ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๗๐ นางแมวน้อย (re-edition)

            “สตรีปักษาผมสีชาด .. นางไปแล้ว ! .. นางบินจากไปแล้ว !” ประโยคนี้ก้องอยู่ในหัวของอุทัยมันรู้สึกหน้าอกกลวงว่างเปล่า ราวอวัยวะภายในถูกคว้านออกไป

            .. ด้วยเหตุผลใดกันที่ทำให้ญานินดาจากไป

            เจี๊ยกกก .. เจี๊ยกกก .. เจ้าเวรุงกะกระโดดเหยงๆ

            เมื่อกล่าวถึงญานินดาทำมันคึกคักขึ้นมา แล้วกล่าวว่า “พี่สาวคนสวยจะไปยังเขาเก้านก”

            .. โป๊กกก ! มะเหงกของราชันคองอเวจีกระทบกระบาลเจ้าวานรน้อยอีกครั้งคราวนี้มันถึงกับลงไปเดดิ้น

            “เขาเก้านกอันใด .. เป็นยอดเขานพปักษา คือที่นางต้องการไป ..” ราชันคองอเวจีกล่าวต่ออุทัย

            “ยอดเขานพปักษา” อุทัยทวนคำ แล้วถามว่า “มันคือสถานที่เยี่ยงไร ..”

            “เท่าที่บ่าวรู้ ยอดเขาดังกล่าวไม่มีอยู่ในดินแดนนี้ ..” ราชันคองอเวจีกล่าวคิ้วขมวด

            “.. มิได้อยู่ในดินแดนนี้ !!!” อุทัยกล่าวอย่างฉงน

            ราชันคองอเวจีกล่าวต่อว่า “นางติดตามสิสาวิหคตนหนึ่งไปยังทางอุดรทิศ เพียงบอกกล่าวเจ้าเวรุงกะไว้เท่านั้น ..”

            เจ้าเวรุงกะลุกขึ้นยืนทำหน้าละห้อยกล่าวว่า “พี่สาวคนสวยติดตามเจ้าหางแหว่งไป บอกว่าจะไปเพียงชั่วครู่ .. นี่ก็ผ่านมาเกือบเดือนแล้ว .. ยังมิได้กลับมา ..”

            ดูจากท่าทางของเจ้าวานรน้อย .. ระยะเวลาหลายวันที่ผ่านมา มันคงสนิทสนมกับญานินดาอยู่ไม่น้อย

            “ข้าจะไปตามนางได้ที่ใด” อุทัยถาม

            ราชันคองอเวจี กล่าว “คงต้องเป็นดินแดนของเหล่าสิสาวิหคเหล่านั้น .. พวกมันอาศัยอยู่ที่สิสาบรรพต เป็นเทือกเขาสูง .. ห่างจากที่นี่กว่าพันโยชน์”

            แล้วจึงเล่าลักษณะของสัตว์อสูร ‘สิสาวิหค’ ว่ารูปร่างเป็นวิหคมีหัวสีน้ำตาล ลำตัวและปีกสีดำ ปีกยาวใหญ่ มีจะงอยปากสีทองและบนหัวมีขนสีแดงชี้ชัน

            ส่วนเจ้า ‘หางแหว่ง’ เป็นบุตรของจ้าววิหคที่ปกครองเผ่าพันธุ์สิสาวิหคทั้งดินแดน

            “อย่างไรให้บ่าวนำทางแก่นายท่าน” ราชันคองอเวจีเสนอตัวนำพาอุทัยไป

            เจี๊ยกกก .. เจี๊ยกกก .. เจ้าเวรุงกะอยู่ไม่นิ่งกระโดดเหยงๆ

            “ข้าไปด้วย .. ข้าไปด้วย .. ข้าก็รู้ทาง ... ข้าจะพาท่านไปเอง ...”

            อุทัยหยุดคิดบางสิ่งแล้วกล่าวว่า “พวกเจ้าไม่ต้องติดตามไป”

            “อ่าาา” เจ้าเวรุงกะอุทานอย่างผิดหวัง

            “แต่ว่า ...” เสียงราชันคองอเวจีมันยังไม่ทันกล่าวต่อ แต่อุทัยชิงกล่าวว่า

            “.. หากแม้นนางกลับมา บอกนางให้รอข้าอยู่ที่นี่” อุทัยเกรงว่าจะคลาดกับญานินดานั่นเอง

            “ขอรับ .. นายท่าน..” ราชันคองอเวจีรับคำอย่างเข้าใจในเจตนา แล้วกล่าวว่า

            “ถ้าเป็นเช่นนั้น .. ให้เจ้าวานรน้อยบุตรข้า .. เป็นผู้นำทางให้แก่ท่านเถิด”

            ทั้งสองต่างหันมามองเจ้าเวรุงกะเป็นตาเดียว เจ้าวานรน้อยเห็นเช่นนั้นจึงยืนตรงยึดอกเต๊ะท่ายิ้มยิงฟัน ขยับปากกล่าวในทันใด

            “ตัวข้านี้ .. นับเป็นวานรที่ออกเดินทางผจญภัยไปทั่วดินแดน”

            “หินทุกก้อน .. ต้นไม้ทุกต้น .. ลำน้ำทุกสาย .. ข้าล้วนจดจำได้”

            “สิสาบรรพต .. ระยะทางสั้นๆ เพียงเท่านี้ นับว่าเดินอยู่ในสวนหลังถ้ำเพียงเท่านั้น ..”

            .. โป็กกก !!! เสียงดังกว่าคราวใด มะเหงกของราชันคองอเวจีประทับลงกระบาลมันอีกครั้ง

            .. จ๊ากกก !!! เจ้าเวรุงกะแหกปากร้อง ทรุดนั่งนำมือกุมหัว

            “ใช่เจ้าประโคมโอ่เกินไปหรือไม่ ..” ราชันคองอเวจีกล่าวด้วยความรำคาญ

            “โอยยย ... บิดาช่างทารุณต่อวานรน้อยเช่นข้านัก” เจ้าเวรุงกะกล่าวประท้วงร้องโอดครวญ

            “วานรไม่เอาถ่านเช่นเจ้า .. สมควรถูกทุบตีแล้ว ..” ราชันคองอเวจีดุเจ้าเวรุงกะ มันกำลังจะยกมือเขกหัวบุตรมันอีกครั้ง

            .. ว๊าบบบ ! ร่างเจ้าเวรุงกะหายวับไปหลบอยู่หลังขาของอุทัย

            “ฮ่า ฮ่า ..” อุทัยหัวเราะบุตรบิดาคู่นี้ “ให้มันนำทางก็ดี .. ดีกว่าเดินดุ่มๆ มิรู้ทาง .. ฮ่า ฮ่า”

            “ขอรับ .. นายท่าน ..” ราชันคองอเวจีกล่าวรับ

            “ขอรับ .. นายท่านบุตรอสูร ..” เจ้าเวรุงกะขานรับใบหน้าระรื่นฉีกยิ้มถึงใบหู มันดีใจที่จะได้ออกท่องเที่ยวอีกครั้ง

            อุทัยไม่กล่าวมากความต้องการออกเดินทางในบัดดล เจ้าเวรุงกะร่างวูบวาบหายไปครู่หนึ่งก็กลับมาพร้อมกับสิ่งของของอุทัย

            ผ้าที่ญานินดามอบไว้เป็นผ้าเก่ามอซอสองผืน .. อุทัยใช้ผืนหนึ่งนุ่งเป็นโจงกระเบน อีกผืนหนึ่งห่อคลุมร่างกาย

            อุทัยยืนมองดาบสยบจักรภพในมือ .. คราครั้งใช้ดาบนี้ต่อสู้กับฝูงคองอเวจี .. มันบรรจุพลังปราณลงไปสามารถทำดาบขยายยืดออกหลายศอก

            อุทัยครุ่นคิด ‘อื่มมม .. เมื่อยืดได้ .. ก็ต้องหดได้ ..’ มันลองแผ่พลังปราณใส่ดาบแล้วดูดรั้งกลับ

            .. วิดด .. วิดดด ... วืดดดด ... ดาบสั้นหดตัวเล็กลง

            .. เล็กลง .. จนเหลือเพียงหนึ่งนิ้ววางนิ่งอยู่ในฝ่ามือของอุทัย

            เจี๊ยกกก !!! เจ้าเวรุงกะสะดุ้ง ท่อนสีดำเมื่อครู่กลายเป็นไม้จิ้มฟันไปแล้ว

            “อ่า .. เป็นวัตถุวิเศษจริงๆ ..” เสียงราชันคองอเวจี

            .. เป็นเพราะดาบนั้นคือสิ่งวิเศษ หรืออุทัยที่เบื้องหน้าเป็นบุคคลพิสดารกันแน่

            .. หรือทั้งสองนั้น .. ก็ต่างเป็นสิ่งที่แปลกประหลาด !!!

            อุทัยฉีกผ้าเป็นทางยาวมาพันผูกรอบท่อนแขน แล้วนำดาบสยบจักรภพอันจิ๋วเก็บซ้อนไว้ มันนำทั้งหมดเดินลงมาจากภูเขาอย่างไม่รีบร้อน

            เมื่อไต่ระดับความสูงลงมา .. น้ำแข็งรอบข้างลดปริมาณลง และเริ่มเห็นต้นไม้สีเขียวขึ้นปกคลุม พืชพันธุ์ที่นี่สูงใหญ่มโหฬารกว่าดินแดนมนุษย์อย่างมาก

            ราชันคองอเวจีบอกว่าตั้งแต่สามเดือนที่อุทัยกลับมาพืชพันธุ์ภายในดินแดนต่างผลิดอกออกผล มันยังชี้ให้ดูดงกล้วยอาหารหลักของพวกวานรอสูร

            ดงกล้วยรกชัฏประกอบด้วยต้นกล้วยกว่าพันต้น แต่ละต้นสูงใหญ่นับยี่สิบศอกแผ่กิ่งใบปกคลุมหนาแน่น ผลกล้วยกว่าหมื่นเครือยาวแทบระพื้น แต่ละผลใหญ่ยาวกว่าขาของอุทัยเสียอีก

            “ก่อนหน้านี้ทั้งดินแดนแห้งแล้งกันดารแทบหาผลกล้วยกินไม่ได้ พืชพันธุ์ไม้อื่นก็ไม่ออกผล เหล่าบริวารได้แต่หาสิ่งอื่นกินกัน” ราชันคองอเวจีกล่าว

            พวกวานรอสูรสามารถกินได้ทั้งพืชและเนื้อสัตว์ แต่อาหารหลักของพวกมันคือกล้วยเหล่านี้

            ปัญหาขาดแคลนอาหารโดยเฉพาะกล้วย .. นับเป็นปัญหาระดับเผ่าพันธุ์ .. และเมื่อประตูอสูรโลกาเปิดออก เหล่าคองอเวจีไม่ลังเลที่จะส่งหน่วยกล้าตายหน่วยแล้วหน่วยเล่าเข้าไปสำรวจภายใน

            .. เพียงเพราะต้องการกล้วย .. กล้วย เพียงเท่านั้น !

            อุทัยเดินลงมาถึงตีนเขาก็เห็นดงป่ากล้วยผืนมหึมากว่าแสนๆ ไร่ คองอเวจีมากมายกระจายตัวอยู่ภายในป่ากล้วยนั้น .. พวกมันมิได้มีท่าทางดุร้ายกระหายเลือดดังเมื่อพบเจอครั้งแรก

            ราชันคองอเวจีเดินนำมันมายังลานโล่ง ตรงกลางมีแท่นหินทรงกลมยกสูงจากพื้นประมาณสองศอก อุทัยจดจำได้ว่าประตูอสูรโลกากำเนิดขึ้นบนแท่นหินนี้

            ขณะมองสำรวจไปรอบๆ สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ตัวหนึ่งพุ่งออกมาจากดงกล้วย ...

            .. ตุ๊บ ! เสียงฝีเท้าของเจ้าสิ่งนั้นเบาหวิวราววิญญาณแห่งภูตพราย ...

            .. เมี๊ยว ! เมี๊ยว ! เมี๊ยวววววว !!!

            เป็นแมวตัวเล็กตัวหนึ่ง ทั่วกายมีขนสีขาวอมฟ้า ดวงตาสีน้ำเงินแวววาว

            เมี๊ยว ! เมี๊ยว ! มันร้องเรียกราวกับรู้จักอุทัย

            “แมว ! แมวตัวนี้ช่างเชื่องนัก” อุทัยกล่าว

            เจี๊ยกกก .. เจี๊ยกกก .. เจ้าเวรุงกะร้องกระโดดออกมาเบื้องหน้า

            “เจ้าแมวตัวนี้อีกแล้ว ..” มันนึกมันเขี้ยวพุ่งเข้าไปหาอย่างว่องไว ยื่นมือทำท่าจะคว้าจับหางของแมวน้อย .. แต่มือยังไม่ทันสัมผัสถูก

            .. แง่วววว !!! .. แง่วววว !!! .. แค๊กกกก !!! .. เจ้าแมวน้อยหันขวับ นำกรงเล็บเข้าตะกุยใส่หน้าเจ้าเวรุงกะ

            .. จ๊ากกก ! เจ้าเวรุงกะตกใจร้อง มันกระโดดหนีแทบไม่ทัน

            “ฮา .. ฮ่า .. ฮ่า ..” เสียงอุทัยหัวเราะ นึกสมใจที่เจ้าวานรแสนซนถูกแมวน้อยข่วนจนหน้าลาย

            “เฮ่ออออ ..” ราชันคองอเวจีถอนหายใจนำมือกุมขมับ บุตรของมันช่างโง่เง่าอันใดเช่นนี้ ..

            แง่วววว !!! แง่วววว !!! เจ้าแมวน้อยกระโดดหายไปภายในดงกล้วยแล้ว

            แมวน้อยทำหัวผลุบโผล่อยู่ในเงาแมกไม้ .. มันลอบมองอุทัยอย่างไม่วางตา

            อุทัยกล่าว “ข้าต้องออกเดินทางไปยังภูเขาอะไรนั่นแล้ว .. ไปทางทิศเหนือใช่หรือไม่ ..”

            ราชันคองอเวจีกล่าว “ช้าก่อน .. นายท่าน..”

            “หากเดินเท้าไปยังสิสาบรรพตต้องใช้เวลากว่าเดือนจึงบรรลุถึง”

            “แต่หากบินไป .. จะใช้เวลาเพียงสองถึงสามวันเท่านั้น ..”

            “บิน ! .. บินไปหรือ” อุทัยเกาหัวแกรกๆ ครุ่นคิดในใจว่า ‘ข้าบินได้ที่ไหนเล่า ..’

            ราชันคองอเวจีกล่าวตอบ “ถูกแล้ว ! .. นายท่าน .. บินไปเร็วกว่า ..”

            กล่าวจบมันก้าวเดินไปเบื้องหน้า เงยหน้าจ้องมองไปยังท้องฟ้าราวมองหาบางสิ่ง แล้วจึงคำรามเสียงดัง ..

            .. โฮกกก ! โฮกกก ! โฮ่กกกกกกก !!! .. เสียงก้องกังวานดังสนั่นถูกถ่ายไปไกลสุดขุนเขา

            อุทัยแหงนหน้าจ้องมองตาม เพียงสิบลมหายใจก็พบเห็นจุดสีดำจุดหนึ่งลอยอยู่บนท้องฟ้า

            เพียงชั่วครู่จุดดำนั้นก็ขยายใหญ่ขึ้น .. ปรากฏเป็นนกกระเรียนสีขาวตัวโต คอยาวเหยียดตรง ปีกเรียวยาวกว้างใหญ่ ..

            ผับบ .. ผับบ .. ผับบ .. นกกระเรียนตัวนั้นค่อยๆ ร่อนลงตรงหน้าพวกมัน

            สัตว์อสูรชนิดนี้คือ ‘กระเรียนวาตะ’ ..

            .. กร๊าซซซซซ !!! เสียงร้องจนแสบแก้วหู มันเป็นนกกระเรียนสีขาวปลอด ขาสีน้ำตาลเหยียดยาว เมื่อยืนตรงร่างสูงชะลูดถึงสิบกว่าศอก

            “มีอันใด ! ท่านราชันวานร” เจ้ากระเรียนกล่าวอย่างไม่พอใจ มันกำลังหาอาหารกินอย่างมีความสุข แต่ถูกราชันคองอเวจีผู้นี้เรียกตัวมา

            กรรร ! ราชันคองอเวจีแยกเขี้ยวคำรามแล้วกล่าวว่า “.. ไป .. สิสาบรรพต”

            กร๊าซซซ ! กระเรียนวาตะร้องกล่าวว่า “เรามิใช่นกรับจ้างหนา .. ท่านราชัน..”

            .. โฮ่กกกกกกก ! ราชันคองอเวจีคำรามใส่

            มันแยกเขี้ยวเดินตรงปรี่เข้าหา แผ่พลังปราณอย่างรุนแรงเข้ากดทับ น้ำเสียงฉุนเฉียวก้องกังวาน

            “ข้ามิได้ไหว้วาน ! แต่นี้คือคำสั่ง .. เผ่าพันธุ์เจ้าอยากสูญหายไปจากดินแดนนี้หรือไร .. หือออ ...”

            แรงกดทับจากราชันวานรอสูรทำเจ้ากระเรียนถึงกับเข่าทรุดซวนเซตัวสั่นกระตุก

            “ทะ .. ทะ .. ท่านราชันวานร .. โปรดละเว้นด้วย .. โปรดละเว้นด้วย ..” กระเรียนวาตะกล่าวละล่ำละลัก

            ราชันคองอเวจีสูงใหญ่กว่าสิบห้าศอก มันฉวยคอกระเรียงวาตะแล้วดึงเข้ามาตรงหน้า พลังปราณที่แผ่ออกทำเจ้ากระเรียนกลัวลนลานจนขี้ไหล

            .. บ๊าบบ ! บ๊าบบ ! ฝ่ามือของราชันคองอเวจีกระทบใบหน้ากระเรียนวาตะเบาๆ

            “เข้าใจแล้วหรือไม่ ..” เสียงอันดุร้ายราชันคองอเวจี .. กรรรรรร !!!

            “ขอออ .. รับบบ .. ทะ ท่านราชัน ...” เสียงอันป้อแป้ของกระเรียนวาตะ

            ราชันคองอเวจีหันกายกลับมา นั่งยองๆ แล้วกล่าวกับอุทัยว่า “นายท่าน .. พาหนะบินได้ .. พร้อมแล้ว ..”

            “!!!” อุทัยแอบตกใจในความป่าเถื่อน แต่เป็นเรื่องธรรมดาของดินแดนนี้ ... ดังคำกล่าวที่ว่า ‘ผู้เข้มแข็งเท่านั้นจึงได้ครอบครอง’

            อุทัยกล่าวว่า “อ่ะ .. ขอบใจ .. ไปกันเถอะ ..”

            พอเจ้ากระเรียนวาตะสติฟื้นคืนก็ยืนตัวตรงสยายปีก .. ผึบ .. ผับ ..

            อุทัยกระโดดวูบ .. มานั่งอยู่บนหลังเจ้านกกระเรียนแล้ว

            เจี๊ยกกก .. เจี๊ยกกก .. เจ้าเวรุงกะก็กระโจนตามขึ้นมาติดๆ มานั่งอยู่ด้านหน้าของอุทัย

            .. ผึบ .. ผับ .. ผึบ .. ผับ .. ผึบ .. ผับ .. ปีกทั้งสองของกระเรียนวาตะโบกกระพือ ... พาร่างของมันค่อยๆ ลอยขึ้นจากพื้น

            แต่ ! ทันใดนั้น !!!

            เงาร่างเล็กๆ สีขาวอมฟ้ากระโจนติดตามมาอย่างรวดเร็ว !!!

            จ๊ากกก ! เจ้าเวรุงกะตกใจร้องเสียงหลง ... เป็นแมวตัวนั้นนั่นเอง

            เมี๊ยวววววว !!! เจ้าแมวเบียดตัวเข้ามาด้านหน้าตรงที่เจ้าเวรุงกะ

            “!!!” อุทัยรู้สึกฉงนกับแมวตัวนี้ .. มันจ้องมองเจ้าแมวอย่างตั้งใจ ..

            อุทัยมองลึกเข้าไปในดวงตาของเจ้าแมวที่เบื้องหน้า เป็นความรู้สึกอันคุ้นเคยที่แปลกประหลาด ...

            ... เกิดภาพบุคคลผู้หนึ่งผุดขึ้นในหัวสมองของอุทัย .. มันร้องเสียงหลงโดยทันใด .. “.. มารดาเรา .. เป็นท่าน !!!”