งปกติแล้วทำให้เขาโล่งอกขึ้นเยอะ ทว่าจากข้อมูลที่ได้มาสุดยอดสามบ้านสกุลและผู้มีอิทธิพลใหญ่อื่นๆ ในเมืองสือเฉิงรวมๆ แล้วมีคนเสียชีวิตทั้งหมดไม่ต่ำกว่าสองพันคนเมื่อทราบเขาก็แอบรู้สึกเศร้าใจ
เมื่อบ้านสกุลเยี่ยและบ้านสกุลไป๋จากไปตู้เซ่าฝู่ก็เกริ่นเรื่องที่จะออกจากเมืองสือเฉิงเพื่อไปฝึกฝนวิชากับลุงใหญ่ลุงสองที่ประหลาดใจคือลุงใหญ่ตู้เจิ้นอู่และลุงสองตู้จื้อสยงทั้งสองคนต่างไม่มีใครปฏิเสธเลยกลับกันต่างสนับสนุนมากๆ ทว่าก็คอยกำชับตู้เซ่าฝู่ไว้ว่าอยู่ข้างนอกต้องระวังตัวให้มากๆ
“เซ่าฝู่ พี่สาวคนโตของเจ้ากำลังฝึกวิชาอยู่ที่สำนักยุทธสวรรค์ของจักรวรรดิสือหลงพี่ชายคนรองของเจ้าอยู่ในมณฑลหลันหลิง น่าจะรับตำแหน่งในคณะหนึ่งของสมาคมมังกรดาวหากเจ้ามีโอกาส สามารถไปเยี่ยมพวกเขาได้ พวกเขาสองคนไม่ได้กลับบ้านมาหลายปีแล้ว” ตู้จื้อสยงบอกกับตู้เซ่าฝู่
ตู้เซ่าฝู่พยักหน้าพี่สาวคนโตคือบุตรสาวของลุงใหญ่ พี่ชายคนรองคือบุตรชายของลุงสอง
ตู้เซ่าฝู่ยังจำได้ว่าเมื่อก่อนพี่สาวและพี่ชายที่กล่าวถึงสองคนนี้เคยดูแลตนเป็นอย่างดีมากๆไม่เคยเพิกเฉยตนแม้ว่าเขาเคยถูกคนอื่นล้อว่าเป็นคุณชายน้อยจอมทึ่มยิ่งไปกว่านั้นยังคอยว่าตักเตือนตู้เฮ่าและคนอื่นๆ หากใครรังแกเขาพี่สองคนนี้ก็จะไปหักขาคนนิสัยเสียพวกนั้นให้เสียดายที่พี่ใหญ่และพี่รองไม่ค่อยอยู่ที่บ้าน
เมื่อคิดถึงพี่ใหญ่และพี่รอง ตู้เซ่าฝู่ก็เผลอยิ้มออกมาเขาจำได้ดีว่าเมื่อตอนนั้น ตู้เฮ่าและคนอื่นๆ ไม่ได้กลัวพี่รองที่สุดแต่เป็นพี่ใหญ่ต่างหาก แม้แต่พี่รองเองก็ยังกลัวนิสัยเผ็ดร้อนของพี่ใหญ่
อากาศยามราตรีเย็นยะเยือกคืนนี้เป็นคือไร้ดวงจันทร์ ไร้เมฆ ผืนนภามีเพียงเหล่าดวงดาราในจักรวาลที่ส่องระยิบระยับมาสู่โลก
“เจ้าวางแผนจะเดินทางออกจากเมืองสือเฉิงเมื่อไร?”
ณ ลานที่เรือน ตู้ถิงเซวียนนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้โยกตัวเดิมจ้องมองท้องฟ้า ดวงตาของเขาดูสุกสกาวกว่าดวงดาวบนท้องฟ้าเสียอีก
“อีกสองวันล่ะมั้ง”
ตู้เซ่าฝู่เดินมานั่งบนขอบพนักวางแขนเก้าอี้ในมือถือขวดเหล้าขวดใหม่ที่ตนซื้อให้บิดาคราวก่อน เขายกขึ้นมาดื่มอึกใหญ่ลำคอร้อนผ่าวราวกับถูกไฟลน เขาพบว่าบิดาดื่มสุราที่เข้มข้นกว่าเดิมขึ้นเรื่อยๆ
“ไปมณฑลหลันหลิงก่อนสิ” ตู้ถิงเซวียนกล่าว
“ให้ข้าไปทำอะไรมณฑลหลันหลิง?” ตู้เซ่าฝู่ยื่นขวดสุราคืนให้แก่บิดาขี้เมาเหมือนว่าลุงรองก็บอกว่าพี่รองอยู่ที่มณฑลหลันหลิง
ตู้ถิงเซวียนรับขวดสุรามาจากบุตรชายและตอบว่า“จังหวัดหลิวอวิ๋นเป็นจังหวัดภายใต้การปกครองของมณฑลหลันหลิงเจ้าไปหาผู้ปกครองมณฑลโอวหยังหลิง พูดเรื่องที่เกิดขึ้นกับเมืองสือเฉิงแล้วเขาจะรู้เองว่าควรทำอย่างไร”
ตู้เซ่าฝู่รู้ว่าครั้งนี้เมืองสือเฉิงทำลายกองทัพใหญ่ของจังหวัดหลิวอวิ๋นเกรงว่าภายหลังจะเกิดเรื่องยุ่งยาก เขามองไปอีกทางและครุ่นคิด กล่าวว่า “แต่ข้าไม่รู้จักผู้ปกครองมณฑลหลันหลิง เกรงว่าผู้ปกครองมณฑลหลันหลิงคงหาทางพบยากล่ะมั้ง”
ตู้ถิงเซวียนดื่มสุราหนึ่งอึก กล่าวว่า “ข้ารู้จัก”
ตู้เซ่าฝู่มองบิดาติดสุราของตนไม่รู้ว่าควรพูดอะไรต่อ
“หลังจากเจ้าไปมณฑลหลันหลิง ให้ไปสำนักยุทธสวรรค์ของจักรวรรดิสือหลงหาวิธีเข้าร่วมสำนักยันต์ให้ได้” ตู้ถิงเซวียนกล่าว
“สำนักยันต์คืออะไร?” ตู้เซ่าฝู่ถาม
“สำนักยุทธสวรรค์แบ่งเป็นสำนักฌานและสำนักยันต์สำนักยันต์เป็นโรงเรียนที่ฝึกสอนให้เป็น นักเวทยันต์” ตู้ถิงเซวียนกล่าว
ตู้เซ่าฝู่สีหน้าเคร่งขรึมจ้องมองหน้าบิดากล่าวว่า “ท่านไม่ได้ไม่ชอบนักเวทยันต์หรือ?”
“ให้เจ้าไปสำนักยันต์ไม่ได้หมายความว่าข้าชอบนักเวทยันต์” ตู้ถิงเซวียนเหล่มองตู้เซ่าฝู่
“ไว้ข้าจะพิจารณาเรื่องสำนักยันต์ แต่ตอนนี้ข้าคิดว่าลูกชายของท่านตอนนี้ควรไปฝึกพลังจิตได้แล้ว ไม่สนแล้วล่ะว่าท่านจะชอบหรือไม่ชอบ” ตู้เซ่าฝู่ลุกขึ้น จากนั้นกลับเข้าห้องไปฝึกวิชาฝึกพลังจิตลึกลับจากกระดูกอสูรวิชานั้น
ตู้ถิงเซวียนไม่ได้พูดอะไรแค่ยิ้มกรุ้มกริ่ม จากนั้นจ้องมองท้องฟ้าต่อ ผ่านไปสักพักดวงตาคมเข้มของเขาก็สุกใสยิ่งขึ้น พูดพึมพำกับตัวเอง “พวกเจ้าคิดว่าตัวเองเป็นดวงจิตเทพแห่งฟ้าดินจริงๆ หรือแต่อย่างไรต่อให้พวกเจ้าเป็นดวงจิตเทพจริงๆสักวันไม่ช้าก็เร็วข้าจะดึงพวกเจ้าลงมาเอง!”
วันต่อมาในหอเก็บคัมภีร์วรยุทธที่ห้องของฝูอี้ไป๋
ตู้เซ่าฝู่กำลังคิดจะมาเพื่อบอกลาฝูอี้ไป๋นึกไม่ถึงว่าจะมาเห็นภาพฝูอี้ไป๋ที่กำลังเป็นสัมภาระอยู่เขากำลังซ่อมชุดสองชุดที่เขาชอบใส่เป็นประจำและในห้องก็มีกองข้าวของกระจายเรี่ยราด
“เหล่าไป๋ ท่านกำลังทำอะไร?” ตู้เซ่าฝู่ถามอย่างสงสัย
“ข้าจะออกไปจากบ้านสกุลตู้แล้ว” ฝูอี้ไป๋กล่าวสีหน้าท่าทางไม่สบายใจ
เมื่อตู้เซ่าฝู่ได้ยินและเห็นสีหน้าเศร้าซึมของฝูอี้ไป๋ ก็เลยเอ่ยถามไปว่า “เหล่าไป๋ เกิดเรื่องอะไรที่ทำให้ท่านลำบากหรือเปล่า ให้ข้าช่วยท่านหรือไม่?”
ฝูอี้ไป๋เงยหน้ามองตู้เซ่าฝู่สีหน้าโกรธเคือง “ข้าบอกกับเจ้าตู้เจิ้นอู่ว่าข้าอยู่ที่บ้านสกุลตู้มานานมากแล้วดังนั้นอยากออกจากบ้านสกุลตู้ไปเที่ยวเล่นสักหน่อยแต่เจ้าหนูนั่นดันบอกว่าข้าแก่มากแล้ว ไม่อยากให้ข้าไป”
“เอ่อ……”
เมื่อได้ยินคำพูดของฝูอี้ไป๋ ตู้เซ่าฝู่ก็รู้สึกหน้าชาแข็งไปทั้งตัว
ฟังจากที่ฝูอี้ไป๋เล่าตู้เซ่าฝู่เข้าใจได้อย่างง่ายดายว่าเพราะว่าลุงใหญ่กังวลที่ฝูอี้ไป๋อายุมากแล้วทั้งยังไร้บุตรหลาน เมื่อออกไปจากบ้านสกุลตู้ หากประสบอันตรายจะเป็นอย่างไร ทว่าฝูอี้ไป๋กลับไม่เข้าใจความห่วงใยนี้
“หรือว่าเจ้าเองก็ไม่อยากให้ข้าไป อยากให้ข้าทำงานให้บ้านสกุลตู้ตลอดชีวิตเลยหรือไง?” ฝูอี้ไป๋พูดจาเหวี่ยงใส่ตู้เซ่าฝู่
“ท่านตั้งใจจะไปที่ไหน?” ตู้เซ่าฝู่เหล่มองฝูอี้ไป๋ขณะถาม
“ไม่รู้ข้าอยากไปเตร่ให้ทั่ว ที่ไหนสนุก็ไปที่นั่น ฮี่ๆ” เพียงไม่นานฝูอี้ไป๋ก็เก็บข้าวของเตรียมตัวสำเร็จเมื่อไม่เห็นว่าตู้เซ่าฝู่มีท่าทีที่จะขวาง ใบหน้าชายชราคนนี้ก็มีรอยยิ้มขึ้นมา
“ข้างนอกอันตรายมาก ท่านอยู่ที่บ้านสกุลตู้ก็สุขสบายดี หากอยากเที่ยวเล่น เมืองสือเฉิงก็ไม่ใช่เมืองเล็กๆ” ตู้เซ่าฝู่มองฝูอี้ไป๋อย่างเหนื่อยใจขณะพูด
“เมืองสือเฉิงข้าอยู่จนเบื่อแล้วไม่มีอะไรสนุกแล้ว”
ฝูอี้ไป๋เบนตาไปมองที่อื่น ยิ้มแป้นแล้นสีหน้าดูแล้วเจ้าเล่ห์มากๆ กล่าวว่า “งั้นเอาอย่างนี้หรือไม่การพนันครั้งก่อนเป็นโมฆะ หากเจ้าตกลง ข้าจะลองพิจารณาอยู่ต่อ”
“พนันแล้วแพ้ชนะเป็นไปตามกฎข้าเป็นพี่ใหญ่ของเจ้าตลอดไป ลาก่อน ไม่ส่งนะ”
ตู้เซ่าฝู่มองบนใส่ฝูอี้ไป๋ที่แท้นี่คือกลยุทธ์ใช้ความรู้เศร้ามาตลบหลังสินะเอาแต่คิดถึงเรื่องทำให้พนันครั้งก่อนเป็นโมฆะอยู่ตลอดแน่ๆ เขาจึงเมินและเดินจากไป
“เจ้าเด็กตัวแสบ”
ฝูอี้ไป๋จ้องหลังของตู้เซ่าฝู่อย่างขมึงทึงจากนั้นราวกับว่าคิดอะไรออก เขาเบ้ปาก จากนั้นฟันเหลืองๆ ของเขาก็ค่อยๆเผยออกมาเพราะรอยยิ้ม พูดพึมพำกับตัวเองว่า “ทั้งชีวิตนี้ไม่ต้องเจอเจ้าเด็กตัวแสบนี้ทั้งชีวิตนี้ก็พอแล้วนี่นาเช่นนี้ก็ไม่มีใครรู้แน่ว่าข้าพนันแพ้เจ้าเด็กคนนี้ ใช่ เอาอย่างนี้แล้วกันข้าช่างฉลาดเหลือเกิน”
ใบหน้าย่นๆ ของฝูอี้ไป๋ยิ้มออกมาอย่างสดใสจากนั้นก็นำถุงสัมภาระพาดบ่าและออกจากห้องไป
วันต่อมาณ กำแพงเมืองสือเฉิง อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนขนาดย่อส่วนยืนอยู่ข้างกายตู้เซ่าฝู่
เยี่ยจื่อจินจ้องมองตู้เซ่าฝู่ริมฝีปากโค้งเกิดเป็นรอยยิ้ม กล่าวว่า “รักษาตัวด้วยนะ”
“พอท่านอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าออกจากการจำศีลบำเพ็ญเพียรฝากบอกลาท่านด้วยล่ะ ข้าไม่มีโอกาสบอกลากับท่านเองแล้ว” ตู้เซ่าฝู่กล่าว
“ครั้งก่อนท่านจ้าวสายฟ้าเก็บตัวอยู่กลับถูกรบกวนต่อมายังถูกโจมตีจนได้รับบาดเจ็บอีก ครั้งนี้น่าจะจำศีลบำเพ็ญเพียรนานกว่าเก่าแต่พอท่านจ้าวสายฟ้าออกมาแล้ว ข้าจะบอกท่านให้แน่นอน” เยี่ยจื่อจินกล่าว
“ด้านนอกไม่เหมือนอยู่ในบ้านต้องระวังทุกๆ เรื่องล่ะ” ตู้เจิ้นอู่กล่าวแววตาเปี่ยมด้วยความห่วงใย
ตู้เซ่าฝู่พยักหน้าจากนั้นก็บอกลาเยี่ยเป่าหลิน ไป๋ไฉ่อี ไป๋ซวี่หรู ลุงสองและคนอื่นๆ ที่มาส่ง
“โฮก!”
หลังจากนั้นตู้เซ่าฝู่ก็ขึ้นไปขี่อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนเตรียมเดินทางอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนกระพือปีก จากนั้นคำรามครั้งหนึ่งก่อนสยายปีกเหินขึ้นฟ้าและค่อยๆ หายลับไปจากสายตาทุกคนที่มาส่ง
เมื่อเห็นเงาของตู้เซ่าฝู่หายลับไปแล้ว เยี่ยจื่อจินเริ่มหน้านิ่วคิ้วขมวดทั้งสองคนเริ่มอยู่ห่างไกลกันมากขึ้นเรื่อยๆ
“เขาไม่เหมาะกับเมืองสือเฉิงจริงๆ หรือ”
เยี่ยจื่อจินรู้ดีแก่ใจ ก่อนหน้าท่านปู่เยี่ยกวังเคยบอกนางไว้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้จิตใจไม่ได้อยู่ที่ เมืองสือเฉิงดังนั้นเขากับนางคงต้องอยู่ห่างไกลกันขึ้นเรื่อยๆ
“จื่อจิน พวกเรากลับไปเถิด”
หลังจากผ่านไปสักพักผู้คนที่มายืนส่งกันที่กำแพงเมืองต่างกลับไป เยี่ยเป่าหลินมองดูบุตรสาวที่รักของตนยังยืนเหม่ออยู่บนกำแพงเมืองใบหน้าหล่อเหลาของหนุ่มวัยกลางคนคนนี้ก็ยิ้มออกมาอย่างเศร้าๆ
“ท่านพ่อข้าเองก็อยากออกไปข้างนอกแล้ว”
เยี่ยจื่อจินหันหน้าไปมองบิดา ยกมือขึ้นมาปัดผมตนเองเล็กน้อยเส้นผมบางมีน้ำหนักพัดอย่างสลวย จากนั้นนางก็ใช้มือจัดทรงเส้นผมลวกๆ
“ทำไมล่ะ?” เยี่ยเป่าหลินมองบุตรสาวที่รักของเขา สีหน้าเปี่ยมด้วยความสงสัย
“เมืองสือเฉิงเล็กเกินไปข้างนอกน่าจะมีอะไรที่ยอดเยี่ยมกว่านี้” เยี่ยจื่อจินกล่าว
เยี่ยเป่าหลินหยุดชะงักไปสักครู่สีหน้าเจื่อนขึ้นมาในทันใด เมื่อผ่านไปครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “บุตรสาวที่โตแล้วไม่อาจรั้งไว้ได้ เฮ้อ……”
เยี่ยจื่อจินเอ่ยปากบอกสิ่งที่อยู่ในใจออกไปมองไปในทิศทางที่เด็กหนุ่มเดินทางจากไป ไม่เห็นเขาหันกลับมามองเลยสีหน้าของนางก็ยิ่งเคร่งขรึมขึ้น
……………………………………
มณฑลหลันหลิงเป็นหนึ่งในสามร้อยหกสิบห้ามณฑลภายใต้การปกครองของแคว้นสือหลงแต่ละมณฑลจะแบ่งออกเป็นจังหวัดเป็นร้อยจังหวัดและแต่ละจังหวัดจะมีเมืองอีกหลายสิบเมือง
ในมณฑลหนึ่งมณฑลมีขนาดกว้างใหญ่มากและประชากรจำนวนมาก
ว่ากันว่าผู้ปกครองมณฑลทั้งสามร้อยหกสิบห้ามณฑลต่างมีพละกำลังที่แข็งแกร่งมากกว่าคนธรรมดาผู้ปกครองมณฑลต่างได้รับตำแหน่งเท่ากับเป็นสามนตราชถือเป็นผู้ปกครองมณฑลโดยชอบและถือเป็นผู้ที่มีฐานันดรศักดิ์สูงส่ง