ย้อนเวลามาปลูกผักในวันที่โลกล่มสลาย

    อย่างนุ่ม

    ในที่สุดวันนี้สมิธก็ได้รู้สักทีว่าความรู้สึกที่เรียกว่า นุ่มราวกับปุยเมฆ มันเป็นเช่นไรหลังจากที่เขาได้ขึ้นมาขี่หลังฟีนิกซ์ 

     

    “คุณเฟอร์รีน่าครับผมขอถามเรื่องละเอียดอ่อนเกี่ยวกับขนบนตัวคุณได้ไหมครับ?” สมิธอดสงสัยไม่ได้เขาอยากจะรู้มากว่าทำไมขรฟีนิกซ์มันถึงนุ่มสบายได้ขนาดนี้เพราะสิ่งนี้มันขัดแย้งกับความรู้ที่เขามีอย่างสิ้นเชิง ฟีนิกซ์ที่ตัวเคยคลั่งอาละวาดจนโลกเกือบแตกนั้นพอถูกกำจัดก็ถูกแยกส่วนนำร่างกายมาใช้เป็นอุปกรณ์ทั้งหมด อย่างเสื้อเกราะตัวหนึ่งที่ถูกปกคลุมไอด้วยขนของฟีนิกซ์ซึ่งมันมีรความแข็งเป็นอย่างมากชนิดที่ว่าระเบิดยังไม่อาจสร้างได้แม้แต่รอย แต่ขนนี่ที่ตัวเขากำลังนั่งอยู่มันนุ่มเสียจนน่าประหลาดใจเกินไป

     

    “สบายสินะ! ข้าพอจะรู้ว่ามนุษย์นั้นชื่นชอบในความสบาย...” เฟอร์รีน่าหัวเราะออกมาเมื่อได้ยินคำถามของสมิธ ไม่แปลกใจเท่าไหร่เธอเข้าใจได้ว่าภาพลักษณ์ของฟีนิกซ์สำหรับมนุษย์เป็นเช่นไร ขนของเธอเองก็เป็นหนึ่งในอวัยวะเช่นกันจึงสามารถบังคับควบคุมได้ว่าจะให้ขนมีลักษณะเช่นใด

     

    “สุดยอดไปเลยครับนุ่มกว่าเตียงนอนผมอีก!” สมิธต้องยกนิ้วให้เลยในความเอาใจใส่ของสุดยอดคุณแม่เฟอร์รีน่า

     

    “ชิ! ที่ก่อนหน้านี้ของข้าแข็งเป็นก้อนหินเลย” กรีนชิลดถึงกับบ่นออกมาเพราะก่อนหน้านี้ขนพวกนี้ไม่ได้นุ่มสบายแบบนี้เพราะมันแข็งเสียยิ่งกว่าหินอีก นั่งไปเจ็บเปลือกไม้ไป

     

    หลังจากสมิธและกรีนชิลดขึ้นหลังเฟอร์รีน่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เฟอร์รีน่าเริ่มสยายปีกขึ้นบินในทันทีโดยค่อย ๆ ไต่ระดับอย่างช้า ๆ ไม่เช่นนั้นสมิธที่เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาได้ตกแน่ เมื่อความสูงได้ที่เฟอร์รีน่าจึงพุ่งทะยานบินตามเส้นทางที่สมิธคอยบอก สมิธถึงกับอ้าปากค้างเพราะแค่การขยับปีกบินเพียงครั้งเดียวก็สามารถเดินทางได้เป็นร้อยเมตรและสมิธมั่นใจว่านี้เป็นเพียงความเร็วระดับต่ำไม่ใช่ความเร็วสูงสุดของเฟอร์รีน่า เพราะสมิธเคยเห็นฟีนิกซ์บินด้วยความสูงสุดมาแล้วซึ่งมันเร็วเสียจนตาของเขามองไม่ทันมองเห็นแต่แสงสีแดงที่วิ่งไปมาเหมือนกับแสงเลเซอร์

     

    ในระหว่างที่อยู่บนท้องฟ้าสมิธไม่รับรู้ถึงแรงโน้มถ้วงหรือแรงปะทะลมอย่างรุนแรงเลยแม้แต่นิดเดียว เขาไม่ประสบพบเจอกับปัญหาเหล่านั้นเลย...! เป็นอะไรที่แปลกประหลาดอย่างมากมันจึงทำให้ความรู้สึกในตอนนี้ของสมิธสุดแสนจะวิเศษเพลิดเพลินจนเกือบลืมสถานการณ์ของเพื่อนสตีฟที่ไม่รู้ว่าตายไปแล้วหรือยัง ภาพท้องฟ้าอันสวยงาม เห็นฝูงนกบินกันเป็นกลุ่ม อากาศเย็น ๆ ปะทะเข้าที่หน้า ช่างเป็นบรรยากาศที่เขาไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้สัมผัส

     

    ไม่นาน ไม่นานจริงๆ เฟอร์รีน่าบินด้วยความเร็วระดับต่ำใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงพวกเขาก็มาถึงยังเมืองที่สตีฟอยู่ซึ่งห่างจากเมืองที่เขาอยู่หลายพันกิโล ไม่อยากจะคิดว่าถ้าใช้ความรู้สูงสุดคงใช้แค่เลขหลักเดียว 

     

    สภาพเมืองที่สมิธเห็นถึงกับทำให้เขากำหมัดออกมาด้วยความโกรธ ฝูงฮาร์พีสิ่งมีชีวิตที่แสนจะโรคจิตแม้รูปลักษณ์ของสิ่งมีชีวิตนี้จะดูน่าหลงไหลโดยเฉพาะส่วนบนมีลำตัวที่เหมือนกับมนุษย์ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นส่วนหน้าอกส่วนท้องหรือแม้แต่หัวก็มีลักษณะเป็นมนุษย์ปกติ อย่างไรก็ตามสิ่งมีชีวิตนี้ไม่มีแขนเหมือนมนุษย์เพราะแขนได้ถูกเปลี่ยนเป็นปีกขนาดใหญ่เหมือนกับปีกของนก ส่วนขาเองก็เช่นกันเพราะขาของฮาร์พีเหมือนกับขาของนกอินทรีย์ที่มาพร้อมกับกรงเล็บยาวอันแหลมคมเหมาะกับการคีบจับเป็นอย่างมาก นั้นจึงทำให้พวกฮาร์พีส่วนใหญ่มีพฤติกรรมโรคจิตชอบจับเหยื่อด้วยกรงเล็บอันแข็งแกร่งของมันบินขึ้นฟ้าแล้วปล่อยลงมาให้กระแทกพื้นตาย จากนั้นค่อยกัดกินเหยื่อที่ตายด้วยความสนุก

     

    “ขอบคุณครับคุณเฟอร์รีน่าช่วยส่งผมลงข้างล่างตรงนั้นแล้วกันครับ” สมิธเห็นบ้านของสตีฟเพื่อนเขาแล้ว เขาจึงบอกให้เฟอร์รีน่าส่งเขาลงตรงบริเวณบ้านของสตีฟ ต่อจากนี้เขาและกรีนชีลดจะต้องลุยแล้วไม่อาจให้เฟอร์รีน่าช่วยเหลือได้อีกเพราะมันไม่อยู่ในข้อตกลงตั้งแต่แรก

     

    “มีคนสำคัญกับเจ้าอยู่ที่นี้รึ?” เฟอร์รีน่าพูดออกมาเมื่อเห็นท่าทีร้อนใจของสมิธ

     

    “ใช่ครับที่นี้มีเพื่อนคนสำคัญของผมอยู่” สมิธตอบกลับ

     

    “ข้าอาจช่วยเจ้าได้ แต่...เจ้าจะติดหนี้ข้าหนหนึ่งและหนี้ที่ว่าคือคำสั่งไม่ว่าข้าจะสั่งอะไรเจ้า เจ้าจะต้องทำแม้เรื่องนั้นจะขัดต่อเจ้าก็ตาม เจ้าจะยอมรับข้อเสนอของข้าหรือไม่?” เฟอร์รีน่ายื่นข้อเสนอให้กับสมิธ เพราะตัวเธอมาคิดดูแล้วการปล่อยให้สมิธลงไปเสี่ยงกับสิ่งมีชีวิตแสนจะโรคจิตนี้ดูเป็นการเสี่ยง หากเกิดอะไรขึ้นกับสมิธข้อตกลงก่อนหน้านี้อย่างสถานที่เกิดของผลอัคคีสวรรค์ตัวเธอคงอดที่จะได้มันมาครอบครอง ดังนั้นแล้วการช่วยสมิธถือเป็นสิ่งที่ช่วยลดความเสี่ยง แต่ไม่ฟรีอย่างแน่นอนไม่เช่นนั้นมันจะมีครั้งต่อ ๆ ไป

     

    “ผมยอมรับข้อเสนอ!”

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลามาปลูกผักในวันที่โลกล่มสลาย ที่คุณอ่าน