[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 98 เกรงว่าท่านจะกดขี่ข่มเหงนาง ในที่สุดก็สัมฤทธิ์ผลแล้วสินะ

    ตอนที่ 98 เกรงว่าท่านจะกดขี่ข่มเหงนาง ในที่สุดก็สัมฤทธิ์ผลแล้วสินะ

            สำหรับกู้ฉางเกอแล้ว คำพูดเหล่านี้ทำให้เขาได้แต่หัวเราะเยาะในใจราวกับคลื่นลมไร้เสียง จะทำอย่างไรได้เล่า ฟังดูราวกับว่าเขาปรารถนาจะคารวะผู้อาวุโสใหญ่ผู้นั้นเป็นอาจารย์นักหนาอย่างนั้นแหละ

            ในโลกนี้ เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรต่างเกรงกลัวดวงจิตมารราวกับอสรพิษร้าย ภายหลังเมื่อทราบว่ากู้ฉางเกอมีดวงจิตมารติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด ก็คงยิ่งทำให้เขาถูกหลีกเลี่ยงราวกับโรคระบาด

            ดวงจิตมารนี้หาใช่กลิ่นอายพลัง หากแต่เป็นพฤติกรรมและการกระทำที่เปี่ยมไปด้วยความเป็นมาร

            ผลลัพธ์เช่นนี้ทำให้ผู้อาวุโสใหญ่ผิดหวังอย่างยิ่ง อีกทั้งเขายังสังเกตเห็นว่า กู้ฉางเกอนั้นหมายตาตำแหน่งศิษย์ทายาทของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ตั้งแต่แรกที่เข้ามาในสำนัก

            ส่วนจุดประสงค์นั้นเขาย่อมคาดเดาได้มิยาก พื้นที่ลึกลับบางแห่งในตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ มีเพียงศิษย์ทายาทผู้สืบทอดหรือผู้มีตำแหน่งผู้อาวุโสเท่านั้นที่จะสามารถย่างกรายเข้าไปได้

            สถานที่เหล่านั้นซุกซ่อนความลับมากมายที่แม้กระทั่งผู้ทรงอำนาจที่ผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานก็ยังให้ความสนใจ

            กู้ฉางเกอก็ย่อมต้องการจะไปเยือนที่แห่งนั้นอย่างแน่นอน

            ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงเองก็ดูเหมือนว่าจะมีเจตนาแอบแฝงต่อตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์เช่นกัน

            กู้ฉางเกอมีเจตนามิบริสุทธิ์นับตั้งแต่วันแรกที่เข้าบำเพ็ญเพียรในสำนักแห่งนี้

            และในสายตาของผู้อาวุโสใหญ่แล้ว หลายสิ่งที่กู้ฉางเกอได้กระทำลงไป ก็ยิ่งพิสูจน์ว่าความคิดของเขานั้นเป็นจริงทุกประการ

            ช่วงชิงกระดูกแห่งมรรคาของญาติผู้น้องในสายโลหิต หยิ่งผยองมิเห็นหัวผู้ใดในสำนัก กระทั่งมิมีความเคารพอ่อนน้อมต่อเหล่าผู้อาวุโส ด้วยนิสัยอันเที่ยงตรงของเขา หากมิใช่เพราะกฎเกณฑ์บีบบังคับไว้ ป่านนี้คงขับไล่กู้ฉางเกอออกจากสำนักไปนานแล้ว

            “เซียนเอ๋อร์มีพรสวรรค์สูงส่งนัก อีกทั้งยังเป็นยอดอัจฉริยะผู้ผ่านการหลอมชีพฟื้นคืนจากความมอดม้วย ข้าย่อมทุ่มเทสั่งสอนอย่างเต็มที่ ทว่าเจ้ากลับมามัวทำท่าทางเสแสร้งเป็นคนดีในที่แห่งนี้ด้วยเหตุใดกัน”

            ผู้อาวุโสใหญ่ปรายตามองกู้ฉางเกออย่างเย็นชา ชั่วชีวิตของเขาผ่านพบผู้คนมานักต่อนัก กลเล่ห์เหล่านี้มิอาจหลุดรอดสายตาเขาไปได้

            กู้ฉางเกอยังคงมีท่าทีสบายๆ อย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อได้ยินก็มิโกรธเคือง ก่อนแค่นเสียงหัวเราะคล้ายเสียดายพลางกล่าวว่า “เสแสร้งเป็นคนดีหรือ ท่านผู้อาวุโสใหญ่ช่างมีอคติกับข้านัก ข้าน่ะหรือย่อมหวังว่าในวันหน้าเซียนเอ๋อร์จะก้าวข้ามล้ำหน้าข้าไปได้ แล้วจะมีเหตุอันใดให้ต้องมาเสแสร้งแกล้งทำเป็นคนดีด้วย”

            กับคนอย่างผู้อาวุโสใหญ่นี้ เขาย่อมมิคิดจะพูดจาดีๆ ด้วยให้เปลืองคำ กล่าววาจาใดก็ไร้ซึ่งความเคารพอ่อนน้อม

            ไหนเลยจะต้องแสร้งเป็นผู้เยาว์ผู้ถ่อมตนกันอีกต่อไป ในเมื่อเขารู้ดีว่าผู้อาวุโสใหญ่ย่อมมิอาจทำอันใดกับเขาได้อยู่แล้ว

            กล่าวหาว่าเขาเสแสร้งเป็นคนดีหรือ เอาเถิด แม้เจ้าจะพูดถูก ทว่าหากจะกล่าวหากันก็ต้องมีหลักฐานมิใช่หรือ

            “เจ้ายังจะมีน้ำใจอันใดได้ แล้วเมื่อครั้งนั้นเหตุใดจึงทำเรื่องอย่างการช่วงชิงกระดูกไปเพื่อปกปิดดวงจิตมารเล่า” ผู้อาวุโสใหญ่เห็นได้ชัดว่ามิมีทางปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้โดยง่าย 

            โดยปกติแล้ว เขามิได้คิดจะถือสาเรื่องราวกับผู้เยาว์มากนัก

            ทว่ากับกู้ฉางเกอนั้นต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เขาอดมิได้ที่จะมีท่าทีเย็นชาหาใช่เผยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเมตตาเอ็นดูเช่นปกติไม่

            “เรื่องนั้นท่านผู้อาวุโสใหญ่ไยต้องยึดติดมิปล่อยเล่า ตอนนี้เซียนเอ๋อร์มิใช่ว่ามีกระดูกใหม่งอกขึ้นมาแล้วหรือ” กู้ฉางเกอส่ายศีรษะราวกับมิอยากจะเอ่ยถึงเรื่องราวที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังให้มากความ

            คำพูดนี้ทำให้กู้เซียนเอ๋อร์อดมิได้ที่จะเหลือบมองเขาด้วยความสงสัย

            เขาหวังให้ตนบรรลุพลังถึงขั้นที่สูงส่งกว่าตัวเขาเองงั้นหรือ นี่นับว่าเป็นความจริงหรือเขาเพียงเอ่ยคำลวงกัน

            อีกทั้งเขารู้ได้อย่างไรว่านางสามารถสร้างกระดูกใหม่ขึ้นมาได้แล้ว

            ทว่าจากสิ่งที่ได้เห็นในยามนี้ กู้ฉางเกอก็มิได้ทำอันใดนาง ทั้งยังมิได้ลงมือสังหาร แม้ตลอดมานางจะคิดแต่เพียงอยากปลิดชีพเขาก็ตาม

            ยิ่งใคร่ครวญดูนางก็ยิ่งรู้สึกว่าเหตุการณ์เมื่อปีนั้นอาจจะมิได้เรียบง่ายอย่างที่คิด อีกทั้งยังมีเงื่อนงำอันลึกลับที่มิมีผู้ใดล่วงรู้

            การกระทำของกู้ฉางเกอในเวลานี้ช่างแตกต่างจากภาพในความทรงจำของนางยิ่งนัก

            เพียงแต่ในเมื่อเขามิกล่าวออกมา นางเองก็มิอาจเอ่ยถามได้ เรื่องราวแห่งความแค้นนั้น หาใช่สิ่งที่จะจบสิ้นลงด้วยคำพูดเพียงมิกี่คำ

            “เรื่องระหว่างเจ้ากับเซียนเอ๋อร์เป็นเพียงความบาดหมางส่วนตัวของพวกเจ้า ข้ามิคิดจะยุ่งเกี่ยวให้มากความนัก แล้วนอกจากคำพูดเหลวไหลพวกนี้ เจ้าหมายจะมาทำสิ่งใดกันแน่”

            ผู้อาวุโสใหญ่แปรเปลี่ยนสีหน้าเป็นเย็นชา เอ่ยขึ้นตัดบทคล้ายขับไล่ไสส่งอย่างมิไว้หน้า

            กู้ฉางเกอเอ่ยขึ้นอย่างสงบเรียบง่ายว่า “ในเมื่อเซียนเอ๋อร์ได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านผู้อาวุโสใหญ่ ข้าในฐานะพี่ชายก็ย่อมต้องมาเยี่ยมดูเป็นธรรมดา ที่สำคัญกว่านั้น ข้ากลัวว่าท่านผู้อาวุโสใหญ่จะถือโทษโกรธเคืองข้า แล้วพลอยเข้มงวดกับเซียนเอ๋อร์มากเกินไป”

            ถ้อยคำเหล่านี้ เขาเอ่ยออกมาได้อย่างลื่นไหลโดยมิต้องเสียแรงคิดอันใด ทั้งยังมิได้ต้องลงแรงหรือแลกสิ่งใดอีกด้วย

            หากกล่าวอีกนัยก็คือ เขาเกรงว่าท่านผู้อาวุโสใหญ่จะมิยอมดูแลสั่งสอนเซียนเอ๋อร์ให้ดี ด้วยเพราะโทษที่เขาเป็นต้นเหตุ ทั้งยังอาจกดขี่ข่มเหงนางโดยใช้อคติเป็นที่ตั้งได้

            แน่นอนว่าที่เขากล่าวมาทั้งหมดก็เพียงเพื่อเอ่ยกระทบกระเทียบผู้อาวุโสใหญ่เท่านั้นเอง

            ทว่าการพูดเช่นนี้ ก็เพื่อจงใจกระแทกใจผู้อาวุโสใหญ่ให้ระคายเคือง อีกทั้งยังทำให้กู้เซียนเอ๋อร์ได้เห็นว่า ตนในฐานะพี่ชายได้ปกป้องดูแลนางถึงเพียงใด ถึงกับมิเกรงกลัวที่จะขัดใจและล่วงเกินผู้อาวุโสใหญ่เพียงเพราะกลัวว่านางจะถูกกลั่นแกล้ง

            ดังที่คาดไว้ เมื่อได้ฟังถ้อยคำเหล่านี้ สีหน้าของผู้อาวุโสใหญ่ก็แปรเปลี่ยนทันควัน แววตาฉายแววโทสะรุนแรง จนทั่วทั้งฟ้าดินเบื้องหลังกระเพื่อมสั่นสะท้าน แสงสุริยันมืดมนลงในฉับพลัน เมฆหมอกดำทะมึนลอยอึมครึม กลิ่นอายพลังสะท้อนไปทั่วราวกับสวรรค์กริ้วโกรธ สายฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่ในหมู่เมฆ ราวกับพลังแห่งฟ้าดินกำลังโหมกระหน่ำ

            เหล่าศิษย์แห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ที่อยู่รอบบริเวณต่างพากันตื่นตระหนกจนแข้งขาอ่อนแรง บ้างก็แทบทรุดตัวลงคุกเข่าโดยมิอาจต้านทานพลังอันเกรี้ยวกราดนั้นได้

            “นั่นมันบริเวณที่พำนักของท่านผู้อาวุโสใหญ่นี่ เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่”

            เหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายต่างหน้าถอดสี ใบหน้าแปรเปลี่ยนไปพร้อมกับจิตใจที่สั่นสะท้าน นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่พวกเขาได้สัมผัสถึงโทสะของผู้อาวุโสใหญ่

            ประมุขแปรเปลี่ยนดุจสายธารไหลริน ทว่าผู้อาวุโสใหญ่กลับมั่นคงประหนึ่งเหล็กกล้า

            คำกล่าวนี้หาใช่คำพูดลอยลมภายในตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ไม่ นี่เป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพลังบำเพ็ญเพียรของผู้อาวุโสใหญ่นั้นน่าหวาดหวั่นเพียงใด

            “กู้ฉางเกอ…เจ้าจงหยุดพูดจาเหลวไหลเสียที!”

            “อาจารย์ของข้าจะเป็นคนเช่นนั้นได้อย่างไรกัน…”

            บนยอดเขาสูง กู้เซียนเอ๋อร์ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบเอ่ยเสียงดังขึ้นอย่างร้อนรน

            นางคาดมิถึงเลยว่า เป้าหมายของกู้ฉางเกอจะเป็นเช่นนี้ ใจของนางพลันสับสนวุ่นวายและเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินบรรยาย

            คำพูดของเขาในครานี้ นับได้ว่าเป็นการขัดใจและล่วงเกินผู้อาวุโสใหญ่จนยากจะให้อภัยได้อย่างแท้จริง!

            หากทำให้ผู้อาวุโสใหญ่ขุ่นเคืองใจแล้ว แม้เขาจะเป็นศิษย์เอกแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ทว่าชีวิตความเป็นอยู่ของเขาหลังจากนี้ย่อมมิอาจราบรื่นเป็นแน่แท้

            “ดี ดีจริง! หลายปีมานี้ นี่นับเป็นครั้งแรกที่มีเด็กเมื่อวานซืนบังอาจมาพูดจาเช่นนี้กับข้า”

            “แม้ข้าจะรู้ดีว่าเจ้าตั้งใจมากลั่นแกล้งให้ข้าขุ่นเคืองใจ ทว่าก็ต้องยอมรับว่าเจ้าทำสำเร็จแล้ว”

            ผู้อาวุโสใหญ่หาใช่คนธรรมดาสามัญไม่ ในที่สุดเขาก็สามารถสะกดกลั้นโทสะลงได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจ้องมองกู้ฉางเกอด้วยแววตาเยียบเย็น ทว่าในความโกรธเคืองนั้นกลับแฝงไว้ซึ่งการหัวเราะเยาะปนเปอยู่ด้วย “หากเจ้ามิเอ่ยปากเช่นนี้ก็แล้วไป ทว่าในเมื่อเจ้ากล่าวมา ข้าก็จะยิ่งสั่งสอนเซียนเอ๋อร์ให้เก่งกล้าจนสามารถกดข่มเจ้าไว้ได้โดยง่าย!”

            “หากนางทำมิได้ ข้าก็จะสละตำแหน่งผู้อาวุโสใหญ่นี้ แล้วแต่งตั้งเจ้าขึ้นเป็นผู้สืบทอด ก็หาใช่เรื่องที่เป็นไปมิได้!”

            คำประกาศกร้าวนี้ทำให้กู้ฉางเกอถึงกับประหลาดใจอยู่มิน้อย

            ราวกับเป็นลาภลอยที่มาวางตรงหน้าโดยที่มิได้คาดถึง

            เพียงแต่ภายนอกเขายังคงรักษาท่าทีสงบนิ่ง สายตาแฝงรอยยิ้มบางราวกับมิใส่ใจสิ่งใด “ในเมื่อท่านผู้อาวุโสใหญ่เอ่ยวาจาเช่นนี้ ข้าก็วางใจแล้ว ข้าเล่าก็อยากจะรอคอยให้มาถึงวันนั้นเสียจริง”

            “ข้าขอตัวก่อนก็แล้วกัน”

            กล่าวจบ เขาเพียงแย้มยิ้มบางเบา พลางหันไปมองกู้เซียนเอ๋อร์แวบหนึ่ง ก่อนที่ร่างจะกลายเป็นแสงเจิดจ้าสีรุ้ง สลายหายไปในอากาศ

            เขามาอย่างสงบนิ่งจากปลายฟ้า และก็จากไปอย่างสงบนิ่งเช่นกัน

            สำหรับเรื่องที่ได้ล่วงเกินผู้อาวุโสใหญ่นั้น กู้ฉางเกอก็หาได้สนใจไม่

            ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้นในห้วงความคิดของเขา

            “ติ๊ง! ผู้ครอบครองชะตาฟ้าลิขิตกู้เซียนเอ๋อร์ สังหารจิตพลันสั่นคลอน ท่านได้รับค่าวาสนา 800 แต้ม และได้รับค่าชะตาสวรรค์ 4,000 แต้ม”

            ก้าวแรกนี้ ในที่สุดก็สัมฤทธิ์ผลแล้วสินะ

            …

            บนยอดเขาสูง ลมภูผาพัดผ่านจนม่านหมอกขาวคลุ้งแปรปรวน บรรยากาศในยามนี้เงียบสงัดและแฝงไว้ด้วยความตึงเครียด

            กู้เซียนเอ๋อร์ก้มศีรษะลง มิเอ่ยวาจาใดออกมา

            ภายในใจของนางยุ่งเหยิงราวกับปมเชือกที่มิอาจแก้ไขได้

            นางย่อมรู้ถึงเจตนาของกู้ฉางเกอ เขาตั้งใจยั่วโทสะผู้อาวุโสใหญ่ให้ขุ่นเคืองใจ และด้วยคำพูดเหล่านั้น ก็เป็นการบีบให้ผู้อาวุโสใหญ่ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจในการสั่งสอนนางยิ่งขึ้นไปอีก

            ทว่าสิ่งที่นางมิเข้าใจก็คือ นี่มิใช่เรื่องดีสำหรับกู้ฉางเกอหรอกหรือ

            หากผู้อาวุโสใหญ่มุ่งมั่นสั่งสอนนางให้แข็งแกร่งจนสามารถกดข่มกู้ฉางเกอไว้ได้ เรื่องนี้หาใช่ผลลัพธ์ที่เขาต้องการไม่

            แล้วเขาจะทำเรื่องที่ดูทั้งเหนื่อยเปล่าและมิเข้าท่านี้ไปเพื่อสิ่งใด

            หรือว่าเขาอยากจะชดเชยสิ่งที่เคยทำผิดต่อนางในอดีต

            หรือเขายังมีแผนการอื่นแอบแฝงอยู่

            กู้เซียนเอ๋อร์รู้สึกสับสนยิ่งนัก นางคิดวนเวียนไปมาก็หาคำตอบมิได้เสียที ความคิดของกู้ฉางเกอในยามนี้ช่างลึกลับจนมิอาจคาดเดาได้

            ในที่สุดผู้อาวุโสใหญ่ก็ถอนหายใจออกมา ก่อนจ้องมองกู้เซียนเอ๋อร์ด้วยแววตาซับซ้อนพร้อมกล่าวว่า “มิคาดคิดเลยว่าจะมีวันที่ข้าถูกวางแผนเล่นงานเข้าเช่นนี้ กู้ฉางเกอผู้นี้ ที่สามารถเดินมาถึงจุดนี้ได้ ก็หาใช่ไร้เหตุผลเสียทีเดียว”

            “ในวันข้างหน้า บนบัลลังก์แห่งจุดสูงสุดของใต้หล้า ย่อมต้องมีที่ยืนสำหรับเขาเป็นแน่แท้”

            หากถ้อยคำนี้ถูกแพร่งพรายออกไป ย่อมก่อให้เกิดคลื่นลมสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งโลกา

            ด้วยเพราะผู้อาวุโสใหญ่แห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์นั้น เคยเอ่ยปากชื่นชมผู้ใดเช่นนี้มาก่อนไม่

            ยิ่งไปกว่านั้น น้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจนี้ ก็ยิ่งทำให้ยากจะเชื่อและจินตนาการได้

            เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ กู้เซียนเอ๋อร์พลันก้มหน้านิ่ง มิรู้ว่าควรกล่าวสิ่งใดออกไป

            ภายในใจของนางยังคงสับสนวุ่นวายมิหาย

            เมื่อย้อนนึกถึงวันที่ได้พบกับกู้ฉางเกอที่หน้าประตูสำนัก เขาดูราวกับมิมีความคิดมุ่งร้ายต่อนางเลยสักนิด

            บางที ทั้งหมดนี้เขาอาจจะต้องการชดเชยสิ่งที่ทำไว้ในอดีตให้กับนางก็เป็นได้

            เพียงแต่ว่าด้วยนิสัยของกู้ฉางเกอแล้ว มิว่าจะทำสิ่งใดก็ย่อมสร้างความขุ่นเคืองใจให้กับนางจนเลี่ยงมิได้อยู่เสมอ…

            “เจ้ามิต้องกังวลไป เซียนเอ๋อร์ หากข้ากล้ากล่าวเช่นนี้ก็ย่อมทำได้ดังเช่นที่เอ่ยออกไปแน่ เจ้าหนุ่มกู้ฉางเกอนั่นช่างทำให้ข้าโมโหนัก มิว่าจะกระทำการใดก็ช่างเกินกว่าจะบรรยายได้ว่ามีเพียงกลิ่นมารเหี้ยมโฉดแผ่คละคลุ้ง…”

            ผู้อาวุโสใหญ่เห็นว่ากู้เซียนเอ๋อร์มิกล่าวคำใด จึงได้สงบใจลงพร้อมส่ายศีรษะพลางเอ่ยขึ้นอย่างสงบนิ่ง

            “ท่านอาจารย์เจ้าคะ ท่านว่ากู้ฉางเกอนั้นปกปิดความเป็นมารนี้ด้วยเหตุอันใด เรื่องนี้อาจมีสิ่งใดแอบแฝงอยู่หรือไม่”

            กู้เซียนเอ๋อร์เอ่ยถามขึ้นทันใด แววตาเจือด้วยความฉงนสงสัย

            นี่อาจเป็นเรื่องที่กู้ฉางเกอซุกซ่อนไว้อย่างลึกล้ำ ซึ่งนางเพิ่งนึกขึ้นได้ในขณะนั้นเอง

            “ผู้มีสันดานมารมาแต่กำเนิด ย่อมมีหลายสาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนี้ เรื่องนี้แม้แต่ข้าเองก็มิอาจล่วงรู้ได้ กระนั้นมันย่อมเป็นความลับที่กู้ฉางเกอปิดบังมาตลอด หากเจ้าอยากรู้ คงต้องไปถามเขาเอาเองแล้วละ”

            ผู้อาวุโสใหญ่กล่าวตอบ น้ำเสียงไร้อารมณ์ เรื่องการเกิดมาพร้อมสัญชาตญาณแห่งมารนั้นหาใช่เรื่องประหลาดไม่ อาจเป็นเพราะกำเนิดมาพร้อมดวงจิตมารแต่แรก หรือถูกห้อมล้อมด้วยพลังมารมาแต่กำเนิด หรืออาจเป็นเพราะสาเหตุอื่นก็เป็นได้

            สิ่งที่เขาสัมผัสได้มีเพียงว่า กู้ฉางเกอกำลังปกปิดเรื่องนี้เอาไว้เท่านั้น

            ส่วนจะเป็นด้วยเพราะสิ่งใดอย่างแน่ชัดนั้น ก็ยังคงต้องค้นหาคำตอบต่อไป

            ทว่าเขาหาได้สนใจไม่ ยามนี้สิ่งที่เขาต้องการมีเพียงการสั่งสอนกู้เซียนเอ๋อร์ให้ดี ให้กู้ฉางเกอได้สำนึกเสียใจต่อคำกล่าวในวันนี้เท่านั้น

            “ขอบคุณท่านอาจารย์ ศิษย์เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” กู้เซียนเอ๋อร์พยักหน้ารับ รู้สึกเหมือนกับจับความนัยบางอย่างได้

            “ดวงจิตมารนั้นฝังรากลึกยากจะขจัด การกระทำของกู้ฉางเกอส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากอิทธิพลของมารในตัว หากมิใช่เพราะสิ่งนี้เล่า ข้าจะปฏิเสธมิรับเขาเป็นศิษย์ได้อย่างไร”

            ผู้อาวุโสใหญ่ทอดถอนใจอีกครา รู้สึกเสียดายที่ความเป็นมารนั้นได้ทำลายหน่อไม้ดีไปโดยสิ้นเชิง

            …

            เมื่อกลับถึงตำหนัก กู้ฉางเกอก็มิได้รีบร้อนจัดการเรื่องอื่นใด 

            เขายืนสงบนิ่ง ขบคิดถึงแผนการในก้าวถัดไป ส่วนเรื่องล่วงเกินผู้อาวุโสใหญ่นั้น เขาได้โยนทิ้งมันไปจากหัวเสียแล้ว มิได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย

            ส่วนเรื่องของกู้เซียนเอ๋อร์นั้น เขาได้วางหมากไว้มากมาย ด้วยความเฉลียวฉลาดของนาง ย่อมต้องขบคิดหาคำตอบและอดมิได้ที่จะสืบหาความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ในปีนั้น

            ส่วนแผนการที่เหลือเกี่ยวกับความจริงในอดีตและการดำเนินการต่อไป เขาได้วางหมากทุกอย่างไว้อย่างรอบคอบแล้ว จึงตัดสินใจจะปล่อยเรื่องราวของกู้เซียนเอ๋อร์ไว้ก่อน

            “คงถึงเวลาแล้วที่จะต้องนำเรื่องมรรคาแห่งเซียนมาพิจารณาเสียที…”

            กู้ฉางเกอหรี่ตาลงเล็กน้อย ดวงตาฉายแววลึกล้ำยากจะคาดเดา

            ตามความทรงจำในอดีตของเขา ภายในส่วนลึกของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์นั้นได้ซุกซ่อนมรรคาแห่งเซียนที่สูญหายไปเมื่อหลายปีก่อนไว้

            และภายในเส้นทางสู่มรรคาแห่งเซียนนั้น ก็มีโอกาสอันยิ่งใหญ่เหนือฟ้าดินที่เขาใฝ่หามาโดยตลอด

            นับตามกาลเวลาแล้ว โอกาสนั้นสมควรจะปรากฏขึ้นในเร็ววันนี้ ก่อนหน้านี้เขาจึงพยายามไขว่คว้าตำแหน่งศิษย์ทายาทผู้สืบทอดแห่งสำนัก ก็เพื่อโอกาสที่จะเดินทางเข้าสู่ส่วนลึกของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์

            “ถึงเวลาที่จะต้องหลอมรวมเมล็ดพันธุ์แห่งโลกเข้าด้วยกันแล้ว…” กู้ฉางเกอพึมพำกับตนเอง พลางคิดคำนวณในใจ “เมื่อผสานเข้ากับพรสวรรค์แห่งมิติของข้า บางทีอาจสามารถแทรกซึมเข้าไปในที่แห่งนั้นโดยไร้ซึ่งร่องรอย พร้อมกับฉวยโอกาสในความวุ่นวายนั้นช่วงชิงสิ่งที่ข้าต้องการมาให้ได้”

            เมื่อความคิดดังกล่าวผุดขึ้น เขาก็เปิดหน้าจอคุณสมบัติของระบบขึ้นมาเบื้องหน้า ก่อนสายตาจะกวาดไปยังเมล็ดพันธุ์โลกที่แตกหักทั้งสามชิ้น

            ขณะเดียวกันนั้นเอง ภายนอกดินแดนอนันต์สวรรค์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์

            ฟากฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล สายลมพลันแหวกออกเป็นเส้นทาง เมื่อขบวนรถลากอันวิจิตรตระการตาปรากฏขึ้น

            รถลากนั้นสร้างขึ้นจากเหล็กดำล้ำค่าเคลือบทองคำ ประดับด้วยลวดลายอันวิจิตร และถูกฉุดลากโดยอสูรร้ายเก้าตัว ซึ่งล้วนมีรูปลักษณ์คล้ายเทพหงส์ศักดิ์สิทธิ์เก้าหัวบินทะยานฝ่าสายลมมาอย่างเกรียงไกร

            ภายในรถลากอันโอ่อ่า หญิงสาวผู้หนึ่งประทับนั่งอยู่ นางสวมอาภรณ์ผ้าบางสีอ่อนพลิ้วไหว ราวกับเทพธิดาที่ก้าวออกมาจากภาพวาด

            ใบหน้างามล้ำราวกับหยกแกะสลัก งามสง่าไร้ที่ติ ปอยผมเกล้ามวยสูงอย่างประณีตคาดด้วยปิ่นหยก ดวงหน้างามสงบเยือกเย็น ทว่าแฝงไว้ด้วยความลึกล้ำดุจห้วงมหาสมุทร

            คิ้วเรียวบางดั่งใบหลิวขับรับกับดวงตาคู่หงส์ที่เปี่ยมไปด้วยความสงบนิ่ง ราวกับซ่อนเร้นความคิดอันลึกลับยากจะหยั่งถึง

            ยามนี้ นางใช้นิ้วเรียวขาวนวลคลึงบริเวณหว่างคิ้ว คล้ายบรรเทาความอ่อนล้า พร้อมเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบาทว่าเจือแววกลัดกลุ้ม

            “เจ้าสามีตัวดีของข้า…การรับมือกับเจ้าช่างยากเย็นเหลือเกิน…”

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน