เหยียบย่ำสวรรค์ (จบ)

    บทที่39 สลักค่ายกล

             เหยาหนิงรีบเปลี่ยนท่าที ของนางไปโดยพลัน เมื่อกล่าวออก “เฉินหนานเจ้าช่วงนี้ฝึกภายในเรือนพัก ริมระเบียงข้าไปพลางก่อน ข้ามีแขกมาเยือน” 

     

    “เชิญ ศิษย์พี่ใหญ่เฟิงจุน”

     

    เฉินหนานพยักหน้า เดินไปด้านข้าง ริมระเบียงติดกับธารน้ำ เขตแดนวิถี ของผู้อาวุโสเสวี่ย 

     

    เขาก็เอาแผ่นหนัง ออกมาศึกษาหยั่งรู้ ไม่ได้สนใจการพูดคุย ระหว่างศิษย์พี่เฟิงจุน แห่งสำนักกองทหาร กับองค์หญิงเหยาหนิงอีกต่อไป 

     

               เสียงเป่าชาที่ดังขึ้นมาเบาๆ ก่อนชายหนุ่มจะกระดกน้ำชา เข้าไปรวดเดียว อึก! เมื่อกล่าวถามสายตาเผยความเป็นห่วงขึ้นมา “ศิษย์น้อง เจ้าหนุ่มนี่ ไว้ใจได้หรือไม่?”

     

    ครั้นเฟิงจุน หันมองเฉินหนานริมระเบียง คล้ายไม่ค่อยเชื่อใจ มองอย่างไรอีกฝ่าย ก็ไม่น่าจะทำตัวเชื่องมือ เชื่อฟังเหยาหนิง ง่ายๆ

     

    องค์หญิงเหยาหนิง จิบชาพลางหรี่ตา เล็กๆ ก่อนกล่าวออกอย่างมั่นใจ “ไม่ต้องเป็นห่วงผู้คุ้มกันคนนี้ ของข้าไว้ใจได้”

     

               เฟิงจุน พยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้ ครั้นเห็นองค์หญิง ยืนยันอย่างหนักแน่น เขาเอ่ยเข้าประเด็นไม่อ้อมค้อม “อืมๆ ข้าได้ยินเจ้าเลือกเคล็ดวิชาตัดเมฆาเคลื่อน จากท่านอาจารย์…ท่านจึงส่งข้ามาช่วยชี้แนะ วิชาการฝึกให้กับเจ้า”

     

    องค์หญิงเหยาหนิงได้ยิน พลันยิ้มบาง “งั้นพวกเราไปอีกฟากของธารน้ำที่ท่านอาจารย์เสวี่ย ของข้าฝึกฝนเถอะ”

     

               ศิษย์พี่เฟิงจุน ยังไม่ทันได้บอกกล่าว เรื่องเขาจะพานางไปฝึกฝน ยังยอดเขาฮัวซานที่พักของตน องค์หญิงเหยาหนิงก็ย่างก้าวฝีเท้า ตัวเบาหวิวข้ามไปอีกฟากของสระธารน้ำ วิว สวย งดงาม…ไปเสียแล้ว

     

               เฮ้อ! เขตแดนวิถีตรงหน้า ถึงกับทำให้ ศิษย์พี่เฟิงจุนคิดหนักไม่น้อย ก่อนสูดลมหายใจ เข้าไปลึกจนเต็มปอด ก้าวข้ามสระธารน้ำ ที่สงบนิ่งไปยังอีกฟากอย่างไม่ลังเล

     

    วูม!

     

               ริมระเบียงเรือนพัก…เฉินหนานอยู่ในสภาวะจิตนิ่ง เขายังแอบลอบคลี่ยิ้มออกมาเล็กๆ เมื่อได้ยินเสียงชายแก่เสวี่ย ทักทายศิษย์พี่ใหญ่ของสำนักกองทหาร ชนิดอีกฝ่าย กล่าวเสียงตะกุกตะกักอยู่ไม่น้อย

     

    ทว่าเฉินหนาน จดจ่อกับร่างกายตนเอง ไปร่วมสามวัน เขาก็รับรู้ได้ทันใดว่า กำลังติดคอขวด ขั้นพลังทะลวง ยากเป็นอย่างมาก 

     

    จำเป็นต้องข้ามขีดจำกัดตนเอง ซ้ำๆ ซึ่งของล้ำค่าในการฝึกฝน สมุนไพรหญ้าตีนมังกร แทบไม่ส่งผล หากไม่ได้สมุนไพร ฝึกฝนเฉพาะทาง

     

    “บางที ข้าอาจต้องติดอยู่ในขั้นพลังกายละเอียด ระดับขอบเขตแรกเริ่ม ไปอีกพักหนึ่งกระมัง?” 

     

              เมื่อเฉินหนานกล่าวเชิงค่อนข้างเสียดาย เขาก็เริ่มหมุนวาดฝ่ามือ เอาวิชาตราประทับสลายปราณพลัง เข้ามาภายในกาย ครั้นเรียนแบบโครงสร้างค่ายกลของมันทุกระเบียบนิ้ว สลักประทับลงไปภายในตัว ช้าๆ

     

               อักษรอักขระคำว่าแข็งแกร่ง ถูกเขาเขียนทับลงไปภายในกาย ชนิดความหนักของมัน สามารถหักกระดูกภายในร่างของเฉินหนานได้ “ชิ! การสลักค่ายกลนี้ เหมือนว่าจะลำบากกว่าที่คิดแฮะ” 

     

                เขาอดไม่ได้กล่าวพึมพำกับตนเอง เหมือนว่าตอนนี้เขาถูกป่นกระดูกทั่วร่างอีกครั้ง อักษรอักขระตัวแล้ว ตัวเล่า ค่อยๆ ถูกขีดเขียน ชนิดแผ่ยืดยาวจากกลางลำตัว ไปถึงปลายนิ้วมือ 

     

                เมื่อว่างเว้นหยุดพัก เฉินหนานก็จะเอาเนื้อตากแห้ง ออกมากัดกินไปพลาง พร้อมกับได้ยินเสียงกระบี่ปะทะ จากทิศทางอีกฟากของสระธารน้ำ ดังขึ้นมาอยู่บ่อยครั้ง 

     

                ตามจริงแล้วเฉินหนาน ไม่จำเป็นต้องกินอาหาร เขาก็สามารถอยู่ได้ไม่ตายตกเป็นเดือนๆ ทว่าท้องกลับรู้สึกหิวทุกครั้ง เมื่อไม่ได้กินอะไรหลายๆ วัน ข้อนี้แม้แต่เฉินหนาน ก็ยังไม่รู้สึกชินเสียที 

     

                 ครั้นเติมพลังด้วยเนื้อตากแห้งที่เหลือไม่มาก เขาก็เริ่มสลักค่ายกลสลายปราณพลัง เข้าไปภายในกาย ซ้ำๆ ต่อทันที จนบางครั้งมองเห็นแสงอักขระ ที่โผล่ออกมาจากร่างกายเฉินหนาน เป็นตราประทับผนึกสีแดง น่าหวาดกลัวขึ้นมาชัด ทว่าบางครั้งมันก็สลัวเลือนราง ยากจะมองเห็นจับต้องได้เช่นกัน

     

                 ภาพนั้นหลังจากศิษย์พี่เฟิงจุน…กลับออกมาจากสระธารน้ำเขตแดนวิถี เกือบเป็นเวลา1เดือน มันก็ทำให้เหมือนอีกฝ่าย เก็บเกี่ยวผลพลอยได้มาไม่น้อย พร้อมจะทะลวงขั้นยอดยุทธ์ ขอบเขตระดับกลางได้ทุกเมื่อ

     

    ศิษย์พี่เฟิงจุน เผลอคลี่ยิ้มเล็กๆ ด้วยใบหน้ายินดีปรีดา เมื่อแอบเหลือบมองเฉินหนานด้วยปรายหางตา ไม่รับรู้ถึงแรงคุกคาม จากตัวอีกฝ่าย 

     

                จู่ๆ เขาจะเผยสายตาลึกล้ำ แหลมคมราวกับนกเหยี่ยวขึ้นมาทันใด “หืม!” เมื่อเห็นกายาเฉินหนาน ปรากฏตราประทับผนึกสีแดง บางอย่างดูน่าหวาดกลัวใช่เล่น 

     

    จนบางครั้งเฟิงจุน คิดว่าเป็นตราคำสาปเสียด้วยซ้ำ

     

                 “เจ้าหนุ่มนี่มันสลักค่ายกลผนึกอะไรไว้ภายในกายกันแน่?” ก่อนเฟิงจุนจะเลิกให้ความสนใจ อย่างไรเฉินหนาน ก็อยู่แค่ขั้นกายละเอียด แถมไม่มีทีท่าว่าจะขยับ เลื่อนขั้นขอบเขตย่อยเสียด้วยซ้ำ 

     

    เฟิงจุนพลางกล่าวออก “เอาเถอะอย่า ใส่ใจเจ้าหนุ่มนี่เลย” ก่อนเขา จะสืบฝีเท้าจากไป

     

    …สองวันให้หลัง เฉินหนานก็สามารถสลักค่ายกลผนึกปราณพลังแปรเปลี่ยนเป็นศักยภาพด้านกายาได้สำเร็จ อดไม่ได้คลี่ยิ้มออกมาจากมุมปาก 

     

                 เมื่อเฉินหนานกล่าวงึมงำ “ลองดูหน่อยแล้วกัน!” เขาก็กระดกน้ำเต้าหล่อเลี้ยง ดื่มพิษสุราค่อนข้างรุนแรง ขับเคลื่อนค่ายกลสลักภายในกายขึ้นมาใช้ 

     

    เปิด!

     

                 วูม! มันก็คล้ายร่างกายเฉินหนาน เปล่งแสงอักขระผนึกสีแดงเข้มขึ้นมาชัด ศักยภาพเขาก็ถูกปลดล็อก ไปอีกระดับ ชนิดที่เฉินหนานรับรู้ได้ด้วยตาเปล่า 

     

                 เมื่อกวาดมองสำรวจร่างกายสมส่วนตนเอง แม้กล้ามเนื้อ จะไม่ใหญ่โต เท่ากับผู้ฝึกฝนกายเนื้อปกติทั่วไป ทว่าก็มีความรู้สึกว่ามัดกล้ามเล็กๆ อัดแน่นไปด้วยพลังโจมตีด้านกายภาพไม่น้อย 

     


    คล้ายกับเรื่องเหยียบย่ำสวรรค์ (จบ) ที่คุณอ่าน