Ep 030 :: เค้าลางของพายุลูกใหม่
พระราชวังเฟยเกาจงฮ่องเต้หยิบหมากสีขาววางลงบนกระบาน พระพักตร์นิ่งเรียบเพียงแต่พระโอษฐ์มีรอยยิ้มแต่งแต้มอยู่อย่างไม่มากนัก ดวงเนตรเงยขึ้นมองร่างสูงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม นิ่งเฉยรอให้อีกฝ่ายเป็นผู้เปิดบทสนทนา“...สี่ปี”“...”“เวลาสี่ปีพระองค์ใช้มันไปกับการล้มล้างสกุลเถาเท่านั้นหรือ?”คำถามเชิงติเตียนของสหายสนิทเช่นแม่ทัพใหญ่อย่างหยางเอ่อคัง มิได้ทำให้โอรสแห่งสวรรค์กริ้วโกรธแต่อย่างใด กลับกัน พระองค์กลับแค่นหัวเราะ“ต้องบอกว่าเจิ้นทำได้เพียงแค่นั้น”“...เก็บตัวหมากของสกุลเถา รวบรวมหลักฐาน จนกระทั่งเมื่อหลายวันก่อนสั่งให้ทหารล้อมจวนสกุลเถา จัดการคนในสกุลเถาทุกคน แล้วสำเร็จโทษตาเฒ่าสกุลเถาต่อหน้าพระพักตร์วันออกว่าราชการโดยไม่ให้ตั้งตัว”“...”“แต่สุดท้ายองค์ชายสิบสาม...”“...”“ปัญหากบฏราชวงศ์ก่อนก็ยังไม่จบลงง่ายๆ เพียงเท่านี้”หยางเอ่อคังเหยียดยิ้ม แต่ไหนเลยจะเป็นการเยาะเย้ย กลับกันความตึงเครียดยิ่งเพิ่มมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ เฟยเกาจงฮ่องเต้เองก็เข้าใจความนัยนั้นดีสกุลเถานั้นเป็นเพียงฉากหน้าของเหล่ากบฏ เป็นหนังหน้าไฟที่ใช้รับเคราะห์อย่างดี ในขณะที่ความจริงเบื้องหลังนั้นลึกลับและน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่า...กบฏราชวงศ์ก่อนหาใช่เพียงแค่ปัญหาภายในของแคว้นฉินอีกต่อไป“เจ้ายังเคืองที่เจิ้นเก็บสองแม่ลูกนั่นไว้ซะนานสิท่า แต่เจิ้นก็ให้เจ้าสำเร็จโทษพวกนางเองแล้วอย่างไรล่ะ”“...สี่ปีที่กระหม่อมไม่อาจเข้าหน้าลูกเมียติดจนตอนนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้น สี่ปีที่กระหม่อมมิได้กลับบ้านไปพักแต่ต้องร่อนเร่ไปทั่วแคว้น สี่ปีที่ต้องเก็บอสรพิษไว้ภายในจนวันนี้กระหม่อมต้องล้างหนอนแมลงในจวนใหม่ทั้งหมด”“...”“พระองค์จะไม่ให้กระหม่อมแค้นเคืองเลยนั้นคงยากยิ่งกว่า”หยางเอ่อคังกัดฟันกรอด แต่ก็เลือกที่จะสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสงบใจ ละทิ้งประเด็นเก่ามาจดจ่ออยู่กับเรื่องตรงหน้าที่สำคัญกว่าอีกครั้ง“แต่ในเมื่อฝ่าบาททรงล้มล้างสกุลเถาเสียหมดสิ้น จะดีแล้วหรือพะยะค่ะ”“เก็บไว้ต่อไปก็มีแต่ปัญหาภายในจะรั่วไหลมากขึ้นเท่านั้น ดีไม่ดีสุนัขที่เลี้ยงไม่เชื่องขืนเผลอละสายตาจะมาแว้งกัดเอา แถมยังต้องมาพะวงกับเรื่องภายในมากกว่าการศึกภายนอกเพิ่มอีก”เพียงสี่ปีฮ่องเต้เฟยเกาจงก็ดูมีอายุขึ้นมาก ภาระที่แบกอยู่บนพระอังสา (บ่า) ทั้งยิ่งใหญ่และหนักหนา แม้จะมีโอรสและสหายคอยช่วย แต่ก็ใช่ว่าผู้อื่นจะรู้ดีเท่าพระองค์เอง“...เรื่องการรบแนวชายแดนปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้า เจ้ายังมีข้าคอยช่วย เข้าใจรึไม่เกาจง”หยางเอ่อคังละทิ้งขนบธรรมเนียมและมารยาทควรปฏิบัติในประโยคเดียว เพียงเพราะสหายที่เห็นกันมาเนิ่นนานทำท่าเหนื่อยล้ายิ่งกว่าที่ผ่านๆ มา เฟยเกาจงฮ่องเต้นั้นสมัยก่อนที่จะขึ้นครองราชย์เพื่อปวงประชาก็เป็นเพียงขุนนางธรรมดาที่กระทำทุกอย่างเพื่อประชาชน ไม่เคยแม้แต่จะหวังสูง แต่แล้วก็เพราะทนดูถึงความอยุติธรรมไม่ไหวจึงก่อการกบฏ แต่งตั้งตนเองเป็นฮ่องเต้ที่มากคุณธรรมที่สุดในประวัติศาสตร์ของแผ่นดินตำแหน่งที่ไม่ว่าใครก็อยากจะได้นั้น ...ความจริงแล้วผู้ที่อยู่ตรงนี้หาได้เคยต้องการถ้อยคำของสหายเรียกรอยยิ้มที่แท้จริงจากผู้สูงศักดิ์บนแผ่นดินได้อย่างไม่ยากเย็น เฟยเกาจงผ่อนคลายบรรยากาศตึงเครียดได้ในทันที“...หึ ขอบใจนะ เอ่อคัง”“ปล่อยเรื่องของชายแดนไว้ให้กระหม่อม พระองค์ทรงตั้งสมาธิกับสถานการณ์ตรงหน้าเถิดพะยะค่ะ” หยางเอ่อคังลุกขึ้นพลางนั่งคุกเข้าโค้งคำนับที่เสียมารยาท ทั้งๆ ที่สหายผู้เป็นฮ่องเต้นั้นไม่ได้ใส่ใจเสียด้วยซ้ำ“...เจ้ารู้แล้วสินะ”“เพียงได้ข่าวมาเล็กน้อยเท่านั้นพะยะค่ะ”พระพักตร์ของเฟยเกาจงฮ่องเต้นั้นขรึมลง ดวงเนตรมองไกลไปยังท้องฟ้ากว้างที่แสนจะอิสระเสรี“ในงานครบรอบการขึ้นครองราชย์ของเจิ้น แคว้นเซี่ยจะส่งชินอ๋องมาร่วมอวยพร โดยบอกเป้าหมายที่แท้จริงผ่านแผ่นจดหมายคือ...ต้องการเชื่อมสัมพันธ์ผ่านการอภิเษกของชินอ๋องกับองค์หญิงซักพระองค์ของเจิ้น”“...ชินอ๋อง”...แคว้นเซี่ยอยู่ทางทิศเหนือของแคว้นฉิน เป็นแคว้นเมืองหนาวที่แทบจะมีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี แม้จะไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ แต่เป็นแคว้นเซี่ยก็เป็นมหาอำนาจหนึ่ง เนื่องจากเป็นแคว้นใหญ่ที่มีกำลังทหารเข้มแข็งมากพอๆ กับแคว้นหลายๆ แคว้นรวมกันชินอ๋องแห่งแคว้นเซี่ยคืออนุชาในองค์จักรพรรดิแห่งแคว้นเซี่ย แม่ทัพใหญ่ผู้กุมกำลังทหารกว่าครึ่งของแคว้น มีชื่อเสียงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าว่าที่องค์รัชทายาท เป็นตัวอย่างของคำว่ากล้าหาญ ดุดัน มากฝีมือ จนได้รับพระราชทินนามว่า ‘เทพสงคราม’ ในขณะที่ประชาชนพากันยกย่องอย่างให้เกียรติว่า ‘แม่ทัพไร้พ่าย’...มีชื่อเสียงเรื่องการรบพอๆ กับแม่ทัพผู้พิชิตจตุรทิศเช่นหยางเอ่อคัง“เจ้าคิดเห็นอย่างไร?”“แค้วนเซี่ยยิ่งใหญ่ แต่รักสงบไม่รุกรานใครหากไม่มีใครรุกราน หากเป็นมิตรกับแคว้นเซี่ย ฉินก็จะปลอดภัยมากขึ้นด้วย”“...มิตรหรือ...”“พระองค์ทรงคิดว่าแคว้นเซี่ยมีความตั้งใจอื่นหรือพะยะค่ะ?”โอรสสวรรค์ส่ายพระพักตร์ ดวงเนตรหลุบลงมองหมากบนกระดาน พระหัตถ์หนาวางเม็ดหมากสีขาวลงบนกระดานอย่างนิ่งเรียบ“เจิ้นยังไม่แน่ใจ”“...””ขอเพียงอย่าให้เหมือนแคว้นเว่ยและหม่าที่ตั้งใจจะเปลี่ยนความสงบสุขให้เต็มไปด้วยหยาดโลหิตก็พอ”
ชายหนุ่มผิวขาวกระจ่างใบหน้าทะเล้นนั่งหน้ามุ่ยนับเงินอยู่บนตั่งทองคำยาว ข้างหน้าต่างเป็นผืนน้ำกว้างใหญ่ มีกลิ่นเกลือโชยมาเป็นระยะ นิ้วเรียวที่สวมแหวนครบทั้งสิบนิ้วนั่งกรีดตั๋วเงินในมือเบาๆ ในขณะที่สายตาก็จับจ้องไปยังร่างอ้วนท้วมที่นั่งจ้องหน้าตนอยู่“ต้องไปรึ ท่านพ่อ?”“เออ”“โธ่ ท่านพ่อ ข้าน่ะมันสายเลือดพ่อค้านะ จะให้ข้าไปทำไมกัน?”“รับสั่งของเสด็จปู่เจ้ากล้าขัดหรือยังไง?”“...ไม่อ่ะ”“เช่นนั้นก็รีบๆ ไปเตรียมตัวได้แล้ว เจ้าต้องไปถึงเมืองหลวงแคว้นฉินภายในหนึ่งเดือน” มือเหี่ยวส่งกระดาษที่ปิดผนึกอย่างดีให้บุตรชาย แต่ทันทีที่คนรับรับไปก็ส่งเสียงร้องโวยวาย“เฮ้ นั่นฆ่ากันชัดๆ!”“บ๊ะ บอกให้ไปก็ไปเถอะน่ะ!!”“ว้าก! ไปก็ได้ ไปแล้วๆ!!”ชายวัยกลางคนเขวี้ยงพัดในมือใส่หัวผู้เป็นบุตรชายอย่างแรง จนเจ้าตัวบ่นไม่เลิกรีบโกยอ้าวออกจากห้องโถง ลูกชายไม่รักดีที่ชมชอบการค้าขายมากกว่าจะเข้ารับราชการหรือแม้แต่จะสืบทอดตำแหน่งหน้าที่ของเขาไปไกลถึงต่างแดนยังไม่พอ ในงานใหญ่ขนาดนั้นของบ้านเมืองอื่น จะทำเสื่อมเสียชื่อเสียงของบ้านเมืองตนเองหรือชื่อพ่อมันหรือไม่?“เฮ้อ... เสด็จปู่ ท่านทรงคิดดีแล้วใช่หรือไม่?”
“อภิเษกเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้น” คำกล่าวสั้นๆ ของผู้เป็นใหญ่ที่สุดในแคว้นเซี่ยเอ่ยอย่างชัดเจน จนผู้ยืนอยู่เบื้องล่างขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าใต้หน้ากากแม้ไม่แสดงอารมณ์แต่กลิ่นไอที่แผ่ออกมาก็รู้ได้ง่ายๆ ว่าไม่สบอารมณ์“แล้วเรียกข้ามาด้วยเรื่องอันใด?”“เพราะเจ้าต้องเป็นคนผู้นั้น”“ข้าน่ะรึเสด็จพี่?”“ใช่”“ทรงล้อข้าเล่นใช่หรือไม่?”“เรื่องสำคัญเช่นนี้ เจิ้นเคยล้อเล่นรึ?”“...”ชายหนุ่มในชุดสีดำขลับ ใบหน้าถูกซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากสีขาว เพียงดวงตาดุดันที่สามารถมองเห็นและ กลิ่นไอสูงศักดิ์รวมถึงจิตสังหารอันเข้มข้นที่แผ่ออกจากร่างกายสูงใหญ่นั้นก็เพียงพอจะทำให้ขุนนางรอบข้างเหงื่อแตกพลั่ก ยืนโงนเงนจะล้มแหล่มิล้มแหล่ทำท่าจะเป็นลมเสียให้ได้เพียงแต่โอรสสวรรค์ในอาภรณ์มังกรเหลืองอร่ามแห่งแคว้นเซี่ยที่นั่งอยู่บนบัลลังก์นั้นกลับนิ่งเฉย พระพักตร์หล่อเหลานิ่งเรียบไม่แสดงอาการใดๆ ทั้งสิ้น สร้างความหงุดหงิดใจแก่บุรุษชุดดำที่ยืนนิ่งอยู่ด้านล่างขึ้นไปอีก“กงกง”“จ่ะม่ะค่ะฝ่าบาท... ชินอ๋องรับราชโองการ!”กงกงข้างกายถือม้วนผ้าสีทองเดินออกมายืนด้านหน้า ริมฝีปากเอื้อนเอ่ยเสียงดังจนทุกผู้คนในโถงว่าราชการนั้นทิ้งตัวลงคุกเข้ากันแทบไม่ทัน“ชินอ๋อง ฮุ่ยเทียนเหมิง เทพสงครามผู้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเซี่ย เก่งกล้าสามารถ อาจหาญดุดัน มากทั้งสติปัญญาและฝีมือ เหมาะสมกับตำแหน่งราชบุตรเขยของฮ่องเต้เฟยเกาจงแห่งแคว้นฉิน สมควรได้รับสมรสพระราชทาน จบราชโองการ!”“...”บุรุษชุดดำที่คุกเข่าอยู่ด้านหน้าบัลลังก์มังกรนั้นนิ่งเงียบ ไม่สนใจแม้แต่กงกงที่ทำท่าจะยื่นม้วนราชโองการมาให้ จนกงกงผู้ประกาศนั้นเหงื่อไหลโทรมด้วยความหวาดหวั่น ส่งเสียงเรียกอีกฝ่ายเบาๆ ราวเสียงกระซิบ“...เอ่อ ชินอ๋อง”“ฮุ่ยเทียนเหมิงน้อมรับราชโองการ ขอฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี”มือหนายกขึ้นรับม้วนราชโองการช้าๆ เสียงทุ้มเอ่ยอย่างหนักแน่นไม่ดังไม่เบา คนรอบข้างจึงพากันหายใจหายคอโล่งอกได้บ้างดวงตาคมกริบมองไปยังวรกายอันล้ำค่าของผู้ที่อยู่บนบัลลังก์มังกร ในใจมาดหมายไว้แล้วว่าเรื่องนี้พระเชษฐาต้องมีคำอธิบายให้กับเขาในขณะที่ว่างที่องค์รัชทายาทนั้นกัดฟันแน่น ร่างกายที่ไม่ได้สูงใหญ่เท่าเสด็จอาสั่นสะท้าน ดวงตาดำขลับแอบมองไปที่พระพักตร์นิ่งเรียบของพระบิดาเล็กน้อย......เสด็จพ่อ ทำไมเล่า?
“คุณหนูเจ้าคะ จดหมายจากพวกสามแสบเจ้าค่ะ”“ขอบใจนะพี่สุ่ยหลิว”หยางเฟิ่งปิงหยิบกระดาษจดหมายขึ้นมาอ่าน ดวงตาสุกสว่างกวาดตามองตัวหนังสือก่อนจะฉีกยิ้ม“พวกนั้นส่งข่าวเรื่องอะไรมาหรือเจ้าคะ?”“ก็บ่นไปตามประสาพี่ๆ เขานั่นแหละ เพียงแต่บอกว่างานที่ได้รับมอบหมายเรียบร้อยดี อีกไม่กี่วันก็คงกลับมาถึงเมืองหลวงแล้ว เห็นว่าแข่งกันกลับว่าใครจะมาถึงก่อนเสียด้วย”“เรื่องแค่นี้ยังต้องส่งจดหมายมาอีกหรือ กลับมาคงต้องอบรมใหม่เสียแล้ว”สุ่ยหลิวขมวดคิ้ว งานของคุณหนูนั้นมีรัดตัวจะตายไป จะให้เสียเวลาว่างอันน้อยนิดไปกับการเล่นตลกของพวกนั้นไม่ได้หรอกนะ“ฮ่าๆ ไม่ต้องหรอก แบบนี้ก็สนุกดี”“คุณหนูจะตามใจพวกนั้นมากไปแล้วนะเจ้าคะ”“เอาน่าๆ ไปบอกลั่งเฟ่ยกับจิ่วอิงทีว่าข้าจะออกไปตลาด”“เจ้าค่ะ”สาวใช้ผู้เคร่งเครียดรีบกุลีกุจอทำตามที่คุณหนูสั่ง ทิ้งให้คุณหนูนั่งคอยเวลาอยู่ในห้องหับ มือเล็กหยิบผ้าแพรขาวขึ้นปิดหน้าตาที่งดงามเกินควรตามความเคยชิน ในขณะที่สายตาพลันสะดุดกับหยกสีนิน่าเกรงขาม มือเล็กหยิบหยกรูปมังกรผงาดสีดำสนิทใส่อกเสื้อเจ้าของหยกชิ้นนี้...ไม่คิดจะมาทวงมันคืนเลยรึอย่างไร?เดี๋ยวก็นำไปขายเสียนี่...นางหันหลังตั้งใจจะเดินออกจากห้อง จอกชาบนโต๊ะดันเกิดรอยร้าวดังเปรี๊ยะ พอตั้งใจจะหันกลับไปมองคิ้วก็ดันมากระตุกเสียอีก“...ลางไม่ดีสินะ”