จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 145 สุมหัวแบ่งของกัน

            อีกสามทิศทางพวกเซี่ยอวิ๋นต่างก็หิ้วพวกที่ทุบตีพวกเขาออกมาและเข้ามาล้อมรอบด้วยสีหน้าที่เยาะเย้ย

            ทั้งสี่คนต่างร่วมมือกันอย่างรู้ใจไม่ต้องบอกอะไรก็เป็นที่เข้าใจกันการโจมตีของเซี่ยอวิ๋น เจ้าหมีสอง และฮั่วเถิง ล้วนแต่เป็นการเปิดทางให้กับเย่เฉินคาถาวิญญาณสวรรค์ทั้งสิบแปดสายเป็นการช่วยให้เย่เฉินสามารถบุกเข้าใกล้หยางปินเพื่อสามารถต่อสู้ระยะประชิดได้

            “ศิษย์น้องทั้งสี่คนมีอะไรก็ค่อยๆ พูดกันดีๆ สิ” หยางปินถอยหลังออกไปอย่างต่อเนื่องด้วยใบหน้าที่ซีดเซียว

            เขาเหมือนจะกลัวขึ้นมาแล้วจริงๆแม้ว่าเขาจะถูกผนึกกำลังไปเพียงไม่ถึงหนึ่งจิบชาแต่ในช่วงเวลานั้นก็เพียงพอแล้วที่จะถูกพวกเย่เฉินเล่นงาน เขาอาจจะถูกทบตีจนหมดสติหรืออาจจะถูกปล้นของวิเศษทั้งหมดในตัวของเขา

            หยางปินไม่กล้าคิดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วและไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าเขาจะต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของศิษย์น้องทั้งสี่คน

            เขารู้สึกนึกเสียใจขึ้นมาเสียใจจริงๆ เขาเสียใจที่ไม่น่ามามีส่วนร่วมกับเรื่องนี้เลยไม่เพียงแต่ผลประโยชน์และสิ่งต่างๆ ที่เขาได้มาจากฉีหยางจะถูกปล้นไปแต่เกรงว่าทรัพย์สินอื่นๆ ทั้งหมดในตัวของเขาก็ต้องถูกยึดไปแน่นอน

            “ไม่ต้องพูดมากข้าไม่อยากฟัง” เย่เฉินกระโจนเข้ามาอย่างรวดเร็ว

            เมื่อเห็นว่าเย่เฉินกำลังกระโจนเข้ามาหยางปินที่กำลังถอยไปด้านหลัง ก็รีบหันหลังกลับและวิ่งหนีไป

            “จะไปไหน?” เย่เฉินเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เพียงแค่ไม่กี่ก้าวก็ตามหยางปินได้ทันจากนั้นก็เตะขาออกไปถีบหยางปิน และฟาดแส้ลงบนศีรษะของเขา

            โอ๊ย...!

            หยางปินส่งเสียงกรีดร้องขึ้นมาทันทีขณะนี้เขากลายเป็นผู้ที่ไม่มีพลังวิญญาณปกป้องกาย แม้ว่าเขาจะอยู่ในขั้นพลังหยางแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเย่เฉิน เขาเองก็ไร้เรี่ยวแรงจะตอบโต้เช่นกัน

            อ๊ากกก...!

            ฮั่วเถิงเซี่ยอวิ๋นและเจ้าหมีสองทั้งสามคนต่างเข้ามาจากอีกสามทิศทางที่เหลือพร้อมร้องตะโกนเสียงดังกึกก้องต่างคนต่างแสดงพลังของตนออกมา ทันทีที่หยางปินลุกขึ้นยืนเขาก็ถูกทุบตีจนคว่ำลงไปบนพื้นอีกครั้ง

            “ทำอะไรเอาไว้ก็ต้องใช้คืน” เย่เฉินฟาดแส้ออกไปสุดแรง ไม่กล้าจะล่าช้าเลยแม้แต่น้อย เพราะเขามีเวลาอยู่เพียงไม่ถึงหนึ่งจิบชาจึงต้องการใช้ช่วงเวลานี้ทำให้หยางปินล้มลงให้ได้ไม่เช่นนั้นความพยายามทั้งหมดอาจจะต้องสูญเปล่า

            โอ๊ย...!

            โอ๊ย...!

            เสียงกรีดร้องของหยางปินดังขึ้นอย่างต่อเนื่องพร้อมกับศีรษะแตกจนเลือดไหลออกมา

            เมื่อฉีหยางที่อยู่อีกด้านหนึ่งเห็นดังนั้นและเห็นว่าเริ่มจะมีท่าไม่ดี เขาจึงรีบพุ่งเข้ามาแต่เขาเพียงคนเดียวไม่อาจจะเอาชนะจื่อซวนได้ แม้ว่าเขาจะรังเกียจหยางปินมากเพียงใดแต่ในตอนนี้เขาก็มีความจำเป็นต้องใช้งานหยางปิน

            เพียงแต่ทันทีที่เขาก้าวออกไปสองก้าวเงาร่างของจื่อซวนที่น่ากลัวเหมือนภูตผีก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขาและทุกอย่างจึงเป็นไปตามแผนของเย่เฉินที่ไม่มีทางเปิดโอกาสให้ฉีหยางได้เข้าไปช่วยหยางปิน

            “ให้ตายเถอะ”ฉีหยางกัดฟันพูด และต้องการที่จะออกไปช่วยหยางปินแต่พละกำลังของจื่อซวนนั้นมีอยู่มากเกินไปแม้แต่ศิษย์แท้จริงของสำนักเหิงเยว่อย่างเขาก็ยังไม่สามารถทำลายแนวป้องกันของนางได้

            โอ๊ย...!

            เสียงกรีดร้องครั้งสุดท้ายของหยางปินดังออกมาในที่สุดเขาก็พ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง

            เพื่อความปลอดภัยและแม่นยำหลังจากทุบตีหยางปินจนหมดสติไปแล้วเย่เฉินก็ได้ฟาดแส้ออกไปใส่เขาอีกสองครั้ง

            เมื่อมองไปยังฉีหยางอีกครั้งก็เห็นว่าสถานการณ์คลี่คลายลง เขาไม่กล้าที่จะสู้ต่อไปเพราะใครจะไปรู้ว่าพวกของเย่เฉินจะทำกับเขาแบบเดียวกันนี้หรือไม่และหากเป็นเช่นนั้น จุดจบของเขาก็คงจะน่าสังเวชยิ่งกว่าหยางปินเป็นแน่

            แต่เมื่อนึกถึงความแข็งแกร่งของจื่อซวนฉีหยางก็รีบหันกลับแล้ววิ่งหนีไปอย่างไม่คิดอะไรแล้วทั้งสิ้นวิ่งหนีไปด้วยความเร็วที่ทำให้คนต้องประหลาดใจ

            เมื่อฉีหยางออกไปแล้วเย่เฉินก็ไม่ได้ให้จื่อซวนติดตามเขาไปด้วยพละกำลังของฉีหยางเมื่อคิดจะหนีไปจื่อซวนก็ไม่อาจจะหยุดรั้งเขาไว้ได้และพวกเขาก็ไม่มีคาถาวิญญาณสวรรค์ จึงได้แต่ปล่อยให้ฉีหยางหนีจากไป

            ที่ภูเขาด้านหลังของสำนักในก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง

            ในขณะนี้ทั้งสี่คนก็นั่งยองลงบนพื้นสายตาแต่ละคู่ต่างจับจ้องไปยังของวิเศษจำนวนมากมายที่อยู่ตรงหน้าหลังจากต่อสู้จนชนะก็ต้องมีการแบ่งของรางวัลสำหรับการต่อสู้

            จะต้องบอกไว้ว่าในฐานะที่หยางปินเป็นศิษย์แท้จริงของวิเศษที่อยู่ในถุงเก็บของจึงมีมากมายจริงๆ เงินจำนวนหนึ่งแสนหินวิญญาณยังไม่พอยังมีสมุนไพรวิญญาณ น้ำยาวิญญาณ และยันต์ศักดิ์สิทธิ์ทำให้ทั้งสี่คนที่กำลังมองดูอยู่นั้นต่างอดที่จะกลืนน้ำลายไม่ได้

            เพียงแต่สิ่งที่ทำให้ทั้งสี่คนต้องผิดหวังคือในถุงเก็บของของหยางปินไม่มีเคล็ดวิชาลึกลับใดๆ อยู่เลย ศิษย์ที่อยู่ในระดับเดียวกันกับเขาจะเก็บเคล็ดวิชาลึกลับเอาไว้ภายในห้วงความคิด และไม่มีทางที่ใครจะขโมยเอาไปได้

            “หนึ่งคนต่อหนึ่งในสี่ห้ามหยิบไปมากกว่านั้น”เย่เฉินพูดจบก็เก็บเงินหลายหมื่นหินวิญญาณเข้าไว้ในถุงเก็บของส่วนพวกเซี่ยอวิ๋นก็รีบเก็บเงินเหล่านั้นอย่างรวดเร็วมากเช่นกัน

            “ข้าต้องการจานเข็มทิศชิ้นนี้”เมื่อแบ่งหินวิญญาณกันแล้วเซี่ยอวิ๋นก็รีบคว้าเอาแผ่นจานดาวเหนือมาไว้ในอ้อมแขนอย่างรวดเร็ว

            แววตาของชายผู้นี้ดูโหดร้ายมากดูเหมือนว่าเขาจะรู้จักแผ่นจานดาวเหนือชิ้นนี้และดูเหมือนจะรู้จักการใช้งานของมันด้วย

            “ข้าขอขวานเบิกภูผาชิ้นนี้นะ”ฮั่วเถิงก็มองไปยังอาวุธที่ดูดีไม่ต่างกัน เขาเป็นผู้ที่ชอบการสงครามเขาจึงชื่นชอบอาวุธที่ดุดัน เช่นเดียวกันกับค้อนคู่ของเขา และขวานเบิกภูผาที่อยู่เบื้องหน้านี้

            “ถ้าอย่างนั้นไข่มุกวิญญาณเม็ดนี้ก็ต้องเป็นของข้าแล้ว”เจ้าหมีสองยื่นมือออกมาหยิบอย่างรวดเร็วและยัดไข่มุกวิญญาณที่ส่องแสงสว่างเข้าไว้ในเป้ากางเกงและไม่ต้องบอกเลยว่าเขาก็ได้ของวิเศษที่ไม่เลวไปเช่นเดียวกัน

            ด้านเย่เฉินเขาได้หรี่ตาเหลือบมองไปยังทั้งสามคน

            ทั้งสามคนนี้ไม่ได้โง่เลยสักคนพวกเขาต่างหยิบแต่ของวิเศษดีๆ และเหลือเพียงของธรรมดาๆ เอาไว้ให้เขาเล็กน้อยสิ่งนี้จึงทำให้เขาเข้าใจเหตุผลอย่างหนึ่งในการแย่งชิงของวิเศษกับสามคนนี้คือความเร็ว

            “เจ้าเลือกตามสบายเลย”เมื่อเห็นใบหน้าที่เคร่งเครียดของเย่เฉินทั้งสามคนก็มองไปยังดวงดาราที่กระจายอยู่ไกลออกไป

            “พวกเจ้านี่ยอดเยี่ยมจริงๆ”เย่เฉินด่าออกไปคำหนึ่ง แต่เขาก็ยังทำการเลือกสิ่งของที่เหลืออยู่

            ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่เขาคิดไว้ในบรรดาของที่เหลืออยู่นั้นเมื่อลองดูแล้วก็พบว่าไม่มีของวิเศษชิ้นไหนจะดูสะดุดตาเป็นพิเศษเลย

            เย่เฉินไม่มีทางเลือกจึงทำได้เพียงหยิบกระบี่วิญญาณเล่มหนึ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาขึ้นมาเมื่อเทียบกับของวิเศษที่แสนธรรมดาพวกนั้นแล้ว กระบี่วิญญาณเล่มนี้ยังดูมีระดับมากกว่าอาวุธวิญญาณธรรมดาพวกนั้นแต่หากเปรียบเทียบกับพวกเซี่ยอวิ๋นก็นับว่ายังห่างกัน

            เพียงแต่ในขณะที่เขากำลังนำกระบี่วิญญาณยัดใส่ลงในถุงเก็บของอัคคีเทวะในร่างกายของเขาก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรงทันที

            มีของวิเศษ!

            ดวงตาของเย่เฉินเปล่งประกาย

            เขาถือกระบี่วิญญาณไว้ในมือจ้องไปยังสิ่งของที่กองอยู่ตรงหน้าตามการดึงดูดของอัคคีเทวะจากนั้นจึงมองไปยังแผ่นเหล็กสีดำแผ่นหนึ่งที่อยู่สุดสายตา

            แผ่นเหล็กนี้มีขนาดประมาณเล็บของผู้ใหญ่มีสนิมเป็นรอยด่าง ดูเก่าและโบราณ ดูไม่มีอะไรน่าแปลกใจแต่มันเป็นสิ่งที่อัคคีเทวะกำลังหมายถึง

            “ข้าต้องการกระบี่วิญญาณเล่มนี้”เย่เฉินกระแอม และเก็บกระบี่วิญญาณเข้าไปในถุงเก็บของและหยิบแผ่นเหล็กนั้นเก็บเข้าไปด้วย เป็นเพราะกระบี่วิญญาณที่เขาเก็บมานั้นจัดอยู่ในระดับที่ไม่สูงและพวกเซี่ยอวิ๋นก็ต่างเลือกของวิเศษไปหมดแล้วและเมื่อเย่เฉินหยิบไปมากกว่าหนึ่งชิ้น เขาทั้งสามคนจึงไม่มีใครพูดอะไร

            การแบ่งสัดส่วนกันครั้งต่อไปก็มีความกลมกลืนกันมากขึ้นของวิเศษของหยางปิน ถูกพวกเขาสี่คนแย่งชิงไปไม่มีเหลือไม่รู้ว่าเมื่อเขาฟื้นขึ้นมา จะถึงกับกระอักเลือดหรือไม่

            “พวกข้าไปล่ะ”หลังจากทำการแบ่งของวิเศษกันแล้ว ทั้งสี่คนก็ต่างเดินทางออกจากภูเขาไป

            “คราวหน้าถ้ามีอะไรดีๆเช่นนี้อีกก็บอกข้าด้วยนะ”

            “ยังจะมีครั้งหน้าอีก? ข้าจะบอกพวกเจ้านะ กลับไปครั้งนี้ ต้องตั้งใจฝึกฝนอย่างแข็งขันหากไม่มีอะไรจำเป็นก็อย่าลงจากเขาเพราะคนพวกนี้คงจะต้องดักรอพวกเราอยู่ที่ด้านล่างเขาแน่นอน?”

            ......

            ขณะนี้เกิดกลุ่มควันสีแดงขึ้นทางทิศตะวันออก

            ยอดเขาดรุณีหยกฉู่หลิงเอ๋อร์ได้ยืดตัวบิดขี้เกียจและเดินออกมาจากห้องเพื่อทำการดูดซับพลังวิญญาณจากฟ้าดินอย่างเต็มที่

            “ภายนอกนี่มันช่างสดชื่นอะไรเช่นนี้”สีหน้าของฉู่หลิงเอ๋อร์เต็มไปด้วยความพึงพอใจ

            “อาจารย์ศิษย์กลับมาแล้ว” เมื่อเสียงของฉู่หลิงเอ๋อร์สิ้นสุดลง เสียงของเย่เฉินก็ดังขึ้น

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】 ที่คุณอ่าน