เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ หกสิบหก

     

    บทที่ หกสิบหก

     

    ยามเว่ยคล้อยเข้าสู่บ่ายแก่ร่างระหงในชุดคลุมทะมัดทะแมงก้าวช้าๆ กลับสู่ตำหนัก เส้นผมถูกรวบสูงอย่างเรียบร้อยแต่มวยผมกลับคลายเล็กน้อยเพราะแรงลมเมื่อหลิวชิงเซียงย่างเท้าเข้าสู่ลานหน้าตำหนักอิงหลานกับฟ่านหรูก็พากันโผออกมาต้อนรับอย่างเร็วรี่

    “นายหญิงกลับมาแล้ว! พวกหม่อมฉันเฝ้ารอจนใจลอย” อิงหลานเป็นฝ่ายเอ่ยก่อน

    ฟ่านหรูก็ก้าวตามมาติดๆก้มหน้าคำนับอย่างงดงามแล้วเงยขึ้นมองใบหน้าของนายหญิง “วันนี้ไปฝึกซ้อมเป็นอย่างไรบ้างเพคะหลี่ผินดูเหนื่อยนัก?”

    หลิวชิงเซียงคลี่ยิ้มจางแล้วพยักหน้าเบาๆสองนางกำนัลหันสบตากระซิบหากัน ‘หรือว่ามีเรื่องเกิดขึ้น?’ ก่อนเดินตามผู้เป็นนายเข้าภายใน

    “สงสัยว่าเกิดสิ่งใดขึ้นใช่หรือไม่?” นางกล่าวขณะเอนกายลงบนเก้าอี้ไม้หอมข้างโต๊ะชาแล้วทอดสายตาออกไปยังม่าน อิงหลานกับฟ่านหรูทรุดตัวลงด้านข้างอย่างเรียบร้อยประหนึ่งรอรับฟังเรื่องราว

    “วันนี้ข้าไปฝึกที่สนามฝึกที่สร้างใหม่แต่พอไปถึงไม่นานก็พบว่าหนิงผินกับจี้ผินก็มาใช้สนามฝึกเช่นกัน” นางหยุดเล็กน้อยเหลือบตาลงสบถในใจถึงความบังเอิญที่ชวนให้น่าสงสัย “แต่พวกนางไม่ได้มาเพียงลำพังกลับพาสตรีผู้หนึ่งที่บอกว่าเป็นอาจารย์ชำนาญด้านวรยุทธ์มาแต่แล้วสตรีผู้นั้นกลับเสนอจะประลองกับข้าตอนที่ข้าจะกลับ”

    สองนางกำนัลลอบสบตากันด้วยแววตากระวนกระวายฟ่านหรูเผลอเม้มริมฝีปากแน่น ส่วนอิงหลานเลื่อนตัวเข้ามาใกล้เล็กน้อย “ประลองหรือเพคะ..แล้วท่าน..”

    หลิวชิงเซียงยกมือขึ้นหยุดวาจานางส่ายหน้าเบาๆ “ข้าไม่ใช่คนเริ่ม..เพียงแต่ปฏิเสธไม่พ้นเมื่อยืนอยู่ต่อหน้า นางเริ่มรุกเข้ามามีหรือจะถอยหลังได้ ตอนนั้นข้าเพียงใช้มือเปล่าตวัดตอบที่ฝักกระบี่นางใครจะรู้ว่าอยู่ๆ จี้ผินที่ยืนใกล้กลับมารับกระบี่นั้นแทน”

    สีหน้าของนางขณะกล่าวถึงจี้ผินเต็มไปด้วยความหน่ายคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเพียงเล็กน้อย “พอกระบี่ฟาดเข้าโดนนางพวกเขาก็พร้อมใจกันกล่าวหาว่าข้าลงมือรุนแรงเกินกว่าเหตุ น่าขันหรือไม่” นางหัวเราะเบาๆแต่เสียงนั้นกลับฝืดเคืองและเจือรอยเหนื่อยล้า “เห็นที..ข้าจะตกหลุมเล่ห์ของพวกนางเสียแล้วคงจะลือกันไปทั่วตำหนักใน ว่าหลี่ผินผู้เย็นชานั้นริษยายอมลงมือทำร้ายจี้ผินเพื่อแย่งชิงความเด่น กลายเป็นหญิงอันน่ารังเกียจ”

    นางเงียบลงลมหายใจแผ่วแป็นถอนใจยาวขณะทอดมองไปยังหมู่แมกไม้ด้านนอก “ช่างเถิด...ก็แค่ลมปาก หากไม่ได้ยินก็เหมือนไม่มีอยู่”

    กลับกันกับสองนางกำนัล“ไม่ได้เพคะ!” ฟ่านหรูเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจเสียงของนางดังขึ้นด้วยความเร่งรีบ “หม่อมฉันเกรงว่า..ครั้งนี้อาจไม่ใช่เพียงแค่ลมปากเพคะ”

    “ใช่แล้วเจ้าค่ะนายหญิง” อิงหลานรับคำทันที “หากพวกนางยอมลงมือจนบาดเจ็บเองถึงขั้นใช้ฝักกระบี่ฟาดพวกตัวเองเสียด้วยซ้ำ แสดงว่ามีแผนร้ายยิ่งกว่าที่เห็นเพคะไม่เพียงหยุดที่ข่าวลือแน่นอน”

    หลิวชิงเซียงหันมาสบตานางกำนัลทั้งสองแววตาที่เคยแน่วแน่เริ่มมีเงาเคลือบคลุม ฟ่านหรูลูบมือเรียวลงบนตักตนเอง เอ่ยช้าๆด้วยน้ำเสียงระแวดระวัง “อีกทั้งจี้ผิน..เป็นธิดาจากสกุลจี้ซึ่งเป็นหนึ่งในขุนนางใหญ่ของราชสำนักที่เคยมีอำนาจ ตอนนี้ก็ยังมีเส้นสายอยู่หม่อมฉันเกรงว่านางอาจจะใช้เส้นสายนำความไปถึงกรมพิธีเพคะ หากมีความผิดจริงขึ้นมาเล่า..”

    อิงหลานรีบเสริมต่อ“อีกทั้งเวลานี้..ฮองไทเฮาก็ยังอยู่ในวังหลังจากคราวก่อนที่ดูเหมือนจะไม่พอพระทัยหลี่ผินหากพระนางคิดจะใช้เหตุการณ์นี้แสร้งหาความยุติธรรมให้จี้ผินแล้วออกหน้าแทน..ก็ยากจะหลุดพ้น”

    “...”ดวงตาคู่คมของหลิวชิงเซียงหรี่ลงคำว่าฮองไทเฮาทำให้นางนึกถึงบรรยากาศอึมครึมในตำหนักฉือหนิงเมื่อครั้งก่อนม่านหยกนั้นยังไม่ทันเลือนจากความทรงจำดี “หากเป็นดั่งเจ้าทั้งสองว่าเช่นนั้นโทษของข้าจะเป็นเช่นไร?” นางเอ่ยเรียบๆแต่ถ้อยคำกลับเหมือนพายุทรายที่พัดซัดเงียบงัน

    อิงหลานและฟ่านหรูนิ่งเงียบไปชั่วขณะใบหน้าทั้งคู่เจือสีซีดเล็กน้อย ริมฝีปากเม้มแน่น ก่อนจะส่ายศีรษะเบาๆ “หม่อมฉันไม่อาจทราบแน่ชัดเพคะธรรมเนียมในวังหลังมีมากมายเหลือเกิน หากฝ่าฝืนแล้วมีทั้งถูกลากไปรับโทษโบยหรืออาจจะถูกลดตำแหน่งไม่อาจจะตอบได้แน่ชัดอยยู่ที่ผู้ตัดสินเพคะ”

    ฟ่านหรูเอ่ยเบาๆ“หรือในกรณีที่ร้ายแรงอาจเลวร้ายถึงขั้น‘ให้เงียบเสียงตลอดกาล’แต่นั่นย่อมไม่ใช่กรณีหลี่ผินหรอกเจ้าค่ะครั้งนี้น่าจะให้มีโทษแบบทางการเล็กๆหรือถูกตำหนิให้อับอายจากทั้งตำหนักในมากกว่าที่น่าจะเป็นเป้าหมาย”

    หลิวชิงเซียงถอนหายใจอีกครั้งหัวใจเต้นหนักขึ้น แม้นนางจะมิได้หวั่นไหวต่อเรื่องเล็กน้อยแต่หากเรื่องลุกลามย่อมไม่อาจประมาท “ถ้าอย่างนั้น..พวกเราจะทำเช่นไร ให้รอกรมวังสอบสวนหรือ?”

    อิงหลานกับฟ่านหรูสบตากันอีกครั้งก่อนจะส่ายหน้า“ไม่เพคะ เราควรเป็นฝ่ายเดินหมากก่อนครั้งนี้ต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพคะ” อิงหลานว่าเสียงแน่น

    ฟ่านหรูจึงกล่าวต่อ“หม่อมฉันคิดว่าหลี่ผินน่าจะส่งข่าวถึงนางกำนัลเก่าแก่ที่ตำหนักเฉียนชิงเช่นซูเหยากับหม่าหง พวกนางอยู่ในวังมานาน ผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่น้อย ทั้งพวกนางทราบดีว่าใครคือผู้เป็นนายหญิงแท้จริงยังอาจช่วยเหลือพวกเราได้”

    หลิวชิงเซียงนิ่งคิดแววตาเปลี่ยนไปเล็กน้อย “แต่พวกนางเวลานี้ถูกดึงกลับไปตำหนักเฉียนชิงแล้วไม่ใช้คนของข้าแล้ว”

    “แต่นั่นก่อนที่พวกนางจะมาที่นี่เพคะ” ฟ่านหรูกล่าวอย่างหนักแน่น “หลังเหตุการณ์ครั้งนั้น ท่าทีของซูเหยาและหม่าหงเปลี่ยนไปแล้วถึงจะกลับไปอยู่ใต้อาณัติของฮ่องเต้แต่หม่อมฉันเชื่อว่าพวกนางยากจะกลับไปอยู่ใต้เงาฮองไทเฮาเช่นกันเพราะมีเรื่องไปแล้วครั้งหนึ่ง”

    นางครุ่นคิดอยู่ชั่วอึดใจแล้วพยักหน้าช้าๆ “ดี เช่นนั้นส่งข่าวไปเถิด” ว่าจบ นางก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินตรงสู่ห้องทรงอักษรด้านในห้องนั้นแม้ไม่ใหญ่โตนักแต่ตกแต่งด้วยชั้นหนังสือไม้หอมโต๊ะเขียนพู่กันกลางห้องเรียงอุปกรณ์ไว้อย่างเรียบร้อย กระดาษขาวสะอาดแท่นหมึกจันทน์ และพู่กันด้ามยาวเรียงรายรอการใช้งาน

    หลิวชิงเซียงนั่งลงที่โต๊ะหมุนข้อมือเล็กน้อยก่อนจะแตะปลายพู่กันลงหมึก แล้วเขียนข้อความบนกระดาษด้วยลายมือเรียบคมเส้นตัวอักษรหนักแน่นแฝงอำนาจ เหมือนดั่งเจ้าของถ้อยคำ

    “ซูเหยา หม่าหง

     พบกันหน้าเรือนเมื่อใกล้ยามโหย่ว”

    นางเขียนจบพับกระดาษแล้วมอบให้ฟ่านหรู “ส่งไปโดยเร่งอย่าให้ใครเห็น”

    “เพคะ!”

    ขณะที่ฟ่านหรูก้มศีรษะรับคำแล้วหมุนตัวออกจากห้องไปหลิวชิงเซียงยังนั่งนิ่งมองแท่นหมึกตรงหน้า หากต้องรบก็จะรบก่อนหากต้องรับก็จะรับโดยไม่หวั่นไหวเพราะในวังหลังมีแต่ผู้ที่รู้จักเดินกระดานเท่านั้น ที่จะรอดพ้นได้และเหมือนว่านางจะตรงอยู่ที่นี่ไปอีกนาน..นางต้องปรับตัว

    ในห้องทรงงานของตำหนักใหย่เสียงกระดาษขยับไหวจากลมพัดยามเย็น ฎีการายล้อมวางซ้อนเป็นชั้นสูงต่ำไม่เท่ากันดั่งกองภูเขาแห่งปัญหาที่รอเจ้าของบัลลังก์เงยหน้าขึ้นสู้

    บุรุษผู้หนึ่งในชุดคลุมสีทองปักลายมังกรดำที่บ่าตรงสง่าโม่เหวินหานนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ ริมฝีปากนิ่งสนิทไม่เอื้อนเอ่ยคำใดระหว่างที่มีผู้กล่าวคำรายยงานทว่าหลังจบรายงานจากองครักษ์ลับชุดดำที่ยืนอยู่ถอยไปด้วยท่าทีสำรวม แต่ดวงตาคมของฮ่องเต้กลับยังจ้องไปยังหน้ากระดาษตรงหน้า

    “ทุกอย่างเป็นไปดังที่เห็นพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์ผู้นั้นจบรายงาน

    โม่เหวินหานนิ่งตรึกตรองใบหน้าที่ดูไม่แสดงอารมณ์กลับยิ่งทำให้บรรยากาศเงียบงันมากขึ้นไปอีก มีเพียงเสียงหมึกหยดลงที่แท่นจากปลายพู่กันที่เขาวางไว้ก่อนหน้า

    ครู่หนึ่งเขาถึงเอ่ยช้าๆเสียงนั้นชัดเจน แม้เอ่ยเพียงเบาๆ แต่แผ่ไอสั่งการเฉียบขาดในทุกพยางค์ “ยังไม่ต้องทำอะไร ยังไม่ถึงเวลา”

    องครักษ์ผู้นั้นก้มรับลงทันทีโดยไม่กล้าเอ่ยถามหรือคัดค้าน

    “รอดูต่อไปก่อน เราเองก็อยากรู้..นางจะตอบกลับอย่างไร” เสียงทุ้มต่ำกล่าวคล้ายจะยิ้มแต่ในน้ำเสียงกลับไม่ปรากฏแม้เศษเสี้ยวของความขบขัน

    ขณะที่บุรุษชุดดำกำลังก้มศีรษะถอยหลังไปอย่างระมัดระวังบานประตูไม้สลักรูปเหมันต์บุปผาก็เปิดออกอย่างแผ่วเบาพร้อมบุรุษในชุดองครักษ์ยศสูงผู้หนึ่งร่างสูงใหญ่ท่าทีสงบแต่เฉียบคมยิ่ง

    เจียงเจียหัวหน้าองครักษ์ลับผู้ติดตามข้างกายฮ่องเต้ก้าวเข้ามาพร้อมคำนับด้วยท่วงท่าสง่า พอเห็นดังนั้นผู้เป็นนายก็โบกมือเบาๆให้ชายที่รายงานก่อนหน้าออกไป

    องครักษ์ชุดดำก้มตัวล่าถอยเงียบงันปล่อยให้ภายในห้องเหลือเพียงจักรพรรดิและผู้บัญชาการองครักษ์ “เจ้าเอง” โม่เหวินหานละสายตาจากกระดาษขึ้นสบดวงตาคมกริบของเจียงเจียแล้วเอ่ยช้าๆ “มีความคืบหน้าหรือ?”

    เจียงเจียขยับเข้าใกล้แววตาแน่วแน่แต่แฝงความลำบากใจเล็กน้อยก่อนเอ่ย “วันนั้นที่หลี่ผินลอบออกจากวังข้าน้อยได้ติดตามตามคำรับสั่งตรวจสอบบริเวณจุดที่นางนัดพบกับคนภายนอกแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

    ดวงตาโม่เหวินหานวูบไหวในแววที่ยากจะคาดเดามือที่กดอยู่บนแขนเก้าอี้ขยับเบาๆ แต่ไม่ละวาจาใด “ที่แห่งนั้นมีบุรุษอยู่ด้วยและหนึ่งในสองผู้นั้นคือเฉียนอ๋องจริงพ่ะย่ะค่ะ”

    โม่เหวินหานหรี่ตาลงช้าๆเสี้ยวแสงในดวงตาราวกับกลายเป็นคมมีดที่ฟันกลางอากาศ ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง “เฉียนอ๋องมาที่เมืองหลวงจริงหรือ..” เขากระซิบเหมือนพูดกับตนเอง พลางเอนกายเล็กน้อย

    เจียงเจียยังไม่คลายความเคร่งขรึมเอ่ยเสริมต่อ“อีกทั้งมีหญิงสาวอยู่กับเขาด้วยสองคนแม้ดูเผินๆ ไม่แตกต่างแต่หากสังเกตยังนับว่าแปลกจากผู้คนในเมืองหลวงแต่ข้าน้อยยังไม่อาจยืนยันได้ว่าเป็นใครแน่”

    “ไม่ต้องสืบเรื่องหญิงสาวแล้ว” โม่เหวินหานโบกมือช้าๆ แล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้เสียงอาภรณ์ทองขลิบดำเสียดเบาไปตามพื้นไม้ เขาว่าเช่นนั้นเพราะเขามั่นใจหญิงสาวคนหนึ่งในสองนั้นต้องมีคนหนึ่งสลับฐานะเข้าวังบัดนี้มีฐานะหลี่ผินเป็นหลี่เสวี่ยตัวจริง’

    เจียงเจียเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยคิ้วหนาขมวดเข้าหากันอย่างคาดไม่ถึง “ฝ่าบาท..?”

    “ต่อไปดูเพียงเรื่องของเฉียนอ๋อง” โม่เหวินหานเอ่ยเสียงราบเรียบเขาเดินไปหยุดอยู่ข้างโต๊ะที่มีแผนที่กระจายอยู่บางส่วนนิ้วเรียวยาวแตะลงบนเขตแดนที่มีชื่อ ‘จิงเหยียน’ เขียนไว้ด้วยหมึกแดงเจือจางแล้วกล่าวต่อ

    “เฉียนอ๋องอีกไม่นานเขาคงต้องเคลื่อนไหวกับเรื่องคณะราชทูตเฉาหนาน” เขาหรี่ตาลงรอยยิ้มเยือกเย็นครุ่นคิดปรากฏอีกครั้ง “แต่ไม่ว่าจะเพื่อสิ่งใดเขายังครองพื้นที่ศักดินาจิงเหยียนอยู่ คงจะออกออกจากเมืองหลวงเร็วๆ นี้แน่เพื่อเตรียมกลับเข้ามากับขบวนตามคำสั่งเรียกตัวกลับมา”

    มือที่แตะอยู่บนแผนที่ค่อยๆลากลงเส้นทางสู่เมืองหลวง แล้วเอ่ยช้าๆ “ติดตามเขาไว้อย่าให้คลาดสายตาและสำคัญที่สุด..ห้ามผู้ใดล่วงรู้”

    “รับพระบัญชา” เจียงเจียประสานมือแล้วก้มศีรษะน้ำเสียงหนักแน่นเมื่อไม่มีคำสั่งเพิ่มเติม บุรุษผู้บัญชาการเงาก็ล่าถอยออกจากห้องอย่างเงียบงันทิ้งให้ภายในห้องทรงงานวังหลวงกลับสู่ความสงบอีกครั้ง

    โม่เหวินหานยังยืนมองแผนที่สายตาแน่นิ่งจนยากจะอ่านใจได้เสียงลมหวิวลอดเข้ามาทางหน้าต่างดังคล้ายเสียงกระซิบจากหุบเหวไกลโพ้น ‘เผ่าซาเฟิงหลี่เสวี่ยกับหลิวชิงเซียง’

    ชื่อทั้งสองวนเวียนในห้วงความคิดเขาเพียงอยากรู้ทำไมหลี่เสวี่ยตัวจริงถึงมากับเฉียนอ๋องได้ หวังว่าคงไม่วางแผนลับๆพาหลิวชิงเซียงของเขาหนีไปก็พอ

    วันถัดมาแสงตะวันยามกลางวันสาดส่องลงเหนือหลังคากระเบื้องเคลือบเงาสีเขียวของตำหนักอวิ๋นหลานเสียงนกร้องขับขานจากแนวไม้ริมกำแพงดูขัดแย้งกับบรรยากาศหนักอึ้งที่คลุ้งในอากาศดั่งเมฆดำปกคลุมรอการฟาดเปรี้ยงของสายฟ้า

    บานประตูไม้สลักลายบัวหลวงเปิดออกทหารในชุดเกราะประจำวังหลวงสองนายยืนประจำหน้าประตู หญิงสาวในชุดแพรเนื้อดีสีม่วงเดินตรงแน่วเข้ามาใบหน้างามเฉียบในกรอบผมที่เกล้าเรียบ เส้นผมด้านข้างทัดไว้ด้วยปิ่นหยกแกะลายเมฆอย่างวิจิตร

    หลิวชิงเซียงยืนตรงแผ่นหลังตั้งตรงสายตาแน่วแน่ ท่ามกลางสายลมที่พัดผ้าคลุมนางสะบัดพลิ้วแม้จะมาในฐานะที่ดูเหมือนจำเลยแต่แววตาของนางกลับสงบนิ่งและเปี่ยมด้วยความเยือกเย็นดั่งผู้ที่รู้ล่วงหน้าแล้วว่าเสือในเงามืดจะโผผงาออกมาตอนไหน

    เบื้องหลังนางอิงหลานกับฟ่านหรูก็เร่งฝีเท้าตามติดอย่างระวัง สีหน้าทั้งสองประสานด้วยความวิตกเหงื่อซึมตามขมับแม้ไม่ใช่เพราะอากาศ

    เมื่อถึงหน้าประตูขันทีผู้หนึ่งก้าวออกมาทำความเคารพ “หลี่ผินเข้าเฝ้าฮองไทเฮาที่ตำหนักอวิ๋นหลาน”

    หลิวชิงเซียงพยักหน้าเบาๆริมฝีปากไม่เอื้อนวาจาใด มือเรียวไล้ชายแขนเสื้อให้เข้าที่ แล้วก้าวเดินตามขันทีและทหารนำทางอย่างสงบเบื้องหน้าในห้องโถงยกพื้นสูงฮองไทเฮาประทับอยู่บนบัลลังก์ไม้หอมฉลุทองประดับม่านแพรแก้วด้านหลังดวงพระพักตร์ของพระนางเรียบเฉยแฝงด้วยความเย็นชาสองหัตถ์เรียวประดับด้วยอัญมณีน้ำงามประคองถ้วยชาบนพานหยกไว้โดยไม่เหลือบแลผู้มาใหม่แม้แต่น้อย

    ทางด้านซ้ายของพระนางเหลียงไท่เฟยนั่งกายตั้งตรงแววตาแลผ่านหางตาไปยังหลิวชิงเซียงอย่างไม่ปิดบังความแหนงหน่ายข้างกันนั้นคือจี้ผินในชุดอาภรณ์ส้มอ่อนประดับลายดอกเหมยที่แลดูบอบบางไร้พิษภัยนักนางนั่งเงียบริมม้านั่งยาว ใบหน้างามสงบแต่ยังมียิ้มบางๆมุมริมฝีปากและรอยรัดผ้าพันข้อมือกลับโดดเด่นราวแผลจากสงคราม

    ใกล้กันนั้นคือหนิงผินหากแต่สายตาที่ทอดมองหลิวชิงเซียงคล้ายเปลวไฟซ่อนในเถ้าถ่านริมฝีปากยกยิ้มบางเฉียบ ปรากฏรอยเยาะเย้ยที่แม้จางแต่เฉียบคมราวมีดปลายแหลมโดยอีกมุมหนึ่งอาจารย์หญิงผู้นั้นยืนอยู่ในชุดฝึกสีเทาหม่นใบหน้าดุดันทรงอำนาจ สายตาของนางยังไม่หลบเลี่ยง ไม่เสแสร้งเป็นเมตตามีเพียงความหยิ่งทะนงในฝีมือ และเจตนาที่ปิดไว้ไม่มิด

    หลิวชิงเซียงหยุดยืนตรงกลางห้องพร้อมนางกำนัลทั้งสองด้านข้างก่อนโค้งคำนับอย่างสง่างามตามขนบ “หม่อมฉันหลี่ผินถวายบังคมเพคะ”

    “หม่อมฉันฟ่านหรู หม่อมฉันอิงหลานขอถวายพระพรเพคะ”

    เสียงสตรีทั้งสามดังพร้อมกันในห้องที่เงียบกริบร่างของหลิวชิงเซียงทรุดตัวลงอย่างงามสง่า สองมือประสานแนบพื้น ร่างงามนิ่งอยู่เช่นนั้นราวรูปปั้นกลางลานพิธีกรรม

    แต่ผ่านไปเนิ่นนานฮองไทเฮากลับยังไม่รับสั่งให้ลุกขึ้นเสียงถอนลมหายใจเบาๆ ดังขึ้นจากเหลียงไท่เฟย บ้างจากหนิงผิน พวกนางต่างแลหน้ากันด้วยแววตาพอใจราวกำลังชมม้วนภาพงาม

    ภายในใจของหลิวชิงเซียงเงียบงันแม้จะเข่าทาบพื้นมานานแต่ยังคงนิ่ง ไม่ไหวติง ไม่เอ่ยถาม ไม่เผยร่องรอยไม่พอใจหากคู่สนทนายังนิ่งเงียบจะเล่นแง่ใส่นาง นางก็พร้อมจะสนองกลับไม่ยั้งมังกรมีกรงเล็บ พยัคฆ์มีเขี้ยว หากผู้ใดคิดว่าเหยียบเถ้าไฟจะไม่ถูกเผาเห็นทีต้องลองให้รู้

    แต่เวลาผ่านไปอีกเพียงชั่วลมหายใจเสียงเบาจากเบื้องบนก็ดังขึ้น “ลุกขึ้นเสีย” ทันทีที่ถ้อยคำหลุดจากพระโอษฐ์ฮองไทเฮาก็ละสายตาจากถ้วยชาเลื่อนไปยังหลิวชิงเซียงราวผู้สูงศักดิ์ที่เพิ่งเหลียวตามข้ารับใช้รายใหม่

    “ขอบพระทัยเพคะ” อิงหลานและฟ่านหรูรีบเข้ามาช่วยประคองร่างหลิวชิงเซียงให้ลุกขึ้นจากพื้นมือทั้งสองแนบประคองแขนเรียว ทว่ายังไม่ทันได้ตั้งตัวดีนัก เสียงครางเบาๆก็หลุดออกจากลำคอของหลิวชิงเซียง

    “อืม..” เพียงครางแผ่ว ไม่ถึงขั้นร้องแต่ดังกังวานพอให้ห้องที่เงียบสงบขณะนั้นสะท้อนได้ชัด

    สายตาหลายคู่เบื้องหน้าเปลี่ยนแววทันทีหนิงผินขมวดคิ้ว จี้ผินหันขวับไปสบตาอาจารย์หญิงองค์ประกอบของห้องที่ก่อนหน้านี้มั่นใจหนักแน่นเหมือนผู้เล่นที่วางหมากครบมือ จู่ๆก็เริ่มรวนเล็กน้อย

    เหลียงไท่เฟยเหลือบตามองอย่างแคลงใจก่อนเสียงจะดังขึ้นเรียบเย็นแม้จะเจือเมตตาน้อยเต็มที “หลี่ผิน เป็นอะไรหรือ?”

    หลิวชิงเซียงก้มหน้านิดแววตาใต้แพขนตาเยือกเย็นนัก นางยังไม่ตอบในทันที หากแต่ยกมือขึ้นแตะแขนซ้ายตนเบาๆชั่วอึดใจนั้นร่างบางก็แย้มยิ้มจางราวไม่ตั้งใจ “เมื่อครู่..หม่อมฉันเพียงเจ็บเล็กน้อยคงเป็นเพราะยังไม่หายดีจากการประลองวันก่อนเพคะ” ประโยคที่เอ่ยอย่างอ่อนโยนแต่เจือหนามแหลมร้อยเล่มเสียบกลับทุกคนในห้องทันที

    จี้ผินเบิกตาเล็กน้อยหนิงผินหน้าเครียดขึ้นเฉียบพลัน แม้อาจารย์หญิงยังต้องเหลือบตามอง คนที่เตรียมมา ‘กล่าวหา’ กลับถูกเบิกความใหม่กระแทกกลับคล้ายว่าหลี่ผินก็เตรียมรับมือจริงๆ

     

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน