หลังจากเหตุการณ์ที่อนาเธอร์ได้แสดงพลังของอวาตาร์เทพเจ้าตนที่สองให้ปรากฏต่อสายตาของทุกคน และข่าวการสังหารหยางเจิน อวตาร์แห่งเทพฟินิกซ์นั้นก็แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว
ไม่มีใครในโลกแห่งนี้ที่ไม่รับรู้ถึงชื่อเสียงและความแข็งแกร่งของเขาอีกต่อไป และด้วยการกระทำอันเป็นเอกลักษณ์นี้ ทำให้ความน่าเกรงขามของตระกูลซิกฟรีดได้พุ่งสูงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
พ่อแม่ของอนาเธอร์ คานและอนาเธอเลียต่างเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและความสุข
ความสำเร็จของบุตรชายทำให้พวกเขาจัดงานเลี้ยงฉลองอย่างยิ่งใหญ่ในอาณาเขตของตน
แขกเหรื่อจากทั่วสารทิศถูกเชิญมาร่วมงานมากมาย ทั่วลานกว้างของคฤหาสน์ซิกฟรีดเต็มไปด้วยแสงไฟจากโคมระย้าและตะเกียงทองที่ห้อยจากคานหินอ่อนอย่างงดงาม ดนตรีและเสียงเพลงบรรเลงขึ้นเป็นระยะ สร้างบรรยากาศที่หรูหราและเต็มไปด้วยความสุข
แขกเหรื่อผู้มีเกียรติในชุดงามสง่าเดินท่ามกลางกันและกัน พลางกล่าวทักทายถามสาระทุกข์สุขดิบ
“มีอวาตาร์เทพเจ้าถึงสองตน มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์เลยด้วยซ้ำ”
“เหอะๆ ท่านคานได้ผู้สืบทอดที่ดีอีกคนนึงแล้ว ไมเยอร์, เรน, ไคล์ พวกเขาเองก็ต่างเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในโลกของผู้เล่น”
“มันก็จริงอย่างที่แกว่า.. ดูเหมือนตระกูลซิกฟรีดจะได้รับพรจากเทพเจ้าอย่างไม่รู้จบ!”
เหล่าผู้คนต่างพูดคุยถึงเรื่องราวที่ผ่านมาของอนาเธอร์และความแข็งแกร่งของเขา ซึ่งเป็นที่สนใจและชื่นชมในหมู่ผู้เข้าร่วมงานอย่างล้นหลาม
และในบรรดาแขกคนสำคัญที่เข้าร่วมงาน ตระกูลซิลวา หนึ่งในตระกูลผู้เล่นที่ทรงอำนาจและมีชื่อเสียงไม่แพ้ตระกูลซิกฟรีดก็ได้รับการเชิญให้มาร่วมงานด้วย
“ฮ่าฮ่าฮ่า เป็นยังไงบ้างวะคาน”
“ได้ข่าวว่าลูกชายคนเล็กสุดของแกได้สร้างเรื่องเอาไว้เยอะเลยนะ?”
ชายวัยกลางคนผู้มีเส้นผมสีทองราวกับแสงอาทิตย์ ร่างกายสูงใหญ่สง่างามไม่ต่างไปจากคาน เขาคือหัวหน้าตระกูลซิลวา มีนามว่าเฟลิน
ทั้งสองนับถือเป็นเพื่อนเก่าที่ร่วมกันฝ่าฝันอุปสรรคในสงครามและช่วงเวลาแห่งความยากลำบากมาหลายครั้ง แม้กาลเวลาจะผ่านไปอยู่หลายปี แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูลยังคงแน่นแฟ้นเสมอ
ทั้งสองยืนอยู่บริเวณกลางลานกว้าง มองดูบุตรชายของคานที่กำลังคุยกับพี่น้องและเพื่อนฝูงด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข ขณะที่คานก็เอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่แฝงด้วยความภาคภูมิใจ
“เห็นลูกของข้าไหม? เขาน่าทึ่งมาก! สามารถครอบครองพลังของเทพเจ้าได้ถึงสองตน”
“ข้าเองยังไม่อยากเชื่อว่าเด็กที่ครั้งหนึ่งเคยเดินเตาะแตะในอ้อมแขนข้า ตอนนี้จะกลายเป็นบุคคลที่ทุกคนต่างยกย่องและเกรงขามได้เช่นนี้”
เฟลินได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย แววตาของเขามีประกายชื่นชมที่ปิดไม่มิด
“เจ้าคงภาคภูมิใจในตัวเขามาก เป็นเกียรติของพ่อแม่ที่มีลูกแข็งแกร่งและเก่งกาจเช่นนี้”
“ข้าเห็นแววตั้งแต่เขายังเด็ก! และตอนนี้เขาเติบโตขึ้นมาเป็นผู้เล่นที่มีพลังไม่ธรรมดา ไม่แปลกที่เขาจะสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทุกแห่งหน!”
ขณะเดียวกัน ในงานเลี้ยงฉลอง เฟรย่า หญิงสาวผู้เลอโฉมจากตระกูลซิลวาได้ปรากฏตัวในชุดสีเงินวาววับ ท่ามกลางผู้คนที่เริ่มสังเกตเห็น
เธอคือผู้สืบทอดแห่งพลังความรักและสงคราม นางก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าที่สง่างามจนแขกเหรื่อทุกคนเงียบเสียงลงและหันมองตาม
“คิดจะหนีพี่สาวไปไหน?”
เธอเดินตรงเข้ามาหาอนาเธอร์ ผู้เป็นศูนย์กลางของงานในวันนี้ อนาเธอร์หันมาและยิ้มให้เฟรย่าด้วยสายตาที่อ่อนโยนและสุภาพ แม้จะมีบางเรื่องระหว่างทั้งสองที่ยังคงเป็นปริศนา แต่ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นนี้ การปรากฏตัวของเธอทำให้บรรยากาศในงานยิ่งหรูหราและศักดิ์สิทธิ์
ไม่นาน ค่ำคืนนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศที่ทั้งอบอุ่นและเร่าร้อนมากกว่าที่อนาเธอร์จะคาดคิด
เฟรย่าเดินเคียงข้างตัวของเขาอย่างสง่างาม รอยยิ้มที่ฉาบบนใบหน้าของเธอแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์เล็กๆ ดวงตาของเธอเปล่งประกายวิบวับเมื่อมองมาทางเขา ราวกับกำลังซ่อนความลับที่ท้าทายเอาไว้
พร้อมกับหญิงสาวได้กระซิบเบาๆ
ขณะพวกเขาสองคนยืนเคียงกันในมุมที่ไม่สะดุดตาผู้คนมากนัก
“เราจำสัญญาได้ดีนะอนาเธอร์ และเราไม่ลืมว่าได้สัญญาอะไรไว้ หากนายชนะเลิศได้..”
“เราบอกแล้วใช่ไหม ว่ามันจะไม่ใช่แค่จูบ แต่จะเป็นอะไรที่ผู้ชายทุกคนต้องอิจฉา เราเฟรย่าสามารถรับประกันได้”
เธอเอนตัวเข้ามาใกล้ กระซิบข้างหูเขาอย่างเจ้าเล่ห์จนแทบทำให้เขาหายใจไม่ออก
“นางปีศาจ..”
อนาเธอร์พอถูกยั่วยวนก็กลั้นหายใจทันที ราวกับต้องสาบานเงียบๆในใจ หยุดไม่ให้เผลอคิดอะไรไปไกลกว่านั้น
ความดื้อรั้นในน้ำเสียงของเธอสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจในตัวเอง ซึ่งนั่นทำให้ชายหนุ่มถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เขารู้สึกถึงบางอย่างที่ยากจะอธิบายที่ซ่อนอยู่ในแววตาของเฟรย่า
หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างเขาไม่ต่างอะไรกับนางปีศาจที่กำลังเย้าหยอกความอดทนของเขาด้วยคำพูดและรอยยิ้มที่ชวนให้เคลิบเคลิ้ม
“เธอร้ายกาจเกินไป.. ไอรินเทียบไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว!”
ในขณะที่ทั้งสองพูดคุยกันอย่างแนบชิด รอยยิ้มบนใบหน้าของอนาเธอร์พลันแปรเปลี่ยนไปจากความขบขัน กลายเป็นรอยยิ้มที่ซ่อนความกลัวเล็กๆอยู่ เพราะเขารู้ดีว่าเฟรย่านั้นไม่ธรรมดา ยิ่งได้ใกล้ชิด ยิ่งทำให้รู้สึกว่าเธอเป็นนางมารในคราบเทพธิดาที่ท้าทายจิตใจของเขาอย่างไม่ลดละ
“................”
ขณะเดียวกันห่างออกไปไม่ไกลนัก คานและหัวหน้าตระกูลซิลวาได้สังเกตเห็นท่าทีที่สนิทสนมของทั้งสองจากระยะไกล
พวกเขามองไปยังบุตรของตนด้วยรอยยิ้ม แฝงไปด้วยความภาคภูมิใจและความห่วงใย ทว่าหัวหน้าตระกูลซิลวาผู้ที่มีดวงตาแหลมคมและเป็นผู้ที่ไม่เคยยอมพลาดโอกาสใดๆเลย ได้กระแอมเบาๆ ก่อนเอ่ยขึ้นมาอย่างกล้าได้กล้าเสีย
“คาน.. ข้ามองเห็นบางอย่างในแววตาของเฟรย่าที่บอกได้ว่าหล่อนชอบอนาเธอร์เข้าให้แล้ว”
“หากเป็นเช่นนั้น.. พวกเจ้าจะคิดยังไงถ้าเราให้ทั้งสองหมั้นหมายกันเอาไว้ก่อนเสียเลยละ?”
คำพูดนั้นทำให้คานและอนาเธอเลียถึงกับอึ้งไป พวกเขามองหน้ากันด้วยความไม่คาดคิด
สองตระกูลต่างเคารพและนับถือกันมานาน
ทว่าเรื่องการหมั้นหมายระหว่างอนาเธอร์กับเฟรย่านั้น พวกเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน
และคำพูดตรงไปตรงมานั้น ทำให้คานรู้สึกทั้งตกใจและขันในเวลาเดียวกัน ความคิดของชายผู้เป็นหัวหน้าตระกูลซิลวา ช่างตรงไปตรงมาเสียจนใครจะกล้าปฏิเสธว่าเขาช่างไร้ยางอายจริงๆ
“เอ่อ.. นายนี่ก็นะ”
คานหันมาสบตาภรรยาของเขา อนาเธอเลีย ผู้ที่มีใบหน้าอันอ่อนโยนทว่ากลับนิ่งสงบ พวกเขาทั้งสองต่างรู้ดีว่าอนาเธอร์นั้นจะไม่ยอมให้ใครมากำหนดชีวิตของเขาง่ายๆ
แต่ถึงกระนั้น ภาพที่เห็นนี้ก็ชัดเจนว่าเฟรย่ามีใจให้บุตรชายของตนแน่นอน ดวงตาของเฟรย่าที่มองอนาเธอร์นั้น ฉายแววแห่งความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่ามิตรภาพธรรมดาจะเป็นไปได้
“เจ้าอย่าลืมนะ ว่าพวกข้าเองก็เคารพสิทธิ์ของลูกชายข้าเช่นเดียวกัน และการแต่งงานก็ไม่ใช่สิ่งที่ข้าจะตัดสินใจแทนได้ง่ายๆ”
“ถึงเฟรย่าจะสมบูรณ์แบบอย่างที่ใครๆก็รู้ แต่ข้าไม่คิดจะยัดเยียดความต้องการของข้าหรือของใครให้กับลูกชายคนนี้หรอก”
หัวหน้าตระกูลซิลวาหัวเราะเล็กน้อย แม้จะถูกปฏิเสธในทันทีก็ยังไม่ลดละความตั้งใจ เขาพยักหน้ารับพลางเอ่ย
“ก็จริงของเจ้า..”
“แต่ถ้าวันหนึ่งเขาทั้งสองเกิดตกลงใจกัน ข้าเองก็จะเป็นคนแรกที่ยอมรับข้อตกลงนั้น”
การสนทนานั้นทำให้ทั้งสองหัวหน้าตระกูลมองหน้ากันอย่างเข้าใจ
พวกเขารู้ดีว่าเรื่องเช่นนี้ไม่อาจบีบบังคับได้ และทั้งสองต่างก็ภาคภูมิใจในบุตรของตนมากพอ ให้บุตรของพวกเขาตัดสินใจด้วยตัวเอง
เวลาในงานเลี้ยงล่วงเลยไป แขกเหรื่อที่มาร่วมงานต่างพูดคุยและหัวเราะกันอย่างเบิกบาน
ทว่าบางสายตาก็ยังคงจับจ้องไปที่อนาเธอร์และเฟรย่าที่อยู่ท่ามกลางแสงจันทร์ และเสียงดนตรีที่ยังคงบรรเลงไปไม่ขาดสาย ทั้งสองยังคงยืนเคียงข้างกันในมุมของลานกว้างที่ปลอดผู้คน
เฟรย่ามองเขาด้วยดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ไม่เคยเผยให้ใครได้เห็น
เสียงดนตรีเงียบลงครู่หนึ่ง แขกบางส่วนเริ่มทยอยกันออกจากงาน
ทว่าทั้งสองยังคงยืนอยู่ที่นั่น ดวงตาที่มองสบกันโดยไม่พูดอะไรเพิ่มเติม แต่กลับมีความรู้สึกมากมายซ่อนอยู่ภายใน
การพบเจอกันระหว่างอนาเธอร์และเฟรย่าในคืนนี้ไม่ใช่เพียงการสนทนาทั่วไป แต่มันเป็นการเปิดเผยความรู้สึกที่พวกเขามีต่อกันอย่างอ่อนโยนและแนบแน่น แสงจันทร์ยังคงส่องสว่างบนท้องฟ้า ราวกับกำลังประทับตราคำสัญญาที่ไม่มีใครได้ยินจากทั้งสอง