สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 62 เป่ยหมินมีปลาวิเศษ

            เชือกธรรมดาไม่อาจมัดตัวกู่ซาได้มันมีกำลังมหาศาลและมีร่างกายที่แข็งแรงอีกด้วยเหล่ายอดฝีมือที่พุ่งตัวออกไปแทบจะไม่มีโอกาสโจมตีมันเลย มิหนำซ้ำจวงเฟยเฟยยังสั่งห้ามไม่ให้ทำร้ายกู่ซาอีกดังนั้นโรงจวี้ฉ่างจึงสูญเสียคนเป็นจำนวนมาก

     

            อันเจิงมองจวงเฟยเฟยด้วยสายตาเย็นชาหญิงสาวรูปงามแต่กลับมีจิตใจราวกับปีศาจร้ายเดิมทีเขาคิดว่าผู้หญิงคนนี้แค่ถูกฝึกมาเพื่อรับหน้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ เท่านั้นไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีจิตใจที่โหดร้ายเช่นนี้เพื่อนำกู่ซากลับไปฝึกเป็นโอสถวิญญาณ ไม่ว่าใครจะตายก็ไม่สำคัญสำหรับนาง ทันใดนั้นอันเจิงก็นึกขึ้นได้...นำกู่ซาไปฝึกเป็นโอสถวิญญาณโดยเฉพาะกู่ซาที่มีอายุพันปีแบบนี้ เป็นไปได้อย่างเดียวนั่นก็คือ...

     

            เขาหันไปมองจวงเฟยเฟยทันที “เจ้าจะฝืนชะตาต่อชีวิตให้คนอื่นรึ?”

     

            จวงเฟยเฟยกัดริมฝีปากแล้วพูด “เจ้าถามมากเกินไปแล้ว”

     

            เพราะองครักษ์ของนางไม่กล้าฆ่ากู่ซาจึงถูกมันปล่อยพิษร้ายแรงเข้าใส่ฉะนั้นตามร่างกายของทุกคนจึงเต็มไปด้วยรอยแผล กู่ซาฆ่าคนไปไม่น้อย ยิ่งตัวมันโดนเลือดมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งบ้าคลั่งมากเท่านั้น

     

            ยอดฝีมือในโลกมายาเริ่มมามุงดูมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่มีใครคิดจะออกตัวจัดการกับมันเลยสักคน

     

            อันเจิงหมุนปิ่นแมลงปอทับทิมในมือ “ไม่ว่าเจ้าคิดจะต่อชีวิตให้ใครก็ตามแต่เจ้าตัวนี้มันฆ่าคนมากเกินไปแล้ว”

     

            เขาก้มตัวลง จากนั้นก็พุ่งไปทางกู่ซา

     

            ทันใดนั้นอันเจิงได้ยินเสียงใครบางคนเรียกเขา เขาหยุดลงอย่างรวดเร็วแล้วหันกลับไปมองจึงพบว่าชวีหลิวซีประคองตัวผู้เฒ่าฮั่วเดินมาทางอันเจิงอย่างรีบเร่ง

     

            “หลบไป!”

     

            ผู้เฒ่าฮั่วยกมือขึ้นโยนผ้าสีฟ้าในมือออกไปผ้าผืนนั้นโบกสะบัดไปมากลางอากาศ ไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่แต่เมื่ออันเจิงเห็นผ้านั้นชัด ๆ เขาก็ชะงักไปชั่วขณะ มันคือผ้าสีฟ้าที่เสี่ยวช่านอยากได้นั่นเองคิดไม่ถึงว่าผ้าผืนนี้จะยาวขึ้นเมื่ออยู่กลางอากาศ มันมีขนาดประมาณสามถึงสี่เมตร และดูเหมือนว่าจะมีจิตวิญญาณเสียด้วยเพราะมันสามารถพุ่งออกไปโจมตีกู่ซาได้ด้วยตัวเอง

     

            กู่ซากรีดร้องเสียงโหยหวนแล้วหนีโดยที่หัวห้อยต่องแต่งเป็นเพราะเมื่อครู่หัวมันถูกอันเจิงโจมตี ฉะนั้นจึงเอียงออกไปด้านข้างผ้าสีฟ้าลายดอกไม้ลอยออกไปและตามจนถึงตัวของกู่ซาอย่างรวดเร็วจากนั้นก็ห่อตัวมันไว้แน่นหนา กู่ซาที่มีแรงมหาศาลกลับดิ้นไม่หลุดเลยทีเดียว!

     

            ผ้าสีฟ้าพันธนาการมันไว้อย่างรวดเร็ว กู่ซาที่อยู่ด้านในดูเหมือนหนอนตัวหนึ่งที่ดิ้นไปมา

     

            ผู้เฒ่าฮั่วตะโกน “ตัดเอ็นของมันซะ”

     

            อันเจิงรีบออกไปเปิดผ้าสีฟ้าแล้วทำลายเอ็นที่ข้อเท้าทั้งสองของกู่ซาทันทีปิ่นแมลงปอทับทิมเป็นสมบัติวิเศษระดับสีม่วงถึงแม้จะยังไม่สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ออกมาได้ทั้งหมด แต่ก็สามารถใช้ความคมของมันให้เป็นประโยชน์ได้แม้ว่าร่างกายของกู่ซาจะแข็งแรงมาก ทว่าก็ไม่สามารถต้านพลังของปิ่นแมลงปอทับทิมได้อยู่ดีอันเจิงทำลายเอ็นที่ข้อเท้าทั้งสองของมันแล้ว กู่ซาจะไม่สามารถกระโดดได้อีก

     

            “ห้ามขโมยของข้า!”

     

            เมื่อจวงเฟยเฟยเห็นอันเจิงจับตัวกู่ซาไว้นางตกตะลึงเป็นอย่างมาก รีบเดินเข้ามาคิดจะจับหลังคอของอันเจิง

     

            นางไม่ได้มีเจตนาทำร้ายเพียงแค่อยากหยุดเขาไว้เท่านั้นเอง

     

            อันเจิงหมุนตัวจากนั้นก็สะบัดข้อมือที่ถือปิ่นแมลงปอทับทิมออกไปปิ่นนั้นจ่อไปที่คอของจวงเฟยเฟยพอดี นางเปลี่ยนกระบวนท่าใช้ฝ่ามือฟาดออกไปแทนอันเจิงเห็นดังนั้นก็ยื่นปิ่นแมลงปอทับทิมออกไปรับฝ่ามือของนาง จวงเฟยเฟยขมวดคิ้ว นางเก็บฝ่ามือแล้วซัดออกไปอีกครั้งแต่ไม่ว่าจะซัดไปทางใด ปิ่นแมลงปอทับทิมของอันเจิงก็จะรอรับฝ่ามืออยู่ทางนั้น นางมีพลังที่แข็งแกร่งกว่าอันเจิงมากแต่กลับไม่อยากทำร้ายเขาด้วยพลังที่มีดังนั้นการต่อสู้ทั้งสามกระบวนท่านี้จึงไม่ได้เปรียบเลยแม้แต่น้อย

     

            “เจ้าคิดจะช่วยใคร?”

     

            อันเจิงนำปิ่นแมลงปอทับทิมจ่อไปที่กลางหัวใจของกู่ซา“ข้าจะยกกู่ซาให้เจ้า แต่เจ้าต้องบอกข้ามาก่อนว่าจะเอาไปช่วยใคร”

     

            “ช่วย...”

     

            จวงเฟยเฟยเงียบไปครู่หนึ่ง นางกัดปากแล้วพูดขึ้น“ช่วยสามีข้า”

     

            อันเจิงตะลึงไปทันที เขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้ยินคำตอบแบบนี้

     

            วินาทีนั้นอันเจิงไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดีเขาเพิ่งเห็นจวงเฟยเฟยจัดการเรื่องนี้อย่างโหดร้าย

     

            “คนตายตั้งมากมายก็เพื่อช่วยชีวิตคนคนเดียวที่กำลังจะตายงั้นรึ”

     

            อันเจิงถอนหายใจ

     

            จวงเฟยเฟยคุกเข่าลงในทันทีขาที่อ่อนนุ่มของนางกระแทกลงบนพื้น “ขอร้องล่ะ...ข้าสามารถแลกมันกับทุกอย่างเกล็ดมัจฉาของเผ่ากู่เลี่ยข้าก็ไม่เอาแล้ว ของทุกชิ้นในโรงจวี้ฉ่างข้าก็สามารถยกให้เจ้าได้ข้าไม่เสียดายทั้งนั้น ขอเพียงยกเจ้านี่ให้ข้าเอากลับไปช่วยสามีที่ข้าให้เจ้าไปตรวจสอบของล้ำค่า ก็เพราะอยากรู้ว่ามันใช่กู่ซาอายุพันปีหรือไม่...”

     

            “เช่นนั้น...เดิมทีเจ้าก็อยากจะเปิดโลงแก้วตั้งแต่แรกแล้วและเลือดที่หยดลงบนโลงแก้วก็เกิดจากความตั้งใจของเจ้า?”

     

            จวงเฟยเฟยอ้าปากราวกับจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่ได้พูดมันออกมา

     

            “ใจจืดใจดำจริง ๆ”

     

            อันเจิงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เพื่อช่วยสามีตัวเองเจ้าใช้พวกข้ามาสังเวยให้กับกู่ซา”

     

            “ข้าไม่มีทางเลือกอื่น”

     

            จวงเฟยเฟยเงยหน้าขึ้น “ฆ่าข้าสิ เช่นนั้นเจ้าก็ฆ่าข้าเลยแล้วให้คนของข้านำกู่ซากลับไป! ผู้นำนิกายอัน หากมอบกู่ซาให้ข้าก็ถือว่าโรงจวี้ฉ่างติดหนี้บุญคุณท่าน ไม่ว่าท่านต้องการอะไรหรือเมื่อไหร่ก็ตาม โรงจวี้ฉ่างไม่มีวันปฏิเสธอย่างแน่นอน”

     

            นี่เป็นครั้งแรกที่อันเจิงเห็นน้ำตาของจวงเฟยเฟย

     

            นางเป็นผู้หญิงที่อันเจิงไม่มีวันเข้าใจหรืออันเจิงอาจไม่มีวันรู้เรื่องราวในเบื้องหลังของหญิงสาวผู้นี้เลย นางจัดการทุกเรื่องอย่างโหดเหี้ยมอำมหิตและไม่มีขอบเขตแต่กลับเป็นคนที่ทุ่มเทกับความรักมากถึงเพียงนี้ ถึงขั้นยอมตายเพื่อสามีอันเจิงขนลุกซู่ทันที เขารู้สึกว่าในช่วงที่ตัวเองเติบโตและแข็งแกร่งนี้มีสิ่งหนึ่งที่เขาไม่เคยเข้าใจ...นั่นก็คือความรัก ความรักที่ดูน่าขนลุกในบางเวลา

     

            “เจ้าได้เตรียมสมบัติวิเศษมาเก็บมันหรือไม่?” อันเจิงถาม

     

            จวงเฟยเฟยพยักหน้าเบา ๆจากนั้นก็นำของบางอย่างที่ดูคล้ายกับลิ้นชักเหล็กออกมา

     

            “เจ้าจะเอาพิษในร่างกู่ซาหรือร่างนั้นข้าให้เจ้าไม่ได้”

     

            อันเจิงเปิดผ้าสีฟ้าออกบางส่วนและเห็นช่วงหน้าอกของกู่ซา ผ้าผืนนี้ดูเก่ามากและยังมีรูอยู่หลายตำแหน่ง เวลานี้อันเจิงเพิ่งได้เข้าใจว่ารูพวกนี้มีไว้เพื่ออะไรเพราะมันสามารถเปิดส่วนใดส่วนหนึ่งออกได้และทุกรูก็อยู่พอดีกับตำแหน่งสำคัญทั้งนั้น

     

            “พิษในร่างมาจากหัวใจเจ้าเอาหัวใจมันไปเถอะ”

     

            อันเจิงไม่อยากเห็นหน้าของจวงเฟยเฟยอีกจึงขยับตัวไปด้านข้างนางหยิบถุงมือออกมาจากที่ว่างกลางอากาศ เห็นได้ชัดว่าเตรียมการเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วจากนั้นก็หยิบมีดที่คล้ายปีกจักจั่นออกมากรีดควักหัวใจกู่ซามีดจักจั่นนี้ดูไม่เลวเลยแต่ก็ไม่อาจเทียบกับปิ่นแมลงปอทับทิมได้ เวลานี้กู่ซาดิ้นรนอยู่ในผ้าสีฟ้าอย่างไร้หนทางหนีรอด

     

            หลังจากจวงเฟยเฟยควักหัวใจมันออกมาแล้วก็นำไปใส่ในลิ้นชักเหล็กด้วยความระมัดระวัง หลังจากทำสิ่งเหล่านี้เสร็จ นางก็ถอนหายใจยาวๆ แล้วก้มหัวคารวะอันเจิงอีกครั้ง “ขอบคุณจริง ๆ”

     

            อันเจิงส่ายหัว “นำเตาหลอมสมุนไพรที่ระลึกส่งไปที่นิกายเบิกสวรรค์ด้วย”

     

            จวงเฟยเฟยตอบตกลงอย่างรวดเร็ว “ข้าจะส่งคนนำไปให้ตอนนี้เลย”

     

            อันเจิงหันหลังกลับ มีความรู้สึกว่าไม่อยากเจอนางอีกแล้วเขาใช้เชือกมัดกู่ซาแล้วลากกลับนิกายเบิกสวรรค์ เงาจากด้านหลังของเขาดูอ่อนล้าเหลือเกินมีผู้คนมากมายล้อมดูเหตุการณ์นี้บนถนน จากนั้นก็มีเสียงปรบมือพร้อมตะโกนขึ้น

     

            “ผู้นำนิกายอันช่างเกรียงไกร!”

     

            ท่ามกลางเสียงตะโกนเหล่านั้นเงาของอันเจิงกลับดูผิดหวังเหลือเกิน

     

            เมื่อกลับถึงนิกายเบิกสวรรค์อันเจิงก็เผาร่างกู่ซาในทันที แล้วส่งผงกระดูกของมันเข้าไปฝังในป่าลึกบนร่างของกู่ซาเหมือนมีเรื่องราวความโศกเศร้าบางประการอยู่ แต่ไม่มีใครกล้าขุดมันขึ้นมาตรวจสอบอีกรอบเคยมีคนบอกว่ากู่ซามีพลังปีศาจบางอย่างที่ไม่สามารถทำลายได้ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มีพลังความแค้นที่มากขนาดนี้อันเจิงไม่รู้ว่าอนาคตจะมีกู่ซาหรือร่างผีตายซากแบบนี้อีกกี่ตัวแต่เขารู้ว่าบางคนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ไม่ได้ต่างไปจากกู่ซาเลย

     

            ความรู้สึกประหลาดใจของกู่เชียนเยว่ที่มีต่ออันเจิงเพิ่มมากขึ้นไม่ว่าอันเจิงเดินไปไหนนางก็จะตามเขาเป็นเงา แต่กลับไม่ยอมพูดอะไรออกมาสักคำ แววตาของนางเต็มไปด้วยแสงประกายที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

     

            “ไม่เลว ๆ ถึงแม้อายุยังน้อย อีกทั้งยังผอมแห้งแต่กินเนื้อเยอะ ๆ ก็คงดูกำยำขึ้นเองรูปลักษณ์ดูไม่เหมือนอัศวินแต่ก็สะดุดตาข้าเหมือนกัน ถือว่าข้าพอใจเป็นอย่างมาก”

     

            หลังจากเดินตามอันเจิงสี่ชั่วโมง สุดท้ายนางก็พูดออกมาแต่สิ่งที่นางพูดกลับทำให้อันเจิงสะดุดเท้าตัวเองในทันที

     

            “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” อันเจิงถาม

     

            ชวีหลิวซีวิ่งมายืนอยู่หน้าอันเจิง “นางบอกว่า...นางจะจับเจ้ากลับไปเป็นสามี!”

     

            อันเจิงหลุดหัวเราะออกมา “พูดเล่นอะไรกันท่านหัวหน้าเผ่า ท่านตาบอดแล้วหรือ?”

     

            กู่เชียนเยว่มองอันเจิงด้วยแววตาชื่นชม “ข้าชอบเจ้ามากหลังจากข้ากลับไปแล้วจะส่งสินสอดมาให้”

     

            อันเจิงกำลังอึ้งอยู่ ส่วนชวีหลิวซีหน้าแดงขึ้นทันที

     

            กู่เชียนเยว่ไม่ได้พูดอะไรต่อ เอามือไขว้หลังเดินไปทางสนามซ้อมกู่หมานและพรรคพวกกำลังจัดวางเนื้อย่างและอาหารอื่น ๆ ที่มีกลิ่นหอมตลบอบอวล

     

            “นี่...อันเจิงตอนนี้ดวงความรักเจ้ากำลังมาแรงนะเนี่ย”

     

            ตู้โซ่วโซ่วกำลังนั่งยอง ๆ มองตามกู่เชียนเยว่“เด็กสาวคนนี้ก็ดูไม่เลวนะ หน้าตาสะสวย”

     

            “ไปได้แล้ว” อันเจิงออกปากไล่

     

            ตู้โซ่วโซ่วเบ้ปาก “คนเขาไม่ชอบกินเนื้ออ้วนแต่ชอบกินเนื้อผอมต่างหาก”

     

            ชวีหลิวซีกระทืบเท้าแล้ววิ่งกลับไป

     

            เวลานี้โรงจวี้ฉ่างส่งคนนำเตาหลอมสมุนไพรมาให้อันเจิงรับเตาหลอมสมุนไพรแล้วถามขึ้นด้วยความลังเล “นายหญิงของพวกเจ้าเล่า?”

     

            คนผู้นั้นดูสับสนเล็กน้อย “ไปแล้ว นางออกจากโลกมายาไปแล้ว”

     

            ‘อืม’ อันเจิงเปล่งเสียงออกมาและคิดในใจว่าคงไม่ได้เจอจวงเฟยเฟยอีกแล้วไม่รู้เพราะอะไรเขากลับรู้สึกผ่อนคลายลง เพราะความรู้สึกที่มีต่อจวงเฟยเฟยในตอนนี้ถึงขั้นรังเกียจเลยก็ว่าได้ ไม่เจอกันอีกคงดีที่สุดแล้ว

     

            พระอาทิตย์ตกดินและส่องแสงลงมาทำให้ทุกคนมีเงาที่ยาวเหยียด

     

            อันเจิงนั่งยอง ๆ คุยกับผู้เฒ่าฮั่วอยู่บนแท่นเขานำเตาหลอมสมุนไพรให้ผู้เฒ่าฮั่ว วานให้เขานำไปให้ชวีหลิวซี

     

            “ทำไมเจ้าไม่เอาไปให้เองเล่า?” ผู้เฒ่าฮั่วถาม

     

            อันเจิงยิ้มเจื่อน “ข้าเป็นถึงผู้นำนิกายเรื่องเล็กแค่นี้ต้องไปเองเลยหรือ”

     

            “เจ้ามีพิรุธ”

     

            “อย่าถามมากความเลย...ท่านเป็นผู้อาวุโสทำตัวให้ดูจริงจังหน่อยสิ”

     

            “ชวีหลิวซีดูแปลก ๆ ไปนะ” ผู้เฒ่าฮั่วออกความคิดเห็น

     

            อันเจิงพยักหน้า “ใช่ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ทำไมเวลานางเจอข้าถึงต้องเขม่นข้าด้วย”

     

            ‘เฮ้อ’ ผู้เฒ่าฮั่วถอนหายใจ “ข้าว่าเป็นเพราะกู่เชียนเยว่ต่างหาก”

     

            อันเจิงชะงักไปแล้วหน้าแดงขึ้น “ไม่มีอะไรแปลกหรอกที่นางตามข้าไม่ใช่เพราะอยากจับไปเป็นสามีอะไรนั่น แต่เพราะเกล็ดมัจฉาอยู่กับข้าต่างหากถ้านางยอมไปง่าย ๆ สิแปลก”

     

            ผู้เฒ่าฮั่วนำกระดิ่งแก้วมาดูจากนั้นก็ส่ายหัว “ไม่เห็นมันแล้ว”

     

            อันเจิงชะงัก “เข้าไปเองแท้ ๆ”

     

            ผู้เฒ่าฮั่วมองอย่างละเอียด “ไม่เห็นมันแล้วจริงๆ”

     

            ขณะที่อันเจิงก้มหัวลง เขาสังเกตเห็นว่าสร้อยลูกประคำโลหิตบนข้อมือมีบางอย่างแปลกไปเมื่อดูอย่างละเอียดจึงเห็นว่า ลูกประคำที่ยังไม่ได้เปิดใช้เม็ดหนึ่งราวกับมีตัวอักษรอยู่เป็นอักษรที่มีขนาดเล็กมากจึงมองไม่ชัด

     

            อันเจิงยกขึ้นดูอย่างละเอียดจึงเห็นตัวอักษรที่เลือนรางแต่ก็ไม่อาจเข้าใจความหมายของมันได้ เมื่อผู้เฒ่าฮั่วดูก็ขมวดคิ้วมากขึ้นเรื่อย ๆเขายื่นมือออกมาจับและดูอย่างละเอียด แต่เพราะอายุมากสายตาจึงพร่ามัวเขาจ้องอยู่นานมากสุดท้ายจึงอ่านออก มันเป็นตัวอักษรโบราณที่มีลายเส้นซับซ้อนทั้งยังตัวเล็กอีกด้วย

     

            อักษรนั่นก็คือ...เป่ยหมินมีปลาวิเศษ

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน