ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 114 เจ้าเด็กตัวแสบ

            หลังจากนั้นสามวัน ตู้เซ่าฝู่ที่กำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ถูกลุงใหญ่เรียกไปที่โถงใหญ่

            ที่แท้เยี่ยเป่าหลินเยี่ยจื่อจิน ไป๋ซวี่หรู ไป๋ไฉ่อีและคนอื่นๆ มาหา แม้กระทั่งเยี่ยกวังและไป๋เหว่ยเองก็มาด้วย

            มีเพียงแต่ผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณทั้งสองคนนี้แสดงท่าทางอ่อนน้อมและเกรงใจเมื่ออยู่ต่อหน้าตู้เซ่าฝู่ด้วยทุกคนไม่รอช้าเข้าเรื่องทันที

            “อะไรนะ ให้ข้าเป็นเจ้าเมือง?”

            เมื่อตู้เซ่าฝู่ได้ยินความคิดของทุกคนก็ตะลึงจนตาโตอ้าปากค้างจากนั้นรีบส่ายศีรษะอย่างไม่ลังเล กล่าวว่า “พวกท่านไปหาคนอื่นเถิดข้ารับตำแหน่งนี้ไว้ไม่ไหว”

            จากนั้นไม่ว่าเยี่ยเป่าหลินกับเยี่ยกวังจะโน้มน้าวอย่างไรตู้เซ่าฝู่ก็ยังไม่สนใจอยู่ดี

            สุดท้ายแล้วเมื่อทุกคนชัดเจนดีแล้วว่าตู้เซ่าฝู่ไม่อยากเป็นเจ้าเมืองจริงๆเยี่ยจื่อจินก็คิดอีกวิธีหนึ่งขึ้นมา คือให้เยี่ยเป่าหลินบิดาของตนเป็นเจ้าเมืองของเมืองสือเฉิงต่อไปและให้ตู้เซ่าฝู่เป็นรองเจ้าเมือง แค่รับชื่อตำแหน่งนี้ไว้ ปกติก็ไม่ต้องทำอะไรมากแค่ใส่ชื่อไว้เฉยๆ

            จากนั้นสุดยอดสามสกุลก็ปรึกษาหารือกันเรื่องธุระเมืองตู้เซ่าฝู่ได้แต่นั่งฟังอย่างเหม่อลอยเบื่อๆ

            จากการประชุมทำให้ตู้เซ่าฝู่รู้ว่าบ้านเมืองกลับมาฟื้นฟูดั่งปกติแล้วทำให้เขาโล่งอกขึ้นเยอะ ทว่าจากข้อมูลที่ได้มาสุดยอดสามบ้านสกุลและผู้มีอิทธิพลใหญ่อื่นๆ ในเมืองสือเฉิงรวมๆ แล้วมีคนเสียชีวิตทั้งหมดไม่ต่ำกว่าสองพันคนเมื่อทราบเขาก็แอบรู้สึกเศร้าใจ

            เมื่อบ้านสกุลเยี่ยและบ้านสกุลไป๋จากไปตู้เซ่าฝู่ก็เกริ่นเรื่องที่จะออกจากเมืองสือเฉิงเพื่อไปฝึกฝนวิชากับลุงใหญ่ลุงสองที่ประหลาดใจคือลุงใหญ่ตู้เจิ้นอู่และลุงสองตู้จื้อสยงทั้งสองคนต่างไม่มีใครปฏิเสธเลยกลับกันต่างสนับสนุนมากๆ ทว่าก็คอยกำชับตู้เซ่าฝู่ไว้ว่าอยู่ข้างนอกต้องระวังตัวให้มากๆ

            “เซ่าฝู่ พี่สาวคนโตของเจ้ากำลังฝึกวิชาอยู่ที่สำนักยุทธสวรรค์ของจักรวรรดิสือหลงพี่ชายคนรองของเจ้าอยู่ในมณฑลหลันหลิง น่าจะรับตำแหน่งในคณะหนึ่งของสมาคมมังกรดาวหากเจ้ามีโอกาส สามารถไปเยี่ยมพวกเขาได้ พวกเขาสองคนไม่ได้กลับบ้านมาหลายปีแล้ว” ตู้จื้อสยงบอกกับตู้เซ่าฝู่

            ตู้เซ่าฝู่พยักหน้าพี่สาวคนโตคือบุตรสาวของลุงใหญ่ พี่ชายคนรองคือบุตรชายของลุงสอง

            ตู้เซ่าฝู่ยังจำได้ว่าเมื่อก่อนพี่สาวและพี่ชายที่กล่าวถึงสองคนนี้เคยดูแลตนเป็นอย่างดีมากๆไม่เคยเพิกเฉยตนแม้ว่าเขาเคยถูกคนอื่นล้อว่าเป็นคุณชายน้อยจอมทึ่มยิ่งไปกว่านั้นยังคอยว่าตักเตือนตู้เฮ่าและคนอื่นๆ หากใครรังแกเขาพี่สองคนนี้ก็จะไปหักขาคนนิสัยเสียพวกนั้นให้เสียดายที่พี่ใหญ่และพี่รองไม่ค่อยอยู่ที่บ้าน

            เมื่อคิดถึงพี่ใหญ่และพี่รอง ตู้เซ่าฝู่ก็เผลอยิ้มออกมาเขาจำได้ดีว่าเมื่อตอนนั้น ตู้เฮ่าและคนอื่นๆ ไม่ได้กลัวพี่รองที่สุดแต่เป็นพี่ใหญ่ต่างหาก แม้แต่พี่รองเองก็ยังกลัวนิสัยเผ็ดร้อนของพี่ใหญ่

            อากาศยามราตรีเย็นยะเยือกคืนนี้เป็นคือไร้ดวงจันทร์ ไร้เมฆ ผืนนภามีเพียงเหล่าดวงดาราในจักรวาลที่ส่องระยิบระยับมาสู่โลก

            “เจ้าวางแผนจะเดินทางออกจากเมืองสือเฉิงเมื่อไร?”

            ณ ลานที่เรือน ตู้ถิงเซวียนนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้โยกตัวเดิมจ้องมองท้องฟ้า ดวงตาของเขาดูสุกสกาวกว่าดวงดาวบนท้องฟ้าเสียอีก

            “อีกสองวันล่ะมั้ง”

            ตู้เซ่าฝู่เดินมานั่งบนขอบพนักวางแขนเก้าอี้ในมือถือขวดเหล้าขวดใหม่ที่ตนซื้อให้บิดาคราวก่อน เขายกขึ้นมาดื่มอึกใหญ่ลำคอร้อนผ่าวราวกับถูกไฟลน เขาพบว่าบิดาดื่มสุราที่เข้มข้นกว่าเดิมขึ้นเรื่อยๆ

            “ไปมณฑลหลันหลิงก่อนสิ” ตู้ถิงเซวียนกล่าว

            “ให้ข้าไปทำอะไรมณฑลหลันหลิง?” ตู้เซ่าฝู่ยื่นขวดสุราคืนให้แก่บิดาขี้เมาเหมือนว่าลุงรองก็บอกว่าพี่รองอยู่ที่มณฑลหลันหลิง

            ตู้ถิงเซวียนรับขวดสุรามาจากบุตรชายและตอบว่า“จังหวัดหลิวอวิ๋นเป็นจังหวัดภายใต้การปกครองของมณฑลหลันหลิงเจ้าไปหาผู้ปกครองมณฑลโอวหยังหลิง พูดเรื่องที่เกิดขึ้นกับเมืองสือเฉิงแล้วเขาจะรู้เองว่าควรทำอย่างไร”

            ตู้เซ่าฝู่รู้ว่าครั้งนี้เมืองสือเฉิงทำลายกองทัพใหญ่ของจังหวัดหลิวอวิ๋นเกรงว่าภายหลังจะเกิดเรื่องยุ่งยาก เขามองไปอีกทางและครุ่นคิด กล่าวว่า “แต่ข้าไม่รู้จักผู้ปกครองมณฑลหลันหลิง เกรงว่าผู้ปกครองมณฑลหลันหลิงคงหาทางพบยากล่ะมั้ง”

            ตู้ถิงเซวียนดื่มสุราหนึ่งอึก กล่าวว่า “ข้ารู้จัก”

            ตู้เซ่าฝู่มองบิดาติดสุราของตนไม่รู้ว่าควรพูดอะไรต่อ

            “หลังจากเจ้าไปมณฑลหลันหลิง ให้ไปสำนักยุทธสวรรค์ของจักรวรรดิสือหลงหาวิธีเข้าร่วมสำนักยันต์ให้ได้” ตู้ถิงเซวียนกล่าว

            “สำนักยันต์คืออะไร?” ตู้เซ่าฝู่ถาม

            “สำนักยุทธสวรรค์แบ่งเป็นสำนักฌานและสำนักยันต์สำนักยันต์เป็นโรงเรียนที่ฝึกสอนให้เป็น นักเวทยันต์” ตู้ถิงเซวียนกล่าว

            ตู้เซ่าฝู่สีหน้าเคร่งขรึมจ้องมองหน้าบิดากล่าวว่า “ท่านไม่ได้ไม่ชอบนักเวทยันต์หรือ?”

            “ให้เจ้าไปสำนักยันต์ไม่ได้หมายความว่าข้าชอบนักเวทยันต์” ตู้ถิงเซวียนเหล่มองตู้เซ่าฝู่

            “ไว้ข้าจะพิจารณาเรื่องสำนักยันต์ แต่ตอนนี้ข้าคิดว่าลูกชายของท่านตอนนี้ควรไปฝึกพลังจิตได้แล้ว ไม่สนแล้วล่ะว่าท่านจะชอบหรือไม่ชอบ” ตู้เซ่าฝู่ลุกขึ้น จากนั้นกลับเข้าห้องไปฝึกวิชาฝึกพลังจิตลึกลับจากกระดูกอสูรวิชานั้น

            ตู้ถิงเซวียนไม่ได้พูดอะไรแค่ยิ้มกรุ้มกริ่ม จากนั้นจ้องมองท้องฟ้าต่อ ผ่านไปสักพักดวงตาคมเข้มของเขาก็สุกใสยิ่งขึ้น พูดพึมพำกับตัวเอง “พวกเจ้าคิดว่าตัวเองเป็นดวงจิตเทพแห่งฟ้าดินจริงๆ หรือแต่อย่างไรต่อให้พวกเจ้าเป็นดวงจิตเทพจริงๆสักวันไม่ช้าก็เร็วข้าจะดึงพวกเจ้าลงมาเอง!”

            วันต่อมาในหอเก็บคัมภีร์วรยุทธที่ห้องของฝูอี้ไป๋

            ตู้เซ่าฝู่กำลังคิดจะมาเพื่อบอกลาฝูอี้ไป๋นึกไม่ถึงว่าจะมาเห็นภาพฝูอี้ไป๋ที่กำลังเป็นสัมภาระอยู่เขากำลังซ่อมชุดสองชุดที่เขาชอบใส่เป็นประจำและในห้องก็มีกองข้าวของกระจายเรี่ยราด

            “เหล่าไป๋ ท่านกำลังทำอะไร?” ตู้เซ่าฝู่ถามอย่างสงสัย

            “ข้าจะออกไปจากบ้านสกุลตู้แล้ว” ฝูอี้ไป๋กล่าวสีหน้าท่าทางไม่สบายใจ

            เมื่อตู้เซ่าฝู่ได้ยินและเห็นสีหน้าเศร้าซึมของฝูอี้ไป๋ ก็เลยเอ่ยถามไปว่า “เหล่าไป๋ เกิดเรื่องอะไรที่ทำให้ท่านลำบากหรือเปล่า ให้ข้าช่วยท่านหรือไม่?”

            ฝูอี้ไป๋เงยหน้ามองตู้เซ่าฝู่สีหน้าโกรธเคือง “ข้าบอกกับเจ้าตู้เจิ้นอู่ว่าข้าอยู่ที่บ้านสกุลตู้มานานมากแล้วดังนั้นอยากออกจากบ้านสกุลตู้ไปเที่ยวเล่นสักหน่อยแต่เจ้าหนูนั่นดันบอกว่าข้าแก่มากแล้ว ไม่อยากให้ข้าไป”

            “เอ่อ……”

            เมื่อได้ยินคำพูดของฝูอี้ไป๋ ตู้เซ่าฝู่ก็รู้สึกหน้าชาแข็งไปทั้งตัว

            ฟังจากที่ฝูอี้ไป๋เล่าตู้เซ่าฝู่เข้าใจได้อย่างง่ายดายว่าเพราะว่าลุงใหญ่กังวลที่ฝูอี้ไป๋อายุมากแล้วทั้งยังไร้บุตรหลาน เมื่อออกไปจากบ้านสกุลตู้ หากประสบอันตรายจะเป็นอย่างไร ทว่าฝูอี้ไป๋กลับไม่เข้าใจความห่วงใยนี้

            “หรือว่าเจ้าเองก็ไม่อยากให้ข้าไป อยากให้ข้าทำงานให้บ้านสกุลตู้ตลอดชีวิตเลยหรือไง?” ฝูอี้ไป๋พูดจาเหวี่ยงใส่ตู้เซ่าฝู่

            “ท่านตั้งใจจะไปที่ไหน?” ตู้เซ่าฝู่เหล่มองฝูอี้ไป๋ขณะถาม

            “ไม่รู้ข้าอยากไปเตร่ให้ทั่ว ที่ไหนสนุก็ไปที่นั่น ฮี่ๆ” เพียงไม่นานฝูอี้ไป๋ก็เก็บข้าวของเตรียมตัวสำเร็จเมื่อไม่เห็นว่าตู้เซ่าฝู่มีท่าทีที่จะขวาง ใบหน้าชายชราคนนี้ก็มีรอยยิ้มขึ้นมา

            “ข้างนอกอันตรายมาก ท่านอยู่ที่บ้านสกุลตู้ก็สุขสบายดี หากอยากเที่ยวเล่น เมืองสือเฉิงก็ไม่ใช่เมืองเล็กๆ” ตู้เซ่าฝู่มองฝูอี้ไป๋อย่างเหนื่อยใจขณะพูด

            “เมืองสือเฉิงข้าอยู่จนเบื่อแล้วไม่มีอะไรสนุกแล้ว”

            ฝูอี้ไป๋เบนตาไปมองที่อื่น ยิ้มแป้นแล้นสีหน้าดูแล้วเจ้าเล่ห์มากๆ กล่าวว่า “งั้นเอาอย่างนี้หรือไม่การพนันครั้งก่อนเป็นโมฆะ หากเจ้าตกลง ข้าจะลองพิจารณาอยู่ต่อ”

            “พนันแล้วแพ้ชนะเป็นไปตามกฎข้าเป็นพี่ใหญ่ของเจ้าตลอดไป ลาก่อน ไม่ส่งนะ”

            ตู้เซ่าฝู่มองบนใส่ฝูอี้ไป๋ที่แท้นี่คือกลยุทธ์ใช้ความรู้เศร้ามาตลบหลังสินะเอาแต่คิดถึงเรื่องทำให้พนันครั้งก่อนเป็นโมฆะอยู่ตลอดแน่ๆ เขาจึงเมินและเดินจากไป

            “เจ้าเด็กตัวแสบ”

            ฝูอี้ไป๋จ้องหลังของตู้เซ่าฝู่อย่างขมึงทึงจากนั้นราวกับว่าคิดอะไรออก เขาเบ้ปาก จากนั้นฟันเหลืองๆ ของเขาก็ค่อยๆเผยออกมาเพราะรอยยิ้ม พูดพึมพำกับตัวเองว่า “ทั้งชีวิตนี้ไม่ต้องเจอเจ้าเด็กตัวแสบนี้ทั้งชีวิตนี้ก็พอแล้วนี่นาเช่นนี้ก็ไม่มีใครรู้แน่ว่าข้าพนันแพ้เจ้าเด็กคนนี้ ใช่ เอาอย่างนี้แล้วกันข้าช่างฉลาดเหลือเกิน”

            ใบหน้าย่นๆ ของฝูอี้ไป๋ยิ้มออกมาอย่างสดใสจากนั้นก็นำถุงสัมภาระพาดบ่าและออกจากห้องไป

            วันต่อมาณ กำแพงเมืองสือเฉิง อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนขนาดย่อส่วนยืนอยู่ข้างกายตู้เซ่าฝู่

            เยี่ยจื่อจินจ้องมองตู้เซ่าฝู่ริมฝีปากโค้งเกิดเป็นรอยยิ้ม กล่าวว่า “รักษาตัวด้วยนะ”

            “พอท่านอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าออกจากการจำศีลบำเพ็ญเพียรฝากบอกลาท่านด้วยล่ะ ข้าไม่มีโอกาสบอกลากับท่านเองแล้ว” ตู้เซ่าฝู่กล่าว

            “ครั้งก่อนท่านจ้าวสายฟ้าเก็บตัวอยู่กลับถูกรบกวนต่อมายังถูกโจมตีจนได้รับบาดเจ็บอีก ครั้งนี้น่าจะจำศีลบำเพ็ญเพียรนานกว่าเก่าแต่พอท่านจ้าวสายฟ้าออกมาแล้ว ข้าจะบอกท่านให้แน่นอน” เยี่ยจื่อจินกล่าว

            “ด้านนอกไม่เหมือนอยู่ในบ้านต้องระวังทุกๆ เรื่องล่ะ” ตู้เจิ้นอู่กล่าวแววตาเปี่ยมด้วยความห่วงใย

            ตู้เซ่าฝู่พยักหน้าจากนั้นก็บอกลาเยี่ยเป่าหลิน ไป๋ไฉ่อี ไป๋ซวี่หรู ลุงสองและคนอื่นๆ ที่มาส่ง

            “โฮก!”

            หลังจากนั้นตู้เซ่าฝู่ก็ขึ้นไปขี่อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนเตรียมเดินทางอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนกระพือปีก จากนั้นคำรามครั้งหนึ่งก่อนสยายปีกเหินขึ้นฟ้าและค่อยๆ หายลับไปจากสายตาทุกคนที่มาส่ง

            เมื่อเห็นเงาของตู้เซ่าฝู่หายลับไปแล้ว เยี่ยจื่อจินเริ่มหน้านิ่วคิ้วขมวดทั้งสองคนเริ่มอยู่ห่างไกลกันมากขึ้นเรื่อยๆ

            “เขาไม่เหมาะกับเมืองสือเฉิงจริงๆ หรือ”

            เยี่ยจื่อจินรู้ดีแก่ใจ ก่อนหน้าท่านปู่เยี่ยกวังเคยบอกนางไว้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้จิตใจไม่ได้อยู่ที่ เมืองสือเฉิงดังนั้นเขากับนางคงต้องอยู่ห่างไกลกันขึ้นเรื่อยๆ

            “จื่อจิน พวกเรากลับไปเถิด”

            หลังจากผ่านไปสักพักผู้คนที่มายืนส่งกันที่กำแพงเมืองต่างกลับไป เยี่ยเป่าหลินมองดูบุตรสาวที่รักของตนยังยืนเหม่ออยู่บนกำแพงเมืองใบหน้าหล่อเหลาของหนุ่มวัยกลางคนคนนี้ก็ยิ้มออกมาอย่างเศร้าๆ

            “ท่านพ่อข้าเองก็อยากออกไปข้างนอกแล้ว”

            เยี่ยจื่อจินหันหน้าไปมองบิดา ยกมือขึ้นมาปัดผมตนเองเล็กน้อยเส้นผมบางมีน้ำหนักพัดอย่างสลวย จากนั้นนางก็ใช้มือจัดทรงเส้นผมลวกๆ

            “ทำไมล่ะ?” เยี่ยเป่าหลินมองบุตรสาวที่รักของเขา สีหน้าเปี่ยมด้วยความสงสัย

            “เมืองสือเฉิงเล็กเกินไปข้างนอกน่าจะมีอะไรที่ยอดเยี่ยมกว่านี้” เยี่ยจื่อจินกล่าว

            เยี่ยเป่าหลินหยุดชะงักไปสักครู่สีหน้าเจื่อนขึ้นมาในทันใด เมื่อผ่านไปครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “บุตรสาวที่โตแล้วไม่อาจรั้งไว้ได้ เฮ้อ……”

            เยี่ยจื่อจินเอ่ยปากบอกสิ่งที่อยู่ในใจออกไปมองไปในทิศทางที่เด็กหนุ่มเดินทางจากไป ไม่เห็นเขาหันกลับมามองเลยสีหน้าของนางก็ยิ่งเคร่งขรึมขึ้น

            ……………………………………

            มณฑลหลันหลิงเป็นหนึ่งในสามร้อยหกสิบห้ามณฑลภายใต้การปกครองของแคว้นสือหลงแต่ละมณฑลจะแบ่งออกเป็นจังหวัดเป็นร้อยจังหวัดและแต่ละจังหวัดจะมีเมืองอีกหลายสิบเมือง

            ในมณฑลหนึ่งมณฑลมีขนาดกว้างใหญ่มากและประชากรจำนวนมาก

            ว่ากันว่าผู้ปกครองมณฑลทั้งสามร้อยหกสิบห้ามณฑลต่างมีพละกำลังที่แข็งแกร่งมากกว่าคนธรรมดาผู้ปกครองมณฑลต่างได้รับตำแหน่งเท่ากับเป็นสามนตราชถือเป็นผู้ปกครองมณฑลโดยชอบและถือเป็นผู้ที่มีฐานันดรศักดิ์สูงส่ง

    คล้ายกับเรื่องยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน