กำเนิดจอมราชันสะท้านภพ Re

    บทที่ 63 หนึ่งดาบที่สมบูรณ์(1)

            ฉูหงหยางนำผู้ติดตามมาหยุดอยู่ที่รอยต่อของเขตทิศใต้และตะวันตกของสระหยกราตรีการกระทำของเขานั้นทำให้เกิดความเย้ยหยันในใจของผู้นำทัพคนอื่นๆ แน่นอนว่าไม่มีแม้แต่คนเดียวจะเอ่ยเตือนเขาคนที่นี่ทั้งหมดล้วนเป็นศัตรูกันทว่ายังมีผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์บางคนที่ลังเลว่าจะเข้าร่วมกับฉูหงหยางหรือไม่โดยเฉพาะพวกที่เป็นของโลกอื่นที่ไม่มีผู้นำทัพอยู่ที่นี่

            อย่างไรก็ตามเย่ฉียังคงไม่ได้สนใจสิ่งใดเลยแม้แต่น้อยเขายังคงก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆ และตอนนี้ก็อยู่บนบงกชหยกดอกที่เจ็ดแล้ว!เพียงเวลาไม่นานเย่ฉีก็กลายเป็นจุดดึงดูดสายตาทุกคู่ที่อยู่ในสระแห่งนี้ขณะเดียวกันจำนวนคนก็เพิ่มขึ้นมากเรื่อยๆ เพราะเวลาห้าวันคือมาตรฐานของผู้ที่สามารถผ่านมายังสระหยกราตรีได้จะช้าจะเร็วอย่างไรก็เหลื่อมล้ำกันไม่เกินสิบสองชั่วยาม

            ช่วงดึกของวันที่ห้าเหล่าผู้นำทัพรุ่นเยาว์เกือบทั้งหมดยกเว้นเพียงฉูโหยวเท่านั้นที่ยังมาไม่ถึงในตอนนี้ทุกสายตาก็ล้วนจ้องมองไปยังสระทางทิศใต้ซึ่งมีร่างของคนเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยืนอยู่ท่ามกลางบงกชหยกนับร้อยที่กำลังสะท้องแสงดาวยามราตรี

            แสงจันทร์ส่องกระทบให้เห็นถึงใบหน้าอันอ่อนเยาว์และผิวขาวที่เรียบเนียนจนสตรีต้องอิจฉาผู้คนต่างกำลังจ้องมองเขาอย่างตกตะลึงเพราะยามเย่ฉีกำลังยืนอยู่บนบงกชดอกที่เก้าความจริงแล้วเย่ฉีสามารถก้าวไปยังตำหนักกลางสระได้ในทันทีทว่าหลังจากเหยียบย่างบนดอกที่แปดเขาก็รู้สึกได้ถึงปราณบริสุทธิ์สายหนึ่งจากดอกบงกชหยกเลยเลือกที่จะดูดซับมันแทนที่ปล่อยผ่านไป

            เย่ฉีไม่ได้ประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่เพียงทอดถอนใจเท่านั้นการที่ปราณบริสุทธิ์เหล่านี้อัดแน่นจนมากพอจะดึงดูดเขาได้นั้นก็ล้วนมาจากการถดถอยลงของคนรุ่นหลังเย่ฉีไม่รู้ว่าเป็นเวลานานเท่าใดแล้วที่ไม่มีใครก้าวมาถึงดอกที่แปดพลังปราณเหล่านี้ล้วนถูกส่งตรงมาจากรากที่ก้นสระแต่กลับไม่มีผู้ใดมารับเอามันไปจนกระทั่งเป็นเขาที่ย้อนกลับมาเยือนอีกครั้งหนึ่ง

            “เขาจะสามารถไปถึงได้หรือไม่?”

            “ไปถึง?ไร้สาระอะไรกัน!มีเพียงราชันแท้จริงในอดีตเท่านั้นที่เคยไปถึงดอกที่สิบ! แล้วเจ้าเด็กนี่นับเป็นตัวอะไรกัน!?”

            “เฮอะ! แล้วตอนที่ราชันแท้จริงก้าวไปถึงดอกที่สิบเขาไม่ใช่เด็กคนหนึ่งหรือไง?”

            คำพูดของผู้คนเริ่มดังจอแจออกมาและแม้แต่เหล่าผู้นำทัพก็ไม่ได้สงบนิ่งอีกต่อไปตอนนี้พรสวรรค์ของเย่ฉีได้ก้าวล้ำเกินหน้าพวกเขาไปไกลโข!แม้แต่ชายหนุ่มจากโลกนักปราชญ์ก็ยังมีสายตาที่เย็นชาขณะมองไปยังเขาสำหรับอัจฉริยะเหล่านี้แม้เพียงใครบางคนในหมู่พวกเขาประสบโชควาสนาก้าวล้ำไปเพียงครึ่งก้าวก็ยังทำให้เกิดเป็นความริษยาและไม่พอใจขึ้นมาอย่างง่ายดายแล้วนับประสาอะไรกับใครบางคนที่ไม่เป็นที่รู้จักแต่กลับกดหัวพวกเขาลงจนต่ำเรี่ยดินได้เช่นนี้

            “ไม่คิดว่าการสั่งสมพลังมาตลอดหลายปีของบงกชเหล่านี้จะสามารถทำให้ดาราที่สี่ของข้าเติมเต็มมาได้อีกเล็กน้อย”

            เย่ฉียิ้มออกมาอย่างพอใจกับผลลัพธ์นี้ดาราที่สี่นั้นแม้แต่จิตวิญญาณดาบทั้งป่าดาบก็ยังไม่เพียงพอที่จะเติมเต็มได้อย่างสมบูรณ์แต่ตอนนี้เหลืออีกเพียงสองส่วนครึ่งเท่านั้นก็จะถูกเติมเต็มอย่างสมบูรณ์แล้วและเป้าหมายของเย่ฉีก็คือตำหนักกลางสระ

            “ไปแล้ว!เขายืนอยู่บนบงกชดอกสุดท้ายได้จริงๆ!”

            ผู้คนตระโกนออกมาอย่างตกตะลึงขณะที่ตัวเย่ฉีเองยืนขมวดคิ้วเป็นปมแน่นความเข้มข้นของบงกชดอกที่สิบนั้นไม่มากไปกว่าดอกที่เก้าสักเท่าไหร่เพียงแต่ปริมาณของปราณบริสุทธิ์มีมากกว่าเล็กน้อยแน่นอนว่ามันไม่สามารถเติมเต็มความตะกละตะกรามของดาราที่สี่ได้

            “เช่นนั้นก็ไปยังตำหนังกลางสระเลยแล้วกัน”

            เย่ฉีไม่คิดที่จะหยุดอยู่ตรงนี้และก้าวข้ามไปยังสะพานเล็กที่ยื่นออกมาทั้งสี่ทิศของตำหนักกลางสระการเหยียบย่างเข้าไปของเขานั้นง่ายดายราวกับเดินเล่นในสวนหลังบ้านกลิ่นอายหอมโชยขึ้นมาปะทะใบหน้าของเย่ฉีในทันทีหลังจากที่ตัวเขายืนอยู่บนสะพานเล็กของทิศใต้

            ปรากฏการนี้ไม่ใช่เพียงสิ่งเดียวที่เกิดขึ้นในพริบตาเดียวกันที่เย่ฉีเหยียบลงบนสะพานนั้นก็ได้เกิดวงคลื่นอันเบาบางกระจายตัวออกไปรอบสระโดยมีตำหนักเป็นจุดศูนย์กลางคลื่นน้ำวงนี้เป็นแรงกระเพื่อมเล็กน้อยทว่าทันทีที่มันปะทะเขากับม่ายพลังที่คอยกันขวางเหล่าผู้ฝึกตนเอาไว้ก็ทำให้ม่านพลังเหล่านั้นเสื่อสลายลงในทันที!

            นี่ก็คือการเปิดออกของทางเข้าเขตกลาง!และนี่ก็คือเหตุผลที่ทำให้เย่ฉียอมเสียเวลาปลุกจิตวิญญาณดาบโดยไม่กังวลว่าจะมีใครสามารถเข้าไปยังเขตกลางได้ก่อนเขาและทำให้เขาแพ้การเดิมพันเพราะตั้งแต่ยุคของราชันมังกรมานั้นมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถเหยียบย่างขึ้นไปบนตำหนักกลางสระได้ก่อนที่ม่านพลังจะคลายออกแน่นอนว่าคนผู้นั้นก็คือราชันมังกร!

            แต่ละคนอ้าปากตาค้างมองไปยังภาพที่ปรากฏขึ้นอย่างงุนงง!แต่ก็เป็นเพียงไม่นานเท่านั้นเพราะจะอย่างไรผู้ที่มาถึงสระหยกราตรีได้ก็ล้วนเป็นอัจฉริยะทั้งสิ้นเมื่อความตื่นตัวถูกกระตุ้นขึ้นคนจำนวนมากก็เริ่มเคลื่อนไหวในทันทีการสลายไปของม่านพลังนั้นก็มีเพียงความหมายเดียวเท่านั่นคือทางเข้าเขตกลางได้เปิดออกแล้ว!

            “ทางเข้าเปิดแล้ว!ไป! คนจากนรกทั้งหมดให้เคลื่อนย้ายมาทางทิศเหนือ!”

            คำสั่งเช่นนี้ทยอยดังออกมาจากปากผู้นำทัพแต่ละคนการกระจายตัวของแต่ละกองกำลังก่อนหน้านี้กลายมาเป็นผนวกเข้าหากันจนเข้มแข็งแข็งสถานการณ์ในตอนนี้ทุกฝ่ายอยู่ในสถานะพร้อมรบ!

            ตอนนี้เป็นเวลาสิบชั่วยามก่อนที่ประตูจะเปิดออกตามกำหนดนอกจากการมาถึงของคนใหม่ภายในสระหยกราตรีกลับกลายเป็นนิ่งเงียบขึ้นมาราวกับภูเขาไฟที่รอการปะทุนอกจากเย่ฉีเพียงคนเดียวที่หายเข้าไปในตำหนักแล้วคนอื่นๆล้วนกำลังดูท่าทีอยู่ที่รอบนอกแม้จะมีความคิดเช่นเดียวกันแต่พวกเขาก็ยังไม่กล้าเคลื่อนไหวโดยไม่ระมัดระวังที่แห่งนี้คือแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เต็มไปด้วยรางวัลและการทดสอบอันตรายที่สามารถพรากชีวิตคนได้คือสิ่งเดียวที่ไม่เคยหายไปจากดินแดนแห่งนี้

            “เป็นอย่างที่ข้าคิด!เด็กนั่นต้องเก็บงำความลับของแดนศักดิ์สิทธิ์เอาไว้! ถ้าหากข้าได้มันมา...”

            ดวงตาของฉูหงหยางทอประกายขณะจ้องมองไปยังตำหนักกลางสระการที่เย่ฉีนั้นสามารถผ่านถนนทิศใต้มาได้และยังเข้าไปยังตำหนักกลางสระได้อีกนี่ทำให้เขามองว่าเย่ฉีเป็นแกะอ้วนอย่างแท้จริงสำหรับฉูหงหยางที่เป็นคนชั่วร้ายนั้นเพียงคิดว่าคนอื่นๆนั้นเกรงกลัวต่อกฎระหว่างโลกและเบื้องหลังของเขามากเกินไปจึงไม่กล้าลงมือโดยที่เขาไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิดว่าผู้นำทัพคนอื่นๆก็ล้วนมองเห็นเย่ฉีเป็นเช่นเดียวกับเขาเพียงแต่ในสายตาของคนอื่นๆเย่ฉีไม่ใช่แกะอ้นพลีแต่เป็นพยัคฆ์ร้ายที่พกสมบัติติดตัว!

            “ไป!จะปล่อยให้คนอื่นได้เนื้อไปไม่ได้! เมื่อถึงตอนนั้นข้าจะเหลือน้ำแกงไว้ให้พวกเขาหน่อยก็แล้วกัน!ฮ่าๆ”

            ฉูหงหยางกล่าวออกมาพร้อมกับสั่งให้ผู้ติดตามเข้าไปภายในสระทันทีเมื่อเขตแดนหายไปจุดที่พวกเขาเริ่มต้นก็คือสระทิศใต้เช่นเดียวกับเย่ฉี!แม้จะเป็นการเข้าใจผิดแต่ฉูหงหยางก็ไม่ใช่คนโง่ถึงเขาจะไม่รู้ถึงข้อเท็จจริงแต่ฉูหงหยางก็เลือกที่จะเดินตามเส้นทางของดอกบงกชหยกที่เย่ฉีเคยผ่านไปก่อนหน้านี้และผลก็คือไร้การต่อต้านใดๆ

            เดิมทีการเปิดออกของม่านพลังนั้นทำให้ประตูทางเข้าปรากฏขึ้นก็จริงแต่ก็แตกต่างไปจากกำหนดการเดิมเล็กน้อยตามกำหนดการเดิมเมื่อจันทร์เต็มดวงปรากฏและสาดส่องลงมายังสระหยกราตรีก็จะทำให้กลิ่นอายและพลังปราณทั้งหมดของดอกบงกชหยกรวมไปถึงตำหนักกลางสระถูกระงับด้วยปรากฏการณ์นี้จึงทำให้ทุกคนสามารถผ่านเข้าไปยังเขตกลางได้

            ทว่าตอนนี้ม่านพลังถูกเย่ฉีบังคับให้เปิดออกจึงทำให้บงกชดอกอื่นๆรวมไปถึงตำหนักกลางสระนอกจากเส้นทางที่เขาผ่านยังมีพลังปราณที่อัดแน่นไหลเวียนอยู่มีเพียงเส้นทางที่เย่ฉีดูดซับพลังปราณไปทั้งหมดแล้วถึงจะไร้การต่อต้าน หากใครจะเข้าสู่ตำหนักด้วยเส้นทางอื่นยังคงต้องใช้ความสามารถของตนเอง

            ภายในตำหนักกลางสระนั้นเป็นเพียงห้องโถงโล่งๆที่เต็มไปด้วยอาสนะหยกสีขาวบนอาสนะเหล่านี้ถูกจัดเรียงเป็นรูปจันทร์เสี้ยวและแต่ละอันก็ล้วนแผ่แรงกดดันอันหนักอึ้งออกมาจนทำให้รู้สึกหายใจติดขัดในเวลานี้เย่ฉีกำลังนั่งอยู่บนอาสนะชั้นนอกและเริ่มดูดซับพลังปราณเพื่อจัดการดาราที่สี่

            การเคลื่อนไหวของฉูหงหยางนั้นทำให้ดวงตาที่ปิดสนิทบนใบหน้าเรียบเฉยนั้นต้องเปิดขึ้นก่อนที่เขาจะถอนหายใจออกมาและหวนนึกไปถึงสหายเก่า

            “เจ้าผีน้อย...ดูเหมือนการหายตัวไปของเจ้าจะทำโลกวิญญาณตกต่ำลงไม่น้อยเลย”

            ขณะเดียวกันที่ด้านนอกตำหนักเหตุการณ์ปั่นป่วนก็เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อคนอื่นๆเริ่มเคลื่อนไหวและพบความจริงที่ว่ามีเพียงเส้นทางที่เย่ฉีผ่านไปทางทิศใต้เท่านั้นที่สามารถเข้าสู่ตำหนักกลางสระได้ท่ามกลางเสียงหัวเราะเย้ยหยันของฉูหงหยางผู้นำทัพคนอื่นๆก็สั่งการให้เคลื่อนย้ายไปทางทิศใต้ในทันที

            ทว่าก่อนที่พวกเขาจะได้เคลื่อนไหวใดๆนั้นก็ต้องหยุดชะงักลงเมื่อเสียงที่ราบเรียบเสียงหนึ่งได้ดังก้องออกมาจากตำหนักสะท้อนไปยังสระหยกราตรีทั้งสี่ทิศ!

            “เห็นแก่หน้าบรรพบุรุษต้นกำเนิดของเจ้าข้าจะละเว้นให้ครั้งหนึ่งในเวลาสิบลมหายใจนี้จงใสหัวออกไปซะ!”

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดจอมราชันสะท้านภพ Re ที่คุณอ่าน